LOGIN“วิถีเซียนแล้วอย่างไร? เจอไม้บรรทัดวัดกบาลหน่อยเป็นไงจะได้ตรง!” ท่ามกลางความมืดมิดของสุสานโบราณที่ถูกปิดตายมานับพันปี “เสิ่นหลี” นักโบราณคดีสาวผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติกำลังเผชิญหน้ากับโจทย์ที่ยากที่สุดในชีวิต นั่นก็คือรูปปั้นมังกรทมิฬขนาดมหึมาดูราวกับมีชีวิตจนน่าขนลุก และในจังหวะที่อุบัติเหตุทำให้หยดเลือดจากปลายนิ้วของนางกระเซ็นลงบนดวงตามังกร... กลไกแห่งโชคชะตาก็เริ่มต้นทำงาน! แสงสีครามสว่างจ้ากลืนกินจิตวิญญาณของนางหายไปจากโลกปัจจุบัน ทิ้งไว้เพียงปริศนาที่ไม่มีใครแก้ได้ และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง “เสิ่นหลี” กลับพบว่านี่ไม่ใช่ร่างของตนจากความทรงจำเดิม “เสิ่นหลี” คนนี้คือเด็กสาวกำพร้าผู้ยากไร้ ณ ดินแดน ‘เสวียนฉงเจี้ย’ โลกที่คนแข็งแกร่งเหยียบย่ำคนอ่อนแอ และเหล่าเซียนมองมนุษย์ธรรมดาเป็นเพียงธุลีดิน นางต้องแบกภาระปกป้อง “เสิ่นเหยา” น้องสาวเพียงคนเดียวให้รอดพ้นจากเงื้อมมือญาติชั่วที่จ้องจะขายพวกนางกิน ทว่าสิ่งที่ติดตัวนางมาด้วยกลับไม่ใช่เพียงความรู้โบราณคดี แต่เป็น ‘ไม้บรรทัดวัดฟ้า’ อุปกรณ์คู่ใจที่แปรเปลี่ยนเป็นอาวุธพิสดาร และที่สำคัญที่สุด... รอยสักรูปมังกรบนข้อมือที่ร้อนรุ่มทุกครั้งที่นางเข้าใกล้ “กู้ชางหลง”
View Moreภายใต้แสงอาทิตย์แผดเผาของบ่ายวันเสาร์ เสิ่นหลียืนปัดฝุ่นออกจากกางเกงคาร์โก้สีซีดของเธอพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ดวงตาเรียวคมภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีดำสนิทกวาดมองไปรอบบริเวณเนินเขาดินลูกรังที่ถูกล้อมด้วยแถบพลาสติกสีเหลืองสลับดำ
พื้นที่แห่งนี้เดิมทีเป็นเพียงโครงการก่อสร้างทางหลวงชนบทธรรมดา จนกระทั่งคนขับรถขุดดินบังเอิญกระแทกเข้ากับ ‘เพดานหิน’ บางอย่างที่ไม่ควรมีอยู่
“อาจารย์เสิ่นครับ! ทางนี้ครับ ทีมงานเตรียมสปอตไลท์กับเครื่องปั่นไฟพร้อมแล้วครับ” เสียงตะโกนจากเจ้าหน้าที่รุ่นน้องทำให้เธอหันไปมองพร้อมกับขยับหมวกแก๊ปให้เข้าที่
เสิ่นหลีไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูด เธอเพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะคว้ากระเป๋าเป้อุปกรณ์คู่ใจขึ้นมาสะพาย ภายในนั้นมีเครื่องมือที่คนทั่วไปมองว่าเป็นแค่เศษเหล็ก แต่สำหรับเธอ มันคืออาวุธที่ใช้สื่อสารกับคนตาย...
โดยเฉพาะ ‘ไม้บรรทัดเหล็กสีหม่น’ ที่เธอชอบพกติดตัวไว้เสมอ แม้มันจะดูเหมือนอุปกรณ์วัดระยะธรรมดาที่หาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์ แต่น้ำหนักและความรู้สึกยามที่มันอยู่ในมือนั้นกลับประหลาดอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งที่มาของมันมาจากร้านของเก่าแห่งหนึ่งซึ่งเธอจำไม่ได้แล้ว เธอรู้แค่ว่า ‘เห็นแล้วถูกใจเท่านั้นเอง’
“ได้รับรายงานว่ายังไงบ้าง?” เธอถามขณะก้าวผ่านรอยแยกของแผ่นดินที่ถูกขุดเปิดออก
“ชาวบ้านแถวนี้ตื่นตูมกันใหญ่ครับอาจารย์” รุ่นน้องที่เดินตามหลังมาตอบขณะปาดเหงื่อไปด้วย
“พวกเขาบอกว่าที่นี่คือ ‘สุสานเทพมังกร’ บ้างละ เป็นทางเข้าดินแดนลับบ้างละ บางคนถึงขั้นกราบไหว้เพื่อขอพรที่หน้าปากหลุมกันเลยทีเดียว แต่ดูจากโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่เห็นแค่ปลายยอด ผมว่ามันเก่าแก่กว่าทุกราชวงศ์ที่เราเคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เสียอีก”
เสิ่นหลีแค่นยิ้มเอ่ยอย่างดูแคลน “เทพมังกรเหรอ? หึ ถ้ามีจริงก็ดีสิ ฉันจะได้ขอให้เขาช่วยประทับตรางบประมาณการวิจัยครั้งหน้าให้ผ่านง่าย ๆ หน่อย งานโบราณคดีไม่ใช่การพิสูจน์ตำนานเพ้อเจ้อนะจำไว้ แต่มันคือการตามหาหลักฐานความจริงที่ถูกกาลเวลาฝังกลบ”
เธอเดินมาถึงทางลงที่ถูกดัดแปลงเป็นบันไดชั่วคราว กลิ่นอายของดินชื้นและอากาศเย็นเยียบที่พุ่งสวนขึ้นมาจากเบื้องล่างทำให้นิ้วมือของเสิ่นหลีเริ่มสั่นด้วยความตื่นเต้นตามสัญชาตญาณของนักล่าประวัติศาสตร์ที่สัมผัสได้ว่า ‘สิ่งที่รออยู่’ คือของจริง
ทางเดินใต้ดินนั้นแคบและชันกว่าที่คิด ผนังหินทั้งสองข้างไม่ได้ถูกฉาบด้วยปูน แต่เป็นหินศิลาที่ถูกสลักลายอักขระแปลกตา ลวดลายเหล่านั้นดูเหมือนเมฆหมอกและคลื่นน้ำที่พันเกี่ยวกันไปมา เสิ่นหลีเปิดไฟฉายแรงสูงส่องไปที่ผนัง นิ้วมือเรียวเลื่อนไปสัมผัสร่องรอยการแกะสลักอย่างแผ่วเบา
“งานประณีตระดับนี้... แถมยังไม่มีคราบเขม่าควันไฟจากตะเกียงเลยสักนิด” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง “เหมือนกับว่ามันถูกสร้างขึ้นและปิดตายลงทันทีโดยไม่เคยมีใครเข้ามาใช้งาน”
“อาจารย์ครับ ดูนั่น!”
เมื่อพ้นหัวโค้งสุดท้าย พื้นที่เล็กแคบก็เปิดออกสู่โถงกว้างทรงโดมที่ดูเหมือนจะไม่สามารถมีอยู่จริงภายใต้เนินเขาเล็กแห่งนี้ได้ แสงสปอตไลท์หลายดวงที่ทีมงานติดตั้งไว้ก่อนหน้าสาดส่องไปที่กลางห้องโถง เผยให้เห็นสิ่งก่อสร้างที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนในที่นั้นหยุดชะงัก
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคนไม่ใช่หีบศพทองคำหรือกองสมบัติอย่างที่พวกลักลอบขุดสุสานฝันถึง แต่มันคือรูปปั้นมังกรทมิฬขนาดมหึมา... ไม่ใช่สิ หากจะเรียกให้ถูกมันคือประติมากรรมที่สมจริงจนน่าเกรงขามเสียมากกว่า เพราะตรงหน้าของพวกเขาราวกับมังกรตัวเป็น ๆ ที่ถูกสาปให้กลายเป็นหินเนื่องจากท่าทางของมังกรตัวนี้ขดตัวเลื้อยพันรอบแท่นหินใจกลางโถงโดมอย่างดุดัน
“มังกร!” หนึ่งในทีมสำรวจอุทานอย่างลืมตัว
“นายก็รู้ว่ามังกรของจริงเป็นเพียงแค่เรื่องเล่า” ใครคนหนึ่งแย้ง ก่อนจะพูดต่อ “ฉันว่าเป็นฝีมือคนปั้นขึ้นมามากกว่า”
ทว่า...
“ผมว่าไม่น่าจะใช่นะครับ” ชายหนุ่มคนหนึ่งขยับแว่นสายตาของตนกวาดมองสิ่งที่เห็นตรงหน้าแย้งขึ้น
“พวกคุณลองดูผิวของมังกรตัวนี้ให้ดีสิครับ ผิวของมันเป็นสีครามเข้มเกือบดำสนิท อีกทั้งแต่ละเกล็ดยังดูแวววาวราวกับมีชีวิตอีกด้วย ผมว่าฝีมือของคนไม่น่าจะสร้างอะไรแบบนี้ออกมาได้”
ทุกคนต่างหันไปสนใจในสิ่งที่ชายหนุ่มคนนั้นกล่าว ไม่เว้นแม้แต่เสิ่นหลีเองก็ด้วย แม้ว่าเธอจะไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ก็ตามทีถึงกระนั้นเธอก็อดไม่ได้ที่จะคิดอย่างเผลอไผลไปชั่วขณะ
‘มันจะเป็นมังกรจริง ๆ ได้ยังไง’ เธอสะบัดไล่ความคิดเหลวไหลออกจากหัว ‘เรื่องพวกนี้ก็มีแต่ในนิยายหรือนิทานปรัมปราเท่านั้นแหละ’
เสิ่นหลีสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามดึงสติที่กำลังเตลิดกลับมาอยู่กับหลักการทางวิทยาศาสตร์ มือเรียวกระชับสายเป้ให้แน่นขึ้นขณะก้าวเข้าหาแท่นหินใจกลางห้องโถงอย่างระมัดระวัง ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นหินเย็นเยียบล้วนส่งเสียงสะท้อนก้องกังวานไปถึงเพดาน
สิ่งที่เห็นในระยะไกลว่าน่าทึ่งแล้ว เมื่อมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า กลับน่าตระหนกยิ่งกว่าหลายเท่า รูปปั้นมังกรทมิฬตัวนี้ไม่ได้เพียงแค่ขดตัว แต่มันถูกสร้างขึ้นในท่วงท่าที่สง่างามทว่าดุดัน ลำตัวขดเลื้อยพันรอบแท่นหินราวกับกำลังพยายามขัดขืนต่อโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ท่าทางที่มันเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องโถงนั้นแฝงไปด้วยความ ‘ไม่ยินยอม’ อย่างถึงที่สุด ราวกับมันกำลังแค่นยิ้มเยาะหยันต่ออำนาจบางอย่างที่กำลังกักขังตัวเอง
แต่สิ่งที่ทำให้เสิ่นหลีถึงกับต้องหยุดชะงักและเบิกตากว้าง คือรายละเอียดของ ‘กรงเล็บ’ ที่ตะปบอยู่บนขอบแท่นหิน
“หนึ่ง... สอง... สาม... สี่... ห้า?” เธอพึมพำ นับจำนวนเล็บมังกรที่สลักจากหินนิลดำอย่างไม่เชื่อสายตา
ในฐานะนักโบราณคดี เธอรู้ดีว่านี่คือเรื่องผิดปกติอย่างรุนแรง เพราะตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ มังกรที่มีห้าเล็บเปรียบได้กับจักรพรรดิ เป็นสัญลักษณ์สูงสุดที่สามัญชนหรือแม้แต่ขุนนางชั้นสูงไม่กล้าริอาจจะสร้างขึ้นมาได้ แต่ที่ตรงนี้คือสุสานที่ไม่มีในบันทึกถึงราชวงศ์ใด โครงสร้างสถาปัตยกรรมก็เก่าแก่เกินกว่าจะระบุยุคสมัยได้ แล้วเหตุใดที่นี่ถึงมีมังกรห้าเล็บปรากฏอยู่?
“อาจารย์ครับ มีอะไรผิดปกติเหรอครับ?” เด็กหนุ่มคนหนึ่งในทีมถามขึ้นเมื่อเห็นเธอยืนนิ่งไปนาน
“กรงเล็บห้าเล็บ...” เสิ่นหลีตอบด้วยน้ำเสียงแสดงความตื่นเต้น
“นายมาดูตรงนี้สิ กรงเล็บห้าเล็บนี่สลักอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งความโค้งมนของเล็บและความคมเข้มของกล้ามเนื้อที่ขา ดูเหมือนมันพร้อมจะตะปบทุกอย่างที่ขวางหน้าให้แหลกเป็นผุยผง ลวดลายตรงปลายนิ้วมังกรนี่... มันประณีตเกินไป... ประณีตจนดูเหมือนมันมีกระแสเลือดไหลเวียนอยู่จริง ๆ” เธอกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าในใจอยากจะปฏิเสธว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่โลกใบนี้จะมีมังกรตัวเป็น ๆ
กล่าวไปเธอก็ย่อตัวลงพินิจกรงเล็บขนาดมหึมาไปพลาง แสงไฟฉายสาดกระทบพื้นผิวสีครามเข้มจนดูคล้ายกับน้ำทะเลลึกที่สงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยคลื่นยักษ์ ด้วยนิสัยส่วนตัวของนักโบราณคดีสายลุยที่มักจะเข้าหาอันตรายก่อนเสมอจึงทำให้หญิงสาวขยับขึ้นไปบนแท่นหินเตี้ย ๆ จนใบหน้าอยู่ห่างจากส่วนหัวของมังกรเพียงไม่กี่คืบ ยิ่งใกล้ เธอก็ยิ่งรู้สึกถึง ‘ความโกรธแค้น’
โดยที่มือขวาของเธอกำไม้บรรทัดเหล็กสีหม่นไว้แน่นเพื่อจะใช้วัดอะไรบางอย่าง แต่แล้วอุปกรณ์ชิ้นนี้ในมือกลับเริ่มสั่นสะเทือนเบา ๆ ในอุ้งมือ ราวกับมันกำลังพยายามส่งสัญญาณเตือนถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังจะปะทุ
ทว่า... เจ้าของหาได้สนใจเรื่องนี้ไม่ เพราะสายตาของเธอได้เลื่อนจากกรงเล็บขึ้นไปจนถึงใต้ลำคอ... และตรงนั้นเองที่เธอพบกับบางสิ่ง
‘เกล็ดย้อน’ เป็นเกล็ดเพียงชิ้นเดียวที่งอนขึ้นมาผิดจากชิ้นอื่น เป็นจุดที่มังกรทุกตัวจะโกรธจัดหากมีใครมาแตะต้องตามเรื่องเล่าที่เธอได้ยิน เสิ่นหลีแค่นยิ้มในใจพยายามสะบัดเรื่อง งมงายออกไปจากหัวเป็นรอบที่สอง
‘มังกรห้าเล็บในนิยายมักจะหยิ่งผยองและทรงพลังที่สุด ถ้านี่คือของจริง ฉันคงถูกฆ่าตายไปตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามาแล้ว’
เธอไม่เชื่อ และในจังหวะที่เธอกำลังจะยื่นมือออกไปสำรวจเกล็ดย้อนนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาจากแรงขุดของเครื่องปั่นไฟด้านบนที่ส่งผ่านลงมาตามผนังหินที่เริ่มเปราะบาง แรงสั่นสะเทือนเพียงน้อยนิดนั้นกลับส่งผลให้ร่างกายของเสิ่นหลีเสียสมดุลไปชั่วขณะ
ปลายนิ้วชี้ของเธอพุ่งเข้าไปปะทะกับขอบอันคมกริบของเกล็ดย้อนมังกรเข้าอย่างจัง! ขอบเกล็ดสีนิลดำนั้นคมกริบราวกับใบมีด เพราะมันไม่ได้เพียงแค่บาดผิวหนัง แต่มันดูเหมือนจะ ‘กรีด’ ลึกลงไปจนถึงเส้นประสาทของเธอ
“โอ๊ย!”
เสิ่นหลีสะดุ้งสุดตัวพลางชักมือกลับ ความรู้สึกแสบแปลบแล่นปราดเข้าสู่หัวใจในทันที หยดเลือดสีแดงสดซึมออกมาจากบาดแผลที่ปลายนิ้ว เธอมองดูบาดแผลของตนด้วยความหงุดหงิด ทว่าความหงุดหงิดกลับแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวถึงขีดสุด เมื่อเห็นหยดเลือดของเธอไหลลงไปตามรอยแตกบนเกล็ดย้อนมังกรห้าเล็บนั้น... ก่อนที่มันจะถูก ‘สูบ’ หายเข้าไปด้านในทันที
เปรี้ยง!!!
เสียงดังลั่นประหนึ่งฟ้าคำรามดังลั่นจนทุกคนที่มาด้วยต่างพากันยกมือขึ้นอุดหู พร้อมกับห้องโถงที่เคยเงียบสงบพลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าจะถล่มดินทลาย
แสงไฟสปอตไลท์วูบวาบและดับมืดลงในพริบตา แทนที่ด้วยแสงสีครามเจิดจ้าที่พุ่งออกมาจากดวงตามังกรที่เคยปิดสนิท! มังกรห้าเล็บที่เคยนิ่งเป็นหินเริ่มมีเสียงปริแตก ลวดลายอักขระที่ฐานแท่นบูชาเริ่มเรืองแสงสีทองสลับแดงก่อนจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ
“อาจารย์! เพดานจะถล่มแล้ว! หนีเร็ว!” เสียงของคนในทีมตะโกนก้องท่ามกลางความโกลาหล
แต่เสิ่นหลีกลับขยับร่างกายไม่ได้ เนื่องจากตอนที่เธอตกใจหญิงสาวได้เผลอยกมือกอดลำตัวของมังกรตรงหน้าเอาไว้แน่นและตอนนี้ราวกับว่ามือของเธอกำลังถูกตรึงไว้ แรงกดดันมหาศาลบดขยี้บรรยากาศรอบตัวจนเธอหายใจไม่ออก ความร้อนดุจไฟผลาญเริ่มลามจากปลายนิ้วพุ่งตรงเข้าสู่จิตวิญญาณ พร้อม ๆ กับเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปถึงสามโลกดังขึ้นในหัวของเธอเพียงคนเดียว
เสิ่นหลีเบิกตากว้างผ่านความมืด เห็นเกล็ดนิลดำเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีครามที่มีชีวิต กรงเล็บทั้งห้าที่เคยเป็นหินเริ่มจิกลึกลงไปในแท่นบูชาจนหินแตกกระจาย แสงสว่างจ้าสีครามสว่างวาบขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้าล้อมรอบร่างของเธอและ ‘มังกรห้าเล็บ’คล้ายกับว่ามันกำลังจะทวงคืนเสรีภาพเอาไว้
แสงนั้นสว่างเกินไป... สว่างจนโลกทั้งใบกลายเป็นสีขาวโพลน ความรู้สึกสุดท้ายของเสิ่นหลีคือความอุ่นวาบที่ข้อมือซ้าย ราวกับมีตราประทับที่มองไม่เห็นถูกทาบลง ก่อนที่สติรับรู้ทั้งหมดของหญิงสาวจะถูกกระชากจมดิ่งลงสู่หุบเหวแห่งมิติที่ไม่มีจุดสิ้นสุด
ท่ามกลางแสงสว่างจ้ากลืนกินทุกสรรพสิ่งไปจนสิ้น... ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลงเหลือเพียงความว่างเปล่าและบัดนี้ไม่มีใครในทีมจำเรื่องราวเกี่ยวหญิงสาวนามเสิ่นหลีได้อีกต่อไป
อักขระสีทองนับไม่ถ้วนที่ลอยอยู่รอบไข่มุกปิดฟ้ากลืนสวรรค์เริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไหลบ่าเข้าสู่ร่างของเสิ่นหลี ทีละสาย“อึก!”เด็กสาวสะดุ้งเฮือก เพราะบัดนี้ในหัวของนางกำลังปรากฏข้อมูลจำนวนมหาศาลราวกับสายน้ำเชี่ยวกราก[ยืนยันผู้ครอบครอง ไข่มุกปิดฟ้ากลืนสวรรค์สำเร็จ กำลังเชื่อมต่อกับรอยประทับมังกร กำลังผสานเข้ากับชะตากรรมของผู้ถือครอง]เปรี้ยง!ลำแสงสีดำทะยานขึ้นสู่เพดานถ้ำ ก่อนจะแตกกระจายกลายเป็นม่านพลังขนาดมหึมาปกคลุมจั้งหลงหยวนทั้งหมด ในเวลาเดียวกันณ ยอดเขาเทียนหรงเจี้ย ค่ายกลกระจกส่องสวรรค์ที่กำลังฉายภาพตำแหน่งต้นกำเนิดพลังบรรพกาลพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จากนั้น... ภาพทั้งหมดก็ดับวูบ“เป็นไปไม่ได้!”ผู้อาวุโสหลายคนลุกพรวดขึ้นพร้อมกัน“เกิดอะไรขึ้น!” ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นก่อน“นั่นสิ! กลิ่นอายบรรพกาลหายไปแล้ว!”“เมื่อครู่ยังตรวจจับได้อยู่เลย!”“หรือจะมีผู้ใดใช้สมบัติปิดฟ้าระดับบรรพกาล!” เสียงของเหล่าบรรดาเทพเซียนต่างคาดเดากันไปต่าง ๆ นานาราวกับนกกระจอกแตกรังไม่เพียงแค่ด
ในขณะที่ส่วนลึกของจั้งหลงหยวนกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบงัน ทว่าแรงกระเพื่อมมหาศาลจากการผสานพลังปฐมกาลไท่ชูและจิตวิญญาณมังกรโบราณกลับส่งผลสะท้อนออกไปภายนอกอย่างไม่อาจปิดกั้นครืน... ครืน...!พริบตาที่โซ่ฟ้าสำแดงอิทธิฤทธิ์สยบเสียงโซ่ตรวน ทั่วทั้งแผ่นดินเสวียนฉงเจี้ยพลันบังเกิดเสียงฟ้าร้องคำรามเลื่อนลั่นโดยไร้เมฆฝน แผ่นดินสั่นสะเทือนเป็นวงกว้างนับหมื่นลี้ ซึ่งเหตุการณ์สะเทือนฟ้าสะเทือนดินในครั้งนี้ ส่งผลให้สำนักเซียนน้อยใหญ่ทั่วทั้งยุทธภพถึงกับสั่นคลอน!ณ ยอดเขาเหนือเทียนหรงเจี้ยอันเป็นที่ตั้งของสำนักเซียนอันดับหนึ่งซึ่งเป็นดินแดนที่ผู้ฝึกตนต่างฝันถึงเพราะเป็นที่ประทับขององค์จักรพรรดิฟ้า และเหล่าเทพชั้นสูงจำนวนมากแต่บัดนี้พายุพลังปราณปะทุที่ทะยานขึ้นสู่ชั้นฟ้า กำลังก่อตัวเป็นม่านหมอกสีครามสลับทองบดบังรัศมีดวงสุริยันจนทั่วทั้งเก้าชั้นฟ้าทำให้ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดสลัว แผ่นดินเทียนหรงเจี้ย (หมายถึงแดนเซียน) สั่นสะเทือนระลอกแล้วระลอกเล่าจนกระทั่งทำให้ค่ายกลกระจกส่องสวรรค์กวานเทียนจิ้งขององค์จักรพรรดิฟ้าส่งเสียงปริร้าว ทำเอาเหล่าเทพชั้นสูงและเซี
แทบจะในพริบตาเดียว... ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเผือดของกู้ชางหลงเริ่มปรากฏสีเลือดฝาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจที่เคยแผ่วเบาขาดช่วงกลับมาหนักแน่นสม่ำเสมอ และด้วยผลของพันธสัญญาที่ผูกโยงสองชีวิตไว้ด้วยกัน ยามเมื่อกายเนื้อของกู้ชางหลงฟื้นตัว อาการเหนื่อยล้าอึดอัดแน่นหน้าอกของเสิ่นหลีก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น ร่างกายของนางกลับมาเปี่ยมด้วยเรี่ยวแรงเต็มสิบส่วนอีกครั้ง“คุณชาย! คุณชายสีหน้าดีขึ้นแล้วขอรับ!” อาไฉ่ที่ยืนหลั่งน้ำตาอยู่ร้องอุทานออกมาด้วยความดีใจจนเนื้อเต้นยามเห็นนายเหนือหัวลืมตาโพลงขึ้นมา แววตาสีฟ้าน้ำทะเลเข้มคู่นั้นไม่ได้ปรือปรอยอีกต่อไป ทว่ากลับฉายประกายลึกล้ำน่าเกรงขามดุจราชันผู้ยิ่งใหญ่จนบ่าวรับใช้ตัวน้อยถึงกับต้องก้มหน้าหลบสายตาด้วยความยำเกรงกู้ชางหลงยันกายลุกขึ้นยืนตรงอย่างมั่นคง ท่วงท่าสง่างามผ่าเผยผิดจากคุณชายใกล้ตายคนเดิมราวฟ้ากับเหว ชายหนุ่ม ก้มลงมองข้อมือของเสิ่นหลีสลับกับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของนาง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ทว่าทรงพลัง“โอสถของเจ้า... ยอดเยี่ยมมาก ข้าติดค้างน้ำใจเจ้าแล้ว”“ไม่ต้องมาพูดเรื่อ
หลังจากพวกเขาจัดการเนื้อกวางเขาเงินจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เศษเนื้อ ทุกคนก็ได้พักผ่อนอยู่ข้างกองไฟอีกระยะหนึ่งโดยเสิ่นหลีได้อาศัยช่วงเวลานี้ฟื้นฟูเรี่ยวแรงที่สูญเสียไปก่อนหน้า ขณะที่เสิ่นเหยานั่งลูบขนเสี่ยวไป๋อย่างมีความสุข ส่วนราชาวานรเขาทองและอสรพิษหมอกทมิฬก็นอนแผ่พุงด้วยสีหน้าอิ่มเอมราวกับไม่มีอะไรให้กังวลกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม เสียงโซ่ตรวนลึกลับก็ดังขึ้นอีกครั้ง กึง... กึง... กึง... คราวนี้เสียงชัดเจนกว่าเดิมหลายเท่า เสิ่นหลีจึงลืมตาขึ้นทันที ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของนางฉายประกายจริงจัง“ไปกันเถอะ”‘เจ้ายังจะไปอีกหรือ!’ ไป๋หู่ร้องลั่นทันที“แน่นอน”‘นั่นมันจั้งหลงหยวนนะ!’“แล้วอย่างไร”‘แล้วอย่างไรอย่างนั้นหรือ!?’จิ้งจอกเก้าหางแทบอยากเอาหัวโขกก้อนหินใหญ่ตรงหน้าให้กับความดื้อรั้นของมนุษย์ตรงหน้า แต่สุดท้ายมันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมา มันค้นพบความจริงข้อหนึ่ง... หากเสิ่นหลีตัดสินใจอะไรแล้ว ต่อให้เป็นเทพจากสวรรค์ลงมาก็เปลี่ยนใจนางไม่ได้ไม่นานนัก... หนึ่งเด็กสาว หนึ่งเด็กหญิง หนึ่งจิ้งจอ











