Masukเซอร์เบอรอสรู้ว่าผมมีประชุมกับทายาทผู้นำตระกูลใหญ่ มันเป็นการประชุมที่จัดปีละครั้ง ซึ่งเป็นผู้คนที่ผมไม่ค่อยสนิทมากนัก เพราะถ้าไม่ใช่คนที่จริงจังเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลาก็เป็นคนเสเพลชนิดคบไม่ได้ พวกนั้นคนใดคนหนึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เรย์คาลัสในนิยายเสียคน เพราะการโดนชักชวนเล่นพนันจนเสพติดและพนันมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตระกูลล่มสลาย ผมจึงระมัดระวังตัวไม่สนิทกับคนไหนเป็นพิเศษ
“ท่านพี่เรย์คาลัส วันนี้ข้าจะพาท่านพี่ไปเอง” เซอร์เบอรอสก็มาหาผมและพูดแบบนั้น ระหว่างที่ผมยังจัดการความรู้สึกตัวเองกับภาพที่เห็นในตรอกแคบนั่นไม่ได้ และไม่รู้จะทำอย่างไร
“ไม่เป็นไร เจ้ายุ่งอยู่นี่นา ข้าไปเองก็ได้” ผมพูดแบบนั้นโดยไม่มองหน้าเขา แต่เขาดึงแขนผมจนตัวปลิวและรั้งตัวเข้ามาใกล้
รู้แล้วว่าแรงเยอะ ไม่ต้องดึงขนาดนั้นก็ได้
ผมเจ็บ ไม่รู้ว่าที่ร่างกายหรือจิตใจกันแน่
“ทำไม” เขาเข้ามาใกล้และมองผมที่พยายามข่มความรู้สึกและหลบตา
“ก็… เจ้ามีเรื่องต้องทำไม่ใช่เหรอ มันไม่ได้ไกลมาก ข้าไปเองก็ได้” สีหน้าผมอาจจะดูผิดปกติมาก ดวงตาสีแดงของเขาเลยมองตามด้วยความสงสัย
“เหอะ ยังไงท่านพี่ก็ต้องไปกับข้าอยู่ดี ถึงท่านพี่จะไม่อยาก เพราะข้าเตรียมชุดให้ท่านแล้ว” เขาคว้าเอวของผมมาแนบตัว
“อึก ทำอะไร” เซอร์เบอรอสปลดกระดุมเสื้อผมออก
“แค่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้น่ะ วางใจเถอะข้าไม่ทำอะไรหรอก” เขาขมวดคิ้วมองผมที่ทำหน้าไม่เต็มใจ และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ชุดที่เซอร์เบอรอสใส่ให้เป็นชุดสีดำทองที่ดูหรูหราชุดหนึ่งที่เหมือนชุดคู่กับเขา
“ท่านพี่ผอมไปนะ” เมื่อเปลี่ยนชุดให้เสร็จ เขาจับปากผมอ้าและยัดคุกกี้เข้าปากผมก่อนที่ผมจะทันพูดอะไร ผมอยากปฏิเสธเขาให้หนักแน่นกว่านั้น แต่กลับทำไม่ได้ อาจเพราะเคยชินที่ไม่เคยปฏิเสธอะไรเขาอย่างจริงจังมาก่อน ผมรู้สึกแย่กับความอ่อนแอของตัวเอง แต่ก็แกล้งทำตัวเป็นปกติ
ผมอยากถามเขาเรื่องภาพที่เห็นวันนั้น แต่ผมยังไม่พร้อมได้ยินคำตอบ
ถ้าเขาบอกว่าภาพที่ผมเห็นมันเป็นเรื่องจริง ส่วนเรื่องของผมกับเขามันเป็นเรื่องโกหกล่ะ
ทำไมผมถึงเอาแต่ใจอ่อนให้คนคนนี้ ยิ่งคิดผมก็ยิ่งไม่เข้าใจตัวเอง ตอนแรก ที่ผมทำดีกับเขาเพราะว่าไม่อยากให้เขากับมารีนกลายเป็นเรื่องโศกนาฏกรรม ไม่อยากให้เขาฆ่าผมตามนิยายหลัก
แต่ความรู้สึกในตอนนี้ทำให้ผมทรมานยิ่งกว่าตอนที่ร่างกายเอาแต่ป่วยเสียอีก
เขาจับมือผมแล้วบีบเบาๆ ผมบีบตอบทั้งที่ภายในใจรู้สึกเจ็บปวดเหมือนหัวใจถูกฉีกเป็นชิ้น
ระหว่างที่นั่งรถม้าผมเหม่อตลอดทาง แต่ดูเหมือนเซอร์เบอรอสเองก็ไม่คิดจะชวนคุยด้วย
บรรยากาศระหว่างเราแปลกไปหมด ระหว่างที่พวกเราผ่านทางลัดที่ต้องผ่านป่า ผมกำลังใจลอยคิดเรื่องไร้สาระ จู่ๆ รถม้ากระแทกกับอะไรบางอย่างแรงจนผมสะดุ้ง
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ!” ผมก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ เสียงอาวุธกระทบกัน
“อึก เซอร์เบอรอส เราถูกลอบโจมตีเหรอ” ผมถามเขาแต่เซอร์เบอรอสไม่ตอบและเปิดประตูออกไป เมื่อลงจากรถม้าก็พบว่าเราถูกล้อมไว้ในวงของทหารอาวุธครบมือที่พร้อมจะโจมตี
“ค..ใครมันทำอะไรแบบนี้” ผมพูดเสียงสั่น
“ข้าเอง ข้ามีเรื่องที่ต้องคุยกับพวกเจ้า” ชายคนหนึ่งเดินออกมาด้านหน้าและขนาบด้วยอัศวินสองข้าง ผู้ชายคนนั้นผมสีทองและมีออร่าเหมือนกับเทวดาแต่การกระทำกลับตรงกันข้าม
“ถวายบังคมตะวันดวงน้อยแห่งอาณาจักร” ผมทำความเคารพเช่นเดียวกับเซอร์เบอรอสในขณะที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่
“วันนี้ข้ามีเรื่องให้เจ้าช่วยแล้ว นายน้อยแห่งอะควาเซีย” องค์รัชทายาทมองด้วยสายตาเย้ยหยัน
ผมมองเซอร์เบอรอสที่ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ สีหน้าของเขาดูเรียบเฉย
“มีเรื่องอะไรให้กระหม่อมช่วยเหรอพะยะค่ะ” ผมถามและไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรดี
เห้อ ชีวิตจะให้ผมแก้ปัญหาไปทำไมในเมื่อปัญหาคือรัชทายาทตรงหน้าผมนี่
ทำไมดวงผมถึงมีปัญหากับพวกผู้มีอิทธิพลนักนะ
“เซอร์เบอรอส คนอย่างเจ้า มือขวาของข้าอย่างเจ้าน่ะมีจุดอ่อนไม่ได้หรอกนะ” องค์รัชทายาทเข้ามาใกล้เซอร์เบอรอส แต่ผมเองก็ได้ยินชัดเต็มสองหู
“จุดอ่อนพรรค์นั้นจะทำให้เจ้าอ่อนแอลง คนอย่างเจ้าที่ต้องเคียงข้างข้าต้องแข็งแกร่ง” องค์รัชทายาทพูด “เพราะงั้นถ้าเจ้าอยากไปสูงกว่านี้ตอนข้าขึ้นครองราชย์ล่ะก็ คงไม่ต้องให้ข้าบอกว่าเจ้าต้องทำอะไรใช่ไหม”
“จุดอ่อนงั้นเหรอ ข้าไม่มีหรอก” ใบหน้าหล่อเหลาพูดออกมาอย่างไร้ความรู้สึก
“งั้นก็พิสูจน์สิ เลิกปกป้องของที่แตกหักง่ายพรรค์นั้น ทำให้ข้าเห็นสิ” องค์รัชทายาทพูด ผมยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า จนกระทั่ง
“เจ้าช่วยตายไปให้พ้นหน้าข้าทีสิ นายน้อยแห่งอะควาเซีย นั่นแหละเรื่องที่ข้าจะขอให้เจ้าช่วย” เซอร์เบอรอสเดินไปข้างหน้าองค์รัชทายาทแล้วหันหน้าเข้าหาผม ดาบในมือของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำ
พรึ่บ! เสียงดาบผ่านอากาศ ผมรู้สึกเจ็บและเอามือกุมหัวใจตามสัญชาตญาณ มองเซอร์เบอรอสที่เป็นคนฟันผมด้วยความไม่เข้าใจ เลือดที่อกไหลทะลักออกมาไม่หยุด ผมเจ็บและรู้สึกเวียนหัวจนกระอักเลือดออกมาจากปาก
“เหอะ เจ้านี่เป็นสมเป็นหมาบ้าแห่งอาณาจักรอาร์คจริงๆ นะ ขนาดคนรักยังฆ่าได้ตาไม่กะพริบเลยเหรอ” องค์รัชทายาทเอ่ยอย่างเยาะหยัน “ช่างเย็นชาเหลือเกินนะ ข้ากังวลอะไรเปล่าประโยชน์เสียจริง”
“เขาไม่ใช่คนรักของข้า และสำหรับดยุกแห่งเฮลดันไฮม์ ราชอาณาจักรก็ต้องมาก่อนความสัมพันธ์ส่วนตัว” เซอร์เบอรอสตอบด้วยเสียงเยียบเย็น
ผมมองคนตรงหน้าเหมือนกับไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลย
เวลานี้ผมไม่รู้แม้กระทั่งว่าเขาเป็นใคร ทั้งกายและใจมีแต่ความเจ็บปวดที่แล่นขึ้นมา
“เจ้าทำแบบนี้กับข้าได้..ยังไง” ในหัวผมมีแต่คำถามว่าทำไม
ทำไมถึงทำกับผมแบบนี้
“ก็แค่ ข้าจำเป็นต้องทำ” เซอร์เบอรอส เสียงของเขาราบเรียบและใบหน้าคมของเขาก็เหมือนไม่มีความรู้สึกใดๆ เกิดขึ้น
สมองผมค่อยๆ ทำความเข้าใจเรื่องตรงหน้าทีละน้อย
“ข้าเกลียดเจ้า” ผมมองเขาด้วยแววตาเจ็บช้ำ มีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดแต่ผมกลับไม่พูดมันออกมา เลือดสีแดงไหลออกมาไม่หยุดและดวงตาผมค่อยๆ พร่ามัวลง
เซอร์เบอรอสมองผมด้วยแววตาว่างเปล่าราวกับมองอากาศธาตุ
“เจ้าจะได้รับรางวัลอย่างงาม เซอร์เบอรอส รวมถึงศิลามังกรที่ข้าสัญญาจะให้เจ้า” องค์รัชทายาทเอ่ย “หลังจากนี้ก็บอกลาคู่ขาของเจ้าซะ”
“ท่านก็บอกลาคนของท่านด้วย องค์รัชทายาท”
“เจ้าหมายความว่ายังไง” เซอร์เบอรอสมององค์รัชทายาทแล้วตวัดดาบ อัศวินด้านทั้งซ้ายและขวาของเจ้าชายถูกฟันขาดเป็นสองท่อน
“เสียดาย น่าจะไม่ทันแล้ว กระหม่อมยั้งดาบไม่ทันพะยะค่ะ” เซอร์เบอรอสเหยียดยิ้มเย็น ทหารกรูเข้ามาจะทำร้ายเขาแต่เซอร์เบอรอสฟันหัวพวกนั้นหลุดทีเดียวสามหัวง่ายเหมือนตัดเนย ดาบสีดำของเขาอาบเลือดจนชุ่มฉ่ำ เมื่อสะบัดออกไป โลหิตสาดกระเซ็นจนทุกคนถอยออกห่าง
เลือดที่กระเด็นใส่ทำให้สีหน้าของเขายิ่งเหมือนคนบ้าคลั่ง
“เหอะ บ้าไปแล้วเหรอ เจ้าอยากโดนข้อหาหมิ่นเบื้องสูงหรือไง” รัชทายาทโกรธจนหน้าดำ
“ท่านต้องการพลังของข้าไม่ใช่เหรอ ข้าคือพลังที่สมเป็นมือขวาของท่านไง หมาบ้าแห่งอาณาจักรอาร์ค” เซอร์เบอรอสยังคงยิ้มที่ราวกับปีศาจ “ที่ไม่มีจุดอ่อน”
“ดี งั้นข้าจะรอดู” ชายผมสีทองหันหลังจากไปอย่างอารมณ์เสียพร้อมทหารที่เหลือ ทิ้งให้ผมกับเซอร์เบอรอสอยู่กันสองคน
“…” เซอร์เบอรอสนั่งลงมองผม ดวงตาเขายังคงดูว่างเปล่า ส่วนผมรู้สึกเจ็บเหมือนร่างกายโดนฉีกเป็นชิ้น
“เจ้าจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ” ผมถามเขา
แต่คำตอบที่ได้คือความว่างเปล่า นี่ผมคาดหวังอะไรจากคนคนนี้กัน
“ข้าไม่น่าเจอกับเจ้าเลย” ทุกอย่างที่ผมตั้งใจทำให้เขาแว่บเข้ามาในหัวรีรันเหมือนกับวิดีโอคุณภาพต่ำ ภาพที่เขาแกล้งผมตอนเขายังเด็ก ภาพที่ไปส่งเขาออกรบ ภาพที่เขากอดผม ภาพที่เราสองคนอยู่ด้วยกัน ภาพที่จูบกัน ภาพแววตาของเขาที่เหมือนเอ่ยพูดคำบางคำออกมาแต่นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดไปเองแต่เพียงฝ่ายเดียว
ผมกำลังจะตายอีกครั้งสินะ
แต่ผมกลับเจ็บปวดหัวใจมากกว่าร่างกายเสียอีก
ไม่ใช่คนรักเหรอ
จากทุกสิ่งที่ผมทำ จากความรู้สึกที่ผมให้ ผมเพียงแต่หวังว่าเขาจะไม่ฆ่ากัน
แค่นั้นยังไม่ได้เลยเหรอ
น่าสมเพชจริงๆ ที่แม้จะมีชีวิตที่สองผมก็ยังใช้ได้ห่วยแตก ทำทุกอย่างเพื่อคนอื่นสุดท้ายก็โดนเขาฆ่าตาย
“ข้าเกลียดเจ้า ได้ยินไหม ดยุกแห่งเฮลดันไฮม์ ข้าขอสาปแช่งเจ้า” ผมใช้พลังเฮือกสุดท้ายเปล่งเสียงออกมา มองเขาพร้อมกับกระอักเลือดไปด้วย “ขอให้เจ้าทุกข์ทรมานเหมือนกับข้า”
ข้าไม่น่า…รักเจ้าเลย
ทุกอย่างดับวูบลง
…
…
มีข่าวลือว่าคุณชายแห่งอะควาเซีย ถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายรัชทายาทและทหาร และโดนดยุกแห่งเฮลดันไฮม์ฆ่าทิ้งเป็นการสำเร็จโทษ ทางตระกูลอะควาเซียนำโดยแอตลาสพยายามติดต่อไปยังปราสาทมืดเฮลดันไฮม์เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง แต่ปราศจากคำตอบจากรั้วสูงที่ปิดสนิทแทบไม่มีคนเข้าออก
“โมเบียส เจ้าว่าท่านพี่ตอนนี้อยู่ไหน” มารีนมองไปที่หน้าต่างคฤหาสน์ที่มีฝนตกปรอย ดูอึมครึมเหมือนจิตใจของทั้งคู่ หน้าตาของนางดูโศกเศร้าและเป็นกังวล
“ข้าไม่รู้เลย คุณหนูมารีน” โมเบียสตอบอย่างเหม่อลอย เขาดูเหมือนคนที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แม้แต่เส้นผมสีเงินก็ยังดูไม่เป็นทรง
“มีข่าวลือว่าพี่ข้าตายไปแล้ว ถ้าไม่มีท่านพี่ข้าจะอยู่ได้อย่างไร” หญิงสาวรำพึง
‘นั่นสิ ไม่มีเรย์คาลัส แล้วข้าจะอยู่ได้อย่างไร’ โมเบียสคิด
เขาเดินอย่างไร้จุดหมายมาหยุดที่ห้องทำงาน ห้องปรุงยาที่เรย์คาลัสทำให้เขา แม้จะเป็นแค่ห้องทำงานของหมอยา แต่เรย์คาลัสเป็นคนเลือกของอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาใส่ใจกับสิ่งของในห้องนี้เป็นอย่างมาก นิ้วของโมเบียสลูบไปที่หลอดแก้วใส่ยา
“ช่วยทำหลอดแก้วที่หนาและทนทานกว่านี้ให้ได้ไหม ข้าไม่อยากให้มีอุบัติเกิดขึ้นกับหมอยาของข้า” โมเบียสหวนนึกถึงตอนที่เรย์คาลัสจู้จี้จนช่างแก้วแทบจะเอาแก้วตีหัวเขา เพราะโมเบียสทำหลอดแตกบ่อยจากการทดลอง จนได้หลอดแก้วที่หนากว่าปกติและทนทานกว่าหลายเท่า เขามองตู้เก็บของที่เรย์คาลัสเป็นคนเลือก
“เอาสีเงินแล้วกัน มันเข้ากับสีผมเจ้าเลย”
“สีอะไรก็ช่างเถอะ ข้าไม่ได้ทำงานด้วยสีผม แค่ให้มันใส่ของได้ก็พอ” เขาจำได้ว่าเขาตอบไปแบบนั้น
“งั้นตามใจข้านะ” เรย์คาลัสบอก
ในตู้นั้นมีหนังสือที่ทั้งสองคนไปเลือกด้วยกัน บางเล่มมาจากวันแรกที่เจอกัน บางเล่มมาจากวันอื่นๆ ความทรงจำที่เพิ่มขึ้นจากหนึ่งวันสองวัน เช่นเดียวกับจำนวนหนังสือ และมันเพิ่มขึ้นจนเกือบเต็มตู้
เช่นเดียวกับความรู้สึกของเขาที่เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เบาะรองนั่งที่ดูหรูหราที่เรย์คาลัสซื้อมาเพราะกลัวว่าหมอยาของเขาจะเมื่อย
“นี่ เจ้าต้องรองหลังไว้แบบนี้นะ เวลาเจ้านั่งนานจะได้ไม่ปวดหลังยังไงล่ะ” เขายิ้มสดใสและมอบให้แบบนั้น “ข้าเลือกอันที่นุ่มที่สุดมาเลยนะ เห็นเขาบอกว่ามันทำมาจากขนห่าน คนขายบอกว่าขนห่านมันอุ่นกว่าขนเป็ดด้วยล่ะ” แค่นั้นก็เพียงพอที่จะให้ชายหนุ่มผมสีเงินยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาเรย์คาลัสให้หาย
ตอนที่ทั้งสองเจอกัน เขาเป็นคนที่ไม่เหลือสิ่งใดจะเสียอีกต่อไปแล้ว
ทั้งครอบครัว ทั้งที่อยู่อาศัย ทั้งอาหาร
ในตอนนั้นโมเบียสกำลังจะไปวิหารของลัทธิมืดเพื่อขายตัวเองเป็นทาส แลกที่นอนและอาหารกับการทำยาให้พวกเขา ไม่ว่าจะเป็นยารักษาหรือยาพิษโมเบียสก็ไม่เกี่ยง เพราะวิหารจะช่วยในการซ่อนตัว
โมเบียสบอกเรย์คาลัสว่าพ่อกับแม่ของเขาเป็นหมอยาและทั้งสองตายเพราะการรักษาโรคระบาด
แต่นั่นเป็นเรื่องโกหกทั้งหมด
เรย์คาลัสไม่สงสัยอะไรนอกจากนั้นอีก เขาแค่อยากมีร่างกายที่ดีขึ้นเท่านั้น และโมเบียสก็แค่อยากมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักเป็นแหล่งที่ไม่โดดเด่นเตะตาผู้คน มันไม่น่ามีอะไรเกิดขึ้นกับการแลกเปลี่ยนง่ายๆ
แต่บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลก
ใบหน้าที่ดูธรรมดาแต่น่ารัก ผมสีเขียวยาวประบ่าที่เขาไม่ชอบมัน และเสียงของเขาตอนที่งัวเงียเรียกชื่อโมเบียสในยามตื่น ช่วยให้หมอยาหนุ่มอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปในแต่ละวัน บางครั้งเรย์คาลัสก็ร้องเพลงภาษาแปลกๆ เหมือนเสียงเทพธิดาแห่งท้องทะเลที่ล่อลวงให้โจรสลัดหลงใหลจนร่วงหล่นจากเรือ
ถึงจะร่างกายอ่อนแอแต่เขาก็เป็นคนที่พยายามใช้ชีวิตมากกว่าใคร น้อยครั้งที่จะเห็นเขาอยู่นิ่ง หากไม่ทำสวนก็ทำอาหาร และบางทีก็วิ่งมาเล่าเรื่องแปลกๆ ให้ฟัง ชีวิตทุกวันที่อยู่กับเรย์คาลัสช่างมีชีวิตชีวา
เมื่อคิดถึงภาพที่ดยุกแห่งเฮลดันไฮม์ตระกองกอดเรย์คาลัสที่หลับใหลไม่ได้สติ เขารู้สึกราวมีคนเอามีดเล่มใหญ่มากรีดหัวใจของเขาหั่นออกเป็นชิ้นๆ วินาทีนั้น โมเบียส ก็เพิ่งรู้ตัวว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่อเรย์คาลัสนั้นมันเกินกว่ามิตรภาพธรรมดา
และสีหน้าราวกับเพชฌฆาตของอีกคนที่หวงแหนเรย์คาลัสมากกว่าสิ่งใดนั่นราวกับบอกหมอยาหนุ่มว่าหากใครยุ่งกับคนของเขาจะต้องตาย แต่โมเบียสก็ไม่ได้สนใจเลยหากเรย์คาลัสไม่ได้มองดยุกแห่งเฮลดันไฮม์อย่างหลงใหลเช่นกัน
โมเบียสไม่เคยพยายามขัดขวางพวกเขา เพราะเรย์คาลัสจะดูมีความสุขแม้จะดูสับสนอยู่บ้าง
‘ตอนที่เรย์บอกว่าอยากทดสอบอะไรบางอย่างและดึงเข้าไปใกล้ หากเขาใกล้กว่านี้อีกนิดเดียวเขาจะได้ยินเสียงหัวใจของข้า
หากเขาสังเกตตอนที่เขาจับมือข้า เขาจะรู้ว่ามือข้าสั่น
หากตอนที่เขาถามข้าว่าข้าชอบคนแบบไหน เขาลองถามมากกว่านี้อีกนิด…
เขาอาจจะรู้ใจจริงของข้า
ข้าอยากทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาเขาให้หายดี ต่อให้ต้องร้องขอกับคนที่ไม่ควรขอ
ข้าทายาให้ร่างกายของเขาที่เต็มไปด้วยรอยจูบของคนอื่น
หากข้าจะต้องเจ็บปวด
นั่นก็ไม่เป็นไร ข้าเพียงหวังให้เขามีความสุขและยิ้มให้ข้าเหมือนเดิม
ไม่ใช่เพื่อจะให้เขาตายด้วยน้ำมือของไอ้สารเลวนั่น!’
โมเบียสเดินไปหยิบดอกไม้พิษและเริ่มกลั่นยาพิษ
พิษทำอะไรตระกูลเฮลดันไฮม์ไม่ได้ นั่นคือทำให้ตายไม่ได้ แต่ใครจะรู้ล่ะ ความทรมานบางอย่างอาจเลวร้ายเสียยิ่งกว่าความตายเสียอีก
พิษสีม่วงเข้มคละคลุ้งกระจายไปทั่วห้อง
ปราสาทเฮลดันไฮม์เข้าไปได้ยาก แต่ก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น ถึงคนจะเข้าไม่ได้ แต่อย่างอื่นเข้าได้
ชายหนุ่มผมสีเงินเริ่มฮัมเพลงที่เรย์คาลัสชอบร้องบ่อยๆ ถึงเขาจะไม่รู้ความหมายของมัน
เขาตักยาพิษในหม้อและเจือจางมันเพื่อทดสอบกับตัวของเขาเอง
โมเบียสดื่มยาพิษสีม่วงลงไป ในไม่ช้าร่างกายของเขาชักเกร็ง เขาลิ้มรสความทรมานที่ตัวเองสร้างขึ้นช้าๆ จนเลือดไหลออกจากปากและจมูก
“ต้องรุนแรงกว่านี้อีก ยังไม่พอ” เขาพึมพำในขณะที่กัดริมฝีปากจนช้ำเลือด
…
“ท่านพี่เรย์ ดูนี่สิคะ” มารีนเรียกผมที่กำลังจะออกนอกบ้านให้มาดูเธอเสกเวทย์น้ำ น้ำในแก้วกลายเป็นน้ำพุเล็กๆ พุ่งออกและไหลมาในแก้วเดิมโดยไม่หก“มารีนเจ้ามีพรสวรรค์นะเนี่ย” ผมชมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในนิยายนางเอกไม่ได้มีฉากใช้เวทมนตร์เสียหน่อย แล้วอันนี้มายังไงล่ะเนี่ย แต่ช่างมันเถอะ หากน้องสาวของผมปกป้องตัวเองได้ย่อมเป็นเรื่องดี“จ..จริงขอรับ ข้าสัมผัสได้ว่ามารีนมีพลังเวทย์ที่หากฝึกแล้วสามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้เลย ข…ข้าก็เลยลองชวนไปที่หอคอยเวทมนตร์ดู” บาอัลพูดขึ้นอย่าประหม่า เขาเป็นเพื่อนของมารีนที่มารีนบอกว่าเจอที่งานเต้นรำ ดูขี้อายและมีผมสีน้ำเงินปรกหน้าจนมองแทบไม่เห็นตา ผมจินตนาการไม่ออกว่าพวกเขาไปคุยกันได้ยังไงเพราะดูเคมีเป็นตัวแม่กับทรงติ๋มเกิน“เจ้าก็ชมข้าเกินไปแล้ว บาอัล เทียบกับเจ้าแล้วข้ายังห่างชั้นอยู่เยอะ” มารีนพยายามเพ่งสมาธิแล้วเก็บน้ำกลับไปนิ่งในแก้วดังเดิม “ที่จริงตอนที่บาอัลชวนข้าก็ไม่ได้สนใจเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าตอนที่ท่านพี่ตกอยู่ในอันตราย ข้ารู้สึกแย่มากที่ทำอะไรไม่ได้ ข้าเลยเปลี่ยนใจและบอกบาอัลว่าข้าจะลองดู”บาอัล? ชื่อนี้คุ้นอยู่นะว่าแต่เขาอยู่ตรงไหนของเรื่องหอคอยเวทมนตร์
ผมยืนที่สะพาน ด้านหน้ามองออกไปเห็นคูน้ำลึก ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง ผมมองเห็นว่าเขาคือใครผ่านเงาที่สะท้อนบนผืนน้ำ เขาคือเซอร์เบอรอส แต่ไม่ใช่เซอร์เบอรอสที่ผมจำได้ แม้หน้าตาเหมือนกันแต่บรรยากาศราวกับคนละคน คนคนนี้แม้มีใบหน้าที่หล่อเหลา แต่ดวงตาสีแดงของเขาไร้ความรู้สึกราวกับคนตาย รอยแผลทั่วตัวและมีรอยแผลเป็นที่แขนซ้ายเป็นรอยใหญ่เห็นได้ชัด แผลเหล่านั้นมากมายเกินจะนับได้เราสองคนยืนอยู่ที่คูน้ำ เมื่อผมมองลงไปในน้ำ แทนที่จะสะท้อนใบหน้าปกติ กลับสะท้อนใบหน้าของชายหนุ่มผมสีเขียวที่ดูป่วยผอมโซ หน้าตอบจนเห็นกระดูก ขอบตาดำคล้ำและริมฝีปากเป็นสีม่วง บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตเสเพลอย่างหนักหน่วงนี่คือเรย์คาลัสในนิยาย ผมรู้โดยอัตโนมัติว่าเป็นเช่นนั้นและนั่นก็คือเซอร์เบอรอสในนิยาย ที่เป็นคนฆ่าเขา“คุณชายเรย์คาลัส” เสียงเซอร์เบอรอสเรียกอย่างห่างเหินจนในอกของผมเจ็บแปลบ “ถ้าเจ้าใช้ชีวิตให้มันดีกว่านี้สักนิด ก็คงไม่จบลงเช่นนี้”“ใครจะไปใช้ชีวิตได้ดีเท่าเจ้าล่ะ ท่านดยุกหมาบ้า” เรย์คาลัสในนิยายตอบทำเอาเซอร์เบอรอสชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เหอะ ปากดีนัก เจ้าใช้ทั้งชีวิตของเจ้าเกลียดชังตัวเองและคนอื่น ข้าไม่
“ท่านเรย์คาลัส ท่านเป็นยังไงบ้าง” ผมไม่ตอบได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าก้อนเมฆลอยเอื่อยๆ และแสงแดดไม่รับรู้ถึงความเศร้าของผมดยุกอิลเครนถาม เขาเองยังดูเป็นห่วงผม ไม่ต้องพูดถึงมารีนที่ถามผมทุกวันในหัวผมมีแต่คำถามว่าทำไมทำไมล่ะทำไมคำวิงวอนของผมถึงไม่เคยส่งไปถึงฟากฟ้าเลย ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อน หรือชาตินี้ผมแค่อยากปกป้องเขาเท่านั้นเองอีกนิดเดียวเองแท้ๆเพราะสถานการณ์ของพวกเรายังไม่แน่ไม่นอน พวกเราเลยอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของตระกูลอะควาเซียที่ใกล้ทะเลแถบนั้นที่สุด มันเป็นบ้านขนาดใหญ่ทาสีครีม ที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ กุหลาบแดงบานสะพรั่งส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากออกมานั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่แบบนี้มารีนพยายามทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ด้วยการชวนผมทำเรื่องต่างๆ แต่ไม่ว่าทำอย่างไร ผมก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย“ถ้าข้ารู้ว่าพี่ชอบเขาขนาดนี้ ข้าคงไม่ขัดขวางท่านพี่เลยค่ะ” มารีนร้องไห้ปลอบผม “ข้าขอโทษนะคะท่านพี่”ผมจับมือเธอ แต่ผมไม่รู้สึกถึงสัมผัสของเธอไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนวิญญาณหลุดลอยไปเหลือเพียงเปลือกที่กลวงเปล่า“อย่าว่าแต่เจ้าไม่รู้เลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบมารีนไป ไม่รู้ตัวเลยว่าทำสีหน้าแ
พวกเราเดินทางรอนแรมตามเข็มทิศประมาณสามวันสามคืน ผมพอรู้ว่าจุดหมายที่ต้องไปคือที่ไหนเพราะอ่านนิยายต้นฉบับ มันห่างออกจากเมืองหลวงมาไม่มากนัก และเป็นหาดรกร้างแห่งหนึ่ง และเมื่อมาถึงสถานที่ที่เข็มทิศชี้บอกก็เป็นเวลาค่ำแล้วหาดทรายสีดำกลืนไปกับทะเล โขดหินอยู่ไกลออกไป มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวริบหรี่ที่คอยส่องทางให้ ความนิ่งสงัดที่เหมือนถูกบีบล้อมด้วยสิ่งที่ไม่รู้จัก อากาศหนาวจนแม้ใส่เสื้อกันหนาวยังหนาวลึกเข้าไปในกระดูก ตรงตามคำบรรยายตามนิยายต้นฉบับพวกเราลงจากรถม้าและเริ่มเดินไปตามเข็มทิศอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ผ่านสิ่งที่รูปร่างเหมือนปะการังแต่กลับอยู่บนบก เสียงแกรกกรากแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขยับตามพวกเรามา แต่เพราะความมืดที่เวิ้งว้างทำให้ผมคิดว่าตัวเองอาจคิดไปเอง“วืดดด” เสียงบางอย่างแหวกอากาศมาที่ที่พวกเราอยู่“เลดี้อะควาเซีย! หลบ!” ดยุกหนุ่มผู้มีประสาทไวกว่าพวกเราตะโกนบอกมารีน“กรี๊ด!!!” อะไรบางอย่างผ่านหัวมารีนไปจนเธอร้องกรี๊ดออกมาสิ่งนั้นคือก้ามของมอนสเตอร์ที่ดูคล้ายกับปูขนาดใหญ่แต่มีหาง ตัวสูงราว 5 เมตร พวกมันปกป้องอะไรบางอย่างที่มืดๆ เมื่อเพ่งมองดีๆ ท่ามกลางความมืดปรากฏถ้ำด้านหน้าพ
“ปล่อยเขา” ดยุกอิลเครนเอาดาบแห่งแสงฟันมือเงาดำนั่นออกจนผมหลุดออกมาได้“เหอะ ท่านดยุกแดนเหนือมีงานอดิเรกในการยุ่งเรื่องในปราสาทคนอื่นเหรอขอรับ?”ถึงสติกซ์จะถามในแบบสุภาพแต่แปลตรงตัวก็คืออย่าเสือก นั่นเองมือเงาดำหนาแน่นยันดยุกอิลเครนที่ยังไม่ทันตั้งตัวกระเด็นไปให้ห่างจากผม“อย่าเข้ามา ไม่งั้นข้าจะฐานะอัศวินพิทักษ์ปราสาทจะไม่ไว้หน้าท่าน” สติกซ์ปรายตามอง แล้วมือหนึ่งสีดำมือหนึ่งก็มาบีบคอผมต่อ“แล้วปราสาทมืดเฮลดันไฮม์ มีสิทธิ์อะไรมากักขังหน่วงเหนี่ยวประชาชนผู้บริสุทธิ์ล่ะ” ดยุกอิลเครนโมโหที่ถูกพลังยันจนกรระเด็น เอาดาบฟันมือเงาดำขาดไปจำนวนหนึ่ง“บริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ” สติกซ์พูดอย่างเหลืออดแล้วใช้พลังยันดยุกกลับไปอีก แล้วหันมาตวาดใส่ผม “เจ้าทำร้ายจิตใจท่านดยุกของข้า เจ้าก็รู้ว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่แล้ว เจ้ากลัวตายงั้นเหรอถึงจะคิดจะหนี พวกเราคอยดูแลเจ้าอยู่ เจ้าไม่มีทางตายหรอก แต่นายท่านน่ะใกล้ตายแล้ว” เขาพูดเหมือนคนสติหลุดแล้วเอามือทึ้งหัวตัวเอง “ไสหัวกลับไปอยู่กับนายท่านเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้ากับมือตัวเองซะ”“สติกซ์ ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิดนะ” ผมตะโกนขัดก่อนจะโดนเขาด่าจนหน้าชาไปมาก
แม้บาดแผลของเซอร์เบอรอสยังคงดูไม่ปกติแม้ว่าเขาจะแช่ศิลามังกรอยู่ทุกวัน โชคดีว่าเมื่อเขาอยู่ที่ปราสาทไม่จำเป็นต้องใช้พลัง ตอนนี้ยิ่งใช้มันมากเท่าไหร่ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่เขาจึงต้องพักผ่อนและหากมีแววว่าจะบ้าคลั่ง เขาจะลงไประบายอารมณ์กับสิ่งของในปราสาทแทน ซึ่งเมื่อเขาสงบลง ผมก็จะไปดูว่าของพวกนั้นยังซ่อมได้หรือเปล่า และหากอาการเขาไม่หนักมาก ผมจะปลอบโยนเขาด้วยร่างกายเฮ้อ ผมอยากช่วยเขาได้มากกว่านั้นระหว่างนั้นผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่สติกซ์เอามาวางให้ผม ผมหยิบมาดู ในหนังสือพิมพ์เขียนว่าสิ่งของของทางเซอร์เค็ตที่ยังไม่ถูกทำลายจะถูกนำออกมาประมูลในสัปดาห์หน้าพูดถึงเซอร์เค็ต ดยุกเซอร์เค็ตโกรธมากที่ลูกชายทำร้ายพันธมิตรไปโดยพละการ แต่ก็โกรธที่เฮลดันไฮม์ขโมยทั้งศิลามังกรและสมบัติบางส่วน รวมถึงทำให้สุสาน 400 ปี เสียหายและเขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยความโมโหมา 30 หน้ากระดาษ (เซอร์เบอรอสโยนทิ้งไปแล้ว)สิ่งที่นำออกมาประมูลคงเป็นสิ่งของที่ยังคงอยู่ในสุสานนั้น ผมไล่รายการของที่ถูกนำมาประมูล มีสิ่งของจากที่อื่นๆ ที่น่าสนใจถูกนำออกมาประมูลด้วยและแล้วสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่รายละเอียดขอ


![What is a divorce? [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


![[Mpreg]หวนคืนครานี้ข้าจะไม่(รัก)สามีไร้ใจเช่นท่าน](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

