เข้าสู่ระบบสิ้นเสียงของผู้ใหญ่บ้าน ซินเหยาก็แสยะยิ้มร้ายออกมา เธอนึกอยู่แล้วว่าเขาต้องพูดกับเธอแบบนี้ ดีที่เธอคิดคำพูดเอาไว้แล้ว ซินเหยาจึงตอบกลับอย่างสบาย ๆ
“เงินของสามีฉันที่ส่งมาให้ทุกเดือนยังไงล่ะคะ พวกเขาต้องแบ่งมาให้ฉันครึ่งหนึ่งจนกว่าฉันจะได้เงินชดเชยครบถ้วน”
“อะไรนะ!!! ฝันไปเถอะ!” เหมียนจูพูดสวนขึ้นมาทันที เงินที่เธอเคยได้ทุกเดือนก็แค่สี่สิบห้าหยวน ถ้าต้องแบ่งให้ซินเหยาครึ่งหนึ่ง ครอบครัวเธอจะกินอะไรกัน
“เงียบ!!! ทำตามที่ซินเหยาบอก ไม่อย่างนั้นก็ไปคุยกันที่สถานีตำรวจ” ผู้ใหญ่บ้านหันไปตวาดว่าเหมียนจูที่เอาแต่จะยึดเงินคนอื่นอย่างหน้าด้าน ๆ
“ตกลงครับผู้ใหญ่บ้าน พวกเราจะทำตามที่ซินเหยาต้องการ” ฟู่อ้ายโกวรีบตอบก่อนที่เมียของเขาจะทำให้ทุกคนในบ้านเดือดร้อนไปมากกว่านี้
“ฮึ! แค่พูดปากเปล่าฉันไม่เชื่อพวกคุณหรอกนะ รบกวนลุงผู้ใหญ่บ้านช่วยเขียนสัญญาชำระหนี้ให้ฉันเอาไว้เป็นหลักฐานด้วยค่ะ ถ้าพวกเขาไม่ยอมให้เงิน ฉันจะได้เอาหลักฐานไปแจ้งความในภายหลัง” ซินเหยารีบตีเหล็กตอนร้อน เธอไม่ต้องการให้คนพวกนี้รอดไปได้ง่าย ๆ ซินเหยารู้ดีว่าคนอย่างเหมียนจูคงไม่ยอมปล่อยให้เธอมีเงินแน่
“ตกลง ฟู่อ้ายโกว ไปเอากระดาษกับปากกามา ฉันจะเขียนสัญญาและลงชื่อเป็นพยานให้กับซินเหยา ถ้าพวกคุณไม่ทำตามสัญญา ฉันจะเป็นคนพาซินเหยาไปแจ้งความด้วยตัวเอง ครั้งนี้อย่าได้คิดตุกติกเชียว” ผู้ใหญ่บ้านคาดโทษ
ฟู่อ้ายโกวได้แต่บอกให้ฟู่หยางเซิงเข้าไปนำกระดาษกับปากกาออกมา เขาเห็นสายตาชาวบ้านที่จับจ้องครอบครัวอยู่ก็ไม่กล้าขัดขืน ถึงแม้ว่าเหมียนจูจะยังพึมพำด่าทอซินเหยาให้ได้ยินเบา ๆ อยู่ก็ตามที
เมื่อฟู่หยางเซิงนำกระดาษกับปากกามาให้ ผู้ใหญ่บ้านก็เริ่มเขียนสัญญาจ่ายเงินค่าชดเชยกลับคืนให้ซินเหยา ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านกำลังเขียนอยู่นั้น ซินเหยาก็เอ่ยบอกว่า
“ลุงผู้ใหญ่คะ ฉันขอให้พวกเขาส่งเงินให้ลุงเก็บไว้ได้ไหมคะ ฉันกลัวพวกเขาจะแอบมาขโมยเงินที่ฉันได้รับค่ะ”
“หืม? เธอแน่ใจนะว่าจะให้ลุงเก็บเอาไว้ให้” ผู้ใหญ่บ้านไม่คิดว่าซินเหยาจะเชื่อใจเขา
“แน่ใจค่ะคุณลุง ฉันขอให้ลุงเก็บไว้ให้จนกว่าจะครบจำนวนของเงินชดเชยที่พวกเขาแย่งไปจากฉันค่ะ หวังว่าลุงจะช่วยเหลือฉันนะคะ” ซินเหยาบอกอย่างนอบน้อม
“ตกลง ลุงจะทำตามที่เธอต้องการ” ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้ารับคำและเขียนต่อ
คนตระกูลฟู่ไม่คิดว่าซินเหยาจะรอบคอบถึงขนาดนี้ ก่อนหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าจะเขียนสัญญา พวกเขายังคิดในใจกันอยู่ว่าจะหาวิธีเอาเงินกลับคืนมา พอได้ยินว่าซินเหยาให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนเก็บเอาไว้ แต่ละคนต่างหน้าเสียไปตาม ๆ กัน หากว่าพวกเขาไม่ยอมส่งเงินให้ผู้ใหญ่บ้านทุกเดือน พวกเขาก็กลัวว่าผู้ใหญ่บ้านจะไปแจ้งตำรวจอีก
ผู้ใหญ่บ้านใช้เวลาเขียนต่อไม่นานก็เสร็จ เขาให้คนตระกูลฟู่ทุกคนลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน ส่วนซินเหยากับผู้ใหญ่บ้านเองก็ลงชื่อด้วยเช่นเดียวกัน
“เอาล่ะ ในเมื่อเรื่องนี้คลี่คลายแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไปเถอะ ต่อไปคนบ้านฟู่ห้ามรังแกซินเหยาอีกรู้ไหม ถ้าฉันรู้ว่าพวกคุณยังไม่ฟังอีก ฉันก็จำเป็นต้องแจ้งตำรวจ” ผู้ใหญ่บ้านยังคงคาดโทษคนตระกูลฟู่เอาไว้ก่อน เขากลัวจริง ๆ ว่าเหมียนจูจะคิดไม่ซื่อ
“พวกเราทราบแล้วครับ” ฟู่อ้ายโกวรีบรับคำทั้งที่เหมียนจูกำลังถลึงตาใส่ซินเหยาอย่างอาฆาตแค้นอยู่ในตอนนี้ เขากลัวว่าเมียจะพูดอะไรไม่คิดจนเรื่องบานปลายอีก
“ขอบคุณลุงผู้ใหญ่และทุกคนด้วยนะคะ” ซินเหยาค้อมหัวคำนับทุกคนอย่างนอบน้อม
“ไม่เป็นไร ๆ อาเหยามีอะไรก็มาหาป้านะรู้ไหมลูก” ป้าเพ่ยยิ้มกว้างบอกพร้อมกับชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่ต่างพากันพยักหน้าตามป้าเพ่ยว่าให้มาหาพวกเขาก็ได้เช่นกัน
ซินเหยายิ้มรับคำทุกคน ก่อนจะมองส่งพวกเขาที่กำลังเดินออกจากหน้าห้องเก็บฟืนซึ่งเป็นที่พักของเธอไปพร้อมกัน ตอนนี้ในลานบ้านเงียบสงบได้เสียที เหมียนจูถูกฟู่อ้ายโกวลากเข้าไปในบ้านได้สักครู่หนึ่งแล้ว ซินเหยาจึงรีบกลับเข้าห้องและปิดล็อกประตูเก่าคร่ำคร่าเอาไว้อย่างแน่นหนา เธอรีบไปนำเงินทั้งหมดมาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อชั้นในที่เย็บติดเอาไว้เพื่อซ่อนเงินทันที พอทุกอย่างเรียบร้อย ซินเหยาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในบ้านตระกูลฟู่ตอนนี้ แต่ละคนต่างมีสีหน้าบูดบึ้งไม่ต่างกัน พวกเขาไม่คิดว่าครั้งนี้จะเสียทีให้ซินเหยาจนต้องถูกแบ่งเงินอุดหนุนที่ฟู่จิงถิงส่งมาให้ทุกเดือน
“เพราะแกคนเดียวตาแก่ ทำให้เราต้องเสียเงินที่จะได้จากฟู่จิงถิง” เหมียนจูถลึงตาใส่สามี
“ฮึ! ถ้าไม่ใช่เพราะเธอก่อเรื่องขึ้น พวกเราจะต้องลำบากขนาดนี้ได้ยังไงกัน” ฟู่อ้ายโกวไม่ยอมให้เหมียนจูต่อว่าเขาอยู่ฝ่ายเดียว เรื่องทั้งหมดก็เพราะเหมียนจูคิดจะหาเรื่องซินเหยา
“พ่อกับแม่จะทะเลาะกันทำไมเนี่ย รีบช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะทำยังไงต่อไป” ฟู่โหรวพูดด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว พ่อแม่เธอยังจะทะเลาะกันอีก
“ใช่ ๆ พวกเราไม่มีเงินแล้วจะอยู่กันยังไงครับ ผมยังไม่ได้แต่งงานเลยนะ” ฟู่หยางเซิงอดพูดเรื่องสำคัญของตัวเองขึ้นมาไม่ได้ เขาเฝ้ารอที่จะได้แต่งงานอยู่ทุกวี่วัน
“หุบปากไปเลย! ในบ้านไม่มีเงินสักหยวน แกยังคิดเรื่องแต่งงานอีกหรือไง” เหมียนจูด่าว่าลูกชายเสียงดังอย่างโมโห
“เธอจะเสียงดังทำไมเหมียนจู รีบคิดเถอะว่าจะทำยังไงไม่ให้เงินของจิงถิงตกไปอยู่ในมือของซินเหยาน่ะ” ฟู่อ้ายโกวอดต่อว่าเมียไม่ได้ เขากลัวว่าซินเหยาจะได้ยิน
“เฮอะ! จะทำยังไงได้นอกจากโกหกจำนวนเงินที่ได้รับน่ะ ถ้าบอกไปตรง ๆ เงินครึ่งหนึ่งก็จะตกเป็นของนังนั่นน่ะสิ ฉันไม่โง่ขนาดนั้นหรอกนะ” เหมียนจูบอกด้วยสีหน้ามั่นใจ
“แน่ใจนะว่าเรื่องนี้ซินเหยาจะไม่รู้ ถ้าเธอให้ผู้ใหญ่บ้านสอบถามกับฟู่จิงถิงจะทำยังไง” ฟู่อ้ายโกวกลัวว่าเรื่องนี้จะถูกคนอื่นจับได้จนเป็นเรื่องขึ้นมาอีก
“ชิ! แกจะไปกลัวอะไร หลายปีมานี้พวกเราก็ไม่เคยบอกใครว่าได้รับเงินจากไอ้จิงถิงเท่าไหร่ไม่ใช่หรือไง แค่แบ่งเงินให้ผู้ใหญ่บ้านนิดหน่อยแล้วบอกว่าจิงถิงมันส่งมาให้เราก็สิ้นเรื่องแล้วน่า แกอย่าทำตัวให้มันสงสัยก็พอ” เหมียนจูกลัวว่าคนในบ้านจะมีพิรุธ
ซินเหยาซึ่งกำลังจะไปเดินเล่นข้างนอกแสยะยิ้มร้าย เธอได้ยินเสียงพวกเขาคุยกันเบา ๆ จึงมาแอบฟังที่ใกล้ประตูของพวกเขา แผนการเล็กน้อยพวกนี้ไม่ทำให้เธอลำบากเลยแม้แต่น้อย ซินเหยาจะแวะไปบอกผู้ใหญ่บ้านให้เขาโทรหาฟู่จิงถิงและสอบถามจำนวนเงินที่เขาส่งมาให้เรียบร้อยก่อนที่เธอจะหนีไปหาเขาที่ค่ายทหาร เรื่องที่เธอจะจากไปนั้น ซินเหยาจะบอกผู้ใหญ่บ้านกับป้าเพ่ยเอาไว้ก่อน เพื่อที่พวกเขาจะได้จัดการคนตระกูลฟู่ไม่ให้ติดตามไปขัดขวางการเดินทางของเธอ ซินเหยาวางแผนเอาไว้ว่าอีกสักสี่ห้าวัน เธอก็จะแอบหนีออกไปตั้งแต่กลางดึก เพราะซินเหยาเชื่อว่าคนตระกูลฟู่ไม่มีใครตามเธอได้ทันก่อนขึ้นรถไฟเที่ยวแรกแน่
หลังผ่านเรื่องยุ่งมาตั้งแต่เช้า ในที่สุดซินเหยาก็เดินไปถึงอำเภอตอนบ่ายโมงพอดี เธอแวะทานอาหารที่ร้านอาหารของรัฐอย่างสบายอารมณ์ วันนี้ซินเหยาจะไปหาซื้อกระเป๋าและเสื้อผ้าดี ๆ สักชุดสองชุดเพื่อซ่อนเอาไว้ก่อนเปลี่ยนใส่ในวันเดินทาง เพราะเสื้อผ้าของร่างเดิมนั้นมีเพียงแค่ชุดเก่าขาดที่ใช้มาตลอดสามปีเท่านั้น ส่วนเสื้อผ้าดี ๆ ของร่างเดิมก็ถูกฟู่โหรวแย่งไปหมดนานแล้วตั้งแต่เธอแต่งเข้ามา
ค่ำวันนั้น ซินเหยากลับไปถึงหมู่บ้านก็รีบนำกระเป๋าเสื้อผ้าไปฝากป้าเพ่ยเอาไว้ก่อน เพราะเธอกลัวว่าพวกตระกูลฟู่จะเห็นเข้าว่าเธอเตรียมตัวจะจากไป ซินเหยาฝากฝังหลายเรื่องเอาไว้กับป้าเพ่ยหลังจากไป บ้านพ่อแม่ของซินเหยายังเป็นสมบัติของเธออยู่ ซินเหยาไม่ต้องการขายมันออกไป เธอจึงคิดจะให้ลุงผู้ใหญ่นำเงินที่ได้จากบ้านฟู่จ่ายค่าจ้างให้ป้าเพ่ยดูแลบ้านแทนเธอ หลายครั้งที่ซินเหยาอยากกลับไปนอนบ้านตัวเอง แต่ด้วยกลัวว่าคนบ้านฟู่จะแย่งบ้านไปอีกเธอจึงไม่กล้าไปที่นั่น เงินจำนวนก่อนหน้านี้ ซินเหยานำไปฝากไว้ในธนาคารและเหลือเอาไว้ใช้จ่ายเพียงหนึ่งร้อยหยวนเท่านั้น ที่เธอทำแบบนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้พวกคนตระกูลฟู่ที่น่าจะแอบมาค้นห้องของเธอเวลาเธอไม่อยู่พบได้โดยง่าย
สายวันต่อมา ซินเหยาออกจากบ้านฟู่ไปขอให้ผู้ใหญ่บ้านโทรถามจำนวนเงินที่ฟู่จิงถิงส่งกลับมา จากนั้นเธอก็ออกไปในตัวอำเภอเหมือนเมื่อวานนี้ ซินเหยาไม่อยากวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านให้พวกคนตระกูลฟู่พบเข้า เธอยังมีสิ่งที่ต้องตรวจสอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าตั๋วรถไฟในการเดินทางไปหางโจวและเรื่องใบรับรองการเดินทางออกจากหมู่บ้านที่ต้องให้ผู้ใหญ่บ้านออกให้ด้วย ซึ่งซินเหยาตั้งใจจะรออีกสองวันจึงจะไปขอใบรับรองมาเตรียมเอาไว้ก่อนจากไป
ซินเหยายังคงนั่งกินอาหารที่ร้านอาหารของรัฐเช่นเคย เธอสอบถามพนักงานจนรู้ว่าต้องไปซื้อตั๋วรถไฟที่อำเภอข้าง ๆ เท่านั้นในการเดินทางไปยังหางโจว
หลังทานข้าวเสร็จ ซินเหยาจึงจ้างรถสามล้อไปยังสถานีรถไฟ เพราะระยะทางจากอำเภอของเธอไปยังที่นั่นไกลมากถึงสี่สิบกิโลเมตร ซินเหยาจึงเลือกนั่งรถรับส่งอย่างรถสามล้อประจำอำเภอแทนเพื่อความรวดเร็ว
การเดินทางบนถนนในยุคนี้ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนชีวิตก่อนของเธอ ซินเหยาได้แต่บ่นในใจถึงถนนหนทางที่ขรุขระและมีฝุ่นมากมายแทบจะตลอดทาง มีเพียงตอนไปถึงอำเภอข้างเคียงเท่านั้นที่มีถนนลาดยาง อีกทั้งความเจริญของอำเภอนี้ยังมากกว่าอำเภอของซินเหยาหลายเท่านัก ซินเหยารีบลงจากรถตอนถึงสถานีรถไฟและไปซื้อตั๋วรถไฟสำหรับเดินทางในวันมะรืนทันที ค่าตั๋วนั่งธรรมดามีราคาเพียงยี่สิบห้าหยวน โดยระยะเวลาเดินทางไปยังหางโจวใช้เวลาห้าชั่วโมงเลยทีเดียว ซินเหยาเปรียบเทียบราคาตั๋วนอนซึ่งแพงกว่าเกือบสามเท่าก็เลือกที่จะซื้อตั๋วนั่งแทน
หลังจากจัดการเรื่องตั๋วรถไฟเสร็จ ซินเหยาก็กลับไปยังจุดจอดรถสามล้อเพื่อเดินทางกลับไปยังอำเภอของเธอทันที เธอยังซ่อนตั๋วรถไฟเอาไว้อย่างดีในกระเป๋าเสื้อชั้นใน ซินเหยาจะรอให้กลับถึงหมู่บ้านก่อนจึงจะนำตั๋วรถไฟไปใส่กระเป๋าเดินทางที่บ้านของป้าเพ่ย วันพรุ่งนี้ซินเหยายังต้องไปพบผู้ใหญ่บ้านเพื่อรับใบรับรองการเดินทางอีก ซินเหยากลัวว่าจะมีคนปากพล่อยนินทาจนคนบ้านฟู่รู้ว่าเธอกำลังจะจากไป ทุกอย่างที่เธอทำจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ตอนนี้มีเพียงป้าเพ่ยเท่านั้นที่รู้เรื่อง
ไห่ไท่เหอที่กลับมาจากการค้าขายอาวุธเถื่อนรู้ข่าวว่าลูกชายของเฟิงอู่ย้ายมาทำงานที่เมืองหลวงเข้าก็อารมณ์เสียอย่างมาก เขาเรียกลูกน้องอย่างจ้านกู่กับเสี้ยนปังให้เข้ามาหาที่บ้านเพื่อวางแผนเล่นงานเฟิงจิงถิงโดยไม่คิดจะพักผ่อนเลยแม้แต่น้อย“พวกแกรู้ไหมว่ามันต้องเข้าหน่วยไหน” ไห่ไท่เหอถามด้วยสีหน้าดุดัน“ข่าวบอกว่าเขาเข้าร่วมกับหน่วยรักษาความปลอดภัย(เป่าเว่ยปู่)ในกองทัพครับ” เสี้ยนปังบอกข่าวที่เขารวบรวมมาเกี่ยวกับคนในตระกูลเฟิง“บัดซบ!
ซินเหยาสอนพนักงานทั้ง 16 คน โดยแบ่งหน้าที่ให้พวกเขารับผิดชอบการทำอาหารในร้านแตกต่างกัน ส่วนเด็กเสิร์ฟและเด็กเดินโต๊ะใช้คนสองคน เด็กเก็บโต๊ะกับเด็กล้างจานอีกสองคน สี่คนแยกกันดูแลอาหาร ซึ่งซินเหยาให้หนึ่งคนทำบะหมี่ อีกสามคนดูแลอาหารอื่น ๆ ในร้านช่วยกัน เธอใช้เวลาสามวันในการสอนทุกคนทำอาหารจนพวกเขาเริ่มทำได้คล่องมือ ซินเหยายังได้รับวัตถุดิบจากโรงงานตามที่พ่อสามีติดต่อหาเอาไว้ให้ด้วย ทำให้เหลาซินถิงของซินเหยาสามารถเปิดร้านค้าได้ในอีกสามวันต่อมาหลังตกแต่งร้านเพิ่มวันเปิดร้าน วันนี้มีคนจากตระกูลใหญ่มาครบเพื่อเป็นเกียรติให้กับตระกูลเฟิง มีเพียงตระกูลจ้าวเท่านั้นที่ไม่ได้รับบัตรเชิญในการเปิดร้านครั้งนี้ ในร้านตกแต่งด้วยสีแดงมงคลเต็มแทบทุกพื้นที่ ทำให้มีคนท
เสียงพูดคุยดังไปทั่วห้องรับแขกอย่างชื่นมื่น ทุกคนตื่นเต้นมากที่กำลังจะมีหลานคนโตของบ้าน เฟิงจี้ถิงกับเฟิงจี้กวงเองก็บอกว่าตัวเองจะพยายามมีลูกเช่นกัน เด็ก ๆ จะได้มีอายุไล่เลี่ยกันและช่วยเหลือกันได้ในยามที่เติบโตขึ้น“ดี ดี พวกหลานรีบมีลูกให้ปู่เลยนะ ที่บ้านจะได้มีเด็ก ๆ มาวิ่งเล่นเสียที” เฟิงตี้หลงพูดด้วยความดีใจ นานมากแล้วที่ตระกูลเฟิงไม่มีข่าวดีเรื่องเด็ก“ฉันก็อยากเลี้ยงหลานแล้วเหมือนกันค่ะคุณปู่” หลูหลิงยิ้มกว้างอย่างคาดหวัง เธอมีลูกชายถึงสองคน ถ้าพวกเขาสามารถมีลูกได้พร้อมกันคงดีไม่น้อย“พี่จิงถิงต้องไปรายงานตัวสัปดาห์หน้าใช่ไหม กลับไปพร้อมผมพรุ่งนี้ไหมครับ” เฟิงจี้ถงถามหลังจากกระซิบถามเคล็ดลับการมีลูกจากพี่ชายอย่างเฟิงจิงถิง“พี่จะพั
หลังมื้อเที่ยงผ่านไป โจวหงพาซินเหยาไปซื้อชุดคลุมท้องมาเกือบสิบชุด เธอบอกว่าพอกลับถึงเมืองหลวงแล้วจะได้ไม่ต้องออกไปเบียดเสียดคนในห้างซื้ออีก อย่างไรเสียที่ห้างนี้ก็มีแบรนด์ดังขายอยู่ เธอกับสามีจึงเลือกซื้อให้ซินเหยาเอาไว้ก่อน เมื่อซื้อของเสร็จ พวกเขาก็เดินทางกลับค่ายทหาร โดยบอดี้การ์ดส่วนหนึ่งแยกไปเปิดห้องในโรงแรมเพื่อพักผ่อน คนในรถตู้ทั้งหมดจึงพากันเข้าไปพักในบ้านของเฟิงจิงถิง ตอนนี้ในบ้านจึงมีบอดี้การ์ดสองคนที่อยู่ในรถตู้นอนพักผ่อนกันที่ห้องรับแขกด้านล่าง ส่วนพวกเฟิงจิงถิงก็พาพ่อแม่ขึ้นไปนอนพักในห้องชั้นสอง สองชั่วโมงต่อมา ทุกคนที่นอนพักเอาแรงต่างลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาและชวนกันออกไปที่ร้านบะหมี่ของซินเหยา ซึ่งตอนนี้ร้านกลายเป็นของลี่ข่ายกับหวังเพ่ยเพ่ยไปแล้ว&ldquo
หลังจากยุ่งอยู่พักใหญ่ ซินเหยาก็มีเวลากินบะหมี่กินยาเสียที พอได้กินยาที่หมอให้มาแล้ว เธอรู้สึกว่าอาการวิงเวียนดีขึ้นมาก“ที่รักครับ พักบ้างเถอะนะ ปล่อยให้พวกเขาทำงานเองดีกว่านะ อีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องไปกันแล้วนะครับ” เฟิงจิงถิงอดเป็นห่วงซินเหยาไม่ได้“รู้แล้วค่ะ ฉันจะเพลา ๆ เรื่องงานลงนะ” ซินเหยายิ้มบางตอบ เธอเข้าใจดีว่าเขาเป็นห่วง ลี่ข่ายกับหวังเพ่ยเพ่ยพอได้เห็นเฟิงจิงถิงเป็นห่วงซินเหยาเข้าก็อดมีความสุขตามไปด้วยไม่ได้ พวกเขาทราบแล้วว่าซินเหยากำลังท้องอยู่ ทั้งสองเองก็ตั้งใจที่จะทำงานด้วยตัวเองเช่นกัน เพื่อที่จะได้รับผิดชอบงานในร้านได้ก่อนที่ซินเหยาจะมอบร้านให้ เ
ช่วงเย็นของวัน ซินเหยาเล่าให้เฟิงจิงถิงฟังเรื่องสองสามีภรรยาที่ต้องการเซ้งร้านต่อ เธอกลัวว่าเขาจะไม่ยินดีที่เธอยอมให้สองคนนั้นผ่อนจ่าย“ถ้าคุณคิดดีแล้วก็ทำไปเถอะครับ ยังไงเราก็ไม่ได้ลำบากเรื่องเงิน ช่วยพวกเขาสักหน่อยก็ไม่เป็นอะไร” เฟิงจิงถิงไม่ได้คัดค้านเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ เขารู้ดีว่าภรรยายังมีธุรกิจที่กำลังจะทำในเมืองหลวงอยู่อีก เฟิงจิงถิงมั่นใจว่าทุกอย่างที่ซินเหยาคิดเอาไว้ต้องออกมาดีแน่“ขอบคุณนะคะที่คอยสนับสนุนความคิดของฉัน” ซินเหยาเขย่งปลายเท้าขึ้นไปหอมแก้มเฟิงจิงถิงอย่างขอบคุณ ดีที่ไม่มีใครอยู่ในครัวตอนนี้“คุณเป็นภรรยาผมนี่ครับ เดี๋ยวผมออกไปรับลูกค้าก่อนนะ คุณทำบะหมี่ต่อเถอะ” เฟิงจิงถิงลดจำนวนคนที่มาช่วยงานในร้านลงหลายวันแล้ว เพราะเด็กพวกนั้นอีกไม่นานก็ต้องปลดประจำการตามวงรอบ เขาจึงอยากให้เด็กพวกนั้
“อืม… ผมตามใจคุณครับ ถ้าคุณคิดว่าร้านนั้นเหมาะสมก็เช่าตรงนั้นก็ได้” ฟู่จิงถิงเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจพวกนี้มาก่อน เขาเลยปล่อยให้ซินเหยาเป็นคนตัด
ฟู่จิงถิงอมยิ้มแก้มตุ่ยเมื่อเห็นท่าทางของซินเหยา เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจเมื่อมีใครคนหนึ่งคอยห่วงใยเขาบ้าง แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้ฟู่จิงถิงรับรู้ว่าในโลกใบนี้ยัง
หลังจากซินเหยาตรวจสอบรายละเอียดจนเสร็จเรียบร้อย เธอก็เข้าครัวไปเตรียมอาหารเที่ยงให้ฟู่จิงถิง วันนี้ซินเหยาไม่ได้ทำบะหมี่ให้เขาเหมือนที่ผ่านมา เพราะกลัวว่าฟู่จิงถิงอาจเบื่อบะหมี่ไปแล้วก็ได้ ซินเหยาจึงทำอาหารง่าย ๆ สอ
ซินเหยายิ้มกว้างเมื่อได้เห็นทุกคนต่างปรบมือแสดงความยินดีให้กับเธอด้วยความจริงใจ ฟู่จิงถิงที่ยืนอยู่ในลานด้วยก็ยิ้มกว้างไม่ต่างกัน เขาเพิ่งทราบว่าภรรยาช่วยให้หน่วยสืบราชการลับขอ







