LOGIN“หนึ่งคำถาม” นางต่อรองโดยไม่ยอมหันมาสบตาเขา มือน้อยยังคงง่วนอยู่กับการบีบนวดขมับทั้งสองข้างที่เริ่มเต้นตุบ“จำได้แล้วกระมัง ทั้งหมดหรือบางเรื่อง”ได้ยินดังนั้นเว่ยซวงอวี่พลันชะงักกึก นางเงยหน้ามองชายหนุ่มก่อนรีบหลบสายตา “บางเรื่อง”หยวนเฟิงหลิงมองเห็นร่องรอยของความลังเลอย่างชัดเจน เขาวางถ้วยยาของหญิงสาวลง จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปนั่งลงบนเตียง หันหน้าเผชิญหน้ากับคนที่นั่งก้มหน้าลง“อยากจะเล่าหรือไม่”ไม่ได้บีบบังคับให้เล่าออกมา เขาเพียงเอ่ยถามหญิงสาวเสียงเรียบ“หากข้าไม่พูด ท่านจะบังคับข้าหรือไม่”“เจ้าจะโกหกย่อมได้ หากเป็นเช่นนั้นจะมีประโยชน์ใดเล่า เพียงแต่…” เขาจงใจเว้นวรรคเพื่อให้นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ทั้งนี้ก็เพราะเขาต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในดวงตาของนาง“เพียงแต่อะไรหรือ” เว่ยซวงอวี่เงยหน้าขึ้นถามเขาด้วยความสงสัย“อวี่เอ๋อร์ เจ้าเป็นคนฉลาด ย่อมต้องรู้ว่าเรื่องนี้เจ้าไม่อาจรับมือเพียงลำพัง”“หากข้าบอกท่านว่าข้าไม่ได้รับมือเพียงลำพังเล่า หากข้าบอกท่านว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ว่าผู้ใดล้วนแล้วแต่ทำไปโดยเปล่าประโยชน์” เอ่ยจบนางก็จ้องเขาเขม็งเขาอยากอ่านใจนาง …เช่นนั้นนางก็จะให้เขา
ชายหนุ่มกระซิบบอกนางทั้งที่ตระหนักดีว่านางไม่ได้ยิน เขายืดกายขึ้นก่อนเดินออกไปยังมือสังหารชุดดำที่เพิ่งเหินกายลงมาไม่ห่างจากจุดที่เขายืนผู้มาใหม่ชะงักเพราะคาดไม่ถึงว่าเป้าหมายที่ไล่ล่า อยู่ๆ ก็หยุดราวกับรอทั้งสองอยู่ เมื่อหันไปสบตากันอย่างลังเลจากนั้นก็จู่โจมเข้ามาร่างสูงของหยวนเฟิงหลิงเหินกายขึ้นหลบลูกดอก พุ่งไปยังทิศทางตรงข้ามกับจุดที่เขาวางร่างหมดสติของเว่ยซวงอวี่ ชายหนุ่มหลบหลีกอย่างคล่องแคล่ว กระทั่งสามารถเข้าใกล้มือสังหารทั้งสองคน เพียงเหวี่ยงฝ่ามือออกไปสองครั้ง เงาร่างในชุดดำก็ทรุดลงกับพื้นเมื่อค้นตามตัวของทั้งแล้วไม่พบสิ่งใด หยวนเฟิงหลิงใช้ผ้าปิดหน้าของคนทั้งคู่มัดมือทั้งสองเอาไว้ด้วยกัน ฉีกบางส่วนออกมามัดเท้าก่อนทิ้งเอาไว้เช่นนั้นร่างสูงเดินมาหยุดข้างๆ หญิงสาวที่ยังคงไม่ได้สติ ใช้แขนเสื้อซับเหงื่อตามไรผมให้นาง ก่อนจะเงี่ยหูฟังเมื่อได้ยินเสียงคล้ายละเมอ“อย่า พี่ใหญ่ท่านไปไม่ได้นะ ท่านพ่อ ท่านพ่อ”ที่ได้ยินมีเพียงเท่านั้น เพราะหลังจากจบประโยคที่ไม่ปะติดปะต่อเว่ยซวงอวี่พลันเงียบไป มองดูคิ้วเรียวขมวดแน่นใบหน้าหรือก็ซีดขาว หยวนเฟิงหลิงตบเบาๆ ลงบนแก้มนวล หวังเรียกสติของหญิงสาว
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!!”เว่ยซวงอวี่ตะโกนทั้งยังคว้าร่างสูงใหญ่เอาไว้แน่น ดวงตาที่แม้จะพยายามปิดลง แต่กลับยังมองเห็นความสูงที่ทั้งสองร่วงลงไปอย่างชัดเจนภาพเหตุการณ์อันน่าหวาดหวั่น แต่แตกต่างกันเล็กน้อยผุดขึ้นมาในหัว ภาพที่รถม้าพลิกคว่ำลงไปจากเนินกระทั่งกลิ้งลงไปยังเบื้องล่าง เสียงกรีดร้องของนางเองที่ดังขึ้นทับซ้อนกันใบหน้าหวาดกลัวของสาวใช้สองคน พร้อมกับเสียงกรีดร้องและเสียงบางอย่างแตกหัก ดวงตาเบิกกว้างและร่างที่ถูกบางอย่างแทงทะลุ ดวงตาแตกตื่นนิ่งค้าง เลือดแดงฉานที่เริ่มไหลออกมา“ไม่!!”เว่ยซวงอวี่กอดรัดร่างสูงใหญ่ตรงหน้า ร่างเล็กสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาคู่งามที่ปิดแน่นราวไม่อยากรับรู้“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย”หยวนเฟิงหลิงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของหญิงสาว กระนั้นเขาไหนเลยจะมีเวลาได้ปลอบโยนนาง เบื้องหน้าคือเนินลาดสูงชัน เบื้องหลังยังมีกลุ่มคนที่ยังไม่ทราบฝ่ายติดตาม เขามีเพียงทางเดียวคือพานางออกไปให้ห่างที่จุดนี้โดยเร็วที่สุด“ไม่เป็นไร ข้าอยู่นี่ เจ้าจะไม่เป็นอะไร”เขากระซิบบอกก่อนกระชับอ้อมกอด แตะปลายเท้าลงไปยังเนินหิน พุ่งตัวเข้าไปยังทิว
ที่สำคัญ... แม้นางจะไม่รู้ว่าอดีตเป็นเช่นไร แต่นับจากได้พบกับเฒ่าวิปลาส นางสาบานเลยว่าหากเรื่องนี้จบลง นางต้องการกลับไปเป็นเว่ยซวงอวี่ บุตรสาวบัณฑิตเว่ยผู้สุขุมเยือกเย็นจะไม่กลับมาใช้ชีวิตผาดโผน ด้วยการพาชีวิตตัวเองไปแขวนเอาไว้บนเส้นด้ายโดยเด็ดขาดยังพูดไม่ทันจบประโยคเขาพลันยิ้มกว้าง “เชื่อเถิดต่อไปเจ้าย่อมต้องได้ใช้”ลางสังหรณ์ของเขาบอกเช่นนั้น แต่เขาไหนเลยจะบอกให้นางรู้เส้นทางที่หยวนเฟิงหลิงเลือก เป็นเส้นทางที่อ้อมมาจากด้านหลังอารามสงบใจ ส่วนมากแล้วไม่ใคร่จะมีชาวบ้านใช้เส้นทางนี้ เนื่องจากเส้นทางนี้มีป่าสนสูงชันทั้งยังดูน่ากลัวเมื่อถึงจุดหนึ่งซึ่งอีกฟากเป็นทางลาดชัน หยวนเฟิงหลิงจึงหยุดม้า เขากวาดสายตามองไปโดยรอบ ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้า มือใหญ่ยื่นมารับเว่ยซวงอวี่เพื่อช่วยนางก้าวลงมา จากนั้นจึงผูกม้าเอาไว้กับต้นสนต้นหนึ่งจากจุดที่ทั้งสองยืนด้านขวาเป็นป่าสนรกทึบ ด้านซ้ายเป็นเนินสูงสามารถมองเห็นเบื้องล่าง อีกทั้งยังสามารถมองเห็นกำแพงเมืองอี๋หยางอยู่ไกลๆ“เป็นที่นี่หรือ” เว่ยซวงอวี่เอ่ยถาม“เป็นที่นี่” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ ทั้งยังเดินไปยืนอยู่ตรงขอบถนน เว่ยซวงอวี่ก้าวตามไปยืนด้านห
นางทั้งไม่คัดค้านและไม่ปฏิเสธ เพราะนั่นคือความจริง นางไม่รู้ว่านางสามารถไว้ใจผู้ใดได้“ตอนนี้เรื่องนี้ยังคงเป็นความลับ มีคนไม่มากนักที่ล่วงรู้ หากแต่อาการขององค์ชายเจ็ดกำลังจะได้รับการเยียวยา ข้ามาที่นี่เพื่อมารวบรวมหลักฐาน หากเจ้าร่วมมือกับข้า ข้าสัญญาจะช่วยเจ้าไม่ให้คนตระกูลเว่ยได้รับผลกระทบ”“แต่ว่าพี่ใหญ่กับท่านพ่อ…”“เรื่องบิดาของเจ้านั้นยังพอมีทาง แต่พี่สาวของเจ้านางเป็นถึงชายารองขององค์ชายเก้า จะอย่างไรข้าไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ข้ารับปากจะช่วยให้ถึงที่สุด”เรื่องการแก่งแย่งชิงดีภายในราชสำนัก นางเองก็ตระหนักดีว่าเขาไม่อาจช่วย การที่เขาบอกออกมาตามตรงเช่นนี้ นับว่าเขาได้แสดงเจตนาและความจริงใจออกมาแล้วหลังจากเงียบงันอยู่นาน ในที่สุดเว่ยซวงอวี่ก็คิดตก “ท่านต้องการให้ข้าทำอะไร”“ข้าต้องการความจริงจากเจ้า ความจริงที่เจ้ารู้”“ท่านยังคงไม่เชื่อว่าข้าสูญเสียความทรงจำหรือ” นางเม้มปากแน่น“ข้าเชื่อ”นางไหนเลยจะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด“เมื่อก่อนอาจไม่เชื่อ ตอนนี้ข้าตัดสินใจว่าจะเชื่อเจ้าและพยายามช่วยเจ้าให้รื้อฟื้นความทรงจำที่หายไป”“อย่างไรเล่า”“อย่างที่ข้าบอก ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือพาเจ้
มองดูท่าทีอึดอัดของหญิงสาวหยวนเฟิงหลิงพลันถอนใจ เขาเดินผ่านร่างของนางที่ยังคงยืนนิ่งเข้าไปในห้อง วางป้านชาบนโต๊ะก่อนจะนั่งลง “นั่งสิ”เว่ยซวงอวี่หมุนตัวกลับเข้ามาก่อนมองเขาอย่างพิจารณา“ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก นั่งสนทนากันสักหน่อยดีหรือไม่”“เรื่องอะไรหรือ”“มิใช่อยากให้ผู้อื่นเชื่อใจในตัวเจ้าหรอกหรือ หากอยากให้ข้าเชื่อเช่นนั้นก็พูดในสิ่งที่เจ้าสงสัยออกมา”“ท่าน…ท่านได้ยินหรือ”“ใช่”“อะไรบ้าง”“ทั้งหมดที่เจ้าสนทนากับมารดา”เว่ยซวงอวี่ขมวดคิ้วมุ่น“ข้าไม่ได้แอบฟังแต่อยู่ที่นั่นก่อนหน้าแล้ว” เขาเอ่ยพร้อมกับรินชาก่อนส่งถ้วยใบหนึ่งมาตรงหน้านาง “ก่อนหน้าที่เจ้าจะสูญเสียความทรงจำมีเรื่องมากมายเกิดขึ้น”เว่ยซวงอวี่มีท่าทีตั้งอกตั้งใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดทันที“ในยามที่ราชสำนักกำลังเกิดคลื่นใต้น้ำ ฮ่องเต้และขุนนางกำลังหารือเกี่ยวกับการแต่งตั้งรัชทายาทเพื่อสืบทอดบัลลังก์ ข่าวลือเรื่องที่มีศิษย์สำนักเค่อหลี่คู่หนึ่งมีความสามารถโดดเด่นเล็ดลอดออกไป”เว่ยซวงอวี่ขมวดคิ้วนางสังหรณ์ใจอย่างไรชอบกล“ใช่ คือเจ้ากับพี่สาวของเจ้า” หยวนเฟิงหลิงคาดเดาได้จากท่าทีของนาง “กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าองค์ชายเก้







