Masuk“ท่านดัชเชสไม่ต้องกังวลนะขอรับ พวกเราจะปกป้องท่านเอง” สโครว์และสเตมป์ฟาพูดพร้อมกัน พวกเขาตั้งท่ารอรับการโจมตี
ชายผมแดงให้สัญญาณ พวกเซอร์เค็ตกระโจนใส่พวกเราเหมือนสัตว์ป่าที่กระโจนใส่เหยื่อ
“พรึ่บ” เสียงดาบผ่านลมไปวูบหนึ่ง
“พวกเจ้าว่าอะไรนะ กระต่ายเหรอ” สโครว์พูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ขณะที่เขาใช้ดาบแทงทีเดียวทะลุไปสี่คนแล้วฟันออกไปจนพวกที่เหลือกระโจนหลบกันระเนระนาด ส่วนสเตมป์ฟาดูสนุกกับใช้ดาบที่มีหนามนั่นกระหน่ำฟาดศัตรูอยู่โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันฟันโดนเลยด้วยซ้ำ
เหยื่อที่ว่ากลับกลายเป็นผู้ล่าเสียเองในอีกไม่กี่นาทีต่อมา!!
“มีกระต่ายเยอะเลยล่ะ ท่านดัชเชสหลบให้ดีนะขอรับ” สเตมป์ฟาพูดกับผม
“ก…เก่งเป็นบ้า” ผมเองก็เคยสังสัยเหมือนฮันโอว่าสโครว์และสเตมป์ฟานั้นมีฝีมือขนาดไหน เพราะเซอร์เบอรอสเองก็เคยบอกผมว่าไม่ค่อยได้ใช้งานทั้งสองคน แต่ตัดภาพมาที่ตอนนี้ผมยืนอึ้งมองสโครว์และสเตมป์ฟา การใช้ดาบของพวกเขาแทบจะเข้าขั้นซอร์ดมาสเตอร์ เผลอๆ ในด้านเทคนิคจะเก่งพอๆ กับเซอร์เบอรอสด้วยซ้ำ แต่เพราะเซอร์เบอรอสมีพลังเหนือมนุษย์เลยทำให้หากสู้กันจริงๆ เซอร์เบอรอสคงเป็นฝ่ายชนะ
แม้จะคนหนึ่งจะใช้ดาบยาวที่ดูไม่เหมาะสู้ระยะประชิด และอีกคนจะใช้ดาบใบเลื่อยที่ดูใช้งานยาก แต่พวกเขาแกว่งเหมือนมันเป็นของเล่นเด็กและฟันเอาฟันเอา จนอย่าว่าแต่ระยะประชิดเลย แค่เข้าใกล้พวกเขาในระยะดาบก็เป็นไปไม่ได้แล้ว
และเมื่ออีกคนฟันแนวนอน อีกคนก็จะหลบการกวาดของดาบได้อย่างลื่นไหล การเคลื่อนไหวของทั้งคู่ สอดประสานกันอย่างไร้ช่องโหว่
“เหยี่ยว” สโครว์ตะโกน สเตมป์ฟาได้ยินก็หวดดาบขึ้นปิดช่องโหว่ด้านบนที่มีคนพยายามบุกเข้ามา ดาบใบเลื่อยเกี่ยวเนื้อคนจนเลือดพุ่งใส่ผม
“ปลา” สเตมป์ฟาพูดบ้าง พลางจับตัวผมยกกระโดดขึ้นหลบ สโครว์ฟันช่วงล่าง 360 องศา ฟันขาศัตรูจนมีแต่เสียงร้องโอดครวญ
“ไก่” สโครว์บอก สเตมป์ฟาวางผมลงผลักให้ผมหมอบ แล้วเอาดาบแทงคนที่ถลันเข้ามาจะจับตัวผม
“เม่น” สเตมป์ฟากับสโครว์แทงไปรอบทิศ เลือดของพวกเซอร์เค็ตสาดกระเซ็นจนพวกนั้นไม่กล้าทำอะไรต่อได้แต่ถอยไปคุมเชิงอยู่ห่างๆ
สองแฝด เพียงแค่พูดสัญญาณที่รู้กันสองคน ส่วนผมก็ทำตัวเป็นของให้เขายกจับโยนไปโยนมา พลางเป็นห่วงเซอร์เบอรอสที่อยู่ข้างในประตูว่าจะหาทางออกมาได้ไหม
“เอาล่ะ” ฮันโอพูด มื่อเห็นอัศวินสังหารทั้งสองใช้ดาบกระซวกคนราวผักปลา
“ข้ายอมรับว่าฝีมือของพวกเจ้าเกินคาดมากไปหน่อย” เขาหยุดแล้วเว้นจังหวะ “แต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อนายท่านของพวกเจ้ายังไงก็ออกมาไม่ได้อยู่ดี และข้าจะปิดทางออกและขังพวกเจ้าไว้ที่นี่ซะ”
“ปิดทางออกงั้นเหรอ” ผมเหงื่อตก ถ้าพวกนั้นมีนักเวทย์ที่สามารถปิดประตูสุสานให้กลับไปเป็นอย่างเดิมได้ พวกเราจะถูกขังไว้ในที่ที่ปิดตาย และถึงสโครว์กับสเตมป์ฟาเก่งยังไงก็ไม่มีใครเป็นนักเวทย์
สโครว์มายืนขวางหน้าผมและพยักหน้าให้พี่ชายฝาแฝดของเขา สเตมป์ฟาบุกทะลวงเข้าไปฟันทุกคนที่ขวางหน้าเพื่อจะไปหยุดฮันโอที่ถอยหลังจะออกไปที่บันไดทางขึ้นประตูแต่กลับมีนักเวทย์ใช้กำแพงเวทย์ขวางไว้
“แต่ถ้าเจ้ายอมอ้าขาให้ข้าตรงนี้ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าก็ได้นะ” มันทำหน้าโรคจิตเหมือนอยากจะโลมเลียผมเต็มแก่จนผมเลือดขึ้นหน้า
“ฝันไปเถอะไอ้สมองเน่า” ผมด่า “ช่วยตัวเองกับทรายไปซะเถอะไม่มีใครอยากทำกับเจ้าหรอก”
“ของเล่นของไอ้หมาบ้าอย่างเจ้าไม่มีสิทธิพูด” ฮันโอตวาดใส่ผม “ข้าจะขังพวกเจ้าไว้ให้อดตาย ข้าชนะดยุกแห่งเฮลดันไฮม์ได้ ข้าจะได้สร้างผลงานแล้วท่านพ่อจะได้ยอมรับข้าเป็นว่าที่ดยุกซักที” เขาพูดเหมือนคนคุ้มคลั่ง
“คนที่ทำร้ายพันธมิตรอาณาเขตติดกันเนี่ยนะ ถ้าพ่อเจ้ายังให้เป็นว่าที่ดยุกก็โง่อเนกประสงค์แล้ว” เมื่อผมพูดแบบนั้นเขาก็งง แล้วก็เปลี่ยนเป็นโกรธจัด
“ตายอยู่ที่นี่ซะเถอะ” ฮันโอพูด “ผนึกนี่ไม่มีอะไรคลายได้นอกจากนักเวทย์ระดับสูง กับระเบิดเวทย์ของหอคอยเวทมนตร์ ซึ่งไม่มีใครมีมันนอกจากองค์รัช-”
“บึ้ม!!!” ฮันโอยังพูดไม่ทันจบประโยค จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดประทุขึ้นที่ประตู พวกนักเวทย์ตกใจจนเสียการควบคุมกำแพงเวทย์ ประตูหินที่เซอร์เบอรอสเข้าไปก่อนหน้านี้ระเบิดออก ชิ้นส่วนหินพุ่งกระเด็นกระจายและมีชิ้นหนึ่งถูกปาใส่หัวฮันโออย่างจังจนเลือดออก
“อ๊ากกก” ฮันโอร้องลั่น “อะไรวะ”
สโครว์พาผมก้มหลบเศษระเบิดได้ทัน
ประตูทะลุเป็นรู ในขณะที่คนที่เดินออกมาจากประตูคือเซอร์เบอรอส เขาเดินออกมาด้วยท่าทางสบายๆ ลากศพนักเวทย์ที่มีเลือดออกไหลเป็นทางออกมาด้วย แต่ตาขาวของเขามีสีดำแปลกๆ เจือปนอยู่
เขาใช้พลังนั่นอีกแล้วสินะ
แล้ว…ร่างกายของเขาล่ะ
ผมมองสำรวจร่างกายเขาด้วยความเป็นห่วง
“พวกนักเวทย์หิวเงินนั่นทำระเบิดได้ดีจริงๆ ด้วย ระเบิดที่ทำมาเพื่อฆ่าข้า ทำลายได้แม้แต่ผนึกเก่าแก่” เซอร์เบอรอสพูดในขณะที่ปัดเศษหินออกจากตัว “น่าจะให้พวกมันทำอีกซักร้อยอัน ไหนๆ ตอนนี้พวกมันก็อยู่ในคุกของข้าแล้ว”
“เซอร์เบอรอส เจ้าเป็นไรไหม” ผมตะโกนถาม
“ท่านพี่เรย์ บาดเจ็บงั้นเหรอ” เมื่อเขาเดินเขามาใกล้ บนตัวเขาเหมือนจะมีบาดแผลที่เกิดจากการสู้กับนักเวทย์ บาดแผลกลางอกค่อยๆ สมานตัวแต่ยังไม่สนิทดี เซอร์เบอรอสปล่อยมือจากศพแล้วรีบวิ่งมาหาผมเมื่อเห็นเลือดที่เลอะชุดของผม และรวบตัวผมไว้ในอ้อมแขน
“ไม่ใช่เลือดข้า สโครว์กับสเตมป์ฟาปกป้องข้าไว้น่ะ พวกเขาเก่งมากเลย แล้วเจ้าล่ะเจ็บไหม” ผมเอามือจับตัวเขาไว้ มองสำรวจบาดแผลของเขาด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน
อุณหภูมิเขายังปกติ ค่อยยังชั่ว
“แล้วท่านพี่ไม่ชมข้าบ้างเหรอ ข้าพกระเบิดมาด้วยนะ ไม่ใช้พลังตัวเองด้วย ข้าเก่งไหม” เซอร์เบอรอสทำหน้าอ้อนแล้วเอาใบหน้าคมซุกมือผมเหมือนเป็นหมาสีดำตัวใหญ่
“อื้ม ก..เก่ง” ผมกัดลิ้นตอบไปและรู้สึกว่าตัวเองหน้าร้อนขึ้นมา “แต่เจ้าบาดเจ็บ”
ท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเขาก็ยังทำอะไรแบบนี้ได้ ผมล่ะปวดหัว
ฝ่ายฮันโอที่เอามือกุมหัวที่โดนหินปาใส่ทำหน้าตกใจสุดขีดเมื่อเห็นเซอร์เบอรอส ไม่แน่ใจว่าตกใจที่เซอร์เบอรอสยังไม่ตายหรือตกใจที่เขาออดอ้อนผมเหมือนอยู่กันสองคนในโลกมากกว่ากัน
“พวกเรา ถอย” เขาตั้งสติได้แล้วตะโกน มีคนเหลืออยู่เพียงสิบกว่าคนที่ยังไม่ตายและไม่ได้รับบาดเจ็บ พวกนั้นรีบวิ่งจะไปยังทางออก แต่สโครว์และสเตมป์ฟาไปขวางไว้
“จะไปไหน” เซอร์เบอรอสก้าวทีเดียวก็ไปปรากฏตรงหน้าฮันโอแล้วต่อยท้องเขาจนกระเด็นไปกระแทกผนังหิน แล้วตกลงมากระแทกพื้น
“ในเมื่อนี่เป็นกับดัก ศิลามังกรก็ไม่มีอยู่จริง งั้นระเบิดที่นี่ให้ราบเลยดีไหม ไหนๆ ก็เอาระเบิดมาแล้ว” เซอร์เบอรอสโยนระเบิดในมือเล่น
“ไม่ได้นะ ท…ท่านดยุก ศิลามีอยู่จริง” ฮันโอละล่ำละลักบอก
“งั้นเหรอ” เซอร์เบอรอสยักไหล่ แล้วหันไปมองประตูหินอีกสามบานที่ยังปิดสนิท “ท่านพี่เรย์คาลัสขึ้นไปก่อน ข้าจะต้องระเบิดประตูพวกนี้” พูดจบเขาก็ดันให้ผมขึ้นบันไดทางออกไป
“ไม่ได้นะ! สมบัติด้านในจะเสียหาย” ฮันโอพูด
“งั้นเหรอ”
“อย่านะ ท่านดยุก” ฮันโอร้อนเสียงหลง “ท่านพ่อข้าต้องโกรธมากแน่ อ…อย่าเลยอย่าระเบิดมันนะ” เขาเกาะขากางเกงขอเซอร์เบอรอสและขอร้อง
“พ่อของเจ้าจะต้องภูมิใจในตัวเจ้ามากแน่นอน” เซอร์เบอรอสแหงนหน้าหัวเราะแล้วจุดระเบิดทั้งสามอัน
“ขอบคุณที่เชิญข้ามายังเซอร์เค็ตนะ ส่วนศิลามังกรข้าขอรับเอาไว้เอง”
“ม่ายยยยยยยยย” ผมที่ขึ้นมาถึงทางออกที่ไร้ผู้คนก็ได้ยินเสียงโหยหวนของฮันโอพร้อมเสียงระเบิด เมื่อเสียงเงียบลง สโครว์กับสเตมป์ฟา และเซอร์เบอรอสก็ขนหีบที่บรรจุด้วยศิลามังกรเต็มเปี่ยมออกมา
.
.
.
.
ขณะเดียวกันนั้นเองในคฤหาสน์อะควาเซีย มีหญิงสาวที่แต่งชุดเมดใส่หมวกปิดหน้ากำลังเดินออกจากคฤหาสน์ และขณะนั้นเธอเดินสวนกับคนคนหนึ่งชายผู้แต่งตัวด้วยชุดขาวทั้งชุดและผมสีเงิน เสื้อผ้าของเขายับเยินเหมือนเพิ่งลุกจากเตียง
“เดี๋ยว เธอน่ะ” ชายหนุ่มผมสีเงินเรียก เขามีใบหน้าหล่อเหลาแต่กลับดูเหมือนคนไม่ได้นอนเพราะขอบตาที่ดำคล้ำทั้งที่เวลานี้เป็นเวลาเช้า
“เธอเป็นเมดใหม่เหรอ ไม่เคยเห็นหน้าเลย” หญิงสาวชะงัก ขยับตัวหนีอีกฝ่ายเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ
“คุณหมอขอรับ” เสียงวิ่งมาจากทางด้านหลังของหญิงสาว ฝ่ายที่ถูกเรียกว่าคุณหมอ สะดุ้งเฮือก
“ทำไมเมื่อวานนี้ไม่รอข้าเลยล่ะขอรับ” เจ้าของเสียงใส่ชุดอัศวินประจำคฤหาสน์และมีผมสีทองที่สว่างสดใสวิ่งมาหยุดตรงหน้าเขา “ถ้าวันนี้ไปดื่มเรียกข้านะขอรับ”
“ทำไมข้าต้องเรียกเจ้าด้วย” คุณหมอทำหน้าคว่ำแล้วรีบเดินเข้าคฤหาสน์ไปและไม่สนใจหญิงสาวอีก ส่วนฝ่ายอัศวินก็เดินตามพลางบอก “ต้องเรียกสิขอรับ”
เมื่อทั้งสองหายไปจากสายตา หญิงสาวถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอเดินไปตามทางเดิน ลัดเลาะไปที่พุ่มไม้ที่ลับตาคน ที่นั่นมีรถม้าจอดอยู่ เป็นรถม้าที่เรียบง่ายไม่สะดุดตาผู้คน แต่พินิจพิจารณาดูดีๆ แล้ว รถม้านั่นกลับใช้วัสดุดีและใช้ไม้ราคาแพงผิดจากทั่วไปราวกับจงใจสร้างไว้อำพรางเพื่อจะกระทำการบางอย่าง
“อรุณสวัสดิ์ขอรับ เลดี้แห่งอะควาเซีย” ชายหนุ่มผมสีขาวยิ้มจนตาหยีและโบกมือทักทาย
“เช่นกันเจ้าค่ะ ท่านดยุกอิลเครน” หญิงสาวในชุดเมดตอบ หล่อนถอดหมวกที่ปิดบังใบหน้าออกและถอดวิกผมสีน้ำตาล ผมสีชมพูของเธอส่องสว่างกับแสงแดด
“ลำบากมากเลยค่ะกว่าจะออกมาได้ ข้าวางยาสาวใช้ของตัวเองไปด้วยค่ะ” มารีนจัดผมให้เข้าที่ “ขอบคุณช่วยรับฟังคำขอของข้านะคะ”
“ไม่มีปัญหาเลยขอรับ ได้ช่วยเหลือเลดี้เป็นเกียรติย์ของอัศวินอยู่แล้ว ช่วยเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับคุณชายเรย์คาลัสให้มากว่านี้ได้ไหมขอรับ” ดยุกอิลเครนพูด
.
.
.
หลังจากที่ข้ากลับมาจากความตาย หลังจากโดนระเบิดแหลกเป็นชิ้น
แม้ร่างกายของข้าจะถูกหลอมรวมขึ้นใหม่ด้วยพลังปีศาจ แต่นั่นกลับเต็มไปด้วยผลข้างเคียง
เสียงในหัวข้าดังขึ้นเรื่อยๆ ข้ารับรู้ความรู้สึกของมันได้ ความรู้สึกของวิญญาณที่หิวโหยไม่รู้จักอิ่ม วิญญาณแค้นในตัวข้า เหล่าวิญญาณที่โดนช่วงชิงชีวิตและมอบถวายให้เป็นของขวัญแด่ปีศาจ ที่มาของพลังแข็งแกร่งในตระกูลเฮลดันไฮม์
“ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามัน ข้าอยากได้กลิ่นเลือด”
“กระชากมันออกมา ฉีกมันเป็นชิ้นๆ”
“ข้าจะกลืนกินเจ้า ทำลายเจ้าตั้งแต่เลือดเนื้อไปจนถึงกระดูก”
“ทุกสิ่งที่เจ้าปรารถนารวมถึงสิ่งสำคัญที่สุดของเจ้าจะถูกทำลาย”
“หุบปาก ไอ้พวกผี ตอนนี้ข้ายังไม่ตาย” ข้าตวาดออกมาลั่นรถม้าและเอามือกุมแผล จนเรย์กับพวกแฝดทำหน้าตกใจ ถึงข้าไม่ได้ใช้พลังกับพวกเซอร์เค็ตมากนัก แม้ว่านักเวทย์จะพยายามโจมตีข้าด้วยเวทย์ลมที่กรีดผิวหนังของข้า แต่การฆ่ามันสำหรับข้าเป็นเรื่องง่าย
แต่ร่างกายของข้าเหมือนจะใกล้ถึงขีดจำกัดเต็มทน
เมื่อพวกเรากลับถึงปราสาท สติกซ์ก็ออกมารับพวกเราและรีบขนศิลาเข้าไปไว้ด้านใน พวกเราเอาสมบัติบางส่วนของเซอร์เค็ตติดออกมาด้วย แต่ไม่ได้เอามาทั้งหมด เพราะร่างกายของข้ารอไม่ได้ขนาดนั้น
สติข้ารางเลือนขึ้นทุกที ข้ารู้สึกเหมือนร่างกายข้าไม่เป็นของข้าอีกต่อไป
ข้าถูกแช่อยู่ในอ่างศิลามังกร สลับกับขึ้นมานอนบนเตียง กลางวันหรือกลางคืน ข้าแทบแยกไม่ออก ทุกอย่างสับสนวุ่นวาย บางครั้งข้าถึงกับเห็นภาพหลอน
“ฆ่ามัน ฆ่ามันให้ตาย ทุกคน ทุกคนที่ทำให้พวกเรากลายเป็นแบบนี้”
“ฆ่ามันให้หมดทุกตัว” เงาดำรุมล้อมข้าเข้ามาเรื่อยๆ พวกมันต้องการเห็นเลือด เงาดำเลื้อยเข้ามาหาข้าจนหนาทึบ เหมือนมันพยายามแย่งชิงร่างกายไปจากข้า
มีเงาเงาหนึ่งพยายามจะฆ่าข้า มันโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วอุดปากข้าไม่ให้ข้าหายใจ ข้าเอื้อมมือไปบีบคอมันอย่างแรงให้มันปล่อยข้า แต่ข้ากลับได้ยินเสียงคุ้นเคยที่เหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล
“อ..อั่กก เซอร์เบอรอส นี่ข้าเอง” เงาดำนั้นดิ้นไปดิ้นมา ข้าจึงบีบมันแรงขึ้นอีก
“สติกซ์ ช่วยข้าด้วย ฮึก” เสียงนั่นดังขึ้น เสียงนั้นคือ เสียงของเรย์?
เมื่อได้ยินเสียงนั่นข้าก็รีบคลายแรงบีบ
นี่คือเรื่องจริงหรือความฝันที่พยายามล่อลวงข้าด้วยเสียงของเขากันแน่ข้าแยกไม่ออก
“เฮือก” ข้ารู้สึกเจ็บที่ท้ายทอยเหมือนใครมาตีหัว และสติของเข้าก็กลับมา เมื่อข้าลืมตาขึ้น ข้าเห็นสติกซ์กำลังกำไม้ถูพื้นอยู่ ดวงตาสีฟ้าของเขามีแววกังวล เขาน่าจะเป็นคนที่ตีหัวข้า ส่วนเรย์ที่เอามือกุมคอ รอยบีบยังคงชัดเจน
นั่นเป็นฝีมือของข้า? ข้าบีบคอเขา ข้าเนี่ยนะ?“อึก” ข้าเอามือกุมหัวด้วยความตกใจและสับสน
“ข้า..ข้าบีบคอท่านพี่เหรอ” ข้าถามเขาด้วยเสียงสั่นๆ ด้วยความรับไม่ได้
ทั้งที่ข้าต้องการให้เขาอยู่ข้างกายมากกว่าใคร ต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ข้างๆ ข้า แต่ข้ากลับเป็นคนที่จะฆ่าเขาเสียเอง เขาที่อ่อนแอเปราะบาง อาจจะตายเพราะข้าได้ทุกเมื่อ ข้าอยู่เคียงข้างเขาไม่ได้ ข้าทำไม่ได้ พลังของข้ามีไว้เพื่อทำลาย ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องใคร ในวินาทีที่ข้าเกิดเป็นเฮลดันไฮม์ ข้าก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่สามารถรักใครได้
แม้แต่คนที่ข้ารักมากที่สุด
ข้าก็ทำร้ายเขากับมือของข้าเอง
“ใช่ ถ้าสติกซ์ไม่ช่วยไว้ข้าคงตายไปแล้ว” เรย์บอกผม ในดวงตาของเขามีน้ำตาอยู่ แต่เมื่อข้าจะเข้าไปใกล้เขากลับถอยหนี “ท่านดยุกท่านพักผ่อนเถอะข้าจะไปแล้ว”
หัวใจของข้าคล้ายโดนบีบ
“ท่านเซอร์เบอรอสยังอาการไม่คงที่ ท่านอยู่ห่างๆ ดัชเชสไว้ก่อนเถอะขอรับ” สติกซ์พูด
“ไม่ ข้าไม่อยากอยู่ห่างจากเรย์” ข้าดึงเรย์มากอด
แต่เรย์ในอ้อมกอดข้า เขากลับตัวสั่นด้วยความกลัว เขากลัวข้า…
“ถ้างั้น ท่านจะฆ่าดัชเชสกับมือตัวเองเหรอขอรับ ท่านเซอร์เบอรอส” สติกซ์เอ่ยเตือนพลางขมวดคิ้วทำหน้าจริงจัง ทำให้ข้านิ่งไป “ตอนนี้ท่านไม่เป็นตัวของตัวเองเลย”
ข้าไม่ฟังเขาและยังคงกอดเรย์ไว้
ต่อให้ข้าเป็นคนที่ทำร้ายเขา
เป็นคนที่อันตรายกับเขามากที่สุด
ข้าก็ยังไม่อาจปล่อยเขาไปได้
…
“ท่านพี่เรย์ ดูนี่สิคะ” มารีนเรียกผมที่กำลังจะออกนอกบ้านให้มาดูเธอเสกเวทย์น้ำ น้ำในแก้วกลายเป็นน้ำพุเล็กๆ พุ่งออกและไหลมาในแก้วเดิมโดยไม่หก“มารีนเจ้ามีพรสวรรค์นะเนี่ย” ผมชมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในนิยายนางเอกไม่ได้มีฉากใช้เวทมนตร์เสียหน่อย แล้วอันนี้มายังไงล่ะเนี่ย แต่ช่างมันเถอะ หากน้องสาวของผมปกป้องตัวเองได้ย่อมเป็นเรื่องดี“จ..จริงขอรับ ข้าสัมผัสได้ว่ามารีนมีพลังเวทย์ที่หากฝึกแล้วสามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้เลย ข…ข้าก็เลยลองชวนไปที่หอคอยเวทมนตร์ดู” บาอัลพูดขึ้นอย่าประหม่า เขาเป็นเพื่อนของมารีนที่มารีนบอกว่าเจอที่งานเต้นรำ ดูขี้อายและมีผมสีน้ำเงินปรกหน้าจนมองแทบไม่เห็นตา ผมจินตนาการไม่ออกว่าพวกเขาไปคุยกันได้ยังไงเพราะดูเคมีเป็นตัวแม่กับทรงติ๋มเกิน“เจ้าก็ชมข้าเกินไปแล้ว บาอัล เทียบกับเจ้าแล้วข้ายังห่างชั้นอยู่เยอะ” มารีนพยายามเพ่งสมาธิแล้วเก็บน้ำกลับไปนิ่งในแก้วดังเดิม “ที่จริงตอนที่บาอัลชวนข้าก็ไม่ได้สนใจเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าตอนที่ท่านพี่ตกอยู่ในอันตราย ข้ารู้สึกแย่มากที่ทำอะไรไม่ได้ ข้าเลยเปลี่ยนใจและบอกบาอัลว่าข้าจะลองดู”บาอัล? ชื่อนี้คุ้นอยู่นะว่าแต่เขาอยู่ตรงไหนของเรื่องหอคอยเวทมนตร์
ผมยืนที่สะพาน ด้านหน้ามองออกไปเห็นคูน้ำลึก ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง ผมมองเห็นว่าเขาคือใครผ่านเงาที่สะท้อนบนผืนน้ำ เขาคือเซอร์เบอรอส แต่ไม่ใช่เซอร์เบอรอสที่ผมจำได้ แม้หน้าตาเหมือนกันแต่บรรยากาศราวกับคนละคน คนคนนี้แม้มีใบหน้าที่หล่อเหลา แต่ดวงตาสีแดงของเขาไร้ความรู้สึกราวกับคนตาย รอยแผลทั่วตัวและมีรอยแผลเป็นที่แขนซ้ายเป็นรอยใหญ่เห็นได้ชัด แผลเหล่านั้นมากมายเกินจะนับได้เราสองคนยืนอยู่ที่คูน้ำ เมื่อผมมองลงไปในน้ำ แทนที่จะสะท้อนใบหน้าปกติ กลับสะท้อนใบหน้าของชายหนุ่มผมสีเขียวที่ดูป่วยผอมโซ หน้าตอบจนเห็นกระดูก ขอบตาดำคล้ำและริมฝีปากเป็นสีม่วง บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตเสเพลอย่างหนักหน่วงนี่คือเรย์คาลัสในนิยาย ผมรู้โดยอัตโนมัติว่าเป็นเช่นนั้นและนั่นก็คือเซอร์เบอรอสในนิยาย ที่เป็นคนฆ่าเขา“คุณชายเรย์คาลัส” เสียงเซอร์เบอรอสเรียกอย่างห่างเหินจนในอกของผมเจ็บแปลบ “ถ้าเจ้าใช้ชีวิตให้มันดีกว่านี้สักนิด ก็คงไม่จบลงเช่นนี้”“ใครจะไปใช้ชีวิตได้ดีเท่าเจ้าล่ะ ท่านดยุกหมาบ้า” เรย์คาลัสในนิยายตอบทำเอาเซอร์เบอรอสชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เหอะ ปากดีนัก เจ้าใช้ทั้งชีวิตของเจ้าเกลียดชังตัวเองและคนอื่น ข้าไม่
“ท่านเรย์คาลัส ท่านเป็นยังไงบ้าง” ผมไม่ตอบได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าก้อนเมฆลอยเอื่อยๆ และแสงแดดไม่รับรู้ถึงความเศร้าของผมดยุกอิลเครนถาม เขาเองยังดูเป็นห่วงผม ไม่ต้องพูดถึงมารีนที่ถามผมทุกวันในหัวผมมีแต่คำถามว่าทำไมทำไมล่ะทำไมคำวิงวอนของผมถึงไม่เคยส่งไปถึงฟากฟ้าเลย ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อน หรือชาตินี้ผมแค่อยากปกป้องเขาเท่านั้นเองอีกนิดเดียวเองแท้ๆเพราะสถานการณ์ของพวกเรายังไม่แน่ไม่นอน พวกเราเลยอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของตระกูลอะควาเซียที่ใกล้ทะเลแถบนั้นที่สุด มันเป็นบ้านขนาดใหญ่ทาสีครีม ที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ กุหลาบแดงบานสะพรั่งส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากออกมานั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่แบบนี้มารีนพยายามทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ด้วยการชวนผมทำเรื่องต่างๆ แต่ไม่ว่าทำอย่างไร ผมก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย“ถ้าข้ารู้ว่าพี่ชอบเขาขนาดนี้ ข้าคงไม่ขัดขวางท่านพี่เลยค่ะ” มารีนร้องไห้ปลอบผม “ข้าขอโทษนะคะท่านพี่”ผมจับมือเธอ แต่ผมไม่รู้สึกถึงสัมผัสของเธอไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนวิญญาณหลุดลอยไปเหลือเพียงเปลือกที่กลวงเปล่า“อย่าว่าแต่เจ้าไม่รู้เลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบมารีนไป ไม่รู้ตัวเลยว่าทำสีหน้าแ
พวกเราเดินทางรอนแรมตามเข็มทิศประมาณสามวันสามคืน ผมพอรู้ว่าจุดหมายที่ต้องไปคือที่ไหนเพราะอ่านนิยายต้นฉบับ มันห่างออกจากเมืองหลวงมาไม่มากนัก และเป็นหาดรกร้างแห่งหนึ่ง และเมื่อมาถึงสถานที่ที่เข็มทิศชี้บอกก็เป็นเวลาค่ำแล้วหาดทรายสีดำกลืนไปกับทะเล โขดหินอยู่ไกลออกไป มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวริบหรี่ที่คอยส่องทางให้ ความนิ่งสงัดที่เหมือนถูกบีบล้อมด้วยสิ่งที่ไม่รู้จัก อากาศหนาวจนแม้ใส่เสื้อกันหนาวยังหนาวลึกเข้าไปในกระดูก ตรงตามคำบรรยายตามนิยายต้นฉบับพวกเราลงจากรถม้าและเริ่มเดินไปตามเข็มทิศอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ผ่านสิ่งที่รูปร่างเหมือนปะการังแต่กลับอยู่บนบก เสียงแกรกกรากแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขยับตามพวกเรามา แต่เพราะความมืดที่เวิ้งว้างทำให้ผมคิดว่าตัวเองอาจคิดไปเอง“วืดดด” เสียงบางอย่างแหวกอากาศมาที่ที่พวกเราอยู่“เลดี้อะควาเซีย! หลบ!” ดยุกหนุ่มผู้มีประสาทไวกว่าพวกเราตะโกนบอกมารีน“กรี๊ด!!!” อะไรบางอย่างผ่านหัวมารีนไปจนเธอร้องกรี๊ดออกมาสิ่งนั้นคือก้ามของมอนสเตอร์ที่ดูคล้ายกับปูขนาดใหญ่แต่มีหาง ตัวสูงราว 5 เมตร พวกมันปกป้องอะไรบางอย่างที่มืดๆ เมื่อเพ่งมองดีๆ ท่ามกลางความมืดปรากฏถ้ำด้านหน้าพ
“ปล่อยเขา” ดยุกอิลเครนเอาดาบแห่งแสงฟันมือเงาดำนั่นออกจนผมหลุดออกมาได้“เหอะ ท่านดยุกแดนเหนือมีงานอดิเรกในการยุ่งเรื่องในปราสาทคนอื่นเหรอขอรับ?”ถึงสติกซ์จะถามในแบบสุภาพแต่แปลตรงตัวก็คืออย่าเสือก นั่นเองมือเงาดำหนาแน่นยันดยุกอิลเครนที่ยังไม่ทันตั้งตัวกระเด็นไปให้ห่างจากผม“อย่าเข้ามา ไม่งั้นข้าจะฐานะอัศวินพิทักษ์ปราสาทจะไม่ไว้หน้าท่าน” สติกซ์ปรายตามอง แล้วมือหนึ่งสีดำมือหนึ่งก็มาบีบคอผมต่อ“แล้วปราสาทมืดเฮลดันไฮม์ มีสิทธิ์อะไรมากักขังหน่วงเหนี่ยวประชาชนผู้บริสุทธิ์ล่ะ” ดยุกอิลเครนโมโหที่ถูกพลังยันจนกรระเด็น เอาดาบฟันมือเงาดำขาดไปจำนวนหนึ่ง“บริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ” สติกซ์พูดอย่างเหลืออดแล้วใช้พลังยันดยุกกลับไปอีก แล้วหันมาตวาดใส่ผม “เจ้าทำร้ายจิตใจท่านดยุกของข้า เจ้าก็รู้ว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่แล้ว เจ้ากลัวตายงั้นเหรอถึงจะคิดจะหนี พวกเราคอยดูแลเจ้าอยู่ เจ้าไม่มีทางตายหรอก แต่นายท่านน่ะใกล้ตายแล้ว” เขาพูดเหมือนคนสติหลุดแล้วเอามือทึ้งหัวตัวเอง “ไสหัวกลับไปอยู่กับนายท่านเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้ากับมือตัวเองซะ”“สติกซ์ ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิดนะ” ผมตะโกนขัดก่อนจะโดนเขาด่าจนหน้าชาไปมาก
แม้บาดแผลของเซอร์เบอรอสยังคงดูไม่ปกติแม้ว่าเขาจะแช่ศิลามังกรอยู่ทุกวัน โชคดีว่าเมื่อเขาอยู่ที่ปราสาทไม่จำเป็นต้องใช้พลัง ตอนนี้ยิ่งใช้มันมากเท่าไหร่ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่เขาจึงต้องพักผ่อนและหากมีแววว่าจะบ้าคลั่ง เขาจะลงไประบายอารมณ์กับสิ่งของในปราสาทแทน ซึ่งเมื่อเขาสงบลง ผมก็จะไปดูว่าของพวกนั้นยังซ่อมได้หรือเปล่า และหากอาการเขาไม่หนักมาก ผมจะปลอบโยนเขาด้วยร่างกายเฮ้อ ผมอยากช่วยเขาได้มากกว่านั้นระหว่างนั้นผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่สติกซ์เอามาวางให้ผม ผมหยิบมาดู ในหนังสือพิมพ์เขียนว่าสิ่งของของทางเซอร์เค็ตที่ยังไม่ถูกทำลายจะถูกนำออกมาประมูลในสัปดาห์หน้าพูดถึงเซอร์เค็ต ดยุกเซอร์เค็ตโกรธมากที่ลูกชายทำร้ายพันธมิตรไปโดยพละการ แต่ก็โกรธที่เฮลดันไฮม์ขโมยทั้งศิลามังกรและสมบัติบางส่วน รวมถึงทำให้สุสาน 400 ปี เสียหายและเขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยความโมโหมา 30 หน้ากระดาษ (เซอร์เบอรอสโยนทิ้งไปแล้ว)สิ่งที่นำออกมาประมูลคงเป็นสิ่งของที่ยังคงอยู่ในสุสานนั้น ผมไล่รายการของที่ถูกนำมาประมูล มีสิ่งของจากที่อื่นๆ ที่น่าสนใจถูกนำออกมาประมูลด้วยและแล้วสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่รายละเอียดขอ







