LOGIN@บ้านเลิศดำรงค์
“แม่ขอร้องนะพลอย แม่ขออีกแค่ครั้งเดียวนะลูกนะ”
“ครอบครัวของเราก็มีศักดิ์ศรี ทำไมเราต้องให้โอกาสคนที่ผิดนัดเราถึงสองครั้งด้วยคะ ยังไงพลอยก็ไม่ไปเด็ดขาด”
พลอยชมพู หญิงสาววัยยี่สิบย่างเข้าสู่ยี่สิบเอ็ดปี เจ้าของร่างอรชรผิวพรรณผุดผ่องอย่างลูกผู้ดี กำลังยืนกอดอกเชิดหน้าใส่ พรรณี ผู้เป็นแม่ ขณะปฏิเสธเรื่องที่มารดาขอร้องให้เธอไปดูตัวว่าที่คู่หมั้นเป็นหนสาม หลังจากเธอถูกเบี้ยวนัดมาแล้วถึงสองคราวแถมยังถูกอีกฝ่ายทิ้งให้รอเก้ออยู่ร้านอาหารตั้งหลายชั่วโมง
คิดแล้วมันน่าโมโหชะมัด
“แม่สัญญาว่าแค่ครั้งเดียว ถ้าคราวนี้พี่เขาเบี้ยวนัดพลอย แม่จะไม่บังคับให้พลอยไปดูตัวอีก และแม่ก็จะเป็นคนไปคุยกับป้าสุวิมลเรื่องยกเลิกงานหมั้นเอง”
“แต่แม่คะ”
“นะพลอย แม่ขอร้องล่ะ อีกแค่ครั้งเดียว ครั้งสุดท้าย”
เธอปั้นหน้าบึ้งตึง ทำท่าจะคัดค้านหัวชนฝา ทว่าพอถูกมารดาขอร้องก็อดใจอ่อนไม่ได้
ร่างเล็กนั่งกระแทกลงบนโซฟาอย่างแรงพร้อมกับทำหน้าไม่พอใจ ปกติเธอเป็นคนมีเหตุผล แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่เธอไม่อยากใช้เหตุผล
“พลอยไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องอยากไปเกี่ยวดองกับเขาขนาดนั้น นี่มันหมดยุคคลุมถุงชนแล้วนะคะ”
แม้จะมีท่าทีอ่อนลงแต่คนเป็นลูกก็ยังไม่หยุดพร่ำบ่น เคยได้ยินเรื่องคลุมถุงชนมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม ไม่คิดว่าคนสมัยนี้ยังมีความคิดคร่ำครึราวกับคนโบราณอยู่อีก
พรรณีถอนหายใจแรง ก่อนจะเดินหายขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน จากนั้นก็กลับมาพร้อมกล่องไม้เก่า ๆ ใบหนึ่ง
“อะไรคะ”
“พลอยอยากรู้ไม่ใช่เหรอว่าทำไมครอบครัวเราต้องอยากเป็นดองกับครอบครัวนั้น แม่กำลังจะเล่าให้ฟังอยู่นี่ไง”
พูดจบก็วางกล่องไม้ลงต่อหน้าบุตรสาวพร้อมกับเล่าว่า
“ความจริงการหมั้นหมายระหว่างสองบ้านเกิดขึ้นตั้งแต่รุ่นคุณทวด”
ผู้เป็นแม่เปิดกล่องไม้แล้วหยิบรูปถ่ายโบราณออกมา ยื่นรูปถ่ายขาวดำของผู้ชายสองคนที่แต่งกายด้วยชุดทหารให้แก่บุตรสาวแล้วเล่าต่อ
“สมัยเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นคุณตาทวดเป็นทหารยศพันตรี ท่านได้รับคำสั่งให้ไปประจำการในป่าแถบชายแดนกาญจนบุรี ช่วงนั้นมีไข้ป่าระบาด ท่านติดไข้ป่าทำท่าจะไม่รอด พอนายแพทย์หม่อมหลวงอนิรุต ซึ่งประจำการอยู่จังหวัดใกล้เคียงทราบข่าว จึงรีบเดินทางไปช่วยเหลือ จนคุณตาทวดฟื้นตัวและหายจากไข้ป่า หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ที่ค่ายแพทย์อาสาของหม่อมหลวงอนิรุตถูกโจรปล้น พวกมันขนเอายารักษาโรคและเสบียงอาหารไปจนหมด และที่โหดร้าย คือพวกมันจับตัวหม่อมหลวงอนิรุตไปด้วย พอคุณตาทวดรู้ข่าวท่านจึงรีบไปช่วย เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คุณตาทวดถูกยิง แต่โชคดีที่กระสุนไม่โดนจุดสำคัญ หลังจากนั้นทั้งสองท่านมีโอกาสระบายความในใจจึงรู้ว่า ต่างคนต่างก็มีภรรยาที่กำลังตั้งท้อง ตอนนั้นพวกท่านพูดกันเล่น ๆ ว่า หากภรรยาของฝ่ายหนึ่งคลอดลูกชายออกมา แล้วภรรยาของอีกฝ่ายคลอดลูกสาว จะให้ทั้งคู่แต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองบ้าน”
ผู้เล่าพักกลืนน้ำลาย
“แล้วยังไงต่อคะ”
คนฟังเริ่มรู้สึกตื่นเต้น ผู้เป็นแม่จึงเล่าต่อว่า
“แต่ภรรยาของพวกท่านคลอดลูกสาวทั้งคู่ คำสัญญาที่เคยพูดกันไว้ก็เลยถูกลืมไป จนกระทั่งมาถึงรุ่นหลาน ทั้งสองท่านก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง และดูเหมือนว่าคำสัญญาที่เคยพูดกันเล่น ๆ จะจริงจังมากขึ้น แต่สุดท้ายพวกท่านก็ได้หลานสาวซึ่งก็คือแม่กับคุณป้าสุวิมล ตอนนั้นคุณตาทวดเริ่มอายุมากขึ้น ครั้นจะอยู่รอจนถึงรุ่นเหลนก็เกรงว่าสังขารจะโรยราไปเสียก่อน ท่านก็เลยเขียนจดหมายเอาไว้ฉบับหนึ่ง”
ผู้เป็นแม่ยื่นมือข้างหนึ่งไปหยิบจดหมายที่พับอยู่ในกล่องไม้มาคลี่ออกแล้วยื่นมันให้แก่บุตรสาว
พลอยชมพูรับจดหมายมาอ่าน
‘ถึงทายาทของพลเอกวิบูลย์ เลิศดำรงค์
เมื่อเจ้าได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ทวดคงไม่ได้อยู่ดูเจ้าเติบโตอีกต่อไปแล้ว แต่ทวดมีสิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้ นั่นคือเรื่องราวของมิตรภาพและคำสัญญาที่ทวดได้ให้ไว้กับเพื่อนรัก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่อยากให้เจ้าได้รับรู้และพิจารณา
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทวดและเพื่อนรักเคยผ่านช่วงเวลาเลวร้ายและเสี่ยงอันตรายมาด้วยกัน เพื่อนของทวดซึ่งเป็นหมอได้ช่วยชีวิตทวดขณะที่ล้มป่วยหนักจากไข้ป่า ตอนนั้นคิดว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสรอดชีวิต แต่เพื่อนก็ยังยืนหยัดช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถจนในที่สุดทวดก็รอดชีวิตมาได้
ด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจและความผูกพันที่เกิดขึ้น ทวดกับเพื่อนรักจึงได้ให้คำมั่นสัญญากันไว้ว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีลูกชาย และอีกฝ่ายมีลูกสาวเราจะให้ทั้งสองคนแต่งงานกัน เพื่อให้สายสัมพันธ์ของสองครอบครัวยังคงอยู่ไปอีกนานแสนนาน
อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป กลับกลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างมีแต่บุตรสาว คำสัญญานั้นจึงไม่สามารถเป็นจริงได้ในรุ่นของพวกเรา แม้คำสัญญายังไม่อาจเป็นจริงได้ แต่สิ่งนั้นก็ยังคงอยู่ในหัวใจของทวดเสมอ
วันนี้ทวดอยากฝากคำสัญญานี้ไว้กับเจ้า หากมีโอกาสและเวลาที่เหมาะสม ทวดอยากให้เจ้ารักษาความสัมพันธ์อันงดงามนี้ต่อไป ไม่ใช่เพียงเพื่อรักษาสัญญาเก่า แต่เพื่อมิตรภาพ ความเชื่อใจ และคุณค่าที่สองครอบครัวของเราได้ร่วมสร้างกันมา
ทวดไม่ได้ต้องการบังคับเจ้า แต่อยากให้เจ้าเปิดใจมองว่าสิ่งนี้เป็นโอกาสที่จะได้สร้างความสัมพันธ์อันดี และเป็นสิ่งนำมาซึ่งความสุขในชีวิตของเจ้าเอง
จงใช้หัวใจของเจ้าในการตัดสินใจ จำไว้ว่าความรัก ความเชื่อใจและคำมั่นสัญญาคือรากฐานของชีวิตที่งดงาม
ด้วยรักและหวังดีเสมอ
พลเอกวิบูลย์ เลิศดำรงค์’
หลังอ่านเนื้อความในจดหมายพลอยชมพูรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้อยากคัดค้านความคิดล้าหลังของคุณตาทวด แต่กลับเข้าใจแก่นความรู้สึกของผู้เขียนจดหมายเป็นอย่างดี มิตรภาพและความผูกพันที่ท่านมีต่อเพื่อนรักช่างน่าซาบซึ้งนัก
“นะพลอย แม่ขออีกแค่ครั้งเดียว ทำตามเจตนารมณ์ของคุณตาทวด ถ้าครั้งนี้พี่เขาเบี้ยวนัด แม่จะไม่พูดเรื่องนี้อีกเลย”
คนฟังทำหน้าห่อเหี่ยว แต่อีกแค่ครั้งเดียวถ้าเขาเบี้ยวนัดอีก ทุกอย่างก็ถือว่าจบสิ้น
“ครั้งเดียวจริง ๆ นะคะ” น้ำเสียงอ่อนลง
“จ้ะ”
รอยยิ้มอย่างดีใจผุดขึ้นตรงริมฝีปากของมารดา
“ก็ได้ค่ะ แต่อาทิตย์นี้พลอยไม่ว่างนะคะ ถ้าแม่จะนัดกับป้าสุวิมลก็ขอเป็นอาทิตย์หน้าละกัน”
พูดจบก็ถือรูปถ่ายพร้อมจดหมายของคุณตาทวดเดินไปทางหน้าบ้านซึ่งเป็นเรือนกระจก ตรงนั้นมีเก้าอี้ชิงช้าสำหรับนั่งเล่น วันหยุดอยู่บ้านเธอมักมาขลุกตัวอยู่ที่นี่เป็นประจำ
พลอยชมพูนั่งมองผู้ชายสองคนในรูปถ่ายขาวดำ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือคุณตาทวดของเธอ ส่วนอีกคนหนึ่งคือเพื่อนรักของท่าน คนที่ผู้เป็นแม่เพิ่งจะเล่าเรื่องราวให้ฟัง หญิงสาวพลิกดูด้านหลังรูปถ่าย พบว่ามีข้อความที่เขียนด้วยหมึกจาง ๆ
‘หม่อมหลวงอนิรุต สวัสดิพงษ์’
“หล่อนะเนี่ย”
เธอพูดพึมพำขณะจ้องมองรูปถ่าย
ประตูห้องเปิดกว้างวายุเป็นฝ่ายเดินนำหน้าพาหญิงสาวเข้าห้องด้วยกัน แม้ท่าทางจะดูเก้ ๆ กัง ๆ แต่เธอกลับไม่แสดงอาการประหม่าเลยสักนิด สงสัยจะโชกโชนไม่น้อย ร่างเล็กนั่งลงบนโซฟาดวงตาสอดส่องไปรอบ ๆ ห้องพักของโรงแรมห้าดาว ภายในหรูหราราคาคงจะแพงน่าดู นี่เขาใช้เงินฟุ่มเฟือยกับเรื่องพวกนี้เนี่ยนะ ร่างสูงวางกระเป๋าของเธอและขวดไวน์ลงบนโต๊ะกระจก ก่อนจะเดินไปหยิบแก้วไวน์ตรงเคาน์เตอร์เล็ก ๆ มาสองใบ รินไวน์แดงใส่แก้วแล้วยื่นให้หญิงสาวด้วยท่าทางสุภาพ แต่ดวงตาประกายแพรวพราวไม่หยุด พลอยชมพูรับแก้วไวน์มาจิบแล้ววางแก้วไว้ นัยน์ตาคู่สวยแหงนมองหน้าคนที่ยืนเต๊ะท่าเก๊ก ๆ คงคิดว่าตัวเองเท่มากมั้ง เหมือนเขาได้ยินความคิดเธอ ฉับพลันวายุก็นั่งลงด้านข้าง มือหนาควงแก้วไปมา ก่อนจะยกดื่มรวดเดียวจนหมด ริมฝีปากหนาเผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มขณะยกแขนขึ้นมาพาดพนักพิงโซฟาคล้ายกับโอบไหล่เธอทางอ้อม ปลายนิ้วสัมผัสเบา ๆ ตรงหัวไหล่บอบบางเป็นการลองเชิง เมื่อเห็นว่าเธอไม่พูดอะไรเขาจึงเริ่มลูบไล้ไปมา “ยังไม่ตอบพี่เลย สรุปเราเรียนที่
“เหม็นรึเปล่า” “คะ?” “พอดีพี่เพิ่งสูบบุหรี่มาน่ะ กลัวเราจะเหม็น” “ปกติสูบบ่อยเหรอคะ” เธอไม่ตอบคำถามแต่ใช้วิธีถามกลับ นี่มันหลักจิตวิทยารึเปล่าวะ รู้สึกประหม่าฉิบหาย “จะสูบแค่ตอนกินเหล้าน่ะ” หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อยทำเหมือนเข้าใจ สรุปว่าเหม็นรึเปล่าก็ไม่ตอบ จังหวะขับรถผ่านร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง วายุก็เลี้ยวเข้าไปจอดหน้าร้าน เธอมองหน้าเขาคล้ายกับสงสัย ชายหนุ่มจึงรีบพูดขึ้นว่า “พี่จะแวะซื้อหมากฝรั่ง เราอยากได้อะไรไหม” เขาพูดขณะปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว “ไวน์ค่ะ” วายุยกยิ้มแล้วเปิดประตูลงจากรถ เดินตรงปรี่เข้าไปในร้านสะดวกซื้อเพื่อเลือกซื้อของที่ต้องการ เขาไม่ลืมหยิบกล่องถุงยางอนามัยที่อยู่บนชั้นมาด้วยสองกล่องเผื่อเหลือเผื่อขาด หลังคิดเงินกล่องอุปกรณ์ป้องกันถูกแยกไปเก็บในกระเป๋ากางเกงทันที เมื่อกลับมาถึงรถเขาก็ยื่นขวดไวน์ให้หญิงสาว “ยี่ห้อนี้พอได้ไหม” “ได้ค่ะ” แววตาคมกริบมองเธอนิ่ง ๆ ก่อนริมฝีปาก
วายุนั่งยิ้มจนแก้มแทบปริแตกตั้งแต่กลับมาถึงโต๊ะ ดวงตาคมจ้องมองโทรศัพท์มือถือสลับกับมองโต๊ะด้านล่าง เฝ้ารอข้อความตอบกลับจากสาวนิรนามที่เพิ่งได้คุยกันครั้งแรก แปลกจังที่เขารู้สึกคุ้นเคยกับเธอมาก่อน อย่างนี้เรียกนางในฝันรึเปล่าวะ เพื่อนสนิทจับสังเกตท่าทางของเสือซุ่ม สงสัยเหยื่อจะติดกับแล้ววายุถึงได้อารมณ์ดีขนาดนี้ ปิ๊ง! เสียงข้อความดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มละความสนใจจากทุกสิ่งมาที่เครื่องมือสื่อสาร เขารีบเปิดอ่าน ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้มอย่างไม่ปกปิดเมื่อเห็นว่าเธอตอบรับคำชวน ก่อนที่ปลายนิ้วจะพิมพ์ข้อความยิก ๆ ส่งกลับไปหาอีกฝ่ายทันที ‘ถ้างั้นพี่เดินไปรับที่โต๊ะนะ’ ‘ไปรถพี่’ แทนตัวเองว่าพี่ดูเป็นผู้ชายอบอุ่นอ่อนโยน สาวคนไหนเจอแบบนี้ต้องมีรักมีหลงบ้างแหละ ปิ๊ง! อีกฝ่ายตอบกลับอย่างรวดเร็วสงสัยเธอเองก็รอข้อความจากเขาอยู่เหมือนกัน ‘เจอกันหน้าร้านดีกว่าค่ะ ขี้เกียจตอบคำถามเพื่อน’ ไม่ไร้เดียงสาอย่างที่คิดแฮะ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาสอนนั่นสอนนี่ วายุยกยิ้มหลังกดถูกใจใ
ร่างเล็กเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ โดยไม่รู้เลยว่ามีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องแผ่นหลังของเธอในระยะใกล้ วายุยกยิ้มขณะยืนพิงกำแพงตรงทางเดินแคบ ๆ ระหว่างรอคนบางคนเข้าไปทำธุระส่วนตัวเขายกบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบตรงบริเวณที่มีป้าย Smoking area ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นแล้วพ่นควันสีขาวออกจากปากด้วยท่าทางเรียบนิ่ง แต่ประกายไปด้วยเสน่ห์ที่น่าหลงใหล สาว ๆ ที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างส่งสายตาทอดสะพาน แต่ชายหนุ่มทำเพียงส่งยิ้มบาง ๆ กลับไปให้ หลังทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยพลอยชมพูก็เดินออกมาจากห้องน้ำ ดวงตาคู่สวยปะทะกับดวงตาคู่คมที่จ้องมาราวกับต้องการกลืนกิน ริมฝีปากหนายกยิ้มอย่างมีเลศนัยขณะมองเธอ หญิงสาวส่งยิ้มบาง ๆ ลองเชิงว่าที่คู่หมั้น จังหวะนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปหาวายุพอดี สาวสวยสุดเซ็กซี่ยกแขนขึ้นมาคล้องคอชายหนุ่มแล้วพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ไม่เจอพี่วายุตั้งนาน คิดถึงจังเลยค่ะ” คนถูกกอดมีท่าทางเลิ่กลั่ก กำลังจะตกเหยื่อรายใหม่เหยื่อรายเก่ากลับโผล่มาจากไหนไม่รู้ ชายหนุ่มรีบแกะแขนของหญิงสาวออกจากคออย่างลนลาน ก่อนจะพูดเสียงเรียบ “กลับโต๊ะไปก่อนนะ
“ใครไม่รู้จักก็บ้าแล้ว นั่นแก๊งคิงวิศวะมอ KU เลยนะเว้ย ทั้งประเทศคงมีแค่พวกแกสองคนเท่านั้นแหละมั้งที่ไม่รู้จักอะ เนอะ” ต้นข้าวสาธยายขณะชี้นิ้วไปที่มิเกลและพลอยชมพู จากนั้นก็หันมาพยักหน้าพูดคำว่า ‘เนอะ’ กับสาลี่ เธอเป็นติ่งแก๊งคิงวิศวะต่างสถาบันมานาน ติดตามตั้งแต่พวกเขาเริ่มดังในสื่อโซเชียลใหม่ ๆ จนตอนนี้กลายเป็นแฟนคลับตัวยงของแก๊งนี้ไปแล้ว “ไม่เห็นอยากรู้จักเลยเนอะ” มิเกลหันมาพูดกับพลอยชมพูแล้วพยักหน้าหาพรรคพวก ในขณะที่พลอยชมพูเอาแต่นิ่งเงียบ สีหน้าเหมือนกำลังสงสัยอะไรบางอย่าง “ไอ้พลอย! เป็นไรวะ เหม่อเชียว” “เปล่า” “อย่าบอกนะว่าแกก็หลงเสน่ห์ผู้ชายพวกนั้นอีกคน โอ๊ย! ฉันอยากจะบ้า” มิเกลทำหน้าเอือมระอาพลางยกมือกุมขมับ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแม่คนสวยสายซึนอย่างพลอยชมพู ก็ซึนแตกเสียแล้วเพียงแค่เห็นหน้าผู้ชายพวกนั้น ตาคู่สวยกลอกกลิ้งไปมา ก่อนที่พลอยชมพูจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย จากนั้นก็รีบพูดแก้ตัวทันที “จะบ้าเหรอแก ฉันก็แค่รู้สึกคุ้นหน้าคนที่อยู่ข้างบนนั้น เหมือนจะเคยเจอที่ไหนมาก่อน แต่ก็นึกไม่ออกแค่น
หลายวันต่อมา @ร้านเหล้า เสียงเพลงจังหวะ EDM ดังอึกทึกครึกโครมอยู่ในร้านเหล้าชื่อดัง ซึ่งเป็นแหล่งรวมนักศึกษางานดีของมหาวิทยาลัยในละแวกนี้ กลุ่มนักท่องราตรีต่างมารวมตัวกันอย่างแน่นขนัดในคืนวันศุกร์ สี่หนุ่มแก๊งคิงวิศวะของมหาวิทยาลัย KU นั่งอยู่ตรงโซนวีไอพีบนชั้นลอย คืนนี้พวกเขานัดแนะกันออกมาสังสรรค์ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเปิดเทอมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า วายุนั่งมองสองหนุ่มแล้วส่ายหน้าเอือมระอา ก็ช่วงนี้พวกมันเอาแต่ติดเมียนี่นา กว่าจะนัดแนะให้ออกมารวมตัวกันได้ช่างแสนยาก แล้วไหนพวกมันยังต้องติดสอยห้อยเมียมาด้วยอีกต่างหาก หมดกันแก๊งเสือร้าย ตอนนี้กลายเป็นลูกแมวแสนเชื่องไปแล้วสอง “เป็นไงวะชีวิตหลังแต่งงาน” วายุเอ่ยถามว่าที่คุณพ่อ ที่ตอนนี้กำลังนั่งคลอเคลียคุณภรรยาคนสวย เจ้าขุนละความสนใจจากคนข้าง ๆ แล้วหันมาทางคนถามจากนั้นก็เอ่ยตอบ “ก็ดี มีความสุข สามวันดีสี่วันทะเลาะชีวิตมีสีสันดีว่ะ” พูดแล้วหันไปยักคิ้วให้ดาริณ ไม่ทันไรเธอก็ทำตาเขียวปั้ดใส่เขาซะแล้ว เจ้าขุนแค่นหัวเราะ ก่อนจะหันมาสนใจวา







