LOGINแสงแดดยามเช้าส่องลอดบานกระจกใหญ่ของสนามบินนานาชาติ ท้องฟ้าเต็มไปด้วยก้อนเมฆดูสดใส เหล่าผู้คนเคลื่อนไหวไปมาด้วยความคึกคัก อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟและขนมปังอุ่นคละคลุ้งในอากาศปะปนกับเสียงเรียกประกาศเที่ยวบินที่ดังเป็นระยะ
ชายหนุ่มในชุดยูนิฟอร์มสีเข้มเดินตรงมาอย่างสง่างามเข้ามาภายในอาคารผู้โดยสาร รูปร่างดูสูงโปร่งแววตาคมลึก ภายใต้หมวกกัปตันที่สวมอยู่ดูเป็นระเบียบคือใบหน้าของผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจ เขาคือกัปตันเตชน์ หนึ่งในนักบินฝีมือเยี่ยมของสายการบิน Premruthai Airways ทายาทมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศ และนั่งตำแหน่งประธานบริษัทสายการบินด้วย ร่ำรวยแต่ว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเขาเป็นใคร
ชายหนุ่มก้าวตรงไปยังร้านอาหารมุมหนึ่งของสนามบินที่อยู่ใกล้กระจก เพื่อนนักบินอีกสองคนกำลังนั่งรออยู่ มีเสียงหัวเราะของเราแอร์โฮสเตสในชุดเครื่องแบบเรียบร้อย
"มอนิ่งครับกัปตัน เป็นยังไงบ้างเมื่อวานวิ่งหนีแฟนเก่า"
"ไอ้นี่! อยากโดนเตะไงวะ"
เขาเดินเข้ามาจากตอนแรกที่ใบหน้าดูอารมณ์ดีแปลเปลี่ยนเป็นโมโหเพราะถูกแซวแบบนั้น ธนัตถ์หลุดขำออกมาเล็กน้อยก่อนจะดึงพี่ชายให้นั่งลงที่โต๊ะ
"เอาน่าผมก็แค่แซวไปงั้น ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเกิดได้เจอกันพี่ชายจะอยู่ในสภาพไหน"
"มึงคิดว่าอยู่ในสภาพไหนล่ะ กูโดนถีบติดประตูรถเลยโคตรซวยฉิบหาย"
ชายหนุ่มบ่นออกมาอย่างไม่ปิดบัง และเมื่ออาหารเช้าถูกนำมาเสิร์ฟเขาก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นเพราะได้กลิ่นของไข่ดาว เบคอนและกาแฟสด
"ขอกินหน่อยดิหิว"
"เอาเลยครับพี่ชายผมสั่งมาให้นั่นแหละ กลัวว่าพี่ชายจะกินไม่ทันก็เลยสั่งมาไว้ก่อน ว่าแต่เมื่อกี้พี่บอกว่าโดนถีบติดประตูรถหมายความว่ายังไง อย่าบอกว่าเจอกันแล้วนะ"
รุ่นน้องเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ ไม่คิดว่าจะเกลียดชังกันถึงขนาดนั้น และดูเหมือนว่าพี่ชายจะกลัวแอร์โฮสเตสสาวคนนี้ไม่น้อย
"ก็เจอกันแล้วสิ แกรู้ปะโคตรซวยชะมัดเลยขับรถออกจากลานจอดรถแต่ดันชนกัน พอเจอหน้าเท่านั้นแหละยกเท้าขึ้นกระทืบเลย ผู้หญิงอะไรใจร้ายชะมัดเลยแถมยังเรียกค่าเสียหายรถชนกันนิดเดียวเองเอาไปตั้ง 20,000 บาท"
"ฟังที่พี่ชายพูดดูเหมือนอิงอิงจะเป็นคนที่แรงพอสมควรเลยนะ ดูจากหน้าตาไม่ได้เลยนะเนี่ย"
"ก็ใช่สิวะผู้หญิงร้ายแบบนั้นอย่าไปใกล้เชียวล่ะ คนบ้าอะไรทั้งปากจัดแถมยังใช้กำลังอีก ใครได้เป็นเมียซวยไปจนตาย"
และในระหว่างที่เขากำลังบ่นหญิงสาวก็ต้องชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงหวานดังมาจากโต๊ะที่อยู่ข้างๆ
"มาร์ตินเราขอนั่งด้วยได้ไหม"
"ได้สิทำไมจะไม่ได้ล่ะ สำหรับอิงอิงคนสวยอยากนั่งตรงไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ อยากนั่งตักเราก็ยังได้เลย"
มาร์ตินนักบินสุดหล่ออีกคนเลยออกมาด้วยน้ำเสียงหวานฉ่ำเมื่อเห็นสาวสวยแอร์โฮสเตสที่เพิ่งย้ายมาใหม่ ทั้งสองคนรู้จักกันตอนสมัย ม.ปลาย ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปเรียนตอนช่วงมหาวิทยาลัยไม่คิดว่าจะบังเอิญได้มาเจอกันอีก
"ปากหวานจังเลยนะ"
เธอเอ่ยออกมาเสียงหวานกว่าจะขยับตัวนั่งลงตรงข้ามกับมาร์ติน ทั้งสองคนเรียนมัธยมด้วยกันแถมคนที่รู้จักยังเชียร์ทั้งคู่ให้คบหากันอยากออกนอกหน้า มีความเหมาะสมกันในทุกทางแต่เนื่องจากว่าหญิงสาวคบหาอยู่กับรุ่นพี่อีกคนจึงทำให้เขาไม่มีโอกาสนั้น
"เราก็ปากหวานกับอิงอิงคนเดียวแค่นั้นแหละ เห็นเพื่อนแอร์โฮสเตสด้วยกันบอกว่าอิงอิงโสดอยู่ใช่หรือเปล่า"
"อืม โสดมาสองปีแล้วล่ะ"
"ทำไมโสดนานขนาดนั้น"
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย คนสวยแบบอิงอิงไม่น่าที่จะโสดนานเลยด้วยซ้ำ หลังจากที่ผู้ชายคนอื่นรู้ว่าเธอโสดน่าจะมีคนมารอต่อคิวไม่น้อย ทำไมเธอถึงปล่อยให้ตัวเองอยู่คนเดียวแบบนี้มาหลายปี
"ผู้ชายคนแรกมันเหี้ยทำให้เจ็บแสบก็เลยเข็ดน่ะ"
"แค่ก ๆ"
ผู้ชายโต๊ะที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับสำลักขนมปังรีบยกกาแฟขึ้นดื่มจนหมดแก้ว เลิกกันมาตั้งนานแล้วยังโดนด่าว่าเหี้ยอีก แม่เจ้า! สงสัยจะแค้นจัด
"เมื่อกี้อิงอิงด่าพี่หรือเปล่า"
"เออดิ แล้วมึงจะตอกย้ำทำไมเล่า"
เขายื่นมือไปเบิดกะโหลกรุ่นน้องหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะหันขวับไปมองอิงอิงที่ตอนนี้เหมือนจะเหลือบสายตาหันมามองเขาพอดี และเขาทันได้เห็นรอยยิ้มร้ายของเธอด้วยดูน่ากลัวชะมัด
"ไม่คิดเลยแค่ผู้ชายเลวคนเดียวจะทำให้อิงอิงไม่เปิดใจให้ใครแบบนี้"
"ก็ถ้าผู้ชายคนใหม่ดีกว่าก็พร้อมเปิดใจนะ มาร์ตินคิดว่าจะมีผู้ชายที่ดีเข้ามาในชีวิตเราหรือเปล่าล่ะ"
"เสนอตัวเองให้ได้ไหมล่ะ หืม"
เขาหยอดหญิงสาวกลับไปจนทำให้ผู้ชายที่อยู่โต๊ะข้างๆ แทบนั่งไม่ติด ไอ้มาร์ตินคือคนที่ชอบแฟนเก่าของเขามาตั้งแต่เรียนมัธยม ตอนนั้นแย่งชิงกันจีบหญิงสาวหนักมากและในที่สุดเขาก็เป็นผู้ชนะในครั้งนั้น ได้หัวใจเธอมาครอบครองแต่ก็พลาดเสียเธอไปในเวลาเดียวกัน แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้ทั้งสองคนจะกลับมาสานสัมพันธ์กันใหม่ ซึ่งมันเป็นศักดิ์ศรีที่เขายอมไม่ได้หลังจากที่ได้ชัยชนะครั้งนั้นเขาจะไม่ยอมให้มันกลับมาชนะได้อีก
"มาร์ตินตั้งแต่มาเป็นกัปตันกลายเป็นหนุ่มฮอตไปแล้ว แอร์โฮสเตสคนอื่นเขาพูดกันว่านายทั้งหล่อแล้วก็ใจดีมาก แบบนี้คู่แข่งก็ต้องเยอะสิ จะบอกว่ายังไม่มีแฟนเราไม่เชื่อหรอกนะ"
"เราไม่มีแฟนจริงๆ นะ เพราะว่าเรารอผู้หญิงเพียงคนเดียวเท่านั้นตอนนี้เธอโสดแล้วเราก็ได้โอกาสในการจีบใหม่อีกครั้ง ไม่รู้ว่าเธอจะยอมหรือเปล่า"
มาร์ตินส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มให้กับผู้หญิงตรงหน้าซึ่งเขารอเวลานี้มานานแล้ว พอรู้ว่าเธอย้ายมาเป็นแอร์โฮสเตสที่สายการบินนี้เขาแทบจะอดทนรอเธอไม่ไหว ไม่คิดว่าหญิงสาวจะเดินเข้ามาหาเองถึงที่ คราวนี้แหละเขาจะต้องได้หัวใจเธอมาครอบครอง และจะต้องเอาชนะไอ้รุ่นพี่คนนั้นด้วย
"หยอดเก่งนักนะ กินไปเลยจะได้ไม่ต้องพูดเยอะ"
เธอยื่นขนมปังใส่ปากเขาเพื่อให้มาร์ตินหยุดพูด ปกติอิงอิงไม่ได้มีนิสัยอ่อยผู้ชายแบบนี้แต่ด้วยความที่แฟนเก่านั่งอยู่โต๊ะข้างๆ เธอรู้สึกหมั่นไส้ก็เลยเล่นด้วยกับผู้ชายตรงหน้าสักหน่อย อย่างน้อยเขาจะได้รู้สึกเจ็บปวดบ้างที่เสียเธอไปให้เหมือนกับที่ตอนนั้นเธอรู้สึกเสียใจมากที่ถูกเขาบอกเลิกทั้งที่เธอยังรักอยู่
"ทำไมขนมปังนี่เลี่ยนจังวะ ได้กลิ่นก็จะอ้วกแล้ว"
เสียงของเตชน์ดังขึ้นจึงทำให้ชายหญิงที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ เหลือบสายตาหันไปมอง มาร์ตินจดจำเขาได้ทันทีเพราะเป็นคู่อริที่แย่งกันจีบหญิงสาวตรงหน้ามาตั้งแต่มัธยม
"มาร์ตินได้กลิ่นอะไรหรือเปล่า"
"หืม กลิ่นอะไรล่ะ"
มาร์ตินทำจมูกฟิดๆ แต่ก็ไม่เห็นว่าจะได้กลิ่นอะไรทั้งนั้น หญิงสาวเอามือปัดไปมาตรงจมูกก่อนจะเอ่ยออกมา
"กลิ่นหมาหัวเน่าน่ะ เหม็นเนาะ"
"นี่!"
เตชน์หันไปมองหญิงสาวด้วยใบหน้าหงุดหงิด ตอนนี้คิดจะเอาคืนเขาด้วยการไปยุ่งกับคู่อริของเขาตอนมัธยมสินะ บอกเลยนะว่าชาตินี้ทั้งชาติถ้าเขาไม่ได้ไอ้มาร์ตินก็ไม่มีทางได้หรอก โดยเฉพาะคำว่าสมหวังไม่มีในพจนานุกรมของมันแน่นอน
"รีบกินเถอะจะได้รีบไป กลิ่นหมาแถวนี้แรงมากเลยคราวหลังถ้าได้กลิ่นรีบออกให้ห่างเลยนะรู้ไหม ถ้าอย่างนั้นเราแลก LINE กันดีไหมจะได้คุยกันไง"
"ถ้าเกิดว่าอิงอิงไม่พูดเราก็จะขออยู่แล้ว ขอบคุณนะที่ให้โอกาสเราอีกครั้ง"
เขามองทั้งสองคนแลกโซเชียลกันใบหน้าดูอารมณ์ดีจนน่าหมั่นไส้ ชาตินี้ทั้งชาติทั้งสองคนไม่มีทางได้สมหวังกันแน่ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่
'ของของกูคิดจะแย่งก็ลองสิ หึ'
ไม่กี่นาทีต่อมาทั้งสามคนก็เดินทางมาถึงที่โรงพยาบาล ผู้ช่วยของเขาพุ่งตรงมาจอดตรงประตูทางเข้าห้องฉุกเฉิน พนักงานที่อยู่บริเวณหน้าประตูรีบเอารถเข็นมารับแต่ทว่าชายหนุ่มไม่อยากให้มันชักช้าพอเปิดประตูรถลงมาเสร็จเขาก็อุ้มหญิงสาวแล้ววิ่งเข้าไปข้างในทันที"ภรรยาผมจะคลอดแล้ว""คุณเตชน์เชิญทางนี้เลยค่ะ ทางโรงพยาบาลเตรียมห้องคลอดให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว""โอเคครับ"เขาตอบรับก่อนจะรีบอุ้มหญิงสาวเข้าไปในห้องรอคลอดซึ่งตอนนี้อาจารย์หมอกำลังรออยู่แล้ว ในระหว่างที่คุณหมอกำลังตรวจปากมดลูกอยู่ชายหนุ่มก็เดินเข้าไปอีกห้องหนึ่งเพื่อเปลี่ยนชุดที่ทางโรงพยาบาลจัดไว้ให้"คุณพ่อเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วเข้ามาเลยนะคะ""ได้ครับ""ปากมดลูกเปิด 6 cm แล้วเตรียมพร้อมทำคลอดได้เลย"ภายในห้องคลอดตอนนี้เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างเอาไว้เรียบร้อยแล้ว อาจารย์หมอประเมินอาการเบื้องต้นด้วยการตรวจสอบสัญญาณชีพ รวมถึงการวัดความดันโลหิต การหายใจ จากนั้นก็ฟังเสียงหัวใจของทารกโดยใช้เครื่อง CTG ตรวจวัดการหดรัดของมดลูกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำคลอด"มาแล้วครับให้ผมช่วยอะไรไหม""โอ๊ยปวดท้องจัง"หญิงสาวร้องครวญครางออกมาก่อนจากกุมมือสามีเอาไว้แน่น ใบหน
หลังจากที่งานแต่งงานสุดแสนจะเพอร์เฟคผ่านไปด้วยดีทั้งคู่ก็กลับมาใช้ชีวิตอย่างเช่นปกติ ในตอนนี้กัปตันเตชน์วางมือจากการเป็นนักบินผันตัวมาเป็นท่านประธานของสายการบินอย่างเต็มตัว เนื่องจากว่าตอนนี้เขาจะต้องตั้งใจทำงานด้วยความจริงจังเพราะไม่ได้ตัวคนเดียวแล้ว เขามีทั้งเจ้าตัวเล็กจอมแสบที่กำลังจะคลอดออกมาลืมตาดูโลกไหนจะภรรยาสุดที่รักที่ต้องให้ความสะดวกสบายกับเธอที่สุด สิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือการหาเงินให้มากเพื่อมาปรนเปรอครอบครัว"หนูอิงอิงทำอะไรลูก"คุณแม่เดินเข้ามาในห้องครัวก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยเมื่อเห็นลูกสะใภ้กำลังทำอะไรอยู่ในนั้น เธอหันไปมองยังประตูก่อนจะส่งยิ้มไปให้คุณแม่สามี"ทำอาหารกลางวันไปให้พี่เตชน์ค่ะ""โธ่เอ๊ยจะไปห่วงมันทำไมเจ้านั่นน่ะ ถ้าหิวก็ปล่อยให้มันไปหาอะไรกินเองสิ ลูกสะใภ้ของแม่ไม่เห็นจะต้องลำบากลำบนเลย""ไม่เป็นไรเลยค่ะหนูไม่อยากให้พี่เตชน์ออกไปกินข้าวข้างนอก ช่วงนี้เขาทำงานหนักวุ่นวายเกี่ยวกับการเพิ่มเส้นทางการบิน หนูไม่รู้จะแบ่งเบาภาระยังไงก็เลยทำกับข้าวไปให้ตอนกลางวันดีกว่า""น่าเอ็นดูจริงเชียวลูกสะใภ้คนนี้"คุณแม่เอ่ยชมหญิงสาวไม่หยุดก่อนจะส่งยิ้มไปให้เธอด
1 เดือนต่อมา...วันนี้เป็นวันที่มีความสุขที่สุดของทั้งสองครอบครัว เป็นงานมงคลสมรสระหว่างอิงอิงและเตชน์ซึ่งจัดงานช่วงเช้าอย่างยิ่งใหญ่ที่คฤหาสน์ของตระกูล เปรมฤทัยสิริ โดยมีญาติของทั้งสองครอบครัวมาร่วมแสดงความยินดี ซึ่งงานในช่วงเช้าเจ้าบ่าวและเจ้าสาวตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ลุกขึ้นมาแต่งตัวในชุดไทย ทางฝั่งเจ้าสาวตัวผ้าซิ่นทอด้วยไหมแท้จากจังหวัดเชียงใหม่ ลวดลายไทยโบราณละเอียดอ่อน เสื้อเป็นแขนยาวห่มสไบเฉียงภาพจากไหล่ขวาลงมาซ้ายอย่างสวยงาม เครื่องประดับทองคำแท้มีทั้งสร้อยคอ กำไล ต่างหู รวมถึงเข็มกลัด ทำให้เธอดูเหมือนสาวงามในวรรณคดี"หนูสวยมากเลยลูก"คุณแม่ของอิงอิงมองลูกสาวก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข วันมงคลสมรสดีๆ แบบนี้ครั้งเดียวในชีวิตจะต้องทำออกมาให้ดีที่สุด"ขอบคุณคุณแม่มากเลยนะคะที่ตื่นมาช่วยหนูแต่งตัวตั้งแต่เช้าเลย""วันนี้เป็นวันมงคลของลูกสาวแม่ก็ต้องตื่นมาดูแลสิ ไปกันเถอะจะต้องไปตักบาตรตอนเช้า สามีลูกรออยู่ข้างนอกแล้ว""ค่ะแม่"คุณแม่กุมมือลูกสาวพากันเดินออกจากห้องมุ่งหน้าตรงไปยังศาลาหน้าบ้านที่ถูกจัดไว้สำหรับทำบุญตักบาตรในยามเช้า พระภิกษุสงฆ์ 7 รูปเดินเรียงแถวมาจากถนนหน้าบ้าน มีเส
หลังจากที่ชายหนุ่มไปตักของอร่อยหลายอย่างเรียบร้อยก็วางใส่ถาดเดินกลับมาที่โต๊ะเพื่อให้ว่าที่ภรรยาสุดที่รักได้กินของเอร็ดอร่อย แต่ทว่าเขาต้องชะงักไปเมื่อเห็นใบหน้าของมาร์ติน กัปตันหนุ่มของสายการบินกำลังทำหน้าระริกระรี้ยุ่งวุ่นวายอยู่กับผู้หญิงของเขา"ช่วงหลังเราทักหาไม่ตอบเลยนะ งานยุ่งมากหรือไงถึงไม่มีแม้แต่เวลาจะตอบ""ขอโทษทีนะงานเรายุ่งพอสมควรเลย อีกอย่างช่วงนี้มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นเราก็เลยไม่ค่อยมีเวลาได้ตอบใครเท่าไหร่"เธอพยายามตอบด้วยความรักษาน้ำใจเพราะรู้ดีว่าผู้ชายตรงหน้าคาดหวังในตัวของเธอมากพอสมควร ก่อนหน้านี้เธอพูดจะให้ความหวังเขาเนื่องจากอยากจะประชดผู้ชายอีกคน แต่ใครจะคิดว่ามาร์ตินจะเอาจริงขึ้นมาซะงั้น"เราอยากจะคุยกับอิงอิงเรื่องความสัมพันธ์ใหม่ เราสองคนรู้จักกันมานานแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็โสดไม่ได้มีใครเพราะฉะนั้นเราลองมาเริ่มต้นใหม่กันดูไหม ให้โอกาสกันและกันได้เรียนรู้ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดเราจะลงเอยกันหรือไม่ อย่างน้อยถือว่าเราสองคนได้ลองพยายามด้วยกันแล้ว"หญิงสาวอ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออกเพราะไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบันเธอก็ไม่เคยมีความรู้สึกต่อเขาเลยแม้สักนิดเดียว เธอมองว่าเขาเป็นเพื่
หลังจากที่ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งครอบครัวเปรมฤทัยสิริและครอบครัวของวรรณพิสุทธิ์ก็เกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน ทั้งสองครอบครัวเจรจาคุยกันถึงเรื่องงานแต่งงานของเด็กทั้งสองคน ซึ่งทางฝ่ายหญิงเองก็ไม่ได้ติดอะไรเพราะทางฝั่งผู้ชายมีพร้อมทุกอย่างแถมยังแสดงความรับผิดชอบทั้งแม่และลูกในท้อง ส่วนเรื่องท้องก่อนแต่งครอบครัวของอิงอิงไม่ได้ติดใจอะไรเพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนและการมีเจ้าตัวเล็กถือว่าเป็นเรื่องราวที่ดี เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขัดขวางความสุขของลูกทั้งสองคน ทุกอย่างเป็นเรื่องราวที่ดีด้วยซ้ำไป"ทำไมวันนี้ว่างไปบินได้คะ"หญิงสาวเอ่ยถามชายหนุ่มในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังขับรถเดินทางไปยังสนามบินด้วยกัน เธอมาเคลียร์ตารางงานที่เหลือของสัปดาห์นี้ให้เสร็จเรียบร้อยแล้วจะพักผ่อนอย่างเต็มที่เนื่องจากว่าทางครอบครัวไม่อยากจะให้ทำงานหนักจนเกินไป และการทำงานที่ต้องพบเจอผู้คนมากมายมันอาจจะทำให้สภาพจิตใจไม่มั่นคง จึงคุยกันว่าให้เธอเข้าไปนั่งออฟฟิศเรียนรู้งานบริหารดีกว่าซึ่งเรื่องนี้เธอไม่ได้ขัดขวางอะไรและยินดีที่จะทำตามที่พี่เตชน์และครอบครัวต้องการ"ก็มาเป็นเพื่อนหนูไง 1 สัปดาห์นี้พี่จะทำหน้าท
ทางด้านของมาร์ตินเขารู้ว่าคู่อริสมัยมัธยมเป็นเจ้าของสายการบินที่เขาทำงานอยู่ และยังเป็นทายาทของมหาเศรษฐีอันดับ 1 ระดับประเทศอีก เอาจริงเขาแพ้ไอ้หมอนี่ทุกประตูเลยถ้าเทียบในเรื่องความร่ำรวยคงไม่มีใครสู้กัปตันเตชน์ได้ ถ้ามาพูดถึงเรื่องความสามารถก็คงต้องยอมแพ้ให้กับมันอีกเพราะไอ้หมอนี่มันขับเครื่องบินเป็นตั้งแต่เด็ก แต่ในเรื่องของนิสัยเขาสามารถเคลมว่าตัวเองดีกว่าไอ้หมอนั่นเยอะ แต่ก็นั่นแหละอยู่ที่ฝ่ายหญิงว่าจะกลับไปคบกับมันหรือตัดสินใจไปต่อใหม่กับเขา ตลอดเวลาที่ผ่านมาพยายามที่จะพูดคุยกับเธอตลอด ดูผิวเผินอิงอิงก็น่าจะมีใจอยู่หรอกแต่ถ้าสัมผัสดูดีๆ เธอแค่พูดคุยด้วยเพราะเกรงใจเพื่อนสมัยเรียนเท่านั้น"สวัสดีครับกัปตัน รู้ข่าวหรือยังว่ากัปตันเตชน์เป็นเจ้าของสายการบินที่เราทำงานอยู่ แถมยังเป็นทายาทมหาเศรษฐีอันดับ 1 อีก"เนื่องจากว่าธนัตถ์ไม่ได้บินพร้อมกับกัปตันเตชน์เหตุผลเพราะว่าเขาต้องเข้าไปทำงานที่บริษัทจึงทำให้เขาถูกโยกมาเป็นผู้ช่วยกัปตันของกัปตันมาร์ตินแทน"ก็พอรู้อยู่ไม่นานนี่เอง ว่าแต่เป็นคนสนิทของนายไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงไม่รู้ล่ะว่าไอ้หมอหน้ามันเป็นลูกเต้าเหล่าใคร""ใครจะไปรู้ล่ะพี่เตชน์ปิ







