로그인ชรัณยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างจงใจ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเย้าหยอก “ทำเองสิ...”
นารากัดฟันแน่น มือของเธอกำหมัดอยู่ข้างลำตัว ก่อนจะคว้ารีโมตจากโต๊ะอย่างฉับไว เธอกดปิดทีวีทันทีโดยไม่หันกลับไปมองภาพนั้นอีก แต่หัวใจยังเต้นแรงด้วยความหงุดหงิด “แม่งเอ้ย!” เธอสบทเสียงดัง ก่อนจะหันไปหยิบซองบุหรี่บนโต๊ะที่ชรัณวางไว้มาจุดไฟ ราวกับต้องการทำอะไรสักอย่างเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ที่คุกรุ่น นารายกบุหรี่ขึ้นจรดริมฝีปาก สูดลมหายใจลึกพร้อมกับควันสีขาวที่พวยพุ่งจากปลายมวน เปลวไฟจากไฟแช็กสะท้อนกับดวงตาเธอที่เต็มไปด้วยความขุ่นมัว เธอพ่นควันออกช้าๆ ปล่อยให้มันลอยตัวอย่างอ้อยอิ่งในอากาศ กลิ่นควันอ่อน ๆ คลุ้งไปทั่วห้อง เพิ่มบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด “หนูอยากให้มันจบลงแค่นั้น ถึงจะไม่อยากทำแบบนี้ แต่หนูก็มีส่วนผิดที่เมาแล้วไปอ่อยคุณ...” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงตรงไปตรงมา แม้ใบหน้าจะยังคงแดงก่ำด้วยความอายที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้ ชรัณหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ราวกับคำพูดของเธอเป็นเพียงเรื่องตลก เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย วางข้อศอกลงบนเข่าพลางจับจ้องเธอด้วยสายตาที่เหมือนนักล่ามองเหยื่อ “ไม่เป็นไร...แต่...” เขาลากเสียงคำสุดท้าย ราวกับต้องการสร้างความคาดหวัง “แต่จะดีกว่านี้มาก ถ้าเราจะมาสานต่อกันให้เป็นกิจลักษณะ” น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ นาราชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะพ่นควันบุหรี่ในมือออกมาอย่างแรง ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน “กิจลักษณะบ้านพ่อมึงสิ...” เธอพูดพลางยกบุหรี่ขึ้นอีกครั้ง สูบมันอย่างไม่สนใจว่าเขาจะพูดอะไร ชรัณมองดูท่าทางของเธอด้วยความสนใจ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ก่อนที่ริมฝีปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “เธอไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องอะไรในเรื่องนี้นะรู้ไหม เพราะฉันกำลังแบล็คเมล์เธออยู่...” คำพูดของเขาราวกับหมัดที่ซัดเข้ามา แต่นารากลับไม่แสดงท่าทีสะทกสะท้าน เธอยักไหล่อย่างไม่แยแส “กูสนที่ไหนล่ะ...มันก็แค่คลิปวิดิโอคลิปหนึ่ง...เดี๋ยวนี้เขาทำหนังพรรค์นี้กันเยอะแยะแล้ว...หลายคนก็ผันตัวมาทำโอนลี่แฟน...ไม่ก็ขายตัว...ถมเถไป...” เธอพ่นควันออกมาอีกครั้ง ราวกับต้องการแสดงว่าเธอไม่ได้กลัว “แต่ถ้าไม่สนจริง...” ชรัณเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เสียงของเขาแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความหมาย “แล้วหากเรื่องนี้ไปถึงหู...ถึงตา...ของมัดหมี่ขึ้นมาล่ะจะเป็นไง?” คำพูดนั้นทำให้หัวใจของนาราเต้นแรงขึ้นทันที แม้ใบหน้าจะยังคงนิ่งสงบ แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนมีคลื่นยักษ์ซัดเข้าใส่ เธอจิ๊ปากเบา ๆ พยายามรักษาท่าที “ชิ...” เธอหยุดสูบบุหรี่ชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความท้าทาย “ก็ได้ แต่กูไม่ยอมฟรี ๆ แน่ เพราะงั้นคืนละหมื่น” ชรัณยิ้มกว้างขึ้นอย่างพอใจ เขาพยักหน้าเบา ๆ “ตกลง...” นาราแสยะยิ้ม รอยยิ้มของเธอเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ไม่พอ...” เธอพูดพลางยกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย “มาเลียเท้ากูด้วยสิ...ถ้ามึงทำกูจะยอม...” คำพูดของเธอราวกับไฟที่จุดให้สถานการณ์ร้อนแรงขึ้น ชรัณจ้องเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก แต่แววตานั้นกลับทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งเข้มข้นขึ้น นาราก็จ้องกลับไปโดยไม่ละสายตา ราวกับต้องการแสดงว่าเธอไม่กลัวและพร้อมที่จะเล่นเกมนี้จนจบ... ชรัณสูดควันเข้าไปลึก ก่อนจะพ่นออกมาอย่างเชื่องช้า ควันบุหรี่ลอยเคว้งในอากาศ ราวกับเกลียวควันเหล่านั้นคือจิตใจของเขาเอง—สงบนิ่งแต่ซ่อนเร้นไปด้วยความไม่แน่นอน แสงไฟจากปลายบุหรี่สะท้อนบนดวงตาของเขา ทำให้ชรัณดูราวกับปีศาจที่ซ่อนอยู่ในร่างมนุษย์ เขาจ้องนารา แววตาเหมือนกำลังอ่านเธอราวกับอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง แต่เธอก็จ้องตอบกลับไปด้วยความท้าทายไม่แพ้กัน ราวกับทั้งสองกำลังเล่นเกมแห่งอำนาจที่ไม่มีใครยอมใคร เมื่อเขาสูบบุหรี่หมดมวน ชรัณเขี่ยมวนบุหรี่ลงในที่เขี่ย ก่อนจะลุกขึ้นยืน สายตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย—สงบ แต่เต็มไปด้วยความน่ากลัว ราวกับเสือที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ “ก็ได้...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่เยือกเย็น ก้าวเดินเข้าไปหานาราช้า ๆ ทุกย่างก้าวของเขาทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งกดดันขึ้นเรื่อย ๆ นาราเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่ปกติ หัวใจเธอเต้นแรง แม้จะพยายามทำตัวกล้าแกร่ง แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวเขา “ได้คืบจะเอาศอกนะมึง...” ชรัณพูดพลางหัวเราะเยาะ รอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าของเขาแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน ทันใดนั้น แทนที่เขาจะก้มลงเลียเท้าให้เธอเหมือนที่เธอเรียกร้อง ชรัณกลับคว้าคอของเธออย่างแรง นิ้วมือหยาบกร้านของเขาบีบแน่นจนเธอรู้สึกเหมือนอากาศทั้งหมดถูกดูดออกจากปอด “จะทำอะไรน่ะ...!?” นาราอุทานออกมา แต่เสียงของเธอแผ่วเบาเหมือนเสียงสะท้อนในอุโมงค์ ร่างกายของเธอเริ่มไร้เรี่ยวแรง ดวงตาพยายามจ้องมองเขาเพื่อหาคำตอบ แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับมีเพียงความดุดันและอำนาจที่ล้นเหลือ “ทำให้มึงรู้ไงว่ากูเป็นใคร...” ชรัณพูดเสียงต่ำ กัดฟันอย่างโมโห ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธที่ไม่ปกปิด “และอย่าคิดที่จะทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนอีก...จำไว้ด้วยว่ามึงน่ะเป็นของกูแล้ว...” คำพูดของเขาเหมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปในความทรนงของเธอ นารารู้สึกถึงความเจ็บปวดทั้งจากแรงบีบที่ลำคอและคำพูดที่เหมือนโซ่ตรวน แต่ชรัณไม่ได้ทำให้เธอถึงตาย เมื่อเขามั่นใจว่าเธอใกล้ถึงจุดที่ไม่ไหวแล้ว เขาก็ปล่อยมือ นาราทรุดลงกับโซฟา หอบหายใจอย่างหนัก เสียงไอแหบพร่าและอาการเจ็บลำคอทำให้เธอต้องกุมคอตัวเองไว้แน่น “ฮ่ะฮ่า...อั่ก ๆ อั่ก! ซาดิสม์จังเลยนะมึงเนี่ย...!!” แม้เสียงของเธอจะสั่น แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและแฝงความท้าทาย เธอไม่ได้สำนึกหรือแสดงความกลัวเลย แต่ความอ่อนข้อที่แฝงอยู่ในท่าทางของเธอบ่งบอกว่าตอนนี้เกมแห่งอำนาจนี้ ชรัณเป็นฝ่ายชนะ ชรัณมองเธอด้วยรอยยิ้มเหยียด “ดูเหมือนจะชอบมากกว่าที่จะเกลียดนะ...” เขาพึมพำพลางจุดบุหรี่มวนใหม่ สายตาของเขาที่มองเธอเหมือนปีศาจที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองสามารถครอบงำเหยื่อได้ทุกเมื่อ และในแววตาของนาราเอง แม้จะมีความเจ็บปวด แต่เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าในความโกรธนั้น มีความพึงพอใจบางอย่างซ่อนอยู่ “ถอดกางเกงออก...ถอดให้หมด” ชรัณพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำลึก ราวกับคำสั่งนั้นเป็นกฎที่ไม่อาจขัดขืนได้ ควันบุหรี่ที่พ่นออกมาจากริมฝีปากของเขาคลุ้งไปทั่วห้อง กลิ่นยาสูบที่ขมกรุ่นแตะจมูกนารา ยิ่งทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความตึงเครียดและความลึกลับที่ยากจะอธิบาย “มาสั่งกันแบบนี้เลยเหรอ?” นารายกคิ้วขึ้น รอยยิ้มยียวนปรากฏบนใบหน้า เสียงของเธอฟังดูเหมือนกำลังเย้ยหยัน แต่ก็แฝงไปด้วยความท้าทายที่สะกดทุกคำพูดของเขาให้ยิ่งมีอำนาจ เธอค่อย ๆ เอื้อมมือไปยังขอบกางเกง แล้วถอดออกช้า ๆ ตามคำสั่ง แต่ดวงตาของเธอที่มองเขากลับไม่แสดงความยำเกรงเลยแม้แต่น้อย ชรัณยิ้มบาง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และเหนือชั้น เขาพ่นควันบุหรี่ตรงไปยังใบหน้าของเธอเบา ๆ ราวกับประกาศอำนาจในเกมที่เขาเป็นผู้ควบคุม “แต่ก็ดูจะชอบนี่...” คำพูดของเขากรีดลงในความคิดของนารา ราวกับมีดคมที่กรีดผ่านชั้นน้ำแข็ง เธอยังคงยิ้มร่า ราวกับไม่แยแสต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ลึก ๆ ในใจที่เธอเองก็ไม่อยากยอมรับ ส่วนหนึ่งกำลังเรียกร้องเขาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอพยายามบอกตัวเองว่านี่คือวิธีที่จะควบคุมสถานการณ์ ไม่ให้เขาได้แบล็คเมล์หรือใช้อำนาจเหนือเธอ แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังนั้น เธอกลับมีความปรารถนาที่ซ่อนเร้นบางอย่าง ราวกับเปลวไฟที่แอบเผาไหม้ใต้เถ้าถ่าน “นั่งลง...” คำสั่งของชรัณตามมา น้ำเสียงของเขานิ่งเรียบแต่หนักแน่น นาราหยิบมวนบุหรี่ขึ้นมาอีกมวน ก่อนจะคาบเอาไว้ พร้อมรอยยิ้มบาง “เออ ๆ ” เธอพูดเหมือนจงใจยั่วอารมณ์ ชรัณจุดไฟให้เธอ ท่าทางของเขาสงบแต่แฝงไว้ด้วยเสน่ห์ที่ทำให้เธอแทบไม่อาจละสายตา เปลวไฟเล็ก ๆ จากไฟแช็กสะท้อนในดวงตาของเขา ทำให้บรรยากาศยิ่งดูน่าค้นหาและอันตรายขึ้น “ทำแบบนี้ทำไม...?” เธอถามพลางยิ้มเย้ย เขาตอบกลับโดยไม่ใส่ใจ “ติดมาจากแม่ของยัยมัดหมี่มัน...” นาราที่ได้ยินดังนั้นเลิกคิ้วเล็กน้อย พร้อมสูดควันบุหรี่ลึกเข้าไปในปอด ก่อนจะพ่นออกช้า ๆ ราวกับปลดปล่อยความตึงเครียด “ถ่างขา...” เสียงของเขาเข้มขึ้นคราวนี้ คำพูดของเขาช่างเรียบง่าย แต่กลับแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้นาราต้องทำตามอย่างไม่คิดขัดขืน “พึ่งรู้นะเนี่ยว่าเมียเก่าคุณสูบบุหรี่ด้วย” เธอพูดขึ้นพร้อมยิ้มมุมปาก แววตายังคงจับจ้องเขาอย่างเจ้าเล่ห์ เรียวขาคู่งามถ่างออกจากกัน เผยให้อีกฝ่ายเห็นอย่างไม่หมกเม็ดถึงร่องรักสีชมพูหวานของเธอที่มีน้ำสีใสไหลนอง มันชัดเจนเป็นอย่างมากว่าเธอมีอารมณ์ทว่าการกระทำแบบนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้เธออายเลย—คงเป็นเพราะเธอรู้ดีว่าต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามที่อีกฝ่ายต้องการ “ว่าที่เมียใหม่ฉันก็สูบ...” เขาตอบกลับพลางเหลือบมองเธอด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความตั้งใจบางอย่าง ก่อนที่เขาจะนั่งลงบนพรมตรงหน้าเธอ ร่างสูงใหญ่ของเขาอยู่ต่ำกว่าเธอเล็กน้อย แต่ท่าทางของเขากลับไม่ได้ดูด้อยกว่าหรือเสียเปรียบเลยสักนิด ชรัณถอดรองเท้าหนังของเธอออกอย่างใจเย็น มือใหญ่สัมผัสเบา ๆ ราวกับกำลังปลดปล่อยพันธนาการบางอย่างให้กับเธอ จากนั้นเขาก็โน้มตัวลงไปจูบเท้าเธอ—ตอบสนองในสิ่งที่เธอต้องการ ริมฝีปากของเขาอุ่นจัดและสัมผัสนั้นก็ชวนให้เธอรู้สึกวูบวาบในอก นาราจ้องมองเขา ขณะที่หัวใจเริ่มเต้นรัว รอยยิ้มยียวนค่อย ๆ จางหายไป เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าผู้ที่กำลังควบคุมเกมนี้คือใคร...หรือบางที เธออาจไม่เคยควบคุมมันได้เลยตั้งแต่แรก หญิงสาวสูดควันบุหรี่เข้าปอดก่อนที่จะพ้นมันออกมา ขณะที่เขาอยู่ใต้หว่างขาเธอแล้ว ชรัณที่ศีรษะอยู่ขนาบกับโซฟา โอบกอดนาราก่อนที่จะลากเธอเข้ามาหา จากนั้นเขาก็ประกบปากไปยังส่วนเนื้อหนังที่อ่อนนุ่มนั้นของเธอ โดยไม่รีรอใด ๆ หนุ่มใหญ่คนนี้ก็สอดลิ้นเข้าไปในร่างกายของหญิงสาวอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้เธอซาบซ่านถึงทรวงในด้วยลิ้นอุ่น ๆ ที่ช่ำชองของเขา—ชรัณไม่ยี่หระเลยว่ารสชาติของเธอจะเป็นอย่างไรเพราะเวลานี้เขาหิวโหยมากแล้ว To be continued...มัดหมี่ทอดสายตามองท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่ที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา ริมฝีปากของเธอคลี่ยิ้มบางเบา แม้ว่าในใจจะยังมีความรู้สึกเหนื่อยหน่ายซ่อนอยู่ การได้รับคำชวนจากชรัณ—พ่อของเธอ และนารา—แม่เลี้ยงสุดสวย ให้เดินทางไปพักผ่อนบนเรือยอร์ชส่วนตัว ดูเหมือนจะเป็นข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้ แม้ว่าในบ้าน เธอจะยังคงหงุดหงิดกับพฤติกรรมของคนทั้งสอง ทั้งการแสดงความรักอย่าง ‘โจ่งแจ้ง’ ในบางครั้ง หรือแม้กระทั่งความเย็นชาที่แฝงมาในรูปแบบของความเฉยเมย แต่มัดหมี่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหนีออกจากกรอบชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายในตอนนี้ คือสิ่งที่เธอโหยหา มัดหมี่เคยคิดว่าตัวเองอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง การได้ทำงานในตำแหน่งนักการทูตในองค์กรเอกชนระดับนานาชาติที่ใครหลายคนใฝ่ฝันนั้นควรจะเติมเต็มชีวิตเธอ แต่เมื่อได้สัมผัสความจริง เธอกลับพบว่าเส้นทางนี้ไม่สวยงามอย่างที่คาดคิด งานที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน การแข่งขัน และความวุ่นวาย ทำให้เธอหมดพลังไปทีละน้อย ราวกับเปลวเทียนที่กำลังดับลง เธอตัดสินใจลาออก ปล่อยให้ความฝันที่เคยมีจางหายไปในความว่างเปล่า และกลับมาเป็นลูกสาวที่ต้องพึ่งพาความเมตตาของพ่ออีกครั้ง ชรัณไม่เคยเอ่ยคำตำหนิใด ๆ อ
วันรับปริญญาวันที่ท้องฟ้าสดใส บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะ นักศึกษาสวมชุดครุยเดินสวนกันไปมา พร้อมครอบครัวและเพื่อน ๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดี เสียงแตรรถยนต์และดอกไม้ช่อใหญ่ที่ทุกคนถือไว้ในมือช่วยเติมสีสันให้วันนี้กลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่า มัดหมี่ในชุดครุยสีขาวคาดแถบสีแดงดูสง่างามและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เธอเดินผ่านสวนดอกไม้ของมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของมวลพฤกษา นาราเดินตามหลังถือกล้องถ่ายรูป จับภาพทุกอิริยาบถของมัดหมี่อย่างตั้งใจ “มึงจะถ่ายทำเหี้ยอะไรนักหนา...” มัดหมี่โพล่งขึ้นเมื่อเห็นนารายกกล้องขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะอับอาย “กูก็อยากเก็บภาพลูกสาวให้ได้เยอะ ๆ ไง” นาราพูดติดตลก พร้อมกับหัวเราะเบา ๆ พลางกดชัตเตอร์อีกครั้ง “เลิกล้อได้แล้ว กูเขิน!” มัดหมี่พูดพลางทำท่าหลบกล้อง แต่ก็ยังเหลือบมองเพื่อนสาวที่ยืนยิ้มอยู่อย่างอดไม่ได้ เสียงพูดคุยและหัวเราะของทั้งสองดึงดูดสายตาจากคนรอบข้าง หลายคนหันมามองและยิ้มให้ ราวกับบรรยากาศสดใสระหว่างทั้งสองเป็นภาพที่ชวนมอง “เมื่อก่อนเห็นมีแต่จะหงุดหงิด...ทำไมเดี๋ยวนี้เขินเสียล่ะ?” น
ในวันที่ท้องฟ้าของมัดหมี่ที่เคยสว่างสดใสกลับกลายเป็นสีเทาหม่น ความทรงจำระหว่างเธอกับนาราผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เหมือนภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำในหัว—จากวัยมัธยมปลายจนถึงช่วงมหาวิทยาลัย ทั้งสองเป็นเพื่อนที่สนิทกันจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้ช่องว่างระหว่างกันมัดหมี่ในวัยมัธยมปลายคือหญิงสาวที่เปรียบดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย เธอสง่างาม เรียบร้อย และเป็นที่รักของทุกคน ไม่เพียงแค่ความงามภายนอก แต่ยังรวมถึงความมีความฝันอันชัดเจนที่จะเป็นนักการทูตอีกด้วย ตรงข้ามกับนารา สาวห้าวที่มักจะใช้ชีวิตอยู่บนสนามกีฬา เล่นบาสเกตบอลกับเพื่อนผู้ชายและไม่มีใครกล้าจีบ แต่ความแตกต่างเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดต่อกันความสัมพันธ์เริ่มแน่นแฟ้นขึ้นเมื่อมัดหมี่ชวนนาราเข้าร่วมคณะกรรมการนักเรียน ทั้งสองได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน และแม้กระทั่งแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง โดยเฉพาะเรื่องแฟนหนุ่มของมัดหมี่ในเวลานั้น—ชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แต่กลับไม่มีเป้าหมายในชีวิต ความรักครั้งนั้นของมัดหมี่เป็นเหมือนเชื้อไฟที่พร้อมจะดับลงทุกเมื่อ นาราเป็นคนกลางที่พยายามประคองความสัม
เสียงเนื้อกระทบกันดังถี่ระรัว ราวกับจังหวะกลองรบที่เร่งเร้า ชรัณพึมพำเสียงต่ำข้างหูของเธอ “เสี้ยนไม่ไหวแล้วรึไง...โอดครวญเหมือนหมาไปได้...” น้ำเสียงเขาเจือไปด้วยความกระหายและท้าทายชรัณปรับเปลี่ยนท่าทางอย่างไม่ทันให้เธอตั้งตัว เขาดึงแขนทั้งสองของเธอให้ยืดขึ้น ร่างของเธอถูกยกขึ้นจากโต๊ะจนเธอสามารถยืนและแอ่นก้นไปด้วยได้ แม้จะทำให้แผ่นหลังโค้งงอดูลำบากลำบนแต่ก็แลกมากับความรู้สึกดี ๆ ที่ทยานเข้ามานาราต้องแบกรับความรู้สึกท่วมท้นนั้นด้วยร่างกายบอบบางของตัวเอง ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความรู้สึกที่เกินจะอธิบาย คิ้วขมวด ริมฝีปากเผยอ น้ำตาคลอจากความเสียวซ่านที่ท่วมท้น“ฉันชอบ…ท่านี้…” เธอกล่าวเสียงสั่น น้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความพอใจในสิ่งที่เขามอบให้ ผมยาวของเธอพลิ้วไหวไปตามแรงที่เขาขับเคลื่อน ชรัณถามยั่วด้วยเสียงทุ้มต่ำขณะที่โน้มตัวลงมากอดเธอแน่น “แล้วชอบอะไรมากที่สุดล่ะ...” เขากล่าวพลางใช้มือข้างหนึ่งประคองใบหน้าของเธอเอาไว้ กอบกุมคางอย่างมั่นคง นิ้วหัวแม่มือของเขาสัมผัสริมฝีปากของเธอ ก่อนที่เขาจะสอดนิ้วเข้าไปเบา ๆ หญิงสาวรับมันด้วยความเต็มใจ เธอกัดเบา ๆ พลางดูดนิ้วเขาราวกับต้องการยั่วกลั
“ยั่วเก่งจริง ๆ เลยนะเด็กคนนี้...” ชรัณกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยแรงกระตุ้นที่ยากจะซ่อนเร้น ดวงตาคมกริบจับจ้องเธออย่างลึกซึ้ง ขณะที่เขารับรู้ถึงแรงบีบอัดและสัมผัสที่เธอมอบให้ ผ่านริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และลำคอ ร่างกายของเขาเหมือนจะตอบสนองต่อสิ่งที่เธอทำโดยไม่อาจหักห้ามได้“ได้...” เขากล่าวพร้อมกับสูดลมหายใจลึกเพื่อควบคุมตัวเอง ริมฝีปากยกยิ้มมุมปากที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ “ถ้าเธอทำให้ฉันเสร็จได้จริง ฉันจะสนองความอยากเงี่ยนง่านของเธอให้เอง...”นาราค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออกมาด้วยท่วงท่าเชื่องช้า น้ำลายบางส่วนเป็นสายลื่นไหลเชื่อมต่อระหว่างเธอกับส่วนปลายสีม่วงอมชมพูนั้น แสงไฟในห้องสะท้อนหยาดนั้นราวกับอัญมณีเลอค่า เธอใช้ปลายนิ้วเรียวเช็ดขอบปากตัวเองอย่างแผ่วเบา ดวงตาของเธอเปล่งประกายเจ้าเล่ห์ ท้าทาย และยั่วยวน“อย่ามาท้าทายฉันนะ...” เธอกล่าวเสียงหวาน รอยยิ้มที่มุมปากเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองในขณะที่เธอรู้ว่าเขาไม่อาจละสายตาไปจากเธอ หญิงสาวใช้มือกอบกุมท่อนเนื้อที่ใหญ่เกินมือนี้ไปด้วยพลางชักขึ้นชักลงขณะพูดคุยกับเขาชรัณไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่กลับเอนกายลงบนโซฟา ท่วงท่าที่เขาทำเหมือนจะ
ในห้องน้ำของโรงแรมนาราทรุดตัวลงกับขอบอ่างอาบน้ำ พลางใช้มือยันขอบไว้เพื่อพยุงร่างกายที่อ่อนล้า แข้งขาแทบไร้เรี่ยวแรง เธอค่อย ๆ สอดตัวลงในน้ำอุ่นที่ลอยละล่องด้วยฟองสบู่สีขาว สัมผัสของน้ำช่วยบรรเทาความปวดร้าวที่แล่นไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณท้องน้อยและต้นขาที่อ่อนยวบอย่างน่าใจหาย“แม่งเอ๊ย...ไม่น่าเลยกู...” เสียงพึมพำดังขึ้นจากริมฝีปากบางที่ยังคงเจือรอยซีดจาง เธอสบทกับตัวเองขณะพยายามปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ ความรู้สึกแสบร้อนจากแผ่นหลังและก้นยิ่งตอกย้ำถึงค่ำคืนอันร้อนแรงที่เพิ่งผ่านมา“อายุห้าสิบกว่าแล้ว แต่แรงแม่งยังกับหมาบ้า...” นาราบ่นอุบอิบ พร้อมกวาดมือไล่หยดน้ำจากใบหน้าที่เปื้อนด้วยหยาดเหงื่อและความเหนื่อยล้า ริมฝีปากบางโค้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อคิดถึงชรัณ เจ้าของพลังที่ราวกับไม่เคยลดน้อยลงตามวัยเธอหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด สูดควันเข้าปอดลึก ๆ ก่อนพ่นออกมาเป็นสายหมอกจาง ๆ ที่ล่องลอยวนเวียนในอากาศรอบตัว รอยยิ้มเย้ายวนปรากฏบนใบหน้า เธอนั่งเอนพิงขอบอ่าง น้ำอุ่นกระเพื่อมเบา ๆ ราวกับจะโอบอุ้มความอ่อนล้าของเธอไว้ เธอในตอนนี้ดูราวกับเทพธิดาที่หลบซ่อนความงดงามไว้ในแสงจันทร์จาง ๆ ภายในห้องน้ำสลัวความ







