Masukมือใหญ่ดันร่างอวบอั๋นออกห่าง รอกระทั่งเจ้าหล่อนเดินหายลับไปจากขอบเขตสายตาแล้วจึงสาวเท้าเข้าไปหาอดีตแฟนสาวด้วยสีหน้าสำนึกผิด
"บี๋คะ พี่รู้ว่าบี๋โกรธ แต่บี๋อย่าประชดประชันพี่ด้วยวิธีนี้เลยนะคะ เรากลับไปคุยกันที่ห้องก่อนดีไหมคะ"
"คุย? เรายังมีอะไรให้คุยกันอีกค่ะ กลับไปหายัยนมตู้มของพี่เถอะค่ะ"
ไปป์จิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อแฟนสาวไม่ว่านอนสอนง่ายเยี่ยงครั้งก่อน ๆ มือใหญ่คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กแล้วออกแรงดึงรั้ง น้ำเสียงเริ่มแข็งกระด้าง
"กลับไปคุยกันที่ห้อง"
"เลิกแล้วก็เลิกเลยดิวะ!"
บริ้งค์ตะโกนใส่หน้าอดีตแฟนหนุ่มเสียงดังลั่น สะบัดมือออกจากการเกาะกุมราวกับต้องของร้อนแล้วเชิดหน้าใส่ ตั้งมั่นแน่วแน่ว่าครั้งนี้เธอจะไม่ยอมใจอ่อนกลับไปกินหญ้าอีกเด็ดขาด
"หมากฝรั่งที่บริ้งค์คายทิ้งแล้ว บริ้งค์ไม่เก็บเอากลับมาเคี้ยวอีกหรอกค่ะ มันเสียรสชาติแล้วก็สกปรก!"
"มันจะมากเกินไปแล้วนะ!"
ไปป์ขบกรามแน่น ถึงจะรู้ตัวว่าทำผิดที่นอกกาย แต่จะโทษเขาฝ่ายเดียวได้อย่างไรในเมื่อคนตรงหน้าไม่ยอมให้เขาเผด็จศึกเสียที ไม่รู้จะหวงเนื้อหวงตัวเก็บไว้ให้ใครกัน
"ไม่คิดบ้างเหรอว่าที่พี่เป็นแบบนี้เพราะใคร"
"นี่พี่โทษบริ้ิงค์เหรอ"
"ก็ถ้ามันมีให้กินที่บ้าน ใครมันจะออกไปหากินข้างนอกวะ!"
บริ้งค์อ้าปากค้าง ไม่คิดเลยว่าคนที่เธอเทิดทูนให้เป็นรักครั้งแรกจะมีความคิดต่ำตมเช่นนี้ เธอยกมือขึ้นชี้หน้า ตั้งท่าจะพ่นคำก่นด่าออกมาอีกระลอก แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อคนข้างกายมีความเคลื่อนไหวหลังยืนนิ่งมานาน
เธอเสียอาการเล็กน้อยในตอนที่ชายแปลกหน้าดึงท่อนแขนออกจากการกอดรัด ทว่าวินาทีถัดมาดวงตาก็เบิกกว้าง เลิ่กลั่กจนเก็บอาการไม่อยู่เมื่อจู่ ๆ เขาตวัดแขนโอบเข้าที่รอบเอว รั้งตัวเธอเข้าหา
กลิ่นน้ำหอมสะอาดสดชื่นจากกายแกร่งทำเอาใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ยิ่งเมื่ออีกฝ่ายกระชับวงแขนจนใบหน้าเธอขยับเข้าไปซุกซบกับแผงอกกว้าง พวงแก้มนวลก็เห่อร้อนแดงก่ำ
"พูดจบหรือยัง"
น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยถามพลางจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง ๆ ใช่ว่าอยากจะเอาตัวเข้าไปวุ่นวาย แต่เพราะรำคาญหูรำคาญตาและไม่ต้องการตกอยู่ในสถานะตัวประกอบฉากอันแสนน้ำเน่านี้อีกต่อไป
"เสือก!"
ไปป์ตะคอกเตือนเสียงขุ่น ทว่าในวินาทีที่สบเข้ากับดวงตาสีนิลซึ่งเปี่ยมด้วยอำนาจคู่นั้น เขากลับต้องเป็นฝ่ายเสหลบสายตา รู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออกขึ้นมาดื้อ ๆ
ติณณ์ร้องเหอะในลำคอ ยกมือขึ้นสั่งลูกน้องให้ถอยกลับไปยืนจุดเดิม หากไม่ติดว่ามีกฎที่ตกลงไว้กับทางคลับล่ะก็ ไม่มีทางที่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนจะได้รอดกลับไปหลังยืนพ่นคำหยาบคายใส่หน้าเขาแบบนี้
"ถ้าพูดจบแล้วก็ถอยไป"
"ฝากไว้ก่อนเถอะ!"
ดวงตาคมกริบปรายมองเพียงนิด ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มอย่างผู้เหนือกว่าเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มคู่กรณียอมเดินจากไปแม้มีสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะออกแรงดันให้เด็กสาวเดินออกมายังลานจอดรถด้านหลังด้วยกัน
"รถอยู่ไหน"
เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือหัวพร้อมกับท่อนแขนแกร่งที่คลายออกทำให้บริ้งค์สะดุ้งหลุดออกจากห้วงภวังค์ แววตาเลือนลอยช้อนขึ้นมองสีหน้าเรียบเฉยติดจะถมึงทึงของผู้ช่วยชีวิตแล้วชะงัก ตกตะลึง
จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเข้มคมเข้มขมวดมุ่นน้อย ๆ บวกกับสายตาดุดันให้ความรู้สึกกร้าวใจอย่างบอกไม่ถูก ตรงทางเดินที่แสงค่อนข้างสลัวนั่นก็ว่าหล่อแล้ว พอมาเจอไฟสว่างโร่ อื้อหื้อ ความหล่อระดับเฮชดีมีจริง!
บริ้งค์กรีดร้องในใจ
"จะจ้องฉันอีกนานไหม"
ติณณ์เอ่ยถามเสียงห้วน เมื่อแววตาหลงใหลได้ปลื้มของเด็กสาวเอาแต่จดจ้องเขาอย่างไม่ลดละ ซ้ำยังยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นแอลกอฮอล์ที่เจืออยู่ในลมหายใจอย่างชัดเจน
"อะ อ้อ ขะ...ขอโทษค่ะ"
บริ้งค์สะดุ้ง ถอยออกมายืนในระยะที่เหมาะสมแล้วละล่ำละลักขอโทษเสียงแผ่ว ริมฝีปากบางเม้มแน่นอย่างขัดเขินที่ถูกจับได้ว่าเผลอตัวมองเขาจนเกินงาม
"ตกลงว่ารถอยู่ไหน"
"อา จะ...จอด จอดอยู่ด้านหน้าค่ะ"
เมื่อทราบพิกัดของสิ่งที่ต้องการแล้วติณณ์จึงส่งสายตาข้ามไหล่ไปหากรกันต์ ลูกน้องคนสนิทเป็นเชิงสั่งการให้แยกย้าย ก่อนจะพยักพเยิดหน้าส่งสัญญาณให้เด็กสาวเดินนำไปยังจุดที่เธอแจ้ง
ไม่ใช่ว่าอยากจะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ หากเมื่อนึกถึงท่าทางเย้ยหยัน ประชดประชันทั้งที่น้ำตาจวนเจียนจะร่วงอยู่รอมร่อเมื่อครู่ เขาก็อดรู้สึกเวทนายัยเด็กนี่ไม่ได้
ความเกลียดชังในแววตาเศร้าสร้อยคู่นั้นมันทำให้เขาเหมือนเห็นภาพตัวเองยามเป็นเด็ก จะต่างกันก็ตรงที่เขาเลือกเก็บทุกอย่างไว้ในใจ ในขณะที่เด็กสาวนั้นแสดงความรู้สึกนึกคิดออกมาอย่างเปิดเผย
"ง้อ~ อย่าโกรธแม่บริ้งค์นานเลยนะคะ"แม้ใจจะเหลวเป็นน้ำไปแล้วเพราะคำออดอ้อนหวานหูที่ชื่นชอบ ทว่าพอนึกถึงช่วงพักหลังที่ภรรยาเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ทำกิจกรรมมิหนำซ้ำบางวันยังกลับไปนอนค้างที่บ้านใหญ่ ทิ้งให้เขานอนเดียวดาย ระบายอารมณ์ด้วยมืออยู่เพนท์เฮ้าส์คนเดียว ความน้อยใจก็ตีตื้นขึ้นมาจุกอก"หนูรักพี่น้อยลง""ใครบอก! หนูไม่เคยรักพี่น้อยลงเถอะ มีแต่จะรักมากขึ้น มากขึ้นทุ๊กวันนน~ ใช่ไหมครับน้องมาร์คสุดหล่อ""ฮึ ปากบอกว่ารัก แต่ทำไมพอพี่กอดพี่จูบก็ผลักออก พี่ชักจนมือจะถลอกหมดแล้ว"พวงแก้มนวลพลันร้อนฉ่า ลนลานยกสองมือประกบปิดกั้นสองหูของหลานชายจากถ้อยคำสองแง่สองง่ามแล้วถลึงตา เอ่ยเอ็ดคนหื่นเสียงอ่อน"พูดอะไรเกรงใจหลานหน่อยค่ะ""หลานไม่รู้เรื่องหรอกน่า"ติณณ์เถียงหน้าตาย เลื่อนมือลงปิดบังสายตาอยากรู้อยากเห็นของเด็กน้อยก่อนโน้มใบหน้าลงประทับจูบ และเพียงแค่ได้สัมผัสความปรารถนาที่อัดอั้นมานานก็พลันปะทุลุกโชน มืออีกข้างที่ยังว่างจึงสอดล็อกท้ายทอยไม่ให้เธอถอยหนีแล้วเพิ่มน้ำหนักการบดจูบ ตะโบมดูดดึงด้วยความโหยหาเสียงทุ้มร้องคำรามด้วยความรู้สึกดีเมื่อแรงขัดขืนค่อย ๆ ผ่อนลง กระทั่งกลายเป็นการจูบตอบอ
ความคุ้นชินทำให้เด็กชายมารุตโผเข้าหาสองแขนเรียวเล็กที่อ้ารอรับอย่างง่ายดาย ซ้ำใบหน้าขาวกลมยังซุกซบคลอเคลีย ไม่เหลือบแลผู้ปกครองที่ยังยืนอยู่อีกเลยมิรินส่ายหน้าระอากึ่งเอ็นดู "ดูสิดู พอได้เจอสาว ก็ลืมพ่อกับแม่เชียว""พี่ชินท์กับพี่มิรินไปเที่ยวให้สบายใจนะคะ เดี๋ยวบริ้งค์ดูหลานให้เอง จะค้างสักสองคืนก็ได้น้า เผื่อว่าจะได้~ คิกคิก"บริ้งค์แกล้งลากเสียงยาว ๆ ยักคิ้วหลิ่วตาล้อเลียนอย่างทะเล้น ส่งผลให้พวงแก้มนวลของมิรินแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ขณะที่เตชินท์เดินเอาข้าวของจำเป็นไปเก็บให้ที่โต๊ะของเธออย่างรู้งานกระเซ้าเย้าแหย่กันต่ออีกครู่หนึ่งคนที่อยากมีเวลาส่วนตัวกับภรรยาใจจะขาดก็เอ่ยตัดบทแล้วลากคนข้างกายเข้าลิฟต์ บริ้งค์จึงหันมาฝากงานให้เลขาตัวจริงตรวจต่อ ส่วนตัวเธอนั้นก็เดินลิ่ว ๆ อุ้มก้อนนุ่มนิ่มสุดน่ารักตรงไปยังห้องท่านประธานก้อกก้อกก้อก"เข้ามา"น้ำเสียงห้วนจัดบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าคนด้านในอยู่ในอารมณ์ไหน ทว่ามันก็ไม่ได้ทำให้บริ้งค์รู้สึกหวาดกลัว กลับกันคือยิ่งขบขันด้วยรู้ดีว่าเพราะเหตุใจช่วงนี้อีกฝ่ายจึงมีอาการแบบนี้มือเรียวผลักประตูห้องทำงานให้เปิดออกกว้างแล้วโผล่ใบหน้าเปื้อนยิ้มเ
@หลายเดือนต่อมาเสียงปลายนิ้วจรดลงบนแป้นพิมพ์ดังเป็นจังหวะขณะที่ดวงตากลมโตก็หลุบมองระหว่างแฟ้มเอกสารและหน้าจอสลับกันไป หลังจากบริษัททัวร์ที่เธอแอบไปทำงานด้วยจำต้องปิดตัวลงเพราะพิษเศรษฐกิจ บริ้งค์จึงทำการย้ายตัวเองมาเป็นผู้ช่วยของแอลทีชั่วคราวหนึ่งคือทำตามคำขอของสามี สองคือหวังเรียนรู้งานเพื่อนำไปต่อยอดให้บิดา แม้จะแอบผิดหวังอยู่ลึก ๆ ที่ไม่อาจสานฝันให้มารดาผู้ล่วงลับได้ แต่พอนึกถึงสีหน้าเริงร่ายามชายหนุ่มได้ตื่นมาทำงานและกลับพร้อมกัน ความรู้สึกผิดก็เบาบางลงทว่าดูเหมือนว่าหน้าที่หลักของเธอจะกลายเป็นการรับสายของท่านประธานจอมเอาแต่ใจเสียมากกว่าบริ้งค์ถอนหายใจเบา ๆ วางมือจากงานตรงหน้าอย่างเสียไม่ได้เมื่อถูกรบกวนด้วยเสียงริงโทนมาตรฐานของโทรศัพท์สำนักงานที่ต่อให้ไม่ได้ยินเสียงก็รู้ดีว่าปลายสายคือใครโอ๊ยยย อะไรจะอาการหนักขนาดนั้น นึกบ่นในใจหากมือเรียวก็เอื้อมไปหยิบหูโทรศัพท์มาแนบหูอยู่ดี"พี่ติณณ์ นี่มันรอบที่สามแล้วนะคะ"(คิดถึง)"ทราบแล้วค่ะ แต่ถ้าพี่ติณณ์จะกรุณา รบกวนเซ็นเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะให้หมดด้วยนะคะ"(มาหาหน่อย)นี่เราคุยเรื่องเดียวกันอยู่ไหมเนี้ย!? คิดแล้วก็พ่นลมหายใจแรง ๆ ใส่
ใบหน้ากลม ๆ เอียงมอง กะพริบตาคล้ายกำลังครุ่นคิด แต่เพียงไม่กี่วินาทีร่างป้อมก็ลอยหวือขึ้นนั่งบนหน้าตักแกร่งด้วยฝีมือของเด็กสาวที่วิ่งไล่ตามเด็กมาติด ๆ ด้วยห่วงว่าเด็กน้อยจะสะดุดกอหญ้าแล้วล้มคะมำกลางทางบริ้งค์หลุดหัวเราะคิกคักชอบใจเมื่อสีหน้าดุ ๆ ของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นเหลอหลา ตัวเกร็งทันทีที่เด็กน้อยย้ายไปนั่งบนหน้าตัก แต่กระนั้นสองแขนก็ยังโอบประคองตามสัญชาตญาณแม้จะเก้ ๆ กัง ๆ เต็มที ทำให้ทุกคนที่มองเห็น พลอยยกยิ้มตามไปด้วย"บริ้งค์"ติณณ์กดเสียงต่ำพลางถลึงตาเรียกให้เด็กสาวมาอุ้มตัวเด็กชายกลับคืน แต่นอกจากเธอจะไม่ทำตามแล้ว ยังหันไปพูดคุยหยอกล้อกับมิรินอย่างสนุกสนาน ครั้นพอหันไปขอความช่วยเหลือจากเตชินท์ อีกฝ่ายก็ยักไหล่แล้วทำเมิน ทิ้งให้เขาได้แต่ปาดเหงื่อ คิดไม่ตกว่าจะจัดการกับก้อนนุ่มนิ่มนี่อย่างไร"หนม หนมโหน่ยยย~"เสียงอ้อแอ้ดังขึ้นเรียกความสนใจอีกหนแต่เพราะติณณ์มัวแต่ครุ่นคิดจึงไม่ทันฟัง ใบหน้าคมคายโน้มลงต่ำพลางถามย้ำว่าหลานชายพูดอะไรแต่แล้วในจังหวะที่กำลังเงี่ยหูฟังมือป้อม ๆ ก็วางทาบลงบนข้างแก้มสากแล้วตบเบา ๆ อย่างถือวิสาสะ สีหน้าหงิกงอคล้ายไม่พอใจที่ผู้มีศักดิ์เป็นลุงไม่สนใจ ท
"สวัสดีค่ะคุณพ่อ สวัสดีค่ะคุณแม่"เธอใช้หัวไหล่กระแซะคนข้างกายเบา ๆ เรียก และเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยอมลดทิฐิก้มศีรษะลงทำความเคารพด้วยเธอก็คลี่ยิ้มสดใส หันไปพนมมือไหว้คนอื่น ๆ ต่อตามลำดับอาวุโสกระทั่งมาถึงเด็กหนุ่มที่ดูจะเป็นรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอจึงเปลี่ยนมาเป็นโบกมือพร้อมส่งยิ้มทักทายตุลยชาติโบกมือตอบรัว ๆ กระเซ้าด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน"คิดว่าจะเบี้ยวกันซะและ""โถว ๆ ใครจะกล้าเบี้ยวได้ล่ะ ก็มีคนแถวนี้บอกว่าถ้าแพ้แล้วจะยอมยกแผ่นเกมให้นี่นา"ตุลยชาติหัวเราะร่วน แม้จะไม่สนิทพี่ชายต่างมารดา ทว่าพอได้พบปะกันบ่อยครั้งที่มหาวิทยาลัยเพราะเขาและพี่สะใภ้ศึกษาที่เดียวกันเพียงแค่ต่างคณะ ความเกรงกลัวจึงลดลงจนกล้าหยอกล้อต่อหน้า“นี่ ๆ มีอะไรจะอวดแหละ”แววตาเป็นกระกายเหล่มองพร้อมขยับเข้าไปคว้าแขนหญิงสาว สีหน้าภาคภูมิใจยามพูดถึงของเล่นชิ้นใหม่ที่เพิ่งได้มา กระนั้นก็ไม่ลืมหันไปขออนุญาตพี่ชายต่างมารดาให้พอเป็นพิธี"ขอยืมตัวพี่สะใภ้แป็บนะพี่"ต่อให้ไม่พอใจที่ถูกดึงตัวไปอย่างกะทันหัน ทว่าเขาก็ไม่ทันได้เอ่ยปฏิเสธอยู่ดีเพราะพริบตาเดียวคนตัวเล็กก็เดินลิ่ว ๆ ไปกับน้องชาย ไม่คิดชายตาแลเขาสักนิด ฮึ้ย! ไหนบอกจะ
@หนึ่งปีต่อมานานนับนาทีแล้วที่รถยนต์คันหรูแล่นเข้ามาจอดหากผู้โดยสารยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงดวงตาที่เกลือกกลิ้ง แหงนขึ้นมองสิ่งแวดล้อมรอบกายผ่านกระจกนับตั้งแต่วันที่ถูกส่งตัวไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศจนได้พบกับครอบครัวชลาทิศ นี่คงเป็นครั้งแรกที่ติณณ์ได้มีโอกาสหวนกลับมาเหยียบบ้านหลังนี้อีกครั้งบ้านที่มีแต่ความทรงจำแสนเลวร้าย ... บ้านที่พรากสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของเขาไป ....ความสับสนลังเลพลันบังเกิดขึ้นในจิตใจ การที่เขาตอบรับคำเชิญแล้วมาปรากฎกายที่นี่ มันจะมีผลดีมากกว่าผลเสียจริง ๆ เหรอ คนอื่น ๆ จะให้การต้อนรับมากกว่าผลักไสอย่างนั้นหรือคิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันแน่นขณะครุ่นคิด แม้เขาจะล้มเลิกความคิดแก้แค้นไปนานแล้ว ทว่าความไม่คุ้นชินทำให้คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวเป็นดอกเห็ดกระทั่งเมื่อความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหลังมือก่อนเลื่อนเข้ากอบกุม มอบขวัญและกำลังใจให้ผ่านสายตาเป็นห่วงเป็นใย คำตอบที่กำลังตามหาก็ผุดขึ้น"ตื่นเต้นเหรอคะ มือเย็นเชียว"ติณณ์เลิกคิ้วงุนงงพลางยกมืออีกข้างที่ยังวางขึ้นทาบลงบนข้างแก้มแล้ววินาทีต่อมาเขาก็สะดุ้ง เอ่อ...มันเย็นจริง ๆ ด้วยแฮะท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของคนไม่รู







