Masukดีแลน แบล็กเวลล์ ยืนอยู่หน้าคฤหาสน์ของตัวเองที่ว่างเปล่า ความโกรธแค้นที่เคยครอบงำเขานั้นมลายหายไปสิ้น เหลือไว้แต่ความว่างเปล่าที่หนักอึ้งและ ความเจ็บปวด ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
เขาตระหนักว่าในขณะที่เขามัวแต่ยึดติดกับเกมแก้แค้นและปกป้องศักดิ์ศรีของครอบครัวที่แปดเปื้อน เขากลับทำลายสิ่งเดียวที่มีค่าในชีวิต อีวา คาร์เตอร์
เสียงก้องของอีวาที่กล่าวหาเขาว่า "คุณรักฉัน แต่คุณปากแข็งและใช้ความแค้นโง่ ๆ มาทำร้ายฉัน" ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวของเขา ดีแลนพังทลายลง เขาไม่ได้เสียใจที่ถูกข่มขู่ด้วยหลักฐานการโกง แต่เสียใจที่ความรักของเขาที่มีต่ออีวาถูกแสดงออกในรูปแบบที่ป่าเถื่อนจนเธอต้องหนีไป
เขาไม่ใช่แค่เกลียดอีวา... เขาเกลียดตัวเองที่รักเธอในแบบที่เลวร้ายที่สุดความจริงที่ว่าความเกลียดชังในอดีตได้ถูกแทนที่ด้วย ความรักที่ยากจะควบคุม นั้นชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด การไม่มีเธอในคฤหาสน์นี้ ทำให้เขาเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า ชีวิตของเขาขาดอีวาไม่ได้
เช้าวันรุ่งขึ้น ลูคัส แบล็กเวลล์ เข้ามาในห้องทำงานของดีแลนด้วยความเกรี้ยวกราด เมื่อรู้ว่าอีวาหนีไปพร้อมหลักฐานการฉ้อโกง
"ทำไมแกถึงปล่อยให้ยัยเด็กคนนั้นหนีไปได้! แกทำลายทุกอย่าง! ตอนนี้เธอจะทำลายตระกูลเรา!" ลูคัสตวาดเสียงดัง
แต่ดีแลนกลับตอบโต้ด้วยความเย็นชาที่ต่างจากครั้งก่อน ๆ เขามองบิดาด้วยความรังเกียจ
“พอเถอะพ่อ” ดีแลนพูดเสียงต่ำ "เรื่องนี้มันเกินกว่าธุรกิจไปแล้ว... พ่อไม่เข้าใจหรอกว่าพ่อทำลายอะไรไปบ้าง"
"ฉันทำลายอะไร? ฉันแค่ทำลายศัตรูของเรา!" ลูคัสถามอย่างไม่เข้าใจ
“พ่อทำลายความยุติธรรม ทำลายหัวใจที่ซื่อสัตย์ และที่สำคัญที่สุด... พ่อสอนให้ลูกชายตัวเองเป็นสัตว์ประหลาดที่ทำร้ายคนที่ตัวเองรัก ” ดีแลนพูดอย่างเจ็บปวด
ลูคัสชะงักไปเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจากลูกชาย
“ฉันจะยอมรับความผิดทั้งหมดที่ฉันทำกับอีวา และฉันจะจัดการเรื่องหลักฐานนั้นเอง พ่อไม่ต้องยุ่ง” ดีแลนกล่าวอย่างเด็ดขาด นี่คือ การตัดขาด ที่แท้จริงจากอิทธิพลที่บิดาปลูกฝังมาตลอดชีวิต
ดีแลนตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เขายอมเผชิญหน้ากับการฟ้องร้องที่จะมาถึง ยอมสูญเสียเงินทองและศักดิ์ศรีทางธุรกิจที่สร้างมา... แต่เขาต้อง ไถ่บาป และ ตามหาอีวา ให้เจอ
ดีแลนใช้เครือข่ายทั้งหมดที่มีในการตามหาอีวา แต่มันไม่ง่ายเลย อีวาเป็นอดีตแอร์โฮสเตสที่เชี่ยวชาญในการเดินทางและการหายตัวไปอย่างแนบเนียน เธอทิ้งร่องรอยไว้เพียงน้อยนิด
เขาเริ่มจากการไปตามสถานที่สำคัญในอดีตของเธอ:
บ้านเก่าของคาร์เตอร์ ดีแลนยืนอยู่ตรงหน้าซากตึกที่เขาเคยสั่งสร้างไว้ เขามองไปยังทิศทางที่สวนกุหลาบของคุณย่าแคโรไลน์เคยอยู่ และรู้สึกถึงความสำนึกผิดอย่างท่วมท้น เขาจินตนาการถึงอีวาในวัยเด็กที่วิ่งเล่นที่นั่น และตระหนักว่าความแค้นของเขานั้น ไร้สาระและโหดร้าย เพียงใด
ที่อพาร์ตเมนต์เก่าของอีวา เขาไปถึงที่พักเดิมของเธอ ที่นั่นว่างเปล่า แต่พนักงานต้อนรับบอกว่าเธอเคยทิ้งที่อยู่ติดต่อฉุกเฉินไว้กับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นเพียงชื่อ "เจสซิก้า"ดีแลนไม่ยอมแพ้ เขาดำเนินการสืบค้นอย่างเต็มที่ เขาตามหาเพื่อนร่วมงานของอีวาคนแล้วคนเล่า เขายอมละทิ้งการประชุมทางธุรกิจที่สำคัญ และใช้เวลาหลายสัปดาห์เดินทางไปทั่วประเทศ โดยไม่สนศักดิ์ศรีหรือชื่อเสียง
เขาต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า เขาได้กลายเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในโลก ผู้ชายที่มีทุกอย่าง แต่ไร้ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด
การไล่ล่าพาดีแลนกลับไปสู่สถานที่ที่อีวาเคยเป็น 'นางฟ้า'
ณ.สนามบินนานาชาติเขาตามรอยเพื่อนร่วมงานเก่าของเธอจนกระทั่งพบ เจสซิก้า ซึ่งในตอนแรกปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล แต่เมื่อเห็นความทุรนทุรายในดวงตาของดีแลน เจสซิก้าจึงยอมบอกความจริง
"เธอไม่ได้อยากจะทำลายคุณหรอก คุณแบล็กเวลล์" เจสซิก้าพูดอย่างเย็นชา "เธอแค่ต้องการความยุติธรรมและที่ดินผืนนั้นคืน เธอไปที่ที่เธอจะรู้สึกปลอดภัยที่สุดแล้ว"
เจสซิก้าบอกว่าอีวาไปพักอยู่กับญาติห่าง ๆ ที่ เมืองเล็ก ๆ ชายฝั่ง และที่สำคัญอีวาได้ยื่นฟ้องศาลแล้ว โดยใช้หลักฐานที่ได้มาจากคฤหาสน์ของเขา
ดีแลน สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่พุ่งทะลุอก เขาไม่ได้โกรธที่เธอฟ้อง แต่โกรธที่ความผิดพลาดในอดีตทำให้เขาไม่สามารถรักเธอได้อย่างบริสุทธิ์ ความรักที่ยอมจำนน ดีแลนตามอีวาไปถึงเมืองชายฝั่งแห่งนั้นในวันรุ่งขึ้น เขาพบเธออยู่ที่ระเบียงบ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งกำลังมองออกไปยังทะเล เธอสวมชุดลำลองธรรมดา แต่ดูสง่างามกว่าชุดหรูหราใด ๆ ที่เขาเคยซื้อให้ อีวา เห็นเขา... เธอไม่ได้แสดงความตกใจ แต่มีแววตาของความเจ็บปวดและความเด็ดขาดดีแลนเดินเข้าไปหาเธออย่างช้า ๆ ไม่มีร่องรอยของความเย่อหยิ่งหรืออำนาจเหลืออยู่เลย
“ฉันรู้ว่าเธอฟ้องร้องแล้ว อีวา” ดีแลนพูดเสียงแผ่ว “และฉันจะไม่ต่อสู้เรื่องหลักฐานนั้น... มันคือความจริงและฉันก็ยอมรับความผิดของครอบครัวฉัน”
เขาเงยหน้ามองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิดอย่างแท้จริง “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อขัดขวางการฟ้องร้อง... ฉันมาที่นี่เพื่อ ขอไถ่บาป”
“คุณต้องการอะไรอีกคะ คุณแบล็กเวลล์?” อีวาถามอย่างเย็นชา “คุณได้ทำลายศักดิ์ศรีของฉันไปแล้ว... คุณได้ทำลายความรักของฉันไปแล้ว... ฉันจะให้คุณไม่ได้อีกแล้ว”
ดีแลนพ่ายแพ้แล้ว เขาไม่สามารถใช้ความแค้น อำนาจ หรือเงินมาควบคุมเธอได้อีกต่อไป
“ฉันมาที่นี่เพื่อยอมรับว่า ฉันรักเธอ” ดีแลนกล่าวเสียงสั่นเครือ “ฉันรักเธอตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่เธอยืนร้องไห้ข้างรั้วบ้าน... แต่ฉันถูกสอนให้เกลียดชังความอ่อนแอ จนฉันไม่รู้วิธีที่จะรักเธออย่างถูกต้อง”
เขาคุกเข่าลงต่อหน้าอีวาเป็นท่าทางที่ไม่เคยมีใครคิดว่า ดีแลน แบล็กเวลล์ จะทำได้..แสดงออกถึงการยอมจำนนต่อความรักอย่างแท้จริง
“ฉันไม่ขอให้เธอยกโทษให้ฉันในตอนนี้... แต่ฉันขอโอกาส... ขอโอกาสให้ฉันได้พิสูจน์ว่าฉันรักเธออย่างที่เธอเป็น... ฉันจะให้ที่ดินผืนนั้นกลับคืนสู่ตระกูลคาร์เตอร์อย่างยุติธรรม... ฉันจะแก้ไขทุกความผิดของพ่อ... และฉันจะรอวันที่เธอจะให้โอกาสฉันอีกครั้ง... ถึงแม้จะต้องรอตลอดชีวิตก็ตาม”
อีวา มองเขาด้วยความสับสน น้ำตาแห่งความรู้สึกที่ไม่แน่ใจไหลลงอาบแก้ม เธอเห็นความจริงใจที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในดวงตาของเขา การไถ่บาป ของปีศาจได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
การไล่ล่าจบลงด้วยการยอมจำนนของดีแลนและการไถ่บาปต่ออีวา นำไปสู่การตัดสินครั้งสุดท้ายในศาลและหัวใจของทั้งคู่
โนอาห์—การสร้างตัวตน (The Pursuit of Identity) เงาที่ต้องหลีกหนี (The Shadow to Evade)โนอาห์ แบล็กเวลล์ วัย 24 ปี เป็นแฝดคนหนึ่งที่แสดงความสามารถทางธุรกิจและเทคโนโลยีออกมาอย่างโดดเด่นตั้งแต่เด็ก เขามีความเฉียบขาด, มีสัญชาตญาณทางตลาด, และมีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จแบบ ดีแลน แบล็กเวลล์ แต่เป็นดีแลนในเวอร์ชันที่ทันสมัยและเร็วกว่าแต่สิ่งหนึ่งที่ โนอาห์ ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงคือ มูลนิธิคาร์เตอร์-แบล็กเวลล์ เขามองว่าการทำงานด้านการกุศลเป็นเหมือนการยืนอยู่ใต้ เงา ของความสำเร็จที่พ่อแม่สร้างไว้ โนอาห์ต้องการพิสูจน์ว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จด้วย ชื่อของตัวเอง โดยปราศจากมรดกที่ถูกไถ่บาปเขาได้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญด้าน ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน (AI-Fi)ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โนอาห์สร้างมันขึ้นมาตั้งแต่ศูนย์ โดยปฏิเสธเงินทุนจากครอบครัวความขัดแย้งภายในความมุ่งมั่นที่จะหลีกหนีจากเงาของพ่อแม่ทำให้ โนอาห์ เริ่มแสดงนิสัยที่คล้ายกับ ลูคัส แบล็กเวลล์ ในอดีต: เขาหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขัน, มองว่าการเข้าซื้อกิจการเป็น การทำสงคราม และเชื่อว่า ประสิท
กำแพงแก้วแห่งความคาดหวัง (The Glass Wall of Expectation)อีธาน แบล็กเวลล์ ในวัย 25 ปี เป็นบุตรชายคนโตและเป็นภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบที่สุดของความรักที่ได้รับการไถ่บาปของ ดีแลน และ อีวา เขาสูงสง่า มีความสุภาพอ่อนโยน และมีแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจตามแบบฉบับของมารดา อีวาเขาเป็นผู้บริหารหลักของ มูลนิธิคาร์เตอร์-แบล็กเวลล์ และเป็นหัวหน้าโครงการยุติธรรมทางสังคม อีธานมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เฉียบคมเหมือนพ่อ แต่เขามักจะ ลังเล ที่จะตัดสินใจขั้นสุดท้ายด้วยตัวเอง เพราะความกลัวที่จะทำผิดพลาดอย่างรุนแรงความกลัวของอีธานอีธานไม่ได้กลัวความล้มเหลวทางธุรกิจ แต่เขากลัวที่จะ ทำลายมรดก แห่งความซื่อสัตย์ที่พ่อแม่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขารู้ว่าความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยของเขาจะถูกตีความว่าเป็น เงาของตระกูลแบล็กเวลล์ ที่กลับมาหลอกหลอน ด้วยเหตุนี้ ชีวิตส่วนตัวของเขาจึงถูก แช่แข็ง ไว้ เขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ไม่เคยไปเที่ยวคลับ ไม่เคยทำอะไรที่เสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์เขามองเห็นความรักที่บริสุทธิ์ของพ่อแม่เป็นเหมือน งานศิลปะชั้นยอด ที่สมบูรณ์แบบเสียจนเขาไม่กล้าแตะต้องมัน จุดเริ่มต
สิบแปดปี ผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีธาน, โนอาห์, และลินน์ แบล็กเวลล์ เติบโตขึ้นภายใต้แสงสว่างของ โรงเรียนกุหลาบขาว และหลักการของ มูลนิธิคาร์เตอร์-แบล็กเวลล์ พวกเขาคือภาพสะท้อนของความรักที่ได้รับการไถ่บาปของ ดีแลน และ อีวาแต่ความสมบูรณ์แบบที่พ่อแม่สร้างขึ้นกลับกลายเป็น กำแพง และ ความคาดหวัง ที่หนักอึ้งสำหรับคนรุ่นใหม่อีธาน (วัย 25 ปี) แบกรับภาระทางจริยธรรมของมูลนิธิ โนอาห์ (วัย 24 ปี) ใช้ความสามารถทางธุรกิจเพื่อสร้างชื่อเสียงของตัวเองให้ห่างจากเงาของพ่อแม่ และ ลินน์ (วัย 24 ปี) ค้นหาตัวตนที่แท้จริงในโลกของศิลปะเมื่อ ความลับจากอดีต ที่ถูกเก็บงำไว้ในยุคลูคัสถูกเปิดเผยอีกครั้ง และมี ตัวละครใหม่ ที่นำพาความเสี่ยงและความรักเข้ามาในชีวิตของพวกเขา ลูก ๆ ของดีแลนและอีวาจะต้องพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถสร้างความรักในแบบของตัวเองได้ โดยไม่ต้องอาศัยการไถ่บาปของคนรุ่นก่อน
โครงการสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ หลังจากผ่านพ้นความท้าทายทางกฎหมาย จริยธรรม และความท้าทายในครอบครัว ดีแลน แบล็กเวลล์ และ อีวา ก็ตัดสินใจที่จะใช้เงินทุนทั้งหมดจาก กองทุนแอนนา แบล็กเวลล์เพื่อความยั่งยืนและทรัพย์สินส่วนตัวที่เหลือของดีแลนในการสร้างโครงการที่สำคัญที่สุด นั่นคือ "โรงเรียนกุหลาบขาว"โรงเรียนนี้ไม่ได้เป็นเพียงอาคารเรียน แต่เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ไม่แสวงหาผลกำไรสำหรับเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะเด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการถูกชักจูงให้ทำผิดกฎหมายหรือขาดการชี้นำทางจริยธรรมปรัชญาของโรงเรียนโรงเรียนกุหลาบขาวจะเน้นการศึกษาที่ครอบคลุมสี่ด้านหลัก จริยธรรมและการไถ่บาปสอนความซื่อสัตย์ ความเห็นอกเห็นใจ และการรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ศิลปะและการบำบัด ใช้ดนตรี ศิลปะ และการเขียนเป็นเครื่องมือในการเยียวยาบาดแผลทางอารมณ์ ความยั่งยืน การสอนเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อโลก (จากกองทุนแอนนา) ความรู้ทางธุรกิจที่รับผิดชอบ การสอนพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเงินภายใต้หลักการความยุติธรร การมีส่วนร่วมของลูก ๆ (The Children's Contribution)การสร้างโ
เสียงกระซิบจากโลกภายนอก (Whispers from the Outside World)อีธาน แบล็กเวลล์ในวัยเจ็ดขวบ ไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาอีกต่อไป เขาเป็นเด็กชายที่ช่างสังเกต, มีความรู้สึกอ่อนไหว, และมีความคิดที่ซับซ้อนตามแบบฉบับของ อีวา ผู้เป็นแม่ เขากำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนประถมที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเพื่อนร่วมชั้นหลายคนที่มีพื้นเพมาจากครอบครัวชนชั้นสูงที่เคยรู้จักหรือเป็นคู่แข่งทางธุรกิจของตระกูลแบล็กเวลล์ในอดีตแม้ว่า ดีแลนและอีวาจะพยายามปกป้องลูก ๆ จากเงาของอดีต แต่กำแพงของบ้านก็ไม่สามารถกั้นคำพูดของคนภายนอกได้วันหนึ่ง อีธาน กลับมาถึงบ้านจากโรงเรียนด้วยสีหน้าที่เงียบผิดปกติ เขานั่งเล่นอยู่เงียบๆ ในห้องนั่งเล่น โดยมีหนังสือเล่มโปรดอยู่ในมือแต่ไม่ได้เปิดอ่าน ดีแลน สังเกตเห็นความผิดปกตินั้น และรู้ทันทีว่ามีบางอย่างที่รบกวนจิตใจของลูกชายอีธาน รอจนกระทั่ง โนอาห์ และ ลินน์ เข้านอนแล้ว เขาเดินเข้าไปหา ดีแลน ซึ่งกำลังนั่งตรวจเอกสารของมูลนิธิอยู่หน้าเตาผิงอีธาน (พูดด้วยเสียงเบาและสั่นเครือ) "คุณพ่อครับ... วันนี้เพื่อนที่โรงเรียนถาม อีธานว่า... คุณปู่ลูคัส... เป็นคนไม่ดีใช่ไหมครับ?"คำถามนั้นเหมือนเป็นระเบิดเวล
ความท้าทายด้านจริยธรรมในมูลนิธิ (The Ethical Crossroads)หลังจากที่ มูลนิธิคาร์เตอร์-แบล็กเวลล์ ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจากการเปิดโปงและจัดการกับมรดกที่ถูกซ่อนไว้ของ แอนนา แบล็กเวลล์ องค์กรก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นที่รู้จักในฐานะผู้พิทักษ์ความยุติธรรมแต่ชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้นก็นำมาซึ่งความท้าทายที่ยากจะปฏิเสธ วันหนึ่ง มูลนิธิได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจาก มาร์คัส เคนอดีตซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนรายหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ฉ้อโกง และ ปั่นราคาหุ้น ซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนมากต้องประสบกับความสูญเสียมาร์คัส เคนไม่ได้มาขอความช่วยเหลือเพื่อต่อสู้คดีในศาล แต่มาพร้อมกับ การสารภาพผิดอย่างสมบูรณ์และข้อเสนอที่ไม่เคยมีมาก่อน: เขาจะ มอบทรัพย์สินส่วนตัวเกือบทั้งหมด (ประมาณ 80% ของทรัพย์สินทั้งหมดของเขา) คืนให้กับเหยื่อและสังคม โดยมีเงื่อนไขว่ามูลนิธิฯ ต้องให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เขาในการเจรจาโทษกับทางการ ซึ่งรวมถึงการขอโอกาสในการ ไถ่บาป ด้วยการทำงานเพื่อสังคมหลังจากพ้นโทษข้อเสนอของมาร์คัสทำให้บอร์ดบริหารของมูลนิธิและ ดีแลนกับ อีวา ต้องเผชิญกับทางแยกที่ยากลำบากที่สุดนับต







