Masukอัยน์นาตอบสนองคำพูดนั้นด้วยการหยิบขวดน้ำมันลาเวนเดอร์มาทาปลายนิ้ว แล้วนวดคลึงขมับให้เจ้าบ่าว เรียกรอยยิ้มจากริมฝีปากหยักเข้มนั้นได้มากขึ้น
ขยับมือไปได้ครู่หนึ่ง พนักงานนวดจำเป็นก็เปล่งเสียงหวานๆ ถามติดจะอ้อน
“ได้ยินว่าคุณมาจากอัสกันด์...ตอนนี้เราก็แต่งงานกันแล้ว เราเดินทางไปอัสกันด์กันสักระยะดีไหมคะ”
“ทำไมจู่ๆ ถึงได้อยากไปอัสกันด์” เขาถามน้ำเสียงผ่อนคลาย คล้ายราชสีห์คำรามเบาๆ ตอนกำลังสบายตัว
“ฉันควรไปทำความเคารพญาติคุณไม่ใช่เหรอคะ เราแต่งงานกันรวดเร็ว ไม่ได้บอกกล่าวญาติทางนั้น ถ้าญาติพี่น้องคุณรู้ข่าวทีหลังพวกเขาอาจจะไม่พอใจก็ได้..."
ไซรัสลืมตาขึ้นสบตาเธอ เหมือนจะล้วงลึกไปถึงจิตใจพลางเลื่อนมือขึ้นจับมือเธอที่ขมับซ้ายมาจูบเบาๆ
“ภรรยาที่ยอดเยี่ยม” เขาลูบไล้มือเธอเล่น สร้างสัมผัสวาบหวามจนขนลุกซู่ ปากก็คุยเรื่องการเดินทางด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้มเช่นเคย “อัสกันด์มีแต่ป่า เดินทางยากลำบาก กิจการทางนี้ก็วุ่นวายทุกวัน เกรงว่าต้องรบกวนภรรยาที่รักช่วยเขียนจดหมายให้คนถือไปส่งถึงญาติๆ แก้ขัดไปก่อน”
บ่ายเบี่ยง ไม่ยอมพาไปพบญาติ... อัยน์นาจดเรื่องนี้ลงในใจทันที
คนที่ไม่ยอมให้ใครเห็นพื้นเพ ก็มีแต่พวกที่ปกปิดอะไรบางอย่างไว้เท่านั้น
“คุณใช้คำว่าญาติๆ แปลว่าเรามีญาติพอสมควร...พวกเรามีญาติกี่คนกันคะ พวกเขารับราชการรึเปล่า ฉันจะได้รู้ว่าควรเขียนจดหมายถึงใคร กี่ฉบับ”
“เขียนให้สุภาพเป็นกลางแค่ฉบับเดียวก็พอ” พ่อค้าหนุ่มตอบง่ายๆ เหมือนไม่ใส่ใจ
เธอไม่อยากรีบร้อนเกินไป เลยยอมปล่อยเรื่องนี้ไปก่อน
“หันกลับไปได้ไหมคะ” คนร่างเล็กกว่าพูดพลางไล้ปลายนิ้วที่ตอนนี้อุ่นจนร้อน ไต่ไปตามกรอบหน้าคมสันลงวางฝ่ามือนาบบ่าแข็งแกร่ง เมื่ออีกฝ่ายยอมคล้อยตาม นิ้วเรียวยาวน่ามองก็ขยับบีบนวดอย่างนุ่มนวล ทำเอาอีกฝ่ายเคลิ้มจนหลับตาพริ้มไปอีกหน
อัยน์นาอาศัยจังหวะช่วงหยุดมือเทน้ำมันลาเวนเดอร์มารินเหล้าหมักผลไม้ใส่แก้วสองใบ แล้วเทยาสีคล้ายกันจากกระปุกดินเผาเล็กๆ เติมลงไปในแก้วใบซ้าย...เขย่า ก่อนเชิญชวน
“พวกสาวใช้อุตส่าห์เตรียมเหล้าหมักผลไม้ที่คุณชอบไว้ตั้งเยอะ...ดื่มสักหน่อยนะคะ จะได้หลับสบาย”
“ไม่ยักรู้ว่าคืนนี้คนในคฤหาสน์คาดหวังให้เรานอนหลับจนถึงเช้า...นึกว่าพวกเขาจะคาดหวังไปอีกทางเสียอีก”
อัยน์นาพยายามควบคุมความกระดากที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน แล้วส่งแก้วซ้ายมือให้เขา ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะรับแก้วใบนั้นแล้วยืดแขนวางมันกลับเข้าที่เดิม จากนั้นก็ดึงเธอลงอ่างด้วยกัน รวดเร็วจนไม่ทันตั้งตัว
พอคนสองคนเข้ามานั่งซ้อนทับกันอยู่ในอ่าง น้ำอุ่นกรุ่นกลิ่นดอกไม้และสมุนไพรก็เอ่อล้น ส่งเสียงน้ำกระทบพื้นเป็นจังหวะ ฟังดูลามก
“สมุนไพรพวกนี้ช่วยให้ผ่อนคลายก็จริง แต่ก็ทำให้ง่วง...” ถึงเขาจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติธรรมดา แต่ลมร้อนๆ ที่พ่นรดหลังหู ทำเอาคนโดนกอดจากด้านหลังตัวแข็งแก้มร้อนผ่าวอย่างช่วยไม่ได้ "เรารีบอาบน้ำแล้วเข้านอนกันเถอะ ดีไหม?” ปากขยับพูดเหมือนจะถามขอความเห็น แต่มือกลับดึงผ้าคลุมไหล่ออกอย่างเผด็จการ ทำเอาคนโดนจับนั่งตักเผลอสะดุ้งเล็กน้อย
“แต่...น่าเสียดายนะคะ อุตส่าห์รินเหล้าหมักออกมาแล้ว” เธอพยายามควบคุมสติให้เหตุผลหว่านล้อม
“เก็บไว้ดื่มพรุ่งนี้หรือเมื่อรืนก็ได้”
“ไม่ได้หรอกค่ะ มันไม่เหมือนกัน” เธอรีบแย้ง น้ำเสียงเว้าวอน “ถึงจะไม่อยากดื่ม แต่อย่างน้อยเราน่าจะจิบสองแก้วนั้นให้หมด ไม่อย่างนั้นวันพรุ่งนี้พวกมาธามาเห็นเข้าคงเสียน้ำใจแย่...”
ไซรัสหัวเราะเบาๆ ให้คำพูดเหล่านั้น “เอาเถอะ” เอ่ยออกมาได้สองคำ เขาก็เอื้อมมือไปหยิบแก้วใบหนึ่งส่งให้เธอ แล้วหยิบแก้วอีกใบมาถือไว้
นั่นทำให้อัยน์นารู้สึกว่าตัวเองโง่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เธอเท ‘ตัวช่วย’ ใส่แก้วเหล้าหมักผลไม้ ตั้งใจจะวางยาเขา แต่ตอนนี้กลับเสี่ยงเป็นฝ่ายต้องดื่มยาเสียเอง
ตาย...ตายละคราวนี้...แก้วไหนเป็นแก้วไหนแล้วก็ไม่รู้!
นักวางยาสาวหัวหมุน โกรธตัวเองที่สติสตังไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นักจนทำเรื่องเพียงเท่านี้ผิดพลาด
ในช่วงที่เธอกำลังจะขยับริมฝีปากอ้อนให้เขาช่วยดื่มแทนทั้งสองแก้ว ไซรัสก็จับเธอเอี้ยวตัวแล้วกดริมฝีปากลงมา ส่งเหล้าหมักผลไม้กลิ่นชวนเมาเข้าสู่ร่างกายเธออย่างอุกอาจ จากนั้นก็กุมมือเธอข้างที่ถือแก้ว ประคองให้ป้อนสุราหมักชั้นดีเข้าปากเขา แล้วเริ่มหากำไรต่อจากบนเตียงด้วยการจูบไล่จากหลังมือเธอขึ้นมาตามท่อนแขน ชวนให้จั๊กจี้ปนร้อนวูบเหมือนมีไข้
อัยน์นาโมโหสุดขีด เริ่มชั่งใจว่าจะแกล้งหมดสติไปเสียเลยดีไหม ในเมื่อต่อไปก็อาจหมดสติเข้าจริงๆ อยู่แล้ว
“หอม...” เมื่อพ่อค้าน่าโมโหเริ่มซุกไซร้ลำคอ คนรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบก็สุดจะทน
เธอหลับตา ตั้งใจว่าจะแกล้งง่วงแล้วผล็อยหลับตามแบบฉบับคนคออ่อนเมาแล้วง่วงนอน
ไม่นึกว่าวินาทีถัดมา ไซรัสจะผล็อยหลับไปเสียดื้อๆ
ยานอนหลับ ได้ผล...?
“อยู่ที่นี่เราไม่เรียกต้นห้อง ไม่เรียกสาวใช้ ไม่เรียกคนรับใช้ ทุกคนอยู่ในฐานะพนักงานค่ะ” อัยน์นาอธิบาย “แต่ละคนจะมีหน้าที่รับผิดชอบคนละอย่าง ไม่ก้าวก่ายภาระการงานกันและกัน ไม่มีการใช้งานเกินหน้าที่”“ฟังดูเป็นระบบแบบพ่อค้าพ่อขายเต็มที่เลยนะคะ” คนฟังออกความเห็นอย่างอดไม่ได้อัยน์นาหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงฟังดูสบายๆ ดูสดใสจากใจจริง“ก็ฉันเป็นภรรยาพ่อค้านี่คะ”“แต่เป็นพ่อค้าที่มีความสามารถ แล้วก็สง่างามเสียยิ่งกว่าขุนนางคนไหน” มาธากล่าวแก้พออีกฝ่ายพูดถึงไซรัสขึ้นมาแบบนี้ อัยน์นาก็เหมือนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีแตกต่างจากมาธา ที่ดูเหมือนจะมีเรื่องอยากพูดเต็มไปหมด“หลังจากคุณหนูขึ้นรถม้าออกจากบ้านมา ท่านผู้หญิงก็เรียกดิฉันเข้าไปพบ” มาธาเริ่มเล่า น้ำเสียงอัดอั้น “ท่านพูดไม่ทันจะจบ ดิฉันก็เดาได้ ว่าอยากกดดันให้ออกจากบ้าน ดิฉันก็เลยชิงลาออกมา”“ตายจริง” อัยน์นาไม่ได้ตกใจ เธอรู้สึกแย่แทนมาธาต่างหาก มาธาทำงานอยู่ที่นั่นตั้งแต่ยังเล็ก อยู่มาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเกิดเสียอีก เรียกได้ว่าเป็นคนเก่าคนแก่คนหนึ่ง ต่อให้มาธาเคยเป็นต้นห้องให้เธอตามคำสั่งเจ้ากรมการเมืองแล้วอย่างไร นั่นใช่เหตุผลที่ท่านผู้หญิงควรแล้
เมื่ออัยน์นาคล้อยหลัง ไซรัสก็ออกจากห้องนอน เดินลงบันได มุ่งหน้าเข้าหาห้องทำงานช่วงที่เดินผ่านห้องรับรองห้องใหญ่ซึ่งเวลานี้ปิดประตูแน่นสนิท เขาอดคิดไม่ได้ ว่านายหญิงคนใหม่ของอาคารหลังนี้คงไม่อยากให้เขาหรือใครเข้าไปรบกวน เพราะต้องการใช้บ่ายวันนี้เฟ้นหาคนงานหญิงคนใหม่ที่ตัวเองจะไว้ใจได้...ฟังจากที่เธอพูดวันนี้ เขาก็เดาออกทุกอย่างอัยน์นารู้แล้วว่าที่นี่วางระบบการทำงานไว้ลงตัวดีอยู่แล้ว จึงตระหนักว่าไม่ควรก้าวก่ายให้วุ่นวาย ทั้งอย่างนั้นก็เต็มใจจะรับคนงานหญิงเข้ามาตามที่เขาเสนออีกสองรายมองเผินๆ เหมือนจะทำเพื่อรักษาน้ำใจคนที่มาสมัครงาน และเป็นการถนอมน้ำใจ รับความปรารถนาดีจากเขาด้วยการยอมรับคนเข้ามาช่วยดูแลตัวเธอเองในเรื่องจุกจิก อาทิ การเตรียมน้ำให้อาบ การเตรียมเสื้อผ้า การช่วยแต่งตัวแต่งหน้า การคอยเป็นตัวกลางติดต่อระหว่างเธอกับใครต่อใครแต่เขาแน่ใจว่าไม่ใช่แบบนั้นด้วยลักษณะนิสัยอย่าง ‘คุณหนูอัยน์นา’ เอาเข้าจริงแล้ว สาวน้อยแรกแย้มนางนี้ ก็แค่อยากให้ที่นี่มีคนที่เรียกได้ว่าเป็นคนของตัวเองจริงๆ เสียบ้างพ่อค้าหนุ่มเดินเข้าห้องทำงาน ทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวเดิมที่นั่งมาร่วมสองเดือนครึ่ง จ้อ
ดูไซรัสจะแปลกใจไม่น้อยเพราะสิ่งที่เธอพูดเขาประคองร่างเธอให้หันหน้าเข้าหา จ้องลึกลงในตา“คนงานหญิง?”“ค่ะ” อัยน์นาตอบด้วยรอยยิ้มเหมือนเคย ทั้งที่ตอนนี้ นอกจากจะสงสัยว่าเขาจะถามทำไมแล้ว ในใจยังนึกหวั่นว่าเขาจะคิดอะไรพิเรนทร์ๆ ขึ้นมาจริงๆ “ทำไมเหรอคะ”“ทำไมถึงเรียกว่าคนงานหญิง”เพราะแววตาเขาดูสนใจใคร่รู้มากกว่าจะคิดอย่างอื่น อัยน์นาถึงค่อยผ่อนคลายลง“ก็ที่นี่ไม่มีคนรับใช้ชายไม่ใช่เหรอคะ” เธอคิดอย่างนี้จริงๆ “ในเมื่อที่นี่ไม่มีคนรับใช้ จะให้เรียกคนงานที่รับเข้ามาใหม่ว่าสาวใช้ได้ยังไงกัน ทั้งดูแปลกๆ ทั้งดูไม่ยุติธรรมยังไงก็ไม่รู้”“แต่ถ้าดูตามหน้าที่ ก็ควรเรียกสาวใช้ไม่ใช่รึ”“ถ้าดูจากสถานการณ์ของคุณ ฉันว่าไม่ควร คุณคงไม่อยากให้ทุกคนที่ทำงานที่นี่อยู่ก่อนแล้วกับคนที่จะรับเข้ามาใหม่เกิดสับสน วางตัวลำบาก หรือแบ่งแยกชนชั้นกันใช่ไหมคะ” บอกแล้ว เจ้าของร่างอ้อนแอ้นก็รีบเลื่อนมือขึ้นกุมมือแข็งแกร่ง แล้วกลับหลังหันตั้งใจจะพาตัวเองกับชายคนนี้ออกจากสถานการณ์ล่อแหลม แต่กลับโดนอีกฝ่ายดึงเข้าสวมกอดจากด้านหลัง “ภรรยารอบคอบอย่างนี้ เห็นทีต่อไปคงต้องรบกวนให้ช่วยดูแลเรื่องคนงานแทนซะแล้ว” ลมร้อนๆ ที่ราดร
หลังร่วมโต๊ะอาหารกลางวันในห้องไม่ใหญ่ไม่เล็กบนชั้นสอง ไซรัสก็พาเธอเดินสำรวจอาณาจักรที่เขาครอบครองด้วยตัวเอง นัยว่าถ้าติดใจสงสัยเรื่องไหนให้ถามเขาได้เต็มที่ และอัยน์นาก็ยินดีใช้สิทธิ์นี้แม้จะรู้ดีว่าทุกสิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นเพียงสิ่งที่เขาอยากให้เธอได้ยิน อยากรู้...ว่าเขาจะอธิบายข้อสงสัยยิบย่อยในใจเธออย่างไรบ้างเขาพาเธอเดินดูทุกอย่างไล่จากตึกแถวสามชั้นสองหลังที่เพิ่งซื้อ...ตึกแถวทั้งสองหลังที่ว่านี้ตั้งโอบรับตึกหลักซึ่งปลูกเป็นอาคารสี่ชั้นที่ใหญ่โตโอ่โถงกว่าอาคารจำนวนชั้นเท่ากันหลังอื่นๆ ถึงหนึ่งในสามเท่า มองภาพรวมจากลานน้ำพุแล้ว ตึกแถวสามชั้นทั้งสองหลังชวนให้นึกถึงภูเขาสองลูกย่อมที่หนุนอยู่หลังเขาลูกใหญ่ คำอธิบายที่หลุดลอดจากริมฝีปากไซรัสไม่มีอะไรน่าสนใจ พวกมันฟังดูเหมือนสิ่งที่พ่อครัวกับโทมัสและคนงานรายอื่นๆ เคยพูดไม่มีผิด ชวนให้เดาได้ว่าเขาน่าจะเคยอบรมผู้ติดตามและคนงานเกี่ยวกับการตอบคำถามเรื่องเหล่านี้ถัดจากด้านนอกตัวอาคารคือโถงกว้างที่ดัดแปลงเป็นร้านค้า อัยน์นาพบว่าไซรัสแบ่งพื้นที่ส่วนนี้เป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่น้อย ส่วนหนึ่งค้าขายแพรพรรณ มีโต๊ะให้คำปรึกษาเรื่องบริ
อันที่จริง ก่อนที่จะแต่งงาน ท่านเจ้ากรมเรียกเธอเข้าไปคุยทุกเรื่องเกี่ยวกับ ‘ว่าที่ลูกเขย’ มาแล้ว และเธอก็ยืนยันไปแล้ว ว่าไม่ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็จะเลือกอาณาจักรนี้และพ่อบังเกิดเกล้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาบอกว่าเป็นชนชั้นล่างในหมู่ชนชั้นล่างของอาณาจักรนี้ เรื่องที่บอกว่าเอาอัญมณีมาจากที่ไหน เรื่องที่บอกว่ารู้จักกับใครที่ไหนอย่างไรบ้าง ต้องการอะไร มีแผนการมีความคิดความอ่านแบบไหน กระทั่งข้อมูลทุกอย่างที่สืบค้นได้ด้วยตัวเอง ท่านเจ้ากรมก็บอกเธอหมดแล้วทุกเรื่อง“ท่านได้เล่าให้ฟังไหม ว่าอัญมณีในร้านนี้ มาจากไหน”“เรื่องนี้คุณพ่อไม่ได้พูดถึงหรอกค่ะ”ไซรัสค้นลึกลงในตาเธออัยน์นาคลี่ยิ้มอ่อนหวานให้คนตรงหน้า แน่ใจว่าเขาจะไม่พบร่องรอยอะไร “ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องพวกนี้ล่ะคะ”“เพราะฉันอยากรู้ ว่าต้องเริ่มเล่าอะไรต่อมิอะไรให้เธอฟังตั้งแต่ตรงไหน” บอกแล้ว คนพูดเหมือนจะไขทุกข้อข้องใจให้เธอวันนี้ ก็โอบเอว พาเธอเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวที่ตั้งอยู่ใกล้ที่สุด “อัญมณีทุกชิ้นที่เรามี มาจากแหล่งอัญมณีนอกอาณาจักร” เขาขยับริมฝีปากเล่า น้ำเสียงจริงจัง “พวกมันมาจากโพรงดินหลังแนวเขาทางตอนเหนือของอาณาจักรนี้...พ
“นายท่านมีเรื่องอยากปรึกษานายหญิง...” ผู้จัดการร้านหนุ่มขยับริมฝีปากพูด หลังนิ่งงันไปชั่วครู่“พอจะรู้ไหมจ๊ะ ว่าเรื่องอะไร” เธอเจตนาถามลองเชิงไม่แปลกใจนักที่อีกฝ่ายเลือกคลี่ยิ้มน้อยๆ แล้วผายมือคล้ายเชื้อเชิญให้เธอเดินนำออกจากห้องครัว พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “เชิญนายหญิงที่ห้องทำงานนายท่านดีกว่า นายท่านน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีกว่ามากนัก”คนคนนี้มีส่วนคล้ายคนน่าโมโหนั่นจริงๆ นั่นแหละอัยน์นาพยักหน้าน้อยๆ ให้อีกฝ่ายแทนการรับรู้ ก่อนก้าวขาเดินนำอย่างไม่รีบร้อน สองขาก้าวไป ในใจก็อดคิดไม่ได้ ว่าหลักการ ‘ดูนายให้ดูบ่าว’ ที่มีมาแต่โบราณช่างน่าอัศจรรย์นายบ่าวมักเรียนรู้จากกันและกัน...คนเราจะสนิทสนมรู้ใจกันได้ ต้องมีบางสิ่งคล้ายคลึงกัน...ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงหลักการง่ายๆ แต่กลับใช้ดูคนได้แม่นนักอัยน์นาก้าวขาเดินตามการชี้นำจากคนเดินตาม มุ่งหน้าเข้าหาสถานที่ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีใครรออยู่ ไม่นานนักก็มาถึงห้องห้องหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่สุดทางเดินกรุพื้นและผนังสีดำสนิทแค่ดูจากข้างนอก เธอก็พอจะเดาออก ว่าห้องที่อยู่ด้านหลังประตูบานคู่สลักลายขนปีกสวยแปลกตาห้องนี้ กว้างขว







