เสิ่นหลี เซียนหรือจะสู้ข้า!

เสิ่นหลี เซียนหรือจะสู้ข้า!

last updateLast Updated : 2026-09-14
Language: Thai
goodnovel12goodnovel
Not enough ratings
20Chapters
23views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

“วิถีเซียนแล้วอย่างไร? เจอไม้บรรทัดวัดกบาลหน่อยเป็นไงจะได้ตรง!” ท่ามกลางความมืดมิดของสุสานโบราณที่ถูกปิดตายมานับพันปี “เสิ่นหลี” นักโบราณคดีสาวผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติกำลังเผชิญหน้ากับโจทย์ที่ยากที่สุดในชีวิต นั่นก็คือรูปปั้นมังกรทมิฬขนาดมหึมาดูราวกับมีชีวิตจนน่าขนลุก และในจังหวะที่อุบัติเหตุทำให้หยดเลือดจากปลายนิ้วของนางกระเซ็นลงบนดวงตามังกร... กลไกแห่งโชคชะตาก็เริ่มต้นทำงาน! แสงสีครามสว่างจ้ากลืนกินจิตวิญญาณของนางหายไปจากโลกปัจจุบัน ทิ้งไว้เพียงปริศนาที่ไม่มีใครแก้ได้ และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง “เสิ่นหลี” กลับพบว่านี่ไม่ใช่ร่างของตนจากความทรงจำเดิม “เสิ่นหลี” คนนี้คือเด็กสาวกำพร้าผู้ยากไร้ ณ ดินแดน ‘เสวียนฉงเจี้ย’ โลกที่คนแข็งแกร่งเหยียบย่ำคนอ่อนแอ และเหล่าเซียนมองมนุษย์ธรรมดาเป็นเพียงธุลีดิน นางต้องแบกภาระปกป้อง “เสิ่นเหยา” น้องสาวเพียงคนเดียวให้รอดพ้นจากเงื้อมมือญาติชั่วที่จ้องจะขายพวกนางกิน ทว่าสิ่งที่ติดตัวนางมาด้วยกลับไม่ใช่เพียงความรู้โบราณคดี แต่เป็น ‘ไม้บรรทัดวัดฟ้า’ อุปกรณ์คู่ใจที่แปรเปลี่ยนเป็นอาวุธพิสดาร และที่สำคัญที่สุด... รอยสักรูปมังกรบนข้อมือที่ร้อนรุ่มทุกครั้งที่นางเข้าใกล้ “กู้ชางหลง”

View More

Chapter 1

ตอนที่ 1 สุสานมังกร!

ภายใต้แสงอาทิตย์แผดเผาของบ่ายวันเสาร์ เสิ่นหลียืนปัดฝุ่นออกจากกางเกงคาร์โก้สีซีดของเธอพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ดวงตาเรียวคมภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีดำสนิทกวาดมองไปรอบบริเวณเนินเขาดินลูกรังที่ถูกล้อมด้วยแถบพลาสติกสีเหลืองสลับดำ

พื้นที่แห่งนี้เดิมทีเป็นเพียงโครงการก่อสร้างทางหลวงชนบทธรรมดา จนกระทั่งคนขับรถขุดดินบังเอิญกระแทกเข้ากับ ‘เพดานหิน’ บางอย่างที่ไม่ควรมีอยู่

“อาจารย์เสิ่นครับ! ทางนี้ครับ ทีมงานเตรียมสปอตไลท์กับเครื่องปั่นไฟพร้อมแล้วครับ” เสียงตะโกนจากเจ้าหน้าที่รุ่นน้องทำให้เธอหันไปมองพร้อมกับขยับหมวกแก๊ปให้เข้าที่

เสิ่นหลีไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูด เธอเพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะคว้ากระเป๋าเป้อุปกรณ์คู่ใจขึ้นมาสะพาย ภายในนั้นมีเครื่องมือที่คนทั่วไปมองว่าเป็นแค่เศษเหล็ก แต่สำหรับเธอ มันคืออาวุธที่ใช้สื่อสารกับคนตาย...

โดยเฉพาะ ‘ไม้บรรทัดเหล็กสีหม่น’ ที่เธอชอบพกติดตัวไว้เสมอ แม้มันจะดูเหมือนอุปกรณ์วัดระยะธรรมดาที่หาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์ แต่น้ำหนักและความรู้สึกยามที่มันอยู่ในมือนั้นกลับประหลาดอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งที่มาของมันมาจากร้านของเก่าแห่งหนึ่งซึ่งเธอจำไม่ได้แล้ว เธอรู้แค่ว่า ‘เห็นแล้วถูกใจเท่านั้นเอง’

“ได้รับรายงานว่ายังไงบ้าง?” เธอถามขณะก้าวผ่านรอยแยกของแผ่นดินที่ถูกขุดเปิดออก

“ชาวบ้านแถวนี้ตื่นตูมกันใหญ่ครับอาจารย์” รุ่นน้องที่เดินตามหลังมาตอบขณะปาดเหงื่อไปด้วย

 “พวกเขาบอกว่าที่นี่คือ ‘สุสานเทพมังกร’ บ้างละ เป็นทางเข้าดินแดนลับบ้างละ บางคนถึงขั้นกราบไหว้เพื่อขอพรที่หน้าปากหลุมกันเลยทีเดียว แต่ดูจากโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่เห็นแค่ปลายยอด ผมว่ามันเก่าแก่กว่าทุกราชวงศ์ที่เราเคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เสียอีก”

เสิ่นหลีแค่นยิ้มเอ่ยอย่างดูแคลน “เทพมังกรเหรอ? หึ ถ้ามีจริงก็ดีสิ ฉันจะได้ขอให้เขาช่วยประทับตรางบประมาณการวิจัยครั้งหน้าให้ผ่านง่าย ๆ หน่อย งานโบราณคดีไม่ใช่การพิสูจน์ตำนานเพ้อเจ้อนะจำไว้ แต่มันคือการตามหาหลักฐานความจริงที่ถูกกาลเวลาฝังกลบ”

เธอเดินมาถึงทางลงที่ถูกดัดแปลงเป็นบันไดชั่วคราว กลิ่นอายของดินชื้นและอากาศเย็นเยียบที่พุ่งสวนขึ้นมาจากเบื้องล่างทำให้นิ้วมือของเสิ่นหลีเริ่มสั่นด้วยความตื่นเต้นตามสัญชาตญาณของนักล่าประวัติศาสตร์ที่สัมผัสได้ว่า ‘สิ่งที่รออยู่’ คือของจริง

ทางเดินใต้ดินนั้นแคบและชันกว่าที่คิด ผนังหินทั้งสองข้างไม่ได้ถูกฉาบด้วยปูน แต่เป็นหินศิลาที่ถูกสลักลายอักขระแปลกตา ลวดลายเหล่านั้นดูเหมือนเมฆหมอกและคลื่นน้ำที่พันเกี่ยวกันไปมา เสิ่นหลีเปิดไฟฉายแรงสูงส่องไปที่ผนัง นิ้วมือเรียวเลื่อนไปสัมผัสร่องรอยการแกะสลักอย่างแผ่วเบา

“งานประณีตระดับนี้... แถมยังไม่มีคราบเขม่าควันไฟจากตะเกียงเลยสักนิด” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง “เหมือนกับว่ามันถูกสร้างขึ้นและปิดตายลงทันทีโดยไม่เคยมีใครเข้ามาใช้งาน”

“อาจารย์ครับ ดูนั่น!”

เมื่อพ้นหัวโค้งสุดท้าย พื้นที่เล็กแคบก็เปิดออกสู่โถงกว้างทรงโดมที่ดูเหมือนจะไม่สามารถมีอยู่จริงภายใต้เนินเขาเล็กแห่งนี้ได้ แสงสปอตไลท์หลายดวงที่ทีมงานติดตั้งไว้ก่อนหน้าสาดส่องไปที่กลางห้องโถง เผยให้เห็นสิ่งก่อสร้างที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนในที่นั้นหยุดชะงัก

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคนไม่ใช่หีบศพทองคำหรือกองสมบัติอย่างที่พวกลักลอบขุดสุสานฝันถึง แต่มันคือรูปปั้นมังกรทมิฬขนาดมหึมา... ไม่ใช่สิ หากจะเรียกให้ถูกมันคือประติมากรรมที่สมจริงจนน่าเกรงขามเสียมากกว่า เพราะตรงหน้าของพวกเขาราวกับมังกรตัวเป็น ๆ ที่ถูกสาปให้กลายเป็นหินเนื่องจากท่าทางของมังกรตัวนี้ขดตัวเลื้อยพันรอบแท่นหินใจกลางโถงโดมอย่างดุดัน

“มังกร!” หนึ่งในทีมสำรวจอุทานอย่างลืมตัว

“นายก็รู้ว่ามังกรของจริงเป็นเพียงแค่เรื่องเล่า” ใครคนหนึ่งแย้ง ก่อนจะพูดต่อ “ฉันว่าเป็นฝีมือคนปั้นขึ้นมามากกว่า”

ทว่า...

“ผมว่าไม่น่าจะใช่นะครับ” ชายหนุ่มคนหนึ่งขยับแว่นสายตาของตนกวาดมองสิ่งที่เห็นตรงหน้าแย้งขึ้น

 “พวกคุณลองดูผิวของมังกรตัวนี้ให้ดีสิครับ ผิวของมันเป็นสีครามเข้มเกือบดำสนิท อีกทั้งแต่ละเกล็ดยังดูแวววาวราวกับมีชีวิตอีกด้วย ผมว่าฝีมือของคนไม่น่าจะสร้างอะไรแบบนี้ออกมาได้”

ทุกคนต่างหันไปสนใจในสิ่งที่ชายหนุ่มคนนั้นกล่าว ไม่เว้นแม้แต่เสิ่นหลีเองก็ด้วย แม้ว่าเธอจะไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ก็ตามทีถึงกระนั้นเธอก็อดไม่ได้ที่จะคิดอย่างเผลอไผลไปชั่วขณะ

‘มันจะเป็นมังกรจริง ๆ ได้ยังไง’ เธอสะบัดไล่ความคิดเหลวไหลออกจากหัว ‘เรื่องพวกนี้ก็มีแต่ในนิยายหรือนิทานปรัมปราเท่านั้นแหละ’

เสิ่นหลีสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามดึงสติที่กำลังเตลิดกลับมาอยู่กับหลักการทางวิทยาศาสตร์ มือเรียวกระชับสายเป้ให้แน่นขึ้นขณะก้าวเข้าหาแท่นหินใจกลางห้องโถงอย่างระมัดระวัง ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นหินเย็นเยียบล้วนส่งเสียงสะท้อนก้องกังวานไปถึงเพดาน

สิ่งที่เห็นในระยะไกลว่าน่าทึ่งแล้ว เมื่อมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า กลับน่าตระหนกยิ่งกว่าหลายเท่า รูปปั้นมังกรทมิฬตัวนี้ไม่ได้เพียงแค่ขดตัว แต่มันถูกสร้างขึ้นในท่วงท่าที่สง่างามทว่าดุดัน ลำตัวขดเลื้อยพันรอบแท่นหินราวกับกำลังพยายามขัดขืนต่อโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ท่าทางที่มันเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องโถงนั้นแฝงไปด้วยความ ‘ไม่ยินยอม’ อย่างถึงที่สุด ราวกับมันกำลังแค่นยิ้มเยาะหยันต่ออำนาจบางอย่างที่กำลังกักขังตัวเอง

แต่สิ่งที่ทำให้เสิ่นหลีถึงกับต้องหยุดชะงักและเบิกตากว้าง คือรายละเอียดของ ‘กรงเล็บ’ ที่ตะปบอยู่บนขอบแท่นหิน

“หนึ่ง... สอง... สาม... สี่... ห้า?” เธอพึมพำ นับจำนวนเล็บมังกรที่สลักจากหินนิลดำอย่างไม่เชื่อสายตา

 ในฐานะนักโบราณคดี เธอรู้ดีว่านี่คือเรื่องผิดปกติอย่างรุนแรง เพราะตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ มังกรที่มีห้าเล็บเปรียบได้กับจักรพรรดิ เป็นสัญลักษณ์สูงสุดที่สามัญชนหรือแม้แต่ขุนนางชั้นสูงไม่กล้าริอาจจะสร้างขึ้นมาได้ แต่ที่ตรงนี้คือสุสานที่ไม่มีในบันทึกถึงราชวงศ์ใด โครงสร้างสถาปัตยกรรมก็เก่าแก่เกินกว่าจะระบุยุคสมัยได้ แล้วเหตุใดที่นี่ถึงมีมังกรห้าเล็บปรากฏอยู่?

“อาจารย์ครับ มีอะไรผิดปกติเหรอครับ?” เด็กหนุ่มคนหนึ่งในทีมถามขึ้นเมื่อเห็นเธอยืนนิ่งไปนาน

“กรงเล็บห้าเล็บ...” เสิ่นหลีตอบด้วยน้ำเสียงแสดงความตื่นเต้น

 “นายมาดูตรงนี้สิ กรงเล็บห้าเล็บนี่สลักอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งความโค้งมนของเล็บและความคมเข้มของกล้ามเนื้อที่ขา ดูเหมือนมันพร้อมจะตะปบทุกอย่างที่ขวางหน้าให้แหลกเป็นผุยผง ลวดลายตรงปลายนิ้วมังกรนี่... มันประณีตเกินไป... ประณีตจนดูเหมือนมันมีกระแสเลือดไหลเวียนอยู่จริง ๆ” เธอกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าในใจอยากจะปฏิเสธว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่โลกใบนี้จะมีมังกรตัวเป็น ๆ

กล่าวไปเธอก็ย่อตัวลงพินิจกรงเล็บขนาดมหึมาไปพลาง แสงไฟฉายสาดกระทบพื้นผิวสีครามเข้มจนดูคล้ายกับน้ำทะเลลึกที่สงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยคลื่นยักษ์ ด้วยนิสัยส่วนตัวของนักโบราณคดีสายลุยที่มักจะเข้าหาอันตรายก่อนเสมอจึงทำให้หญิงสาวขยับขึ้นไปบนแท่นหินเตี้ย ๆ จนใบหน้าอยู่ห่างจากส่วนหัวของมังกรเพียงไม่กี่คืบ ยิ่งใกล้ เธอก็ยิ่งรู้สึกถึง ‘ความโกรธแค้น’

โดยที่มือขวาของเธอกำไม้บรรทัดเหล็กสีหม่นไว้แน่นเพื่อจะใช้วัดอะไรบางอย่าง แต่แล้วอุปกรณ์ชิ้นนี้ในมือกลับเริ่มสั่นสะเทือนเบา ๆ ในอุ้งมือ ราวกับมันกำลังพยายามส่งสัญญาณเตือนถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังจะปะทุ

 ทว่า... เจ้าของหาได้สนใจเรื่องนี้ไม่ เพราะสายตาของเธอได้เลื่อนจากกรงเล็บขึ้นไปจนถึงใต้ลำคอ... และตรงนั้นเองที่เธอพบกับบางสิ่ง

‘เกล็ดย้อน’ เป็นเกล็ดเพียงชิ้นเดียวที่งอนขึ้นมาผิดจากชิ้นอื่น เป็นจุดที่มังกรทุกตัวจะโกรธจัดหากมีใครมาแตะต้องตามเรื่องเล่าที่เธอได้ยิน เสิ่นหลีแค่นยิ้มในใจพยายามสะบัดเรื่อง งมงายออกไปจากหัวเป็นรอบที่สอง

‘มังกรห้าเล็บในนิยายมักจะหยิ่งผยองและทรงพลังที่สุด ถ้านี่คือของจริง ฉันคงถูกฆ่าตายไปตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามาแล้ว’

เธอไม่เชื่อ และในจังหวะที่เธอกำลังจะยื่นมือออกไปสำรวจเกล็ดย้อนนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาจากแรงขุดของเครื่องปั่นไฟด้านบนที่ส่งผ่านลงมาตามผนังหินที่เริ่มเปราะบาง แรงสั่นสะเทือนเพียงน้อยนิดนั้นกลับส่งผลให้ร่างกายของเสิ่นหลีเสียสมดุลไปชั่วขณะ

ปลายนิ้วชี้ของเธอพุ่งเข้าไปปะทะกับขอบอันคมกริบของเกล็ดย้อนมังกรเข้าอย่างจัง! ขอบเกล็ดสีนิลดำนั้นคมกริบราวกับใบมีด เพราะมันไม่ได้เพียงแค่บาดผิวหนัง แต่มันดูเหมือนจะ ‘กรีด’ ลึกลงไปจนถึงเส้นประสาทของเธอ

“โอ๊ย!”

เสิ่นหลีสะดุ้งสุดตัวพลางชักมือกลับ ความรู้สึกแสบแปลบแล่นปราดเข้าสู่หัวใจในทันที หยดเลือดสีแดงสดซึมออกมาจากบาดแผลที่ปลายนิ้ว เธอมองดูบาดแผลของตนด้วยความหงุดหงิด ทว่าความหงุดหงิดกลับแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวถึงขีดสุด เมื่อเห็นหยดเลือดของเธอไหลลงไปตามรอยแตกบนเกล็ดย้อนมังกรห้าเล็บนั้น... ก่อนที่มันจะถูก ‘สูบ’ หายเข้าไปด้านในทันที

เปรี้ยง!!!

เสียงดังลั่นประหนึ่งฟ้าคำรามดังลั่นจนทุกคนที่มาด้วยต่างพากันยกมือขึ้นอุดหู พร้อมกับห้องโถงที่เคยเงียบสงบพลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าจะถล่มดินทลาย

 แสงไฟสปอตไลท์วูบวาบและดับมืดลงในพริบตา แทนที่ด้วยแสงสีครามเจิดจ้าที่พุ่งออกมาจากดวงตามังกรที่เคยปิดสนิท! มังกรห้าเล็บที่เคยนิ่งเป็นหินเริ่มมีเสียงปริแตก ลวดลายอักขระที่ฐานแท่นบูชาเริ่มเรืองแสงสีทองสลับแดงก่อนจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ

“อาจารย์! เพดานจะถล่มแล้ว! หนีเร็ว!” เสียงของคนในทีมตะโกนก้องท่ามกลางความโกลาหล

แต่เสิ่นหลีกลับขยับร่างกายไม่ได้ เนื่องจากตอนที่เธอตกใจหญิงสาวได้เผลอยกมือกอดลำตัวของมังกรตรงหน้าเอาไว้แน่นและตอนนี้ราวกับว่ามือของเธอกำลังถูกตรึงไว้ แรงกดดันมหาศาลบดขยี้บรรยากาศรอบตัวจนเธอหายใจไม่ออก ความร้อนดุจไฟผลาญเริ่มลามจากปลายนิ้วพุ่งตรงเข้าสู่จิตวิญญาณ พร้อม ๆ กับเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปถึงสามโลกดังขึ้นในหัวของเธอเพียงคนเดียว

เสิ่นหลีเบิกตากว้างผ่านความมืด เห็นเกล็ดนิลดำเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีครามที่มีชีวิต กรงเล็บทั้งห้าที่เคยเป็นหินเริ่มจิกลึกลงไปในแท่นบูชาจนหินแตกกระจาย แสงสว่างจ้าสีครามสว่างวาบขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้าล้อมรอบร่างของเธอและ ‘มังกรห้าเล็บ’คล้ายกับว่ามันกำลังจะทวงคืนเสรีภาพเอาไว้

แสงนั้นสว่างเกินไป... สว่างจนโลกทั้งใบกลายเป็นสีขาวโพลน ความรู้สึกสุดท้ายของเสิ่นหลีคือความอุ่นวาบที่ข้อมือซ้าย ราวกับมีตราประทับที่มองไม่เห็นถูกทาบลง ก่อนที่สติรับรู้ทั้งหมดของหญิงสาวจะถูกกระชากจมดิ่งลงสู่หุบเหวแห่งมิติที่ไม่มีจุดสิ้นสุด

ท่ามกลางแสงสว่างจ้ากลืนกินทุกสรรพสิ่งไปจนสิ้น... ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลงเหลือเพียงความว่างเปล่าและบัดนี้ไม่มีใครในทีมจำเรื่องราวเกี่ยวหญิงสาวนามเสิ่นหลีได้อีกต่อไป

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
20 Chapters
ตอนที่ 1 สุสานมังกร!
ภายใต้แสงอาทิตย์แผดเผาของบ่ายวันเสาร์ เสิ่นหลียืนปัดฝุ่นออกจากกางเกงคาร์โก้สีซีดของเธอพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ดวงตาเรียวคมภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีดำสนิทกวาดมองไปรอบบริเวณเนินเขาดินลูกรังที่ถูกล้อมด้วยแถบพลาสติกสีเหลืองสลับดำพื้นที่แห่งนี้เดิมทีเป็นเพียงโครงการก่อสร้างทางหลวงชนบทธรรมดา จนกระทั่งคนขับรถขุดดินบังเอิญกระแทกเข้ากับ ‘เพดานหิน’ บางอย่างที่ไม่ควรมีอยู่“อาจารย์เสิ่นครับ! ทางนี้ครับ ทีมงานเตรียมสปอตไลท์กับเครื่องปั่นไฟพร้อมแล้วครับ” เสียงตะโกนจากเจ้าหน้าที่รุ่นน้องทำให้เธอหันไปมองพร้อมกับขยับหมวกแก๊ปให้เข้าที่เสิ่นหลีไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูด เธอเพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะคว้ากระเป๋าเป้อุปกรณ์คู่ใจขึ้นมาสะพาย ภายในนั้นมีเครื่องมือที่คนทั่วไปมองว่าเป็นแค่เศษเหล็ก แต่สำหรับเธอ มันคืออาวุธที่ใช้สื่อสารกับคนตาย...โดยเฉพาะ ‘ไม้บรรทัดเหล็กสีหม่น’ ที่เธอชอบพกติดตัวไว้เสมอ แม้มันจะดูเหมือนอุปกรณ์วัดระยะธรรมดาที่หาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์ แต่น้ำหนักและความรู้สึกยามที่มันอยู่ในมือนั้นกลับประหลาดอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งที่มาของมันมาจากร้านของเก่าแห่งหนึ่งซ
last updateLast Updated : 2026-09-10
Read more
ตอนที่ 2 โลกใบใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
ความมืดมิดที่เสิ่นหลีเผชิญไม่ได้เงียบสงบอย่างที่ควรเป็น เนื่องจากในโสตประสาทของเธอคล้ายกับมีเสียงกระซิบพร่าเลือนสลับกับเสียงคำรามกึกก้องที่ฟังไม่ได้ศัพท์อยู่ตลอดเวลาซึ่งแตกต่างจากร่างกายที่กำลังรู้สึกเบาหวิวราวกับขนนกที่ถูกทิ้งลงในพายุหมุน ก่อนจะตามมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งเหมือนถูกภูเขาทั้งลูกกดทับในเสี้ยววินาทีต่อมา ความเจ็บปวดที่ปลายนิ้วชี้หายไปแล้ว แต่ข้อมือซ้ายกลับทวีความร้อนรุ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเธออยากจะกรีดร้อง ทว่าลมหายใจกลับติดขัดเฮือก!หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวพลางสูดอากาศเข้าปอดอย่างแรงจนแสบทรวงอก เธอกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความมึนงงจู่โจมเข้าที่ขมับจนโลกหมุนคว้างไปชั่วขณะเสิ่นหลีหลับตาแน่น พยายามประคองสติที่แตกกระเจิง ภาพสุดท้ายที่จำได้คือแสงสีครามเจิดจ้าและดวงตาเนตรมังกรที่ดูเหมือนจะทะลุทะลวงเข้ามาในจิตวิญญาณของเธอเมื่อความทรงจำเริ่มกลับคืนมา สิ่งแรกที่เสิ่นหลีทำคือการสำรวจสภาพแวดล้อมตามสัญชาตญาณของนักโบราณคดีที่มักจะตื่นตัวในสถานที่แปลกใหม่เสมอทว่า... ที่นี่ไม่ใช่สุสานเธอไม่ได้นอนอยู่บนแท่นหินนิลดำที่
last updateLast Updated : 2026-09-10
Read more
ตอนที่ 3 ฟาดไม่เลี้ยง ตีไม่ยั้ง
เสิ่นหลีไม่ได้ตอบคำถามของเสิ่นต้าฟู่ด้วยคำพูด แต่นางตอบด้วยสายตาอันเย็นเยียบจนถึงกระดูก แววตาของนักโบราณคดีสาวผู้เคยเผชิญหน้ากับซากศพและกลไกความตายในสุสานโบราณมานับไม่ถ้วน บัดนี้ถูกหลอมรวมเข้ากับปราณมังกรที่คุกรุ่นอยู่ในจิตวิญญาณ ทุกย่างก้าวที่นางสืบเท้าเข้าหาลุงใจโฉด นั้นหนักแน่นและทรงพลังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“ข้าเป็นใครน่ะหรือ?” เสิ่นหลีแค่นยิ้มมุมปาก มือที่กำด้ามกระบี่ที่ทั้งยาวและตรงราวกับไม้บรรทัดเหล็กขยับเพียงเล็กน้อยจนเกิดเสียงตัดอากาศดังฟืด“ข้าก็คือหลานสาวที่แกเพิ่งบอกว่าจะขายกินอย่างไรเล่า!”“ยะ... อย่าเข้ามานะ! อีเด็กปีศาจ! พวกแกสองคนมัวทำอะไรอยู่ จัดการมันสิ!” เสิ่นต้าฟู่ตะโกนลั่นพลางพยายามถอยกรูดจนหลังไปชนกับโต๊ะเก่าที่จะพังแหล่มิพังแหล่ชายฉกรรจ์อีกคนที่ยังไม่บาดเจ็บ กัดฟันข่มความกลัว เขาชูไม้พลองในมือขึ้นหมายจะฟาดเข้าที่ศีรษะของเด็กสาวอย่างสุดแรง ทว่าในสายตาของเสิ่นหลี การเคลื่อนไหวนั้นช้าเกินไป ประสาทสัมผัสของนางในร่างนี้ดูเหมือนจะถูกยกระดับขึ้นจนมองเห็นวิถีการโจมตีได้อย่างชัดเจน“ฟาดมาทางนี้ใช่ไหม?”เสิ่นหลีเอี้ยวตัวหลบเ
last updateLast Updated : 2026-09-10
Read more
ตอนที่ 4 โลกใบนี้ก็ไม่แย่
ไม้บรรทัดเหล็กขยายความยาวและหนาขึ้นจนดูเหมือนจอบเหล็กชั้นดี เสิ่นหลีใช้ทักษะการขุดสำรวจที่ฝึกฝนมานับสิบปีขุดลงไปยังจุดที่ไม้บรรทัดนำทาง เพียงครู่เดียวเธอก็พบกับก้อนวัตถุบางอย่างที่เรืองแสงสีเขียวอ่อนมัว ๆ อยู่ใต้รากไม้ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับมัน อักขระสีทองบนผิวไม้บรรทัดพลันส่องสว่างขึ้นอย่างเงียบงัน ก่อนที่กรอบแสงสีฟ้าโปร่งแสงจะปรากฏขึ้นตรงหน้าดวงตาของเด็กสาวเพียงผู้เดียว[ตรวจพบสมุนไพรวิญญาณ ชื่อ: โสมโลหิตพฤกษา ระดับ: สมุนไพรวิญญาณขั้นต่ำ อายุโดยประมาณ: 1,137 ปีคุณสมบัติ: บำรุงเลือดลม ฟื้นฟูพลังชีวิต หล่อเลี้ยงเส้นชีพจรพื้นฐาน สภาพปัจจุบัน: ดูดซับไอปราณไม้มาเป็นเวลานาน ใกล้ถือกำเนิดจิตวิญญาณขั้นต่ำ คำเตือน: กลิ่นของโสมจะดึงดูดสัตว์วิญญาณและสัตว์อสูร คำแนะนำ: ควรเก็บในระยะ 45 องศาไม่ให้รากขาดเพื่อรักษาพลังปราณภายใน]เสิ่น
last updateLast Updated : 2026-09-10
Read more
ตอนที่ 5 ผู้ฝึกตน น่ารังเกียจ
คำว่า “โลกใบนี้ก็ไม่แย่” เพิ่งหลุดออกจากปากเสิ่นหลีได้ไม่นานเท่าไหร่หลังจากที่นางจัดการถอนขนไก่และล้างทำความสะอาดรวมถึงนำมาต้มกับโสมล้ำค่าที่เก็บได้ ในขณะที่น้องสาวกับนางกำลังกินกันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังคราแรกเสิ่นหลีคิดว่าเป็นสัตว์อสูร จึงเอื้อมมือไปหยิบไม้บรรทัดเหล็กที่วางอยู่ข้างกายทันที ทว่าเพียงอึดใจต่อมาเสียงหัวเราะเย่อหยิ่งของคนหนุ่มก็ดังขึ้นเสียก่อน“กลิ่นอาหารวิญญาณ? ใครกันถึงกล้านำของดีมาต้มกินกลางป่าหมอกลวงตา”เสิ่นหลีนิ่งไปเล็กน้อย ‘คน?’ เพราะจากความทรงจำของร่างเดิม ป่าหมอกลวงตาไม่ใช่ป่าธรรมดา แต่เป็นสถานที่ฝึกฝนขั้นต้นของเหล่าผู้ฝึกตนในเขตชิงหลานอวี้ ผู้ฝึกตนระดับล่างมักเข้ามาล่าสัตว์อสูร เก็บสมุนไพร หรือทดสอบวิชากันที่นี่ ดังนั้นจึงทำให้ไม่มีคนธรรมดากล้าย่างกรายเข้ามา ด้วยส่วนหนึ่งเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะกับคนเหล่านี้นอกจากสัตว์อสูรซึ่งแน่นอนว่า “ระดับล่าง” ของผู้ฝึกตน ก็ยังสูงกว่าชาวบ้านธรรมดามากพอให้คนเหล่านี้มองคนเหล่านั้นเป็นมดปลวกนั่นเอง ไม่นานนักชายหนุ่มสามคนในชุดศิษย์สำนักสีเทาขาวก็เ
last updateLast Updated : 2026-09-11
Read more
ตอนที่ 6 มรดกเร้นลับใต้ม่านหมอก
หลังจากกระต่ายน้อยได้รับอาหารเลิศรสที่หากว่าผู้ฝึกตนมาเห็นอาจจะกระอักเลือด เจ้าตัวก็มีใจคิดอยากตอบแทนจึงได้ทำท่าทางให้เสิ่นหลีตามมันไป“อาเจี่ยเจ้าตัวนี้คงอยากให้เราตามไปใช่ไหมเจ้าคะ”“พี่ก็คิดว่าอย่างนั้น ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ออกเดินทางกันเถอะ อยู่ตรงนี้นาน ๆ ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย”ท่ามกลางสายลมเย็นเยือกที่หอบเอาละอองความชื้นจากม่านหมอกมาปะทะผิวแก้ม เสิ่นหลีกระชับมือเล็กของเสิ่นเหยา เอาไว้แน่น พลางจับจ้องไปยัง “กระต่ายหิมะจันทรา” ตัวน้อยที่ลงมายืนบนพื้นและกำลังกระโดดนำหน้าไปอย่างร่าเริงบรรยากาศรอบกายสองพี่น้องเริ่มแปรเปลี่ยนจากป่าทึบที่มองเห็นเพียงเงาไม้แน่นหนา และหมอกสีขาวโพลนบัดนี้กลับเต็มไปด้วยแสงเรืองรองสีครามและม่วง อีกทั้งต้นไม้ใหญ่บางต้นยังมีเถาวัลย์เรืองแสงพันเกี่ยวประหนึ่งโคมไฟประทีปที่คอยนำทางตามธรรมชาติ เสิ่นหลีใช้สายตาของนักโบราณคดีลอบสังเกตภูมิประเทศรอบตัวอย่างละเอียด นางพบว่าเส้นทางที่กระต่ายน้อยนำไปนั้นมิใช่สุ่มสี่สุ่มห้า แต่เป็นการเลาะเลียบไปตามจุดที่มีกระแสพลังวิญญาณไหลเวียนหนาแน่น“อาเจี่ย ดูนั่นสิเจ้าคะ! ดอกไม้พวกนั้นเต้
last updateLast Updated : 2026-09-11
Read more
ตอนที่ 7 หยกปริศนาและสายเลือดต้องห้าม
เสิ่นหลีมองท่าทางของเสี่ยวไป๋ที่รีบกระโดดเข้ามาขวางด้วยความซาบซึ้งใจ นางเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องมีระบบแปลภาษา สัตว์วิญญาณตัวนี้คงผูกพันกับเจ้านายเก่าและรู้ดีว่ากลไกที่ปกป้องถุงสีดำใบนั้นน่ากลัวเพียงใด“เข้าใจแล้ว ข้าไม่จับมันหรอก” เสิ่นหลีเอ่ยพลางลอบคิดในใจที่ตัวเองไม่ใช่พวกโลภมากนักโบราณคดีสาวรู้ดีจากประสบการณ์ขุดค้นว่า สิ่งของบางชิ้นหากยังไม่ถึงเวลาอันควร หรือไม่มีความรู้ในการจัดการที่ถูกต้อง การฝืนครอบครองก็ไม่ต่างจากการรนหาที่ตาย ยิ่งระบบจากไม้บรรทัดเหล็กคู่ใจระบุชัดเจนถึงคำว่า ‘สายเลือดปฐมกาลไท่ชู’ ยิ่งทำให้นางตระหนักว่าเบื้องหลังร่างที่นางมาอาศัยอยู่นี้ และเทคโนโลยีโบราณที่แฝงอยู่ในไม้บรรทัดเหล็กสัมฤทธิ์ อาจมีความลับระดับสะเทือนฟ้าดินซ่อนอยู่นางหันไปมองเสิ่นเหยาที่บัดนี้กำลังกอดเสี่ยวไป๋ไว้แน่นอีกครั้ง เด็กน้อยยังคงส่งยิ้มให้เจ้ากระต่ายอย่างอ่อนโยน โดยที่เสิ่นเหยาเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่าหลังจากที่นางกลืนโอสถชำระไขกระดูกปรับฐานรากเข้าไป พลังงานบริสุทธิ์สายหนึ่งได้เข้าไปปลุกดวงจิตวิญญาณบางอย่างในตัวของนางให้เริ่มขยับไหวอย่างเงียบเชียบ ที่ใจกลาง
last updateLast Updated : 2026-09-11
Read more
ตอนที่ 8 ชีวิตใหม่ในโลกเซียน
หลังอาหารเช้าของวันใหม่ผ่านพ้น เสิ่นหลีก็คุกเข่าลงตรงหน้าสุสานของชายชราอีกครั้ง ภายในถ้ำเงียบสงบ มีเพียงเสียงน้ำตกด้านนอกที่ดังแว่วคลออยู่ไม่ขาดสาย แสงสีทองอ่อนของยามเช้าส่องผ่านม่านน้ำเข้ามาตกกระทบสุสานเจ้าของถ้ำราวกับกำลังส่งเขาเป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน เสิ่นหลีประสานมือคำนับอย่างจริงจัง‘ผู้อาวุโส แม้ข้าจะมิใช่คนของโลกนี้ แต่ในเมื่อได้รับวาสนาจากท่าน ข้าย่อมไม่ลืมบุญคุณ’ นางเอ่ยในใจ ก่อนจะหยุดไปเล็กน้อย และกล่าวต่อเสียงเบา“เสี่ยวไป๋ ข้าจะดูแลมันให้ดีที่สุด”เสี่ยวไป๋ที่นั่งอยู่ข้างเสิ่นเหยากระดิกหูไปมาพลางก้มศีรษะลงคล้ายทำความเคารพเจ้าของเดิมอย่างสำนึกในบุญคุณเก่าก่อนเสิ่นเหยามองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย แม้ไม่เข้าใจเรื่องความเป็นความตายมากนัก หลังคำนับเสร็จเสิ่นหลีก็ลุกขึ้น ก่อนกวาดสายตามองถ้ำแห่งนี้อีกครั้ง เมื่อคืนมันเป็น “ที่หลบภัย” แต่ตอนนี้นางเริ่มรู้สึกว่ามันคล้าย “จุดเริ่มต้น” มากกว่าทว่าต่อให้ปลอดภัยเพียงใด พวกนางก็ไม่อาจอยู่ที่นี่ตลอดไป โลกภายนอกยังรออยู่ และสิ่งสำคัญที่สุด คือ พวกนางต้องมีเงิน ต้องมีที่อยู่ ต้องเรียนรู้
last updateLast Updated : 2026-09-11
Read more
ตอนที่ 9 กองทัพต้องเดินด้วยท้อง
เสิ่นหลีจูงมือเสิ่นเหยาเดินนำไปข้างหน้า ด้านหลังมีเสี่ยวไป๋ กระโดดดุ๊กดิ๊กตามมาติด ๆ ส่วนไป๋หู่ก็เดินกะเผลกอยู่ไม่ห่าง แม้จะพยายามเชิดหน้ารักษาศักดิ์ศรีของสัตว์อสูรโบราณเอาไว้เต็มที่ แต่สภาพในตอนนี้กลับดูไม่ต่างจากแมวจรจัดที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเท่าใดนัก“อาเจี่ย”“หืม?”“ข้าหิวอีกแล้วเจ้าค่ะ”เสิ่นหลีถึงกับเท้าสะดุด “ช่วงเช้าเจ้ากินข้าวต้มไปตั้งสองถ้วยมิใช่หรือ?”“แต่นั่นเมื่อเช้านะเจ้าคะ” เด็กหญิงตอบด้วยสีหน้าจริงจังจนคนเป็นพี่พูดไม่ออกด้านหลังไป๋หู่ส่งเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นในหัวของนาง ‘มนุษย์นี่ช่างอ่อนแอเสียจริง กินไม่กี่อึดใจก็หิวอีกแล้ว’เสิ่นหลีหันไปมองมันทันที เนื่องจากเจ้าตัวนี้กล้าบังอาจมาว่าน้องสาวสุดที่รักของตน“แล้วเจ้าล่ะ?”‘ข้าหรือ?’ จิ้งจอกขาวเชิดหน้าจนเสิ่นหลีคิดว่ามันไม่กลัวคอจะหลุดบ้างเลยเหรอ‘สัตว์อสูรโบราณอย่างข้า หลับครั้งหนึ่งก็ตื่นอีกทีหลายวัน ไม่จำเป็นต้องกินพร่ำเพรื่อเหมือนพวกเจ้า’“โอ้” เด็กสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ “เช่นนั้นก็ดีเลย จะได้ประหยัดเสบียง”ไป๋หู่ชะงัก มั
last updateLast Updated : 2026-09-12
Read more
ตอนที่ 10 ไหนว่าไม่กิน
โลกเซียนแห่งนี้ไม่ใช่โลกเดิมของนาง ต่อให้ตอนนี้เธอมีระบบ มีสมบัติ หรือมีวาสนาเพียงใด หากไม่แข็งแกร่งพอ ทุกอย่างก็อาจถูกช่วงชิงไปได้ทุกเมื่อซึ่งเธอมีสิ่งสำคัญที่สุดต้องปกป้องนั่นก็คือเสิ่นเหยา...นางจะไม่ยอมให้น้องสาวต้องกลับไปใช้ชีวิตอดอยากอีกเป็นอันขาด ขณะที่เสิ่นหลีกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั้นเอง หูของนางก็พลันได้ยินเสียงดังบางอย่างจากฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองและก็พบว่าไป๋หู่กำลังเลียก้นชามดินเผาอย่างเอาเป็นเอาตาย เสิ่นเหยาถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนเสิ่นหลีหนังตากระตุกเสี่ยวไป๋เองก็เบิกตากลมโตมองมันเช่นกัน“หมดแล้วหรือ” น้ำเสียงของเสิ่นหลีทำให้จิ้งจอกผู้หยิ่งทระนงถึงกับชะงัก ก่อนจะรีบเชิดหน้าขึ้นทันที“ข้า... ข้าเพียงไม่อยากให้พวกเจ้าสิ้นเปลืองอาหาร!”เสิ่นหลีเลิกคิ้วสูง แววตาของนางเต็มไปด้วยความขบขัน“อย่างนั้นหรือ?”“แน่นอน!”“แต่เมื่อครู่เจ้าเพิ่งบอกว่าอาหารมนุษย์ไม่มีค่า”“ข้า... ข้ากำลังพิสูจน์ต่างหาก!”“พิสูจน์อะไร?”“พิสูจน์ว่ามันไม่มีค่า!”เสิ่นหลีถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แม้แต
last updateLast Updated : 2026-09-12
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status