LOGIN“แม่ไม่อยู่เหรอ นังจ้อย”
เสียงถามเหมือนเสียงตะคอกขู่กลายๆ ทำให้คนตัวเล็กบางค่อนข้างผอม ซึ่งกำลังอุ้มเด็กทารกอยู่ในอ้อมแขน มองจ้องตอบคนที่มายืนท้าวเอวอยู่หน้าบ้านเธออย่างไม่กลัวเกรง
“เห็นไหมล่ะ? ป้าเนียม ถ้าไม่เห็นก็ไม่อยู่ไง”
“เอ้าอีนี่กวนตีนละ ตกลงอยู่หรือไม่อยู่”
เนียมเอ็ดเสียงเขียว มองจ้องหน้าของสาวน้อย เจ้าหล่อนสวย ปากนิดจมูกหน่อยเหมือนตุ๊กตา มีจุดเด่นคือตาโตๆ เหมือนตาแมวสีน้ำตาลเข้ม หน้าเล็กรูปไข่ จมูกโด่งรั้นเชิด และปากอิ่มรูปกระจับ
สวย...แต่เผ็ด เด็ดที่สุดในย่านนี้ ต้องแม่จ้อยนี่แหละ ชื่อจ้อยแต่ฤทธิ์ไม่ได้จ้อยเลย เนียมเลยต้องมาแบบมาดเข้มไว้ก่อน
“ก็ไม่อยู่ไง”
เสน่ห์จันทร์นั้นขึ้นเสียงบ้าง ทารกวัยห้าเดือนในอ้อมแขนยังคงร้องแหกปาก แข่งกับเธอและเนียม ขืนคุยกันแบบนี้ไม่รู้เรื่องแน่
“เมฆ มาเอาน้องไปที”
เด็กวัยสิบสอง วิ่งมาเมื่อพี่สาวเรียก เขามารับน้องไปโอ๋อุ้ม และมีเด็กหญิงอีกคนวัยสิบขวบโผล่ออกมาจากด้านในบ้าน เพื่อดูว่าเกิดเหตุอะไรกันขึ้น
“แล้วมันไปไหน นังภาน่ะ ไม่ส่งดอกมาหลายวันแล้วนะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน ตื่นมาก็ไม่เห็นแม่แล้ว อีกอย่างแม่ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่นานแล้ว ป้าเนียมไม่ไปตามที่บ้านเช่าของแม่ล่ะ”
เสน่ห์จันทร์หันไปมองน้องๆ ของเธออีกเจ็ดชีวิต ใช่...เจ็ดชีวิต รวมเธอก็แปด...
ในยุคนี้สมัยนี้ จะมีใครมีลูกมากเท่ากับแม่เธออีกไหม?
ลูกแปดคน สี่ผัว อำภาดูจะเพลินกับการหาผัวมากกว่าเลี้ยงลูก มีลูกกับผัวไหนก็เอามาแปะทิ้งไว้ให้กับยายลำเภา ที่ขายขนมเลี้ยงหลาน ที่ตอนแรกมีเพียงเสน่ห์จันทร์ หลังๆ ก็งอกมาอีก และมาอีก จนครบแปดชีวิต รวมยายเป็นเก้า แออัดกันในบ้านขนาด 60 ตารางวา บ้านไม้เก่าแก่ชั้นเดียว ที่ปลูกสร้างมาเกือบสามสิบปี
เสน่ห์จันทร์อายุสิบแปดปี เธอตัวเล็ก สูงแค่ร้อยสี่สิบแปด หากแต่คล่องแคล่ว ทำอะไรว่องไว และไม่กลัวใคร เป็นเสาหลักของบ้านในตอนนี้ เนื่องจากยายลำเภาเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปลายปีที่แล้ว เสน่ห์จันทร์ไม่มีเวลาเศร้าโศก ทุกวันของเธอเต็มไปด้วยงานหนัก เพื่อเลี้ยงน้องๆ อีกเจ็ดปาก
ล่าสุดน้องของเธอถูกแม่อุ้มมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พร้อมกับผัวใหม่...มาถึงก็ทิ้งเงินไว้ให้สามหมื่นบาทถ้วน บอกให้เธอเอาไว้ดูแลน้อง ฝากไว้ก่อน แม่จะไปทำงานเมืองนอก แล้วก็จากไปเลย ไม่รอให้น้องๆ กลับจากโรงเรียนด้วยซ้ำ
เธอรู้จักเนียม เนียมเป็นเมียของกำนันแก้ว มีโรงสี และออกเงินกู้ แม่เธอคงไปกู้เงินมาแน่นอน เธอให้เนียมรู้ไม่ได้ว่าเธอมีเงินแอบไว้สามหมื่น ใครยืมมาก็ตามไปทวงคนนั้น เธอไม่มีอะไรจะให้หรอก บ้านหลังนี้...ยายลำเภาฉลาดเอาไปฝากไว้กับหลวงพ่อบู้ หลวงพ่อบู้สนิทกับยายลำเภา ช่วยดูแลเจือจุนบ้างยามหญิงชราลำบาก เสน่ห์จันทร์รู้เพราะยายสั่งว่าให้ฝากหลวงพ่อไว้ถึงเวลาท่านจะเรียกไปรับเอง มันจะได้พ้นจากมือมิจฉาชีพในคราบลูกสาวอย่างอำภา
“อ้าว นึกว่าพอยายเอ็งตายแล้ว นังภามันจะมาช่วยดูแล”
เนียมอุทาน มองสภาพเสน่ห์จันทร์และเด็กๆ ให้นึกสมเพชเวทนา นังอำภานี้เหมือนผุดขึ้นมาจากหลุมนรก มาก่อความเดือดร้อนให้แม่และลูกๆ ของตัวเองโดยแท้
“เฮ้อ...”
เสน่ห์จันทร์ถอนใจ จะยังไงเธอก็ไม่อยากจะให้คนอื่นต้องมาลำบากเพราะแม่ เสียงใสเลยเอ่ยอ่อย
“แม่เอาไปเท่าไหร่ล่ะ ป้าเนียม”
“แสนหนึ่ง”
“หะ?”
“มันบอกว่าจะเอาไปเมืองนอก จะไปทำงานเมืองนอก ไปกู้มาได้สามเดือนแล้ว ฉันก็ไม่เห็นมันไปเมืองนอก แถมไปได้ผัวใหม่อีก พอทวงมัน มันก็บอกให้มาเอาที่นี่ จะเอาโฉนดบ้านนี้ค้ำไว้ มันทำสัญญามาแล้ว แล้วก็จะจ่ายดอกให้ก่อนสามหมื่น”
สามหมื่น...
ไม่มีทางหรอก เสน่ห์จันทร์คิดในใจ เธอจะเก็บเอาไว้ทำทุนก่อน แม่สร้างหนี้แม่ก็ต้องใช้หนี้
“เอาโฉนดบ้านนี้ไม่ได้หรอกป้าเนียม บ้านนี้ยายเอาไปขายหลวงพ่อแล้ว”
คนฉลาดไม่บอกว่าเอาไปฝาก เนียมร้องหะ! หน้ามุ่ยเลยทีเดียว ไอ้จะมารีดกับเด็ก...มันก็คงจะไม่ได้อะไร ได้แต่ถอนใจแล้วบ่นพึม ก่อนจะเดินจากไป บ่นด่าตัวเองที่โง่ไปยอมให้อำภามันหลอกเอา
พอพ้นร่างของเนียม เสน่ห์จันทร์ก็นั่งแปะลงกับพื้น ขาของเธอสั่นไปหมด การเผชิญหน้ากับเนียมทำให้เธอต้องใช้พลังภายในไม่น้อย ต้องแสร้งทำเข้มแข็ง แต่เด็กอายุเท่าเธอที่บางคนยังเรียนอยู่ด้วยซ้ำ สู้ได้ขนาดนี้ เข้มแข็งขนาดนี้ จ้อย...เธอมันเก่ง เธอทำได้
นี่คือประโยคที่เสน่ห์จันทร์มักจะบอกกับตัวเอง
เสียงร้องไห้ของน้องเงียบไปแล้ว เมฆมันเก่งที่ดูแลน้องได้ ยายตายไปก่อนที่แม่ของเธอจะเอาน้องมาฝากไว้ แค่พวกเธอเจ็ดคนยายก็เครียดมากพออยู่แล้ว
“น้องหลับแล้วพี่จ้อย”
“อื้อให้เดือนดูน้อง เดี๋ยวเมฆกับหมอกไปส่งขนมที่บ้านงาน ส่งแล้วก็รับเงินที่เหลือมา”
“ครับ”
เมฆ หรือทองนพคุณ รับคำแล้วเดินเข้าไปในห้องโถงของบ้าน ที่มีขนมมงคลจัดเตรียมใส่ตะกร้าไว้แล้วอย่างเรียบร้อย ทองทัต หรือหมอก ที่นั่งจัดแจงหน้ากระทะทองเหลืองทำขนมฝอยทองอยู่ นับให้ครบแล้ว ก็วางมือ แผนกต่อไปที่รับแพ็กของอย่าง นก หรือทองเอก และดาว หรือดาราทอง ก็เร่งทำกันอย่างเต็มกำลัง
เธอมองน้องๆ ขยันขันแข็งแล้วบอกตัวเองได้อย่างเดียวว่าเธอเป็นพี่ใหญ่ ก็ต้องเป็นหัวเรือใหญ่ ดีที่หลานของยายลำเภาเป็นนักสู้ทุกคน
ก็ชีวิตมันเป็นแบบนี้ ไม่สู้จะทำยังไงได้ละหนอ
มีแต่แม่เธอที่ผิดแผกไปไกล แถมทำตัวเหมือนเป็นเจ้ากรรมนายเวรของครอบครัว นี่ก็หนีไปแล้ว หวังว่าจะไปแล้วไปลับไม่กลับมานะ เสน่ห์จันทร์เหลือบมองน้องเล็กสุดของบ้าน เจ้าตัวเล็กนอนในเปลมีพี่สาวอย่างเดือน เด็กหญิงอายุสิบขวบ ที่ดูน้องไปด้วย มือก็พับใบตองไปด้วยเพลินๆ ทุกคนในครอบครัวไม่เคยมีใครมือว่าง ทำงานกันตลอดเวลา
บ้านหลังเล็กที่มีหัวหน้าครอบครัวตอนนี้เป็นเพียงเด็กสาววัยสิบแปดปี เสน่ห์จันทร์จะพาน้องๆ ไปรอดตลอดรอดฝั่งไหมนะ หนทางมันช่างดูแล้ว...แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยจริงๆ
ยายลำเภาขึ้นชื่อในด้านทำขนมไทย เป็นที่เลื่องลือไปทั้งอำเภอ และถ่ายทอดฝีมือมายังหลานๆ ไม่ตกหล่น แกเคยทำงานในวังตอนสาวๆ พอมาได้ผัวเป็นคนที่นี่ก็เลยย้ายมา เอาตำรับขนมมงคลกลับมาด้วย และความชอบศึกษาหาทำ ทำให้ขนมของยายลำเภามีเอกลักษณ์ ทั้งรสชาติและหน้าตา ขนมบางอย่างแทบจะไม่เคยมีคนเคยได้ยินได้เห็น แต่แกก็ทำเป็นเกือบทุกอย่าง
ชื่อของหลานๆ เจ็ดคนมาจากชื่อขนม คนที่แปด ยายไม่ได้อยู่ตั้ง แต่พี่สาวอย่างเสน่ห์จันทร์ก็ได้จัดการตั้งให้ด้วยตัวเอง เป็นขนมที่เธอชอบที่สุด คือหยกมณี มารดาของเธอคงจะไม่ตั้งใจที่จะมีน้อง...ชื่อก็ไม่บอกด้วยซ้ำว่าชื่ออะไร เริดไปกว่านั้นใบเกิดไม่ได้แจ้ง! เดือดร้อนท่านเจ้าอาวาส ต้องขอให้ผู้ใหญ่บ้านไปช่วยจัดการให้ เจ้าจิ๋วของบ้านถึงมีชื่อ...และได้ใช้นามสกุลยาย นามสกุลเจนธรรมดี
พี่สาวอย่างเธอคนโตของบ้าน เสน่ห์จันทร์ บิดาของเธอเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ และอำภาก็มีสามีใหม่ คือนายเอก มีลูกชายด้วยกันคือทองเอก อยู่กันได้ไม่กี่ปี อำภาก็ลาเอก ไปมีสามีใหม่...คือนายภพ มีลูกชายด้วยกันอีกสองคนคือ ทองทัต และทองนพคุณ เช่นเคย พอทองนพคุณอายุได้ขวบหนึ่ง มารดาของเธอก็หอบหิ้วเด็กสองคนมาสมทบกับลูกสองคนสองสามีก่อนหน้า เชิดหน้าบอกกับมารดาว่า เลิกกับผัวแล้ว...
อีกสองปีต่อมา มีดาราทอง ดาวล้อมเดือน มาสมทบเป็นเด็กแฝด หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู
อีกสี่ปีต่อมาก็เป็นเรไร...
และสุดท้ายคือเจ้าจิ๋วที่อายุห้าเดือน
ทุกคนยายของเธอตั้งชื่อให้ใหม่ สอดคล้องกันเป็นชื่อขนมไทย ทุกคนยายลำเภาสอนสั่งด้วยตัวเอง ให้ขยันทำกิน ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่ขี้เกียจ ตั้งใจเรียน และรักพี่น้อง
หลานทุกคนรับฟังนาง สั่นสอนได้ดั่งใจ ก็ถือว่ามีบุญอยู่บ้างในด้านนี้ แขนงแรงกว่าหน่อ หน่อเจ็ดหน่อนี้ไม่เคยทำให้ยายทุกข์ใจ ยายลำเภาส่งหลานๆ เข้าวัด ให้ไปฟังธรรม หลานชายก็ให้บวชกับท่านเจ้าอาวาสคือหลวงพ่อบู้ เป็นการบวชเรียน แต่หนุ่มๆ สึกออกมาเพราะมาช่วยยายที่ป่วยทำมาหากินเมื่อสองปีก่อน ท่านเจ้าอาวาสเอ็นดูสงสารครอบครัวของยายลำเภา คอยเรียกใช้งาน และให้ค่าตอบแทน บางทีก็เรียกไปเอาของแห้งของใช้ที่วัด พอบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายไปได้บ้าง
เรื่องเรียนได้ครูที่โรงเรียนหาทุนยากจนให้กับน้องๆ ทองเอกมีอายุ 16 ปี ทองทัต 14 ปี ทองนพคุณ 12 ปี ดาราทอง และ ดาวล้อมเดือน 10 ปี เรไร 6 ปี เรียงลำดับกันไป เสน่ห์จันทร์อยากจะให้น้องเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ทองเอกและทองทัต ยามว่างจากงาน ขอพี่สาวไปฝึกงานกับช่างสิทธิ์ที่เป็นญาติทางบิดาของทองทัต ที่มาทำมาหากินแถวนี้ พอพบว่ามีหลานที่นี่ เขาก็เมตตากรุณาพวกเธอทั้งครอบครัว เพื่อได้ลองฝึกหัดอาชีพไปด้วย ช่างสิทธิ์รับซ่อมแอร์ถ่ายทอดวิชาให้หลานๆ อย่างไม่หวง และให้เงินสองหนุ่มไว้เก็บสะสมเพื่อใช้เรียน คุยกับพี่สาวว่าเรียนจบแล้วจะขอเรียนต่อสายอาชีพเพิ่มเติม จะได้ออกมาทำงานได้เลย มันทำให้เสน่ห์จันทร์ต้องไปศึกษาว่าการเรียนแบบนั้นต้องใช้เงินเท่าไหร่ ปีการศึกษาหน้าทองเอกก็จะจบ มอสามแล้ว เขาเรียนช้ากว่าเกณฑ์เพราะไปบวชเรียนมาการเทียบวุฒิเลยมีปัญหานิดหน่อยจึงต้องเข้าเรียนใหม่ตอนเรียน มอหนึ่ง
ช่างสิทธิ์รับปากกับเสน่ห์จันทร์และหลานชายทั้งสองว่าจะช่วยให้มีเงินรายได้พอส่งตัวเองเรียน แต่จะยังไงเสน่ห์จันทร์ก็ต้องสะสมเงินทองไว้ให้น้องด้วยส่วนหนึ่ง เงินสามหมื่นที่แม่ให้ไว้สำหรับเธอจึงสำคัญมาก
ทุกวันเธอจะรับงานทำขนมมงคล และขนมส่งที่ร้านขายขนมไทยเจ้าประจำ กำลังคิดจะขยับขยายหาขายของต่อที่ตลาด ขายเองน่าจะกำไรดีกว่าส่งร้าน เวลาน้องๆ ปิดเทอมจะได้เติมรายได้เพิ่มไว้อีก สองหนุ่มนั้นพอทำงานได้ ก็เอาเงินมาฝากพี่สาวไว้
เสาหลักของบ้านถอนใจน้อยๆ สมองของเสน่ห์จันทร์หมุนคิดแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ เรื่องทำงาน เธอหันไปมองเจ้าจิ๋ว...ที่นอนหลับปุ๋ยไปแล้วในเปลที่ทองทัตทำการดัดแปลงประดิษฐ์ให้น้อง จากของเหลือใช้และเศษไม้ที่เขาทิ้งแล้ว เจ้าหมอกมีหัวทางนี้ เธอเลยเห็นด้วยที่น้องจะเรียนวิชาชีพ
ทองเอกหรือนกเองก็ไม่แพ้กัน สามารถซ่อมแซมคอมพิวเตอร์ได้แค่ดูจากยูทูบ เหมือนว่าเกิดมาเพื่อเป็นช่างทองนพคุณหรือเมฆ ชอบทางทำอาหาร เขาประดิดประดอยเก่งมาก ขนมชั้นธรรมดา น้องชายของเธอก็ทำให้กลายเป็นรูปกุหลาบสวยงามหลากสีน่ากินได้ คนที่มีฝีมือทางนี้อีกคนคือดาวล้อมเดือน หรือ เดือน น้องของเธอสองคนนี้ มักจะมีเมนูดัดแปลงแปลกใหม่มานำเสนอตลอด ลองนำไปเสนอที่ร้านที่ส่งประจำ ทางนั้นก็ซื้อไอเดีย พบว่าขนมของเจ้าเด็กทั้งสองขายดีมาก
ฝาแฝดอย่างดาราทอง เรียนเก่งมาก เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งวิชาการได้เหรียญทอง แข่งในระดับตัวแทนภาคดาราทองก็คว้ารางวัลมาครองอีก ตอนนี้มีโรงเรียนมาเสนอให้ทุนน้องสาวของเธอเรียนต่อในระดับมัธยมแล้วเรียบร้อยทั้งมัธยมต้นและมัธยมปลาย ดาราทองอยากเป็นหมอ...ดาวเคยหลุดพูดออกมา แล้วก็ทำตาเศร้าๆ เมื่อรู้ว่ามันไม่น่าเป็นไปได้
เรไร หรือแมว ยังอายุน้อย ยังไม่เห็นแววว่าจะต่อยอดไปทางไหน แต่ก็เรียนเก่ง และขยันให้ทำอะไรก็ทำ ไม่งอแงอยากไปวิ่งเล่น สำหรับยัยแมวน้อยของเธอ งานคือความสนุก ตอนนี้เรไรก็สนุกกับการเลี้ยงน้อง ขอรับอาสาอยากช่วยเลี้ยงน้อง เธอยังไม่ไว้ใจนัก ให้ดาวล้อมเดือนคอยประกบ สักพักคงปล่อยได้...
เสน่ห์จันทร์หลับตาพริ้มลง เธอคือเสาหลัก เธอไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้น้องๆ เห็นแม้เพียงครั้งเดียว
บนไหล่ของเด็กสาวอายุเพียงสิบแปด ที่แบกไว้อีกเจ็ดชีวิต มันก็หนักหนาเหลือเกิน
เสน่ห์จันทร์เรียนไม่จบจนได้เพราะเธอท้องตอนเรียนปี 2 เลยต้องดร็อปเรียนไว้ก่อ สามีของเธอบางทีก็ขี้หึงเกินไป ไม่ชอบหนุ่มๆ ที่มาวนเวียนใกล้จ้อยของเขา ไม่ต้องเรียนจบก็ได้เพราะประสบการณ์ชีวิตน้องเยอะแล้ว เขานี่แหละจะเป็นครูในชีวิตจริงให้เธอคุณปณิตาไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะอยากให้สะใภ้เรียนต่อยอด ปภพบอกว่างั้นเขาจะเรียนด้วยพร้อมกับเธอ เอากับพ่อสิ หวงเมียเบอร์หนึ่งเลยพ่อคนนี้ และพอเสน่ห์จันทร์คลอดงานแต่งก็ถูกจัดขึ้นตามที่ได้สัญญากับเธอไว้ ว่าจะจัดงานให้เขาก็ทำให้เธอจริงๆ ในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและซาบซึ้ง การเปิดตัวของเจ้าสาวของปภพ ลูกสะใภ้คนแรกของคุณปณิตากับสังคม ไม่มีใครดูแคลน มีแต่คนชื่นชมเมื่อรู้ประวัติความเป็นมาของเธอและครอบครัว ส่วนมากทึ่งในความเป็นคนเก่ง มีความรับผิดชอบ และความรักในครอบครัวของเสน่ห์จันทร์เสน่ห์จันทร์ได้ลูกสาวน่ารักน่าฟัด คือ เด็กหญิงจรัสจันทร์ หรือ ณจันทร์ อีกสี่ปีต่อมาก็คลอดเด็กหญิงจรัสดารินทร์ หรือ ณดาว เธอกับปภพแยกบ้านไปอยู่อีกหลังหนึ่งอยู่ในบริเวณรั้วเดียวกับบ้านใหญ่ ส่วนปพลนั้นก็กลับไปคืนดีกับทยิดาที่มีลูกสาวคือ นะนาย ที่ซ่อนแอบไว้ ความจริงปรากฏว่าเธอไม่ได้ทำลายเ
บ้านเจนธรรมดีถูกสร้างใหม่จนเรียบร้อย ครอบครัวของเสน่ห์จันทร์ทั้งแปดคนและนิสา กลับไปยังบ้านหลังเดิมอีกครั้ง และอย่างที่ปภพสัญญาทุกคนจะได้ห้องส่วนตัว...ต้องเรียกว่าตึกมากกว่าบ้าน เพราะมีความสูงถึงห้าชั้นและมีชั้นดาดฟ้า ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เด็กๆ ดีใจมากๆ กับบ้านหลังใหม่ นิสาเองตอนนี้มาอยู่กับเพื่อนเกือบจะถาวรแล้วเพราะไม่ได้กลับบ้านของตัวเองเลย ก็มีห้องของตัวเองด้วยที่บ้านหลังนี้ห้องของเสน่ห์จันทร์ มีข้าวของของปภพไปอยู่ในนั้นด้วย อย่างเป็นเจ้าของห้องอีกคน เหมือนกับที่คอนโดของเขา และ...ห้องของเขาที่บ้านด้วยเขาพาเสน่ห์จันทร์ไปนอนค้างที่บ้านมารดาทุกศุกร์-เสาร์ก่อน รอให้น้องเรียนมหาวิทยาลัยค่อยขยับเป็นมานอนทุกวันให้กลับบ้านเสาร์-อาทิตย์ และมารดาให้พื้นที่ว่างที่ตอนนี้ใช้เป็นพื้นที่สวน ให้เขาปลูกบ้านเพื่อจะเป็นเรือนหอในอนาคต คุณ ปณิตาตอนแรกก็วางท่ากับว่าที่สะใภ้สาวน้อย หลังๆ มาท่านก็แพ้กับความน่ารักของเสน่ห์จันทร์ แพ้เสน่ห์ปลายจวักของเธอด้วย ถ้าวันไหนอยู่นอนค้างที่บ้านวัชระโชติ วันนั้นเธอก็จะรับหน้าที่แม่ครัวทำอาหารขึ้นโต๊ะเอง ปพลเองก็ชอบฝีมือของเสน่ห์จันทร์มากเช่นกัน และนึ
“ตาปริ้นซ์กับเด็กนั่น แกคบกับเขามากี่เดือนแล้ว” มารดาถามขึ้น ท่านสั่งให้เขามานั่งคุยในห้องนอน เพื่อจะได้เป็นส่วนตัว ปพลขยิบตาให้กับพี่ชายเมื่อเขาเดินตามท่านขึ้นมายังชั้นสอง พร้อมกับชูนิ้วสองนิ้วบอกใบ้ว่าสู้ตายนะครับพี่“ห้าหกเดือนแล้วครับ”“แม่คงไม่ต้องถามล่ะมั้งว่า...เรากับเขาถึงขั้นไหนกันแล้ว”ท่านทำสีหน้ารู้ทัน ขณะที่ชายหนุ่มกระแอม ท่านถอนใจเฮือกใหญ่พร้อมกับเอ่ยลอยๆ“ดีนะไม่สิบเจ็ด ถ้าสิบเจ็ดนี่แกติดคุกแน่ตาปริ้นซ์ เจอกันที่ตลาดของแม่หรือยังไงกัน”“ก็อะไรแบบนั้นครับ”เล่าไม่ได้หรอกว่าเจอน้องที่ไหน ขืนเล่าคงเรื่องใหญ่ เขานี่แหละจะโดนบ่นว่า ส่วนน้อง...ท่านคงจะมองว่าเด็กคนนี้มันแสบและเอาตัวรอดเก่งมาก ถ้าเขาไม่กลับไปซ้อนแผนก็คงจะไม่ได้น้องแน่นอนละ เขาพึ่งรู้จากนิสาว่า การที่เสน่ห์จันทร์กลับไปรับงานตกหลุมเขาได้ เพราะน้องชายประสบอุบัติเหตุเลยต้องใช้เงินด่วนเขาจะต้องขอบคุณทั้งทองเอกและทองนพคุณมากๆ ที่ทำให้เกิดเรื่อง จนเสน่ห์จันทร์ยอมรับงานอีกหน“เป็นคนที่เก่งนะ เก่งมากด้วย” ท่านพึมพำ จะว่าเกลียดก็ไม่พูดไม่ได้หรอก เพราะเด็กมันไม่น่ารังเกียจอะไร น่าทึ่งด้วยซ้ำไป ตัวแค่นั้นดูแลน้อ
คุณปณิตาเข้าสู่ความรู้สึกอยากเป็นลม เมื่อเห็นว่าบุตรชายพาใครมาที่บ้าน เขาบอกกับท่านว่าวันนี้จะมีเซอร์ไพรส์ แล้วก็เซอร์ไพรส์มากจริงๆ นอกจากจะพา คนรัก มาพบกับท่านแล้ว แม่หนูนั่นยังพาน้องมาอีกโขยงหนึ่ง! โอย...ต้องเรียกยาดมกันเลยทีเดียวปพลที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย มองพี่ชายด้วยสายตาแบบว่าทึ่งมาก คุณปณิตาตอนนี้นั่งข้างกับเขา เอาเขาเป็นกำลังใจแหละ มือของท่านเย็นเจี๊ยบเมื่อท่านจับมือกับเขาไม่ต้องถามว่าลูกเต้าเหล่าใคร แต่อยากถามว่าตาปริ้นซ์ไปเจอมาได้ยังไงก่อน...รายการสัมภาษณ์ว่าที่ลูกสะใภ้จึงเริ่มขึ้น...เด็กๆ ถูกกันให้ไปอยู่กันในห้องนั่งเล่น มีหัวหน้าแม่บ้านคอยอยู่ดูแล พวกเขานั่งคุยกันในห้องโถงพักผ่อน มีกระจกกั้นเป็นสัดส่วน คุณปณิตามักจะใช้ที่นี่เวลาจะคุยกับลูกๆ เรื่องสำคัญเรื่องงาน“อายุเท่าไหร่? เราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”โก่งอายุให้ตัวเองนิดหน่อย เธอรู้ว่าถ้าบอกอายุจริงๆ ไป ท่านคงจะยิ่งหน้าเสียกว่านี้ อ้อ...เธอไม่ได้โกหก เดือนหน้าเธอก็อายุสิบเก้าแล้วจริงๆ“ตาปริ้นซ์” ท่านหันไปทำตาดุใส่ลูกชาย ที่ยิ้มแหยเล็กน้อย พลางยักไหล่“น้องอายุพ้นวัยที่ผมจะติดคุกแล้วนะครับ”“แต่เด็กสิบเก้า...ตาปริ
ปภพโผล่ไปที่ห้องของครอบครัวเจนธรรมดีในเวลาเกือบสามทุ่มของอีกวันต่อมา เขามีตุ๊กตากระต่ายสีขาวสองตัวขนาดใหญ่ผูกโบเป็นของขวัญผูกโบให้น้องแฝด ดาวล้อมเดือนกับดาราทองดีใจมาก กับของขวัญของ พี่ปริ้นซ์ เด็กๆ ไหว้ขอบคุณเขา ดีใจกับวันเกิดครบอายุ 11 ปีมาก เพราะปีนี้ได้ทั้งจัดวันเกิด ไปเที่ยวสวนสนุก และเป็นวันที่ได้ของขวัญมากที่สุดตั้งแต่เกิดมา ชีวิตของพวกเธอดีขึ้นตั้งแต่ที่มีปภพก้าวเข้ามาในบ้าน ทุกคนไม่ต้องเครียด กินอิ่มนอนหลับ มีเวลาคิดเรื่องเรียน ไม่ต้องเห็นพี่จ้อยแอบซึม ถ้าพี่จ้อยคือเสาหลัก เปรียบเป็นบ้านหลังหนึ่ง พวกเธอน้องๆ ก็ต่างมีหน้าที่ของตัวเอง บางคนเป็นประตู บางคนเป็นหน้าต่าง พื้นบ้าน เสริมให้บ้านหลังนี้แข็งแรงไม่ล้มครืน วันนี้เป็นวันที่เห็นพี่น้องหัวเราะเสียงดัง มีความสุขกับเครื่องเล่น ไปกันครบหน้าทั้งแปดคน เจ้าจิ๋วที่กำลังซนเริ่มหัดเดินก็ไปกับเขาด้วย เสร็จแล้วพากันไปดูบ้านหลังเดิมแวะซื้อของฝากให้ ยายสมพร เพราะพวกเธอไม่ได้อยู่บ้านเดิมกันพักนี้ พี่จ้อยบอกว่าจะสร้างใหม่ เห็นเขากำลังก่อสร้างเริ่มขึ้นโครงร่างแล้ว ครอบครัวจับมือกันและมองบ้านที่เริ่มก่อสร้างอีกหนด้วยสายตาปลาบปลื้
“พักนี้อยู่บ้านได้แหะ”ปภพเอ่ยหยอกน้องชาย ปพลยิ้มน้อยๆ ส่งให้ ก่อนจะก้มหน้ารับประทานอาหารตรงหน้า ถ้าเขาไม่มีเรื่องในใจ คงจะสังเกตว่าพักนี้น้องชายดูซึมๆ แปลกไปไม่เหมือนเดิม อาหารเย็นวันนี้เขารับประทานมาแล้วกับวรวงศ์แวะเข้าไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศมาก่อนเข้าบ้าน“น้องอยู่บ้านได้ แต่แกออกบ้านบ่อยนะตาปริ้นซ์” มารดาเอ่ยมาเสียงนิ่ง มองจ้องลูกคนโตเขม็ง คนเล็กก็อย่าง คนโตก็อย่างไม่ได้ดั่งใจสักคน คนเล็กมีเรื่องให้นางต้องเคลียร์ไปสิบล้าน แถมนึกโมโห อีกอย่างแอบรู้สึกบาป ถ้าเกิดว่าเด็กนั่นมีหลานนางจริงๆ แล้วต้องไปทำแท้ง ต่อให้เรื่องไม่จริงก็รู้สึกไม่ดี คุณปณิตาหนีไปบวชมาเจ็ดวันถึงจิตใจสงบลง นางไม่คุยกับปพลเลย ลูกชายนั้นกลับบ้านทุกวัน พยายามคุยกับท่าน และไม่ไปค้างที่คอนโดอีก ส่วนแม่ทยิดานั่นก็ออกไปแบบทิ้งงาน ก็วุ่นวายกันอยู่บ้าง เพราะงานเอกสารต้องกลับมาต่อ มาเคลียร์กัน ต้องหาคนมาช่วย ตอนนี้ก็มีความวุ่นวายนิดหน่อยในออฟฟิศ เลขาของท่านเลยต้องไปช่วยเคลียร์งานฝั่งของปพลด้วย ให้ยืมไปใช้นั่นแหละ ตอนนี้ลูกชายยังไม่มีเลขา ให้หาคนให้อยู่แน่นอนว่าหนนี้ท่านจะคัดเลือกด้วยตัวเอง ไม่ไว้ใจปพลอีกแล้ว“ก็งานมันยุ







