LOGINช่วงนี้เซอร์เบอรอสทำตัวแปลกมาก ผมหมายถึงปกติเขาก็แปลกอยู่แล้ว แหงอยู่แล้วถ้าเขาปกติคงไม่เป็นตัวร้ายที่ลักพาตัวนางเอกไปขัง แต่ตอนนี้คือแปลกในแปลกอีกที
“ท่านพี่เรย์ ข้าไปกับท่านได้ไหม” เขาเข้ามาอ้อนผมเหมือนลูกหมา ถึงบางทีสายตาที่เขามองผมก็ทำให้รู้สึกขนลุกนิดหน่อย แต่ผมไม่ได้ใส่ใจ ไม่เกิดเรื่องวุ่นวายกับมารีนก็พอแล้ว
“เอ่อ เจ้าจะไปจริงเหรอ ข้าจะไปซื้อของใช้เด็กผู้หญิงกับมารีนนะ”
“...” เขาหันไปทำหน้ารำคาญใส่มารีนที่วิ่งมาหลบหลังผม ถึงเป็นแบบนั้นเขาก็ตามไปจนได้ แถมยังดูมีความสุขแปลกๆ อีก ยิ้มจนดวงตาสีแดงที่เหมือนมีทับทิมลุกโชนอยู่ในตา รับกับเขี้ยวเล็กน่ารักนั่น
ผมเห็นสร้อยที่มีจี้ทับทิมที่สีเหมือนนัยน์ตาของเขาระหว่างเลือกของให้มารีนเลยซื้อให้เซอร์เบอรอส
“ข้าคิดว่าท่านคงมีเยอะแล้ว แต่อันนี้มันเหมือนสีตาของท่านดยุกน้อยเลย” สีหน้าเขาตอนที่ได้รับสร้อยดูดีใจเหมือนเป็นสิ่งของที่ไม่เคยได้รับ ทั้งที่ตระกูลดยุกน่าจะเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่าแท้ๆ
…
…
หลังจากนั้น ดยุกน้อยก็มาที่คฤหาสน์ผมบ่อยๆ แต่ไม่ได้มาทำลายข้าวของเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่เขามาให้ผมรับหน้าที่บุรุษพยาบาล โชคดีว่าผมค่อนข้างชินกับการทำแผลเพราะการโดนซ้อมช่วงไปรับจ็อบทวงหนี้
“ท่านพี่เรย์ ทำแผลให้ข้าหน่อย” เด็กเปรตนี่เหมือนมีงานอดิเรกใหม่ในการเจ็บตัว และเวลาผมพันแผลให้ เขาจะนั่งนิ่งๆ ยิ้มจนเห็นเขี้ยวให้ผม แต่แผลที่เขามีเริ่มแปลกขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแผลที่แขนนี่ ตำแหน่งของแผลเหมือนกับโดนมีดแทง แต่ถ้าเป็นคนอื่นแทง องศามันไม่น่าเป็นแบบนี้…
“แล้วดยุกน้อยอย่างเจ้าไปโดนอะไรนักหนามันถึงได้เป็น…แผลแบบนี้”
แล้วผมก็นึกออก หรือว่าไอ้ลูกหมานี่มัน
“เฮ้ย เซอร์เบอรอส” ผมโมโหจนเลือดขึ้นหน้า ช่างมันแล้วอีกฝ่ายจะเป็นดยุกก็ไม่สนละ “เห็นคนอื่นเป็นห่วงสนุกมากเหรอ” แล้วเจ้าอุตส่าห์มีร่างกายที่ดีกว่าข้าเป็นร้อยเท่า
คนอย่างผมที่ทำอะไรไม่ได้มัวแต่พะวงเรื่องร่างกายตัวเอง
แต่คนที่แข็งแรงอย่างเขากลับทำร้ายตัวเอง
นี่มันน่าโมโหสุดๆ
“หมายถึงอะไร” เขาทำเป็นไม่รู้เรื่องแต่ทำหน้าเหมือนโดนจับได้แล้วเหรอ ว้าแย่จัง
“ทำร้ายตัวเองทำไม” ผมถามเสียงเย็น
“ข…” เขาอึกอักไม่พูด ผมเลยปาผ้าพันแผลใส่เขา นี่มันน่าโมโหชิ*หาย
“ข้าไม่น่าเป็นห่วงเจ้าเลย คนอย่างเจ้าห่วงไปก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่า” ผมจะเดินออกจากห้องไปแต่เซอร์เบอรอสดึงแขนไว้ “ข้าจะไม่ทำแผลให้เจ้าอีก”
“ท่านพี่เรย์ไปไม่ได้”
“ทำไมจะไปไม่ได้” ผมพยายามดึงมือกลับ “ปล่อยข้า”
แต่เออ ไปไม่ได้จริง เซอร์เบอรอสที่แม้จะเด็กกว่าแต่เขาแข็งแรงมาก
“ปล่อย” ผมพยายามดึงมือออกแต่ไม่เป็นผล ร่างกายของผมปวกเปียกยิ่งกว่าผัก แม้ว่าผมอยากจะซัดหน้าเขามากแค่ไหนแต่น่าจะแพ้มากกว่าชนะ
ค้างอยู่ท่านั้นประมาณ 5 นาทีก่อนเซอร์เบอรอสจะพูดออกมา
“คือ…ข้าแค่อยากเห็นท่านเป็นห่วงข้า” เซอร์เบอรอสตอบมาในขณะที่สีหน้าเขาดูสับสน “ไม่มีใครเป็นห่วงข้ามาก่อนเลย”
ผมถอนใจแล้วนั่งลง จริงๆ อยากต่อยแต่ท่องไว้เราสู้ไม่ได้
“ข้าก็เป็นห่วงเจ้าอยู่แล้ว ถ้ามีคนมาทำร้ายข้า เจ้าจะเป็นห่วงข้าไหมล่ะ” อาจจะไม่ห่วงก็ได้นะ แต่ตอนนั้นผมพูดด้วยความโมโหเลยนึกอะไรไม่ออก
“ข้าคงอยากแล่เนื้อมันเป็นชิ้นๆ แล้วค่อยฆ่าให้ตาย” เซอร์เบอรอสตอบทันควันไม่มีลังเล ทำเอาผมเสียวสันหลัง ไม่ต้องสมเป็นตัวร้ายขนาดนั้นก็ได้เจ้ายังเด็กอยู่เลยนะ
ผมพยายามทำความเข้าใจเซอร์เบอรอสแม้จะยังหัวร้อนอยู่ นี่อาจเป็นเพราะความสัมพันธ์กับครอบครัวเขาไม่ค่อยดีหรือเปล่า ดูจากวันที่ผมช่วยเขา ท่านดยุกก็ไม่พูดอะไรสักคำ เลยทำให้เขาอยากให้คนเป็นห่วง
“นั่นแหละ ข้าก็ไม่อยากให้ใครหรืออะไร มาทำอันตรายเจ้าเหมือนกัน รวมถึงตัวเจ้าเองด้วย ข้าไม่ชอบ” ผมเอาผ้ามาพันแผลให้เขาอีกครั้ง
“อย่าทำอีกนะ ถ้าเจ้าอยากให้มีใครสักคนเป็นห่วง ข้าก็จะเป็นห่วงเจ้าให้” มีบางอย่างในดวงตาเขาที่ไหววูบไปมา เหมือนกับเปลวไฟ
“ก็ได้” เซอร์เบอรอสพยักหน้าอย่างว่าง่ายน่าเอ็นดูจนผมเผลอ…
“ดีมากเด็กดี” ผมลูบหัวเขาเบาๆ ทำเอาเขาทำหน้าตกใจ ผมเองก็ตกใจเหมือนกัน ถ้าเขาฟ้องท่านดยุกผมจะโดนเอาไปขังข้อหาหมิ่นตระกูลดยุกไหม แย่ละ…
…
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกเหมือนเมื่อวานเซอร์เบอรอสกับมารีนยังมาดึงแขนผมร้องไห้งอแง มารีนบอกว่าอย่ามาแย่งพี่ชายข้านะ ส่วนเซอร์เบอรอสก็บอกว่าเขาเป็นของข้าด้วย แล้วก็แข่งกันดึง เล่นเอาผมหัวจะปวด
แต่ตอนนี้ทั้งสองคนโตขึ้นแล้ว เพราะเวลาได้ผ่านถึงไป 5 ปี
“ท่านพี่เรย์” ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อมีสัมผัสมาคลอเคลียที่คอ นิ้วยาวลูบไปตามลำคอของผม
“เฮ้ย” ผมเกือบศอกใส่เขาแล้ว แต่ยั้งไว้ทัน เซอร์เบอรอสเติบโตเป็นเด็กหนุ่มที่หล่อเหลาจนไม่อาจละสายตา แต่นิสัยยังคงประหลาดเหมือนเดิมแล้วก็ชอบแกล้งให้ผมตกใจ ส่วนผมที่ร่างกายอ่อนแอเหมือนเดิม วันนี้กำลังท้าทายระบบด้วยการมาเฝ้าคนขุดบ่อเลี้ยงปลากลางแดดเที่ยง
โชคดีว่าไม่ใช่แดดประเทศไทยนะ ไม่งั้นร่างกายที่แสนปวกเปียกของผมอาจจะฮีตสโตรกไปเลยก็ได้
“ท่านดยุกน้อยว่างมานั่งแกล้งข้าหรือไง ไม่ต้องเรียนวิชาดาบเหรอ” เซอร์เบอรอสเอาคางวางบนไหล่ผม ตอนนี้เราสูงเท่าๆ กันแล้ว ช่วงนี้เขาต้องเรียนฟันดาบทุกวันเพราะต้องเตรียมตัวไปสงคราม
“ข้าบอกให้เรียกชื่อข้า” แล้วช่วงนี้เด็กนี่เป็นอะไรเกี่ยวกับการเรียกชื่อก็ไม่รู้ เขาอยากให้เรียกชื่อเขาห้วนๆ แต่ถ้าขืนผมทำแบบนั้นแล้วชินไปเรียกเขาสุ่มสี่สุมห้า ท่านดยุกคงมองผมตาเขียว
“เซอร์เบอรอส วันนี้เจ้าว่างเหรอ” พอใจรึยัง
“ข้าโดดเรียนมาหาท่านพี่เรย์ไง” เซอร์เบอรอสเอ่ย “อีกไม่กี่เดือนข้าก็ต้องไปแล้ว” เขาพูดถึงการที่เขาต้องไปร่วมสงครามเพราะเป็นทายาทดยุก ทั้งสามัญชนและชนนั้นสูงบางส่วนจะโดนเกณฑ์ไปรบในสงครามกับอาณาจักรฟิวริส ซึ่งทายาทตระกูลเฮลดันไฮม์ที่มีแข็งแกร่งเป็นพิเศษย่อมต้องไปด้วย
“ถ้าข้าตายท่านพี่จะเสียใจหรือเปล่า” เขาถามเสียงอ้อนด้วยหน้าหล่อๆ แต่แอบทำให้ผมนึกถึงหมาหูตก
“เจ้าไม่ตายหรอก” ผมพูดพลางดูคนงานหลายคนที่กำลังขุดบ่อไม่ใหญ่มากนักประมาณเตียงคิงไซส์ต่อกันสองเตียง ผมทำแค่พอให้เลี้ยงปลาน้ำจืดได้
เซอร์เบอรอสจะไม่ตายแถมยังชนะกลับมาได้ความดีความชอบจนได้เป็นคนสนิทของรัชทายาท ตามนิยายน่ะนะ
แต่ว่า…ตามนิยายเขาจะสูญเสียประสาทการรับรส เพราะดื่มน้ำจากแม่น้ำพิษ
เฮ้ย นั่นน่ะมันน่าสงสารออก คนเห็นแก่กินอย่างผมเลยอดไม่ได้ต้องบอกเขา
“แต่เจ้าต้องห้ามดื่มน้ำพิษในแม่น้ำสีแดงในป่าน้ำแข็งเป็นอันขาด ถ้ากระหายน้ำให้กินน้ำแข็งในป่าน้ำแข็งแทน” ผมพูดเจาะจงไปไหมนะ เซอร์เบอรอสเลิกคิ้วมอง ใบหน้าคมคายมองผมด้วยความสงสัย
“ข้าอ่านเจอน่ะ สภาพภูมิอากาศบริเวณชายแดนอาณาจักรฟิวริส มีส่วนหนึ่งที่เป็นป่าน้ำแข็ง เจ้าอาจจะได้ไปบริเวณนั้นก็ได้” ผมรีบแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ระหว่างกำลังอุ้มหินก้อนใหญ่มาตกแต่งปากบ่อจนเซอร์เบอรอสต้องมาช่วยเพราะกลัวว่าผมจะเป็นลมไปอีก
ในที่สุดบ่อปลาน้ำจืดที่ผมหมายมั่นปั้นมือมานานก็สำเร็จ
ถ้าคุณคิดว่าผมกำลังจะเลี้ยงปลาสวยงามนั้น เป็นคำตอบที่ผิด
หรือกำลังทำเกษตรผสมผสาน นั่นก็ไม่ใช่อีก
คำใบ้ก็คือเมื่อวานผมไปเหมาไหจากร้านช่างปั้นมาด้วย และผมเลิฟอาหารอีสาน
ใช่แล้ว
ผมกำลังวางแผนหมักปลาร้าแม้ว่าจะทำไม่เป็นก็ตาม ในนิยายเกาหลีนางเอกเกิดใหม่เขาหมักกิมจิ ทำไมผมคนไทยจะหมักปลาร้าบ้างไม่ได้ แต่ด้วยความที่ร่างกายผมเป็นแบบนี้เลยต้องระวังของแสลง จะไปซื้อปลาที่ตลาดก็ไม่รู้แหล่งที่มา เลยไม่มีทางเลือกนอกจาก… เริ่มตั้งแต่เลี้ยงปลาเอง
ผมอยู่โลกแฟนตาซีมา 5 ปีแล้วและผมอยากกินส้มตำปลาร้าแทบจะบ้าตาย
…
หลังจากทำบ่อปลาเสร็จ สาวเมดก็เอาน้ำผึ้งมะนาวมาเสิร์ฟคลายร้อนให้ทุกคน ปลาน้ำจืดก็ลงไปแหวกว่าย ผมที่นึกออกแล้วว่าจะช่วยเซอร์เบอรอสให้รอดพ้นจากอันตรายยังไงเลยพาเขาเดินไปห้องหนังสือในคฤหาสน์
ในนิยายเซอร์เบอรอสที่ต้องติดอยู่ในป่าน้ำแข็งต้องจับมอนสเตอร์กินเป็นอาหาร และถูกมอนสเตอร์ทำร้ายจนแขนข้างหนึ่งหัก หลังจากนั้นทำให้เขาเจ็บปวดบริเวณแขนซ้ายอยู่เสมอ ถ้าเขารู้ข้อมูลของป่าน้ำแข็งมากกว่านี้ อาจทำให้เขาไม่ต้องเสี่ยงในการจับมอนสเตอร์ก็เป็นได้
ผมก็ไปที่ห้องหนังสือกับเซอร์เบอรอสและเริ่มต้นหาหนังสือ
พืชพรรณหายากและสรรพคุณ
โชคดีที่ท่านได้อ่าน (ก่อนโดนมอนสเตอร์กิน)
เทคนิควิธีการเอาตัวรอดในป่า ฉบับนายพรานเขียนเอง
จุดอ่อนของมอนสเตอร์ เจ้าไม่รู้แต่ข้ารู้
เรื่องเล่าชีวิตผู้กล้าแห่งอาณาจักรอาร์ค
อาณาจักรฟิวริสและแม่น้ำพิษทั้งห้า
อย่าเพิ่งเข้าป่าถ้ายังไม่ได้อ่านเล่มนี้
ตำนานปรัมปราป่าน้ำแข็ง
ผมเลือกหนังสือประมาณสิบกว่าเล่มแล้วบอกให้เขาอ่านให้หมด เท่านี้เซอร์เบอรอสที่แข็งแกร่งมากๆ อยู่แล้วก็น่าจะหลบเลี่ยงอันตรายในป่านั้นได้ อาจไม่ง่ายเท่าเอลซ่าเต้น Let it go ผ่านอุปสรรค แต่ตระกูลเฮลดันไฮม์นั้นเหนือมนุษย์ในด้านพละกำลังและการทนทานพิษ ผมก็หวังว่าตัวร้ายที่ผมดูแลเลี้ยงดูปูเสื่อมาอย่างดี จะกลับมาแบบครบ 32
…
ยิ่งใกล้วันที่เขาจะไปรบคฤหาสน์ของผมก็กลายเป็นโรงตากเนื้อเค็มชั่วคราว เพื่อให้เซอร์เบอรอสขนไปเป็นเสบียงระหว่างรบ ที่ทำขนาดนี้ ผมก็หวังแค่ว่าเซอร์เบอรอสจะเห็นความดีของผมและไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามก็จะไม่ฆ่ากัน
เมื่อทำเสบียงเสร็จ ผมก็เอาไปส่งที่ปราสาทมืดเฮลดันไฮม์ ที่เรียกว่าปราสาทมืดก็เพราะมันมืดจริงๆ เหมือนสถาปนิกและมัณฑนากรโดนบรีฟว่าทำยังไงก็ได้ให้ใช้สีดำมากที่สุดโดยไม่แคร์กฎ 60:30:10 เลยดำมันซะแทบทุกอย่างทั้งดำด้านและดำเงา อาจจะมีแค่หลอดไฟเวทย์ล่ะมั้งที่สีขาว
เซอร์เบอรอสที่ฝึกดาบในที่โล่งข้างปราสาทอยู่ทำหน้าประหลาดใจผสมกับดีใจ
“ท่านพี่เรย์” เขายิ้มจนเห็นเขี้ยว ใบหน้าคมคายที่ขนาดผมเป็นผู้ชายยังรู้สึกว่าหล่อจนแสบตาไปหมด
“เจ้ายังใส่อยู่อีกเหรอ” ผมสังเกตเห็นว่าเซอร์เบอรอสใส่สร้อยทับทิมที่ผมซื้อให้ตอนเจอกันแรกๆ มันเป็นสีแดงทับทิมเหมือนไฟลุกโชนที่เข้ากับสีตาของเขา
“วันไหนคิดถึงท่าน ข้าก็ใส่” นั่น นอกจากหล่อยังแพรวพราวซะด้วย
“อย่าไปพูดอะไรแบบนี้กับเลดี้คนไหนนะ งานเข้าแน่” ผมหัวเราะ ซึ่งตามต้นฉบับเดิมเขาจะคอยอยู่ใกล้ๆ มารีน แต่ไม่ได้จีบ แต่พอผมกลายเป็นคนที่ช่วยเขาขึ้นจากโพรงถ้ำ ถึงจะมีเหล่าเลดี้และคุณหนูแวะเวียนมาตามเซอร์เบอรอสที่บ้านผม ไม่นับชาเลจที่ผมกับมารีนแอบเรียกว่าเลดี้สตอล์กเกอร์ แต่ก็ยังไม่เห็นเขาสนใจคนไหนเลย
“แต่ถ้าอยู่ในสนามรบข้าคงไม่ใส่หรอก ข้ากลัวทำมันหาย”
“ถ้าเจ้าทำหาย กลับมาข้าซื้อให้เจ้าใหม่ก็ได้”
“ท่านพี่เรย์” อยู่ๆ เขาก็ทำหน้าจริงจังขึ้นมา ใบหน้าหล่อดูซีเรียส “ท่านยังไม่ตอบข้าเลยถ้าข้าตายท่านจะเสียใจไหม”
“ข้าเชื่อมั่นว่าเจ้าจะไม่ตาย” ผมนั่งลงข้างๆ เขาทำหน้าผิดหวังเหมือนไม่ได้คำตอบที่ได้ดังใจ “แต่ถ้าเจ้ากำลังจะถามว่าข้าเป็นห่วงเจ้าไหมเจ้ารู้ว่าข้าเป็นห่วง” เซอร์เบอรอสยิ้มออกมาแต่เป็นยิ้มที่แปลกๆ นิดหน่อย
“ข้าขอเส้นผมท่านพี่เรย์ได้ไหม”
ห้ะ ทำไมจู่ๆ จะมาขอเส้นผมคนอื่น ถ้าอยู่ที่ไทยผมคงต้องกลัวโดนเอาไปทำคุณไสย
สวัสดีครับพี่แจ็คคือว่าเรื่องมันเริ่มจากมีรุ่นน้องคนหนึ่งขอเส้นผมของผมไปครับ หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆ ขึ้นกับผม…เดี๋ยวนะ เรื่องนี้ไม่ใช่นิยายผีซะหน่อย!
ผมหยุดความคิดเพ้อเจ้อ เซอร์เบอรอสที่เห็นผมทำสีหน้าปั้นยากเลยบอกเหตุผลออกมา
“ข้าจะไว้ใส่โหลปลาทอง สีมันเหมือนสาหร่ายดี เอาไว้ดูต่างหน้าท่านพี่”
“…”
“ท่านพี่เรย์ ดูนี่สิคะ” มารีนเรียกผมที่กำลังจะออกนอกบ้านให้มาดูเธอเสกเวทย์น้ำ น้ำในแก้วกลายเป็นน้ำพุเล็กๆ พุ่งออกและไหลมาในแก้วเดิมโดยไม่หก“มารีนเจ้ามีพรสวรรค์นะเนี่ย” ผมชมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในนิยายนางเอกไม่ได้มีฉากใช้เวทมนตร์เสียหน่อย แล้วอันนี้มายังไงล่ะเนี่ย แต่ช่างมันเถอะ หากน้องสาวของผมปกป้องตัวเองได้ย่อมเป็นเรื่องดี“จ..จริงขอรับ ข้าสัมผัสได้ว่ามารีนมีพลังเวทย์ที่หากฝึกแล้วสามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้เลย ข…ข้าก็เลยลองชวนไปที่หอคอยเวทมนตร์ดู” บาอัลพูดขึ้นอย่าประหม่า เขาเป็นเพื่อนของมารีนที่มารีนบอกว่าเจอที่งานเต้นรำ ดูขี้อายและมีผมสีน้ำเงินปรกหน้าจนมองแทบไม่เห็นตา ผมจินตนาการไม่ออกว่าพวกเขาไปคุยกันได้ยังไงเพราะดูเคมีเป็นตัวแม่กับทรงติ๋มเกิน“เจ้าก็ชมข้าเกินไปแล้ว บาอัล เทียบกับเจ้าแล้วข้ายังห่างชั้นอยู่เยอะ” มารีนพยายามเพ่งสมาธิแล้วเก็บน้ำกลับไปนิ่งในแก้วดังเดิม “ที่จริงตอนที่บาอัลชวนข้าก็ไม่ได้สนใจเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าตอนที่ท่านพี่ตกอยู่ในอันตราย ข้ารู้สึกแย่มากที่ทำอะไรไม่ได้ ข้าเลยเปลี่ยนใจและบอกบาอัลว่าข้าจะลองดู”บาอัล? ชื่อนี้คุ้นอยู่นะว่าแต่เขาอยู่ตรงไหนของเรื่องหอคอยเวทมนตร์
ผมยืนที่สะพาน ด้านหน้ามองออกไปเห็นคูน้ำลึก ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง ผมมองเห็นว่าเขาคือใครผ่านเงาที่สะท้อนบนผืนน้ำ เขาคือเซอร์เบอรอส แต่ไม่ใช่เซอร์เบอรอสที่ผมจำได้ แม้หน้าตาเหมือนกันแต่บรรยากาศราวกับคนละคน คนคนนี้แม้มีใบหน้าที่หล่อเหลา แต่ดวงตาสีแดงของเขาไร้ความรู้สึกราวกับคนตาย รอยแผลทั่วตัวและมีรอยแผลเป็นที่แขนซ้ายเป็นรอยใหญ่เห็นได้ชัด แผลเหล่านั้นมากมายเกินจะนับได้เราสองคนยืนอยู่ที่คูน้ำ เมื่อผมมองลงไปในน้ำ แทนที่จะสะท้อนใบหน้าปกติ กลับสะท้อนใบหน้าของชายหนุ่มผมสีเขียวที่ดูป่วยผอมโซ หน้าตอบจนเห็นกระดูก ขอบตาดำคล้ำและริมฝีปากเป็นสีม่วง บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตเสเพลอย่างหนักหน่วงนี่คือเรย์คาลัสในนิยาย ผมรู้โดยอัตโนมัติว่าเป็นเช่นนั้นและนั่นก็คือเซอร์เบอรอสในนิยาย ที่เป็นคนฆ่าเขา“คุณชายเรย์คาลัส” เสียงเซอร์เบอรอสเรียกอย่างห่างเหินจนในอกของผมเจ็บแปลบ “ถ้าเจ้าใช้ชีวิตให้มันดีกว่านี้สักนิด ก็คงไม่จบลงเช่นนี้”“ใครจะไปใช้ชีวิตได้ดีเท่าเจ้าล่ะ ท่านดยุกหมาบ้า” เรย์คาลัสในนิยายตอบทำเอาเซอร์เบอรอสชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เหอะ ปากดีนัก เจ้าใช้ทั้งชีวิตของเจ้าเกลียดชังตัวเองและคนอื่น ข้าไม่
“ท่านเรย์คาลัส ท่านเป็นยังไงบ้าง” ผมไม่ตอบได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าก้อนเมฆลอยเอื่อยๆ และแสงแดดไม่รับรู้ถึงความเศร้าของผมดยุกอิลเครนถาม เขาเองยังดูเป็นห่วงผม ไม่ต้องพูดถึงมารีนที่ถามผมทุกวันในหัวผมมีแต่คำถามว่าทำไมทำไมล่ะทำไมคำวิงวอนของผมถึงไม่เคยส่งไปถึงฟากฟ้าเลย ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อน หรือชาตินี้ผมแค่อยากปกป้องเขาเท่านั้นเองอีกนิดเดียวเองแท้ๆเพราะสถานการณ์ของพวกเรายังไม่แน่ไม่นอน พวกเราเลยอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของตระกูลอะควาเซียที่ใกล้ทะเลแถบนั้นที่สุด มันเป็นบ้านขนาดใหญ่ทาสีครีม ที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ กุหลาบแดงบานสะพรั่งส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากออกมานั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่แบบนี้มารีนพยายามทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ด้วยการชวนผมทำเรื่องต่างๆ แต่ไม่ว่าทำอย่างไร ผมก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย“ถ้าข้ารู้ว่าพี่ชอบเขาขนาดนี้ ข้าคงไม่ขัดขวางท่านพี่เลยค่ะ” มารีนร้องไห้ปลอบผม “ข้าขอโทษนะคะท่านพี่”ผมจับมือเธอ แต่ผมไม่รู้สึกถึงสัมผัสของเธอไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนวิญญาณหลุดลอยไปเหลือเพียงเปลือกที่กลวงเปล่า“อย่าว่าแต่เจ้าไม่รู้เลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบมารีนไป ไม่รู้ตัวเลยว่าทำสีหน้าแ
พวกเราเดินทางรอนแรมตามเข็มทิศประมาณสามวันสามคืน ผมพอรู้ว่าจุดหมายที่ต้องไปคือที่ไหนเพราะอ่านนิยายต้นฉบับ มันห่างออกจากเมืองหลวงมาไม่มากนัก และเป็นหาดรกร้างแห่งหนึ่ง และเมื่อมาถึงสถานที่ที่เข็มทิศชี้บอกก็เป็นเวลาค่ำแล้วหาดทรายสีดำกลืนไปกับทะเล โขดหินอยู่ไกลออกไป มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวริบหรี่ที่คอยส่องทางให้ ความนิ่งสงัดที่เหมือนถูกบีบล้อมด้วยสิ่งที่ไม่รู้จัก อากาศหนาวจนแม้ใส่เสื้อกันหนาวยังหนาวลึกเข้าไปในกระดูก ตรงตามคำบรรยายตามนิยายต้นฉบับพวกเราลงจากรถม้าและเริ่มเดินไปตามเข็มทิศอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ผ่านสิ่งที่รูปร่างเหมือนปะการังแต่กลับอยู่บนบก เสียงแกรกกรากแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขยับตามพวกเรามา แต่เพราะความมืดที่เวิ้งว้างทำให้ผมคิดว่าตัวเองอาจคิดไปเอง“วืดดด” เสียงบางอย่างแหวกอากาศมาที่ที่พวกเราอยู่“เลดี้อะควาเซีย! หลบ!” ดยุกหนุ่มผู้มีประสาทไวกว่าพวกเราตะโกนบอกมารีน“กรี๊ด!!!” อะไรบางอย่างผ่านหัวมารีนไปจนเธอร้องกรี๊ดออกมาสิ่งนั้นคือก้ามของมอนสเตอร์ที่ดูคล้ายกับปูขนาดใหญ่แต่มีหาง ตัวสูงราว 5 เมตร พวกมันปกป้องอะไรบางอย่างที่มืดๆ เมื่อเพ่งมองดีๆ ท่ามกลางความมืดปรากฏถ้ำด้านหน้าพ
“ปล่อยเขา” ดยุกอิลเครนเอาดาบแห่งแสงฟันมือเงาดำนั่นออกจนผมหลุดออกมาได้“เหอะ ท่านดยุกแดนเหนือมีงานอดิเรกในการยุ่งเรื่องในปราสาทคนอื่นเหรอขอรับ?”ถึงสติกซ์จะถามในแบบสุภาพแต่แปลตรงตัวก็คืออย่าเสือก นั่นเองมือเงาดำหนาแน่นยันดยุกอิลเครนที่ยังไม่ทันตั้งตัวกระเด็นไปให้ห่างจากผม“อย่าเข้ามา ไม่งั้นข้าจะฐานะอัศวินพิทักษ์ปราสาทจะไม่ไว้หน้าท่าน” สติกซ์ปรายตามอง แล้วมือหนึ่งสีดำมือหนึ่งก็มาบีบคอผมต่อ“แล้วปราสาทมืดเฮลดันไฮม์ มีสิทธิ์อะไรมากักขังหน่วงเหนี่ยวประชาชนผู้บริสุทธิ์ล่ะ” ดยุกอิลเครนโมโหที่ถูกพลังยันจนกรระเด็น เอาดาบฟันมือเงาดำขาดไปจำนวนหนึ่ง“บริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ” สติกซ์พูดอย่างเหลืออดแล้วใช้พลังยันดยุกกลับไปอีก แล้วหันมาตวาดใส่ผม “เจ้าทำร้ายจิตใจท่านดยุกของข้า เจ้าก็รู้ว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่แล้ว เจ้ากลัวตายงั้นเหรอถึงจะคิดจะหนี พวกเราคอยดูแลเจ้าอยู่ เจ้าไม่มีทางตายหรอก แต่นายท่านน่ะใกล้ตายแล้ว” เขาพูดเหมือนคนสติหลุดแล้วเอามือทึ้งหัวตัวเอง “ไสหัวกลับไปอยู่กับนายท่านเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้ากับมือตัวเองซะ”“สติกซ์ ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิดนะ” ผมตะโกนขัดก่อนจะโดนเขาด่าจนหน้าชาไปมาก
แม้บาดแผลของเซอร์เบอรอสยังคงดูไม่ปกติแม้ว่าเขาจะแช่ศิลามังกรอยู่ทุกวัน โชคดีว่าเมื่อเขาอยู่ที่ปราสาทไม่จำเป็นต้องใช้พลัง ตอนนี้ยิ่งใช้มันมากเท่าไหร่ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่เขาจึงต้องพักผ่อนและหากมีแววว่าจะบ้าคลั่ง เขาจะลงไประบายอารมณ์กับสิ่งของในปราสาทแทน ซึ่งเมื่อเขาสงบลง ผมก็จะไปดูว่าของพวกนั้นยังซ่อมได้หรือเปล่า และหากอาการเขาไม่หนักมาก ผมจะปลอบโยนเขาด้วยร่างกายเฮ้อ ผมอยากช่วยเขาได้มากกว่านั้นระหว่างนั้นผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่สติกซ์เอามาวางให้ผม ผมหยิบมาดู ในหนังสือพิมพ์เขียนว่าสิ่งของของทางเซอร์เค็ตที่ยังไม่ถูกทำลายจะถูกนำออกมาประมูลในสัปดาห์หน้าพูดถึงเซอร์เค็ต ดยุกเซอร์เค็ตโกรธมากที่ลูกชายทำร้ายพันธมิตรไปโดยพละการ แต่ก็โกรธที่เฮลดันไฮม์ขโมยทั้งศิลามังกรและสมบัติบางส่วน รวมถึงทำให้สุสาน 400 ปี เสียหายและเขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยความโมโหมา 30 หน้ากระดาษ (เซอร์เบอรอสโยนทิ้งไปแล้ว)สิ่งที่นำออกมาประมูลคงเป็นสิ่งของที่ยังคงอยู่ในสุสานนั้น ผมไล่รายการของที่ถูกนำมาประมูล มีสิ่งของจากที่อื่นๆ ที่น่าสนใจถูกนำออกมาประมูลด้วยและแล้วสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่รายละเอียดขอ







