เข้าสู่ระบบแสงแดดยามบ่ายลอดผ่านผ้าม่านสีครีมอ่อนเข้ามาในห้องผู้ป่วย บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เซเรน่ายังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเซียวแต่ดูสงบขึ้นกว่าก่อนหน้านี้มาก ร่างเล็กถูกห่มด้วยผ้าสีขาวสะอาด ที่แจกันข้างเตียงมีดอกคาเมลเลียที่วศินพ่อของเธอนำมาจัดใส่แจกันในตอนเช้า
ไซรัสนั่งอยู่ข้างเตียงมือใหญ่จับมือของหญิงสาวไว้ไม่ยอมปล่อย ดวงตาคมเข้มที่เคยเต็มไปด้วยความเย็นชาบัดนี้กลับอ่อนโยนลง
“หมอบอกว่าอาการเซเรน่าคงที่แล้ว...” วศินเอ่ยเสียงแผ่ว พลางมองลูกสาวที่นอนนิ่งด้วยแววตาปวดร้าวแต่เปี่ยมความหวัง “พ่อหวังว่าอีกไม่นานลูกจะฟื้นขึ้นมา...”
ธันวาซึ่งยืนพิงกำแพงพยักหน้าเบา ๆ “เซเรน่าจะต้องตื่นขึ้นแน่ครับ”
“ผมก็หวังแบบนั้น” ไซรัสเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ เขาเกลี่ยผมที่ตกบนหน้าผากของเซเรน่าอย่างแผ่วเบา “เธอสัญญาว่าจะไปเที่ยวทะเลด้วยกัน...ผมเชื่อว่าเซเรน่าจะไม่มีวันผิดสัญญา”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากธันวา “ไม่คิดเลยว่าไซรัสที่เคยเย็นชาจะพูดอะไรแบบนี้ได้”
“คนที่เปลี่ยนฉันคือน้องสาวของนาย...และเธอก็ต้องรับผิดชอบฉันไปตลอดชีวิต” ไซรัสตอบเรียบ ๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยความรัก
บรรยากาศอบอุ่นและผ่อนคลายอย่างประหลาด ทุกคนต่างพูดคุยเบา ๆ ถึงเรื่องเล็ก ๆ ที่ผ่านมาอาหารที่เซเรน่าชอบ ดอกไม้ที่เธอเคยปลูกไว้ริมหน้าต่าง หรือแม้แต่เรื่องงานวันเกิดของเซเรน่าที่พ่อของเธอเล่าแล้วทำให้ทุกคนยิ้มออกมา
แต่ไม่นาน... เสียงเปิดประตูเบา ๆ ก็ดังขึ้น
“ขอโทษครับ ผมขอเข้าไปหน่อยได้ไหม”
ทุกสายตาหันไปพร้อมกัน ภาคินในชุดสูทเรียบหรูถือช่อดอกไม้สีพาสเทลขนาดใหญ่เดินเข้ามาช้า ๆ ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความกังวลและเศร้าหมอง
“ผมเพิ่งรู้ข่าว... เลยรีบมา” เขาพูดเสียงเบา “เซเรน่า เป็นยังไงบ้างครับ”
วศินนิ่งไปสีหน้าหนักแน่นขึ้นทันที ธันวาขยับกายมายืนบังหน้าพ่อกับเตียง ส่วนไซรัสยังนั่งนิ่งแต่แววตาเย็นลงราวกับน้ำแข็งในชั่วพริบตา
“นายมาทำไม” เสียงของธันวาทุ้มต่ำแต่เฉียบคม
ภาคินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้ม “ผมเป็นห่วงเซเรน่า ถึงยังไงเรา...เคยเป็นสามีภรรยากัน”
“สามีภรรยา?” ธันวาพูดเสียงแข็ง “สามีที่ปล่อยให้น้องสาวของฉันต้องทุกข์ใจคนเดียวจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตแต่งงานนั่นน่ะเหรอ?”
“ธันวา...” วศินเอ่ยปรามลูกชายเบา ๆ แต่แววตาของเขาเองก็ไม่ได้ยินดีนักกับการมาของภาคิน
ภาคินวางช่อดอกไม้ลงข้างเตียง “ผมไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันจบแบบนั้น... ตอนนี้ผมแค่อยากให้เธอฟื้นขึ้นมาเท่านั้นเอง”
ไซรัสเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สายตาคมกริบตวัดมองอีกฝ่าย ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางที่ไม่แตะถึงดวงตา
“เซเรน่าไม่ชอบดอกไม้ชนิดนี้ เป็นสามีภรรยากันมานาน นายไม่รู้หรอ?” เขาเอ่ยน้ำเสียงเย้ยหยัน
ภาคินนิ่งขึง ดวงตากระตุกวูบแต่ก็ยังเชิดหน้าเอ่ยอย่างมั่นใจ “ทุกสิ่งที่ฉันมอบให้เซเรน่าจะชอบเสมอ”
“อะไรก็เปลี่ยนแปลงได้เสมอ อย่าได้มั่นใจในตัวเองจนเกินไป” ไซรัสพูดแทรกทันที น้ำเสียงนิ่งแต่หนักแน่น “เหมือนอย่างที่เซเรน่าเคยชอบนาย แต่ตอนนี้คนที่เธอรักคือฉันยังไงล่ะ”
“นี่แก!”
เขาหันไปสั่งเสียงเรียบ “ศรัน”
“ครับ” มือขวาผู้ยืนอยู่ใกล้ประตูตอบรับทันที
“ช่วยพาคุณภาคินออกไปที” ไซรัสพูดโดยไม่ละสายตาจากใบหน้าซีดของหญิงสาวบนเตียง “ฉันอยากให้เธอได้พัก...ท่ามกลาง ‘ครอบครัว’ จริง ๆ”
คำว่า ‘ครอบครัว’ ถูกเน้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ภาคินเม้มปากแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่นแต่ก็ไม่อาจเอ่ยอะไรได้ เขาเหลือบมองเซเรน่าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนถูกศรันพาออกไปจากห้องอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด
เมื่อประตูปิดลง ความเงียบก็กลับคืนมาอีกครั้ง
ธันวาหันมามองไซรัส “นายหึงแรงใช่เล่นนะ”
“ฉันแค่พูดความจริงให้หมอนั่นตาสว่าง” เขาตอบสั้น ๆ พลางก้มลงมองหญิงสาวบนเตียงอย่างอ่อนโยน “และแค่อยากแสดงให้รู้ว่าเซเรน่าคือคนรักของฉันเท่านั้น”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







