เข้าสู่ระบบหลังจากทุกสิ่งทุกอย่างเงียบงัน ไม่นานนักสติสัมปชัญญะก็กลับมาอีกครั้ง เซเรน่าลืมตาตื่นขึ้นมาอีกพบว่าตนเองยืนอยู่กลางหมอกสีขาวโอบรอบไปทั่ว ไม่มีทิศ ไม่มีขอบ ไม่มีเงา แม้แต่เสียงลมหายใจของตนเองก็แผ่วราวกับถูกกลืนหายไปในความนิ่งงันนั้น
พื้นใต้ฝ่าเท้านั้นเย็นเฉียบ แต่กลับไม่แข็งราวกับดิน ไม่อ่อนเหมือนเมฆ เธอไม่รู้ว่ากำลังเหยียบอยู่บนอะไร ทว่ากลับรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของมันอย่างชัดเจน
“ที่นี่ คือที่ไหนกันแน่...” เสียงเธอดังก้องในอากาศ แต่กลับไม่สะท้อนออกไปไกล เหมือนถูกหมอกซับหายทันที
ในขณะที่เธอกำลังพยายามตั้งสติ หมอกสีขาวตรงหน้าก็ค่อย ๆ แหวกออกทีละน้อย ภาพบางอย่างเริ่มปรากฏขึ้นตรงหน้า ประตูขนาดใหญ่สองบาน สูงตระหง่านราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ทว่าแสงจากบานประตูทั้งสองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
บานหนึ่งเปล่งแสงขาวเย็น สะท้อนแสงหม่น ๆ คล้ายกระจกแข็งที่เย็นชืด อีกบานกลับทอแสงอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ยามเช้าในฤดูหนาว มีไออุ่นอ่อน ๆ แผ่ออกมาจนเซเรน่ารู้สึกได้แม้ไม่ได้เข้าใกล้
หญิงสาวก้าวเท้าเข้าไปช้า ๆ สายตาจับจ้องไปยังประตูทั้งคู่ ทันทีที่เธอเข้าใกล้ ภาพเบื้องหลังบานประตูก็เริ่มชัดเจนขึ้นราวกับม่านบางถูกเปิดออก
ประตูบานด้านซ้ายที่เปล่งแสงขาวเย็น สะท้อนแสงหม่น ๆ คล้ายกระจกแข็งที่เย็นชืดภายในคือห้องพักในคอนโดของเธอในโลกเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิมทุกกระเบียดนิ้ว โต๊ะทำงานที่วางเอกสารกองโต เตียงนอนที่ไม่ได้เก็บ หมอนที่มีคราบน้ำตาเก่าซึมอยู่ตรงมุม แสงแดดยามเย็นลอดผ่านผ้าม่านสีเทาเข้ามาอย่างอ่อนแรง เสียงในห้องนั้นเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมจากเครื่องปรับอากาศที่เก่าเกินกว่าจะทำงานเงียบ ๆ ได้อีก
และที่ระเบียง...มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ ผมยาวปลิวตามแรงลมใบหน้าซีดขาวดวงตาว่างเปล่าราวกับไม่มีชีวิต เธอกำลังมองลงไปยังพื้นถนนเบื้องล่างด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เซเรน่ารู้ทันทีว่า... นั่นคือเธอ
ภาพที่อยู่เบื้องหน้าคือวันที่เธอตัดสินใจที่จะกระโดดตึกฆ่าตัวตาย...
“อ่า....ฉันในตอนนั้นพังทลายขนาดนี้เลยสินะ”
หัวใจของเซเรน่ากระตุกแรง ความเจ็บแปลบแล่นขึ้นในอกทันที ภาพความทรงจำอันมืดหม่นในคืนนั้นหวนกลับมาอย่างโหดร้าย ความโดดเดี่ยว ความเหนื่อยล้า ความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า และการที่ต้องสูญเสียพี่ชายที่เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวไปในวันนั้น
“นั่นคือฉัน คนที่ไม่มีใครต้องการ คนที่ตัดสินใจหนีจากทุกอย่างด้วยการตาย...” น้ำเสียงของหญิงสาวสั่นเครือในขณะที่มองภาพของตัวเธอเองที่กำลังเดินลากเก้าอี้ไปยังระเบียง
เซเรน่ามองภาพนั้นผ่านม่านน้ำตาความเจ็บปวดถาโถมเข้ามาในหัวใจ ก่อนที่เธอจะหันไปเห็นประตูอีกบานที่มีแสงอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ยามเช้าแผ่ออกมา
“นั่นมัน....”
เมื่อหญิงสาวมองผ่านเข้าไปในประตู สิ่งที่ปรากฏคือ ห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชน มีร่างของเซเรน่าใส่เครื่องช่วยหายใจนอนนิ่งอยู่บนเตียง เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงติ๊ด ติ๊ด ดังเป็นจังหวะ
ทว่าสิ่งที่ทำให้เซเรน่าคลี่ยิ้มออกมานั่คือภาพของชายหนุ่มหน้าตาคุ้นเคยนั่งกุมมือเธออยู่ข้างเตียง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนล้าและความห่วงใยอย่างสุดหัวใจ
ไซรัส คนรักของเธอ...
“พ่อคะ พี่คะ”
หญิงสาวพึมพำออกมาเมื่อเห็นว่าข้าง ๆ ไซรัสคือชายวัยกลางคนเขาคือวศินผู้เป็นพ่อ เขานั่งหลับพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีอ่อนแรงแต่ยังคงจับชายเสื้อเธอไว้แน่นเหมือนกลัวว่าเธอจะหายไป
และอีกมุมหนึ่งของห้อง มีชายหนุ่มอีกคนที่กำลังจัดผ้าห่มให้เธออย่างเบามือ ธันวาผู้เป็นพี่ชายของเธอ...
เพียงแค่มองเซเรน่าสัมผัสได้ถึงบรรยากาศภายในห้องที่เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น ความหวังที่เปี่ยมด้วยชีวิต แม้แต่แสงไฟสีขาวของโรงพยาบาลยังดูนุ่มนวลกว่าทุกครั้งที่เธอเคยเห็น
เธอยืนมองภาพนั้นอยู่นาน น้ำตาค่อย ๆ เอ่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







