로그인บทที่ 1
"มีแต่พวกโง่ ๆ ลืมไปแล้วรึไงว่ามีทุกคนนี้ได้ก็เพราะใคร กรี๊ด!!" เสียงหวีดร้องดังด้วยความเจ็บใจของหญิงสาวที่ทุ่มเทให้กับการทำงานเป็นอย่างมาก เธอก้าวเข้ามาในเมืองหลวงเพื่อหวังว่าสักวันจะได้กลายเป็นดาวค้างฟ้าที่ใคร ๆ ก็ต่างพูดถึงและรู้จักกันอย่างแพร่หลาย แน่นอนว่าเธอทำสิ่งนั้นได้สำเร็จด้วยตัวของเธอเอง ไม่ว่าจะเป็นงานหนักงานเบาข้าวโพดก็ไม่เคยเกี่ยง เธอยอมเลิกกองดึกดื่น มีเวลานอนเพียงแค่ไม่ถึงสามชั่วโมงต่อวันเพื่อไปรับงานอีเว้นท์ต่อ ทำให้บริษัทบันเทิงที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักให้กลับมารุ่งเรืองเฟื่องฟูได้ด้วยชื่อเสียงของเธอ เป็นแรงขับเคลื่อนให้ดาราหน้าใหม่เข้ามาร่วมอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันจนตอนนี้ได้เป็นบริษัทบันเทิงแนวหน้าของประเทศไทย แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องกลับมาอยู่จุดที่ไร้แสงส่อง เพราะบริษัทที่เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กลับไม่เคยให้ความช่วยเหลือกับข่าวเสียหายต่าง ๆ ที่เธอถูกโจมตีเลยสักครั้ง และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่หนักหนามากที่สุดในชีวิตของเธอ ราวกับถูกโยนลงน้ำและดิ่งจมลงก้นบึ้งเพื่อให้ใครบางคนได้ขึ้นไปเป็นดวงดาวแทนที่ของเธอ แทนที่ในสิ่งที่เธอสร้างมันไว้ทั้งหมด ข้าวของภายในคอนโดมิเนียมหรูห้าสิบชั้นกระจัดกระจายเละเทะไม่เป็นที่เป็นทาง เพราะถูกขว้างปาเพื่อระบายความเจ็บแค้นที่เป็นดั่งไฟสุมอยู่ภายในใจ แม้มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นไปกว่าเดิมแต่อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้ว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันโหดร้ายมากกว่าในละครอีกเป็นร้อยเท่า แม้แต่คนที่ไว้ใจได้มากที่สุดยังหักหลังเพื่อแลกกับความสะใจของตัวเอง ในเมืองหลวงที่กว้างใหญ่มีแค่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รับรู้ว่าความเหงาจับใจมันเป็นอย่างไร... เธอโดดเดี่ยว แม้จะมีแฟนคลับเป็นล้านคนแต่ใครกันล่ะที่จะรับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงว่าลึก ๆ แล้วเธอต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดนี้มากแค่ไหน "ฮัลโหลแม่" 'โอ๊ย อีหล่า เป็นจังได๋แน แม่เบิ่งละครแล้วม่วนหลาย' (โอ๊ย ลูกสาวเป็นยังไงบ้าง แม่ดูละครแล้วสนุกมากเลย) "หนูสบายดี แล้วพ่อล่ะทำอะไรอยู่ ของที่ร้านขายดีไหม" 'พ่อทันได้กลับมาแต่นา ของนี่กะขายดีหลายอยู่สุมไทบ้านมันว่ามีอยู่ร้านเดียว มันค้านไปในเมือง' (พ่อยังไม่ได้กลับมาจากนา ของก็ขายดีมากพวกชาวบ้านบอกว่ามีอยู่ร้านเดียว มันขี้เกียจเข้าไปในเมือง) "ดีแล้วแม่" 'โทรมาหยังล่ะ บ่เฮ็ดงานติ' (โทรมาทำไมล่ะ ไม่ทำงานเหรอ) เธอเงียบ พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอ "อยากกลับบ้าน" 'อยากเมือกะเมือติละ สิได่มาซอยแม่ขายของ บ่โด่นกะสิดำนาปลูกกล้าแล้ว' (อยากกลับก็กลับมาสิ จะได้มาช่วยแม่ขายของ ไม่นานก็จะดำนาปลูกกล้าแล้ว) "แล้วแม่จะไม่อายชาวบ้านเหรอ" 'อายอีหยัง' (อายอะไร) "แม่ยังไม่เห็นข่าวเหรอ" 'โอ๊ย ข่าวนั่นติ เซา ๆ ไร้สาระ ไผว่าแม่สิใส่บักกอกมันโลด' (โอ๊ย ข่าวนั้นเหรอ พอเลย ๆ ใครว่าแม่จะเขกมะกอกใส่มันเลย) "แล้วแม่ไม่โกรธหนูเหรอ" 'บ่ แม่บ่เซื่อ' (ไม่ แม่ไม่เชื่อ) "แค่นี้หนูก็ดีใจแล้ว เดี๋ยวจะรีบกลับไปหาแม่นะ" เมืองหลวงช่างโหดร้าย ไม่เหมือนบ้านนอกที่เธอใช้ชีวิตให้เติบโตขึ้นมาตั้งแต่เด็ก ก่อนที่เธอจะย่างก้าวเข้าวงการมายาก็เป็นเพียงแค่ลูกสาวชาวนาฐานะดีคนหนึ่งที่มีความฝันอันใหญ่โตและพ่อแม่ที่พร้อมให้กำลังสนับสนุน ทว่าตั้งแต่ที่ได้เลือกเดินในเส้นทางนี้แล้วเธอก็ไม่มีเวลาที่จะได้กลับไปหาครอบครัวเป็นระยะเวลากว่าสองปี สิ่งที่ทำได้ในตอนที่คิดถึงพ่อแม่ก็แค่เปิดกล้องวิดีโอคลอคุยกันเท่านั้น และมันก็ไม่ได้ทำให้ความคิดถึงลดน้อยไปเลยสักนิด จะว่าไปการถูกพักงานในครั้งนี้ก็มีเรื่องดี ๆ อยู่บ้าง ที่เธอจะได้กลับไปพักใจที่บ้านเกิด ตัดขาดจากความเจริญหูเจริญตากลับสู่ท้องนาที่โอบอ้อมไปด้วยความรัก L.A ที่ไม่ใช่ Las Vegas แต่เป็น ร้อยเอ็ด ซิตี้!! เสื้อผ้าราคาแพงถูกยัดใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถึงสองใบแม้ที่เหลือจะยังคงอยู่ในห้องแต่งตัวอีกหลายคอลเลคชั่นก็ตาม ข้าวโพดไม่ได้สนใจว่าเสื้อผ้าที่เธอยัดใส่กระเป๋าไปนั้นจะเข้าไปสถานที่ที่เธอกำลังจะไปหรือเปล่า เพราะเธอถือคติที่ว่าแต่งตัวให้ตัวเองสบายใจ ไม่ได้แต่งตัวเพื่อให้ใครมาชม! ต่อให้จะใส่ลงทุ่งนาและควายไล่ขวิดก็อาจจะเป็นเพราะว่าควายตัวนั้นอาจจะยังไม่เคยเห็นใครที่สวยขนาดนี้มาก่อนก็ได้ และมันก็แน่นอนอยู่แล้วว่าเธอจะต้องสวย โดดเด่น ออร่า มากที่สุดในหมู่บ้าน จันทร์สว่าง เพียงแค่ความคิดก็ทำให้เธอนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว ตัดเรื่องที่เพิ่งเจอออกไปได้อย่างง่ายดายโดยที่ไม่ต้องเก็บกลับมาคิดให้มันรกสมองไปเสียเปล่า ๆ คนสวย ๆ เลิศ ๆ อย่างเธอมีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ ดีเสียอีกที่ไม่ต้องไปปั้นหน้ายิ้มให้กับสังคมวงการบันเทิง "เรียบร้อย" เธอพึมพำขณะที่เก็บกระเป๋าขึ้นรถสำเร็จ แม้ว่ารถซูเปอร์คาร์ของเธอจะไม่ค่อยเหมาะกับการขนย้ายของเท่าไหร่นัก แต่จะให้ทำอย่างไรได้ตั้งแต่ที่มาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง เธอก็มีเพียงแค่รถคันเดียวเท่านั้นที่จะพอเสริมศักดิ์ศรีการเป็นนางเอกเบอร์หนึ่งของเธอได้ เอาไว้กลับมารับงานได้อีกเมื่อไหร่จะซื้อให้เป็นโชว์รูมเลย ข้าวโพดกลับขึ้นมาทิ้งตัวนอนที่เตียงนุ่มราคาหลายหมื่นบาท นี่จะเป็นการสัมผัสความสบายกายครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปหาความสบายใจ แม้ว่าที่บ้านของเธอจะว่าฐานะดีที่สุดในหมู่บ้านทว่าความสะดวกสบายมันก็ยังคงน้อยกว่าภายในห้องคอนโดของเธออยู่ดี ความพร้อมบางอย่างที่เธอต้องการอาจจะลดน้อยลงไปบ้าง แต่สิ่งของทั้งหมดที่อยู่ในบ้านพ่อแม่นั้นก็เป็นเธอเองที่เลือกสรรให้ท่านอย่างดี มันเพียงพอที่เธอจะใช้เวลาอยู่ที่นั่นได้หลายเดือนโดยที่ไม่ต้องคิดถึงห้องนอนนี้เลยด้วยซ้ำ!บทที่ 11"ยายอ้อย เอ็มร้อยห้าขวด!" เสียงโหวกเหวกของเฮียธงดังขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่แดดร้อนจัดจนหลายคนต้องหาที่หลบเพื่อพักจากงานกลางแจ้ง เฮียธงเองก็เช่นกันถึงจะรวยมีเงินมากมายแต่สำหรับเขางานก็คือส่วนสำคัญในชีวิตที่เขาขาดไม่ได้ส่วนที่หลบแดดที่ใกล้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือร้านขายของยายอ้อย ถึงแม้จะถัดไปอีกสามหลังก็จะถึงบ้านเขาแล้วก็ตาม"ซื้อน่อยแท้ คนไปไสเบิ่ด" ยายอ้อยยื่นถุงใส่ขวดเครื่องดื่มชูกำลังให้พร้อมเอ่ยถาม(ซื้อน้อยจัง คนไปไหนหมด) "ในเมืองมีงานกะเลยให้สุมรถสไลด์ไปซอย เหลือซ่ำนี้ล่ะ" เขาว่าพร้อมชะเง้อหาใครบางคน(ในเมืองมีงานก็เลยให้พวกรถสไลด์ไปช่วย เหลือแค่นี้แหละ)ยายอ้อยเห็นถึงความผิดปกติก็รับรู้ได้ทันทีว่าเขามาหาลูกสาวของเธอ ทว่าในตอนที่อากาศร้อนแบบนี้ข้าวโพดไม่มีทางโผล่ออกมาให้เขาได้เห็นตัวง่าย ๆ อีกอย่างแผลของเธอก็ยังไม่ดีขึ้น จะเดินจะเหินอะไรก็เป็นไปได้ยากยายอ้อยระบายยิ้มก่อนจะเอ่ยบอก "บ่ต้องไปแนมหามันดอก มันนอนเว่น คำแพงเอาข้าวเอาน้ำมาส่งตอนเซ่ากะบ่เห็นลงมาเลยเด้" (ไม่ต้องไปมองหาหรอก มันนอนกลางวัน คำแพงเอาข้าวเอาน้ำมาให้ตอนเช้ายังไม่เห็นลงมาเลย)เฮียธงที่โดนจับได้ก็ถึงกลั
บทที่ 10เป็นครั้งแรกที่ข้าวโพดรู้สึกว่านอนเต็มอิ่มที่สุดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เธออาจจะหลับใหลไปเพราะฤทธิ์ยาก็จริงทว่าเมื่อคืนไม่มีเสียงดังรบกวนการพักผ่อนของเธอเลยสักนิด ยิ่งทำให้เธอพักผ่อนได้สบายใจมากกว่าเดิมวันนี้เธอไม่ต้องลงไปช่วยแม่ขายของที่หน้าร้านเพราะแม่อยากให้เธอรักษาตัวให้ดีขึ้น ยิ่งขาของเธอเป็นส่วนที่เจ็บมากที่สุดก็ไม่อยากให้เดินไปไหนมาไหนจนมันช้ำระบมกว่าเดิม ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะเธอจะได้ไม่ต้องเจอหน้าใครบางคนที่ตอนนี้เธอเกลียดชังเขาเข้าไส้แม้แต่เสียงที่ทำให้รำคาญหูก็ไม่ต้องการได้ยิน เหอะ! ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งโมโห ถ้าหากเธอหายดีเมื่อไหร่รับรองว่าเฮียธงได้รับการเอาคืนอย่างสาสมแน่!ระหว่างที่เธอกำลังนึกแผนจัดการกับเฮียธงอยู่นั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ข้าวโพดปรายสายตามองเล็กน้อยก่อนจะเห็นว่าเป็นชื่อเพื่อนสนิทในวงการตั้งแต่เกิดเรื่องเธอก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากใครเลยสักคน นี่คงจะเป็นสายแรกจากคนเมืองกรุงที่ให้ความเป็นห่วงกับเธอมากที่สุด"ว่าไงยัยนีน่า"'เป็นยังไงบ้าง ยัยเมเปิ้ลเล่นงานแกหนักขนาดนี้เลยเหรอ' น้ำเสียงของอีกฝ่ายดูวิตกอย่างเห็นได้ชัดทุกคนในค่ายก็รู้ดีว่าเมเปิ้
บทที่ 9รถกระบะยกสูงของเฮียธงจอดนิ่งสนิทที่หน้าร้านขายของประจำหมู่บ้าน ยายอ้อยรีบวิ่งออกมาทันทีเมื่อรู้ว่านั่นคือเฮียธงกับลูกสาวของเธอ คำแพงเอาเรื่องที่ข้าวโพดเกิดอุบัติเหตุมาบอกให้แม่ของเธอรู้ก่อนแล้ว และไม่ลืมที่จะแอบฟ้องด้วยว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะเฮียธง ถ้าหากเขาใจเย็นกับเธออีกสักหน่อย ข้าวโพดก็ไม่ต้องกลายเป็นมัมมี่แบบนี้"เป็นจั่งได๋แนหล่า เจ็บหลายบ่" แม่ว่าพลางลูบศีรษะลูกสาวอย่างเป็นห่วง(เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บมากไหม)เฮียธงที่เดินตามมาที่หลังเขาก็แสดงสีหน้ารู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่เป็นต้นเหตุในครั้งนี้ แต่กระนั้นก็ไม่มีใครกล้าต่อว่าเขาได้เท่ากับเธอเลยสักคน"ขอโทษเด้อแม่ใหญ่อ้อย ข่อยบ่คึดว่ามันสิปานนี้" เขายกมือไหว้ขอโทษอย่างจริงใจ(ขอโทษนะยายอ้อย ผมไม่คิดว่าจะเป็นหนักขนาดนี้)หญิงสาวปรายสายตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์มากนัก ความไม่ได้ตั้งใจของเขามันพรากโอกาสการทำงานหลาย ๆ อย่างของเธอไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะหายดีพร้อมทำงานอีกเมื่อไหร่"หนูเข้าห้องก่อนนะแม่" เธอว่าเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินหายเข้าไปด้านหลังร้านเฮียธงมองตามเธอไปจนสุดสายตา ก่อนจะหันกลับมายื่นเงินก้อนเดิมให้กับแม่ของ
บทที่ 8เสียงพูดคุยกันเจื้อยแจ้วของผู้คนดังเข้ามาในโสตประสาทของหญิงสาวที่เพิ่งฟื้นตัวขึ้น ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรและสลบเหมือดไปเมื่อไหร่ทว่าสิ่งที่เธอจำได้เป็นอย่างดีนั้นก็คือคนที่ทำให้เธอต้องตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้!ผ้าพันแผลสีขาวแปะติดอยู่กับบริเวณที่เธอเจ็บแสบตามร่างกาย ถึงแม้จะมีพอมีแรงขยับร่างกายแต่มันก็สร้างความปวดร้าวจากความระบมช้ำอยู่ดีสภาพนางเอกเบอร์หนึ่งในตอนนี้แทบจะดูไม่ได้ เธอไม่ต่างอะไรจากมันมี่เลยสักนิด และแน่นอนว่าเธอจะไม่มีทางให้อภัยคนอย่างตาลุงนั่นเด็ดขาด มิหนำซ้ำยังต้องโดนมากกว่านี้ข้อหาทำให้เธอต้องเสียโฉมคอยดูเลยว่าคนอย่างข้าวโพดทำอะไรกับแค่ตาลุงขี้เมาได้บ้าง"อะ โอ๊ย..." แต่เพียงแค่หยัดกายลุกขึ้นจากเตียงคนไข้ เธอก็แทบจะทรุดลงนอนที่เดิมแล้ว"จะไปไหน" เสียงทุ้มที่คุ้นเคยเอ่ยถาม ข้าวโพดรีบหันขวับไปยังข้างเตียงที่ตอนนี้มีเฮียธงนั่งเฝ้าดูอาการของเธอตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทราบได้แต่เธอไม่ต้องการเห็นหน้าเขา และไม่ต้องการให้มารับผิดชอบหรือแสดงความเป็นห่วงในสิ่งที่ตัวเองทำลงไปอย่างสิ้นคิด เหอะ!"นี่คุณ จะมาแกล้งอะไรฉันอีกล่ะ แค่นี้สภาพฉันยังน่าเกลียดไม่
บทที่ 7"นี่ พูดดี ๆ นะ คิดเหรอว่าฉันจะไม่กล้าทำอะไรผู้หญิงอย่างเธอ" เฮียธงชี้หน้าเธอพร้อมกับสายตาที่แข็งกร้าว ความโกรธจัดที่ทำให้เลือดแทบจะขึ้นหน้านั้นไม่ได้ทำให้หญิงสาวสะเทือนเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังกล้ายิ้มเย้ยหยันราวกับเป็นการท้าทายทั้งสองผู้ร่วมชะตาอย่างคำแพงและต้องจิกเกร็งเท้าจนตะคริวแทบจะกิน นี่มันไฟกับน้ำมันมาเจอกันชัด ๆ "แล้วจะทำอะไรล่ะ?" เธอเลิกคิ้ว "จะจับฉันโยนลงไปในบ่อโคลนเหรอ" เธอปรายสายตาไปยังบ่อโคลนที่ตอนนี้มีควายตัวเล็กกำลังนอนเกลือกกลิ้งไปมาอย่างสบายใจ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้กำลังพูดท้าทายกับใครอยู่ คนอย่างเฮียธงยอมได้ทุกอย่างยกเว้นเวลาที่โดนพูดจาท้าทายเพราะมันดูเหมือนเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีและความกล้าของเขา แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอทำไมเขาถึงจะไม่กล้าทำ มันง่ายนิดเดียวที่จะทำให้เธอลงไปอยู่กับควายในบ่อโคลนนั้น การที่เธอแต่งตัวแบบนี้มาก็อาจจะแปลว่าเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้อยู่แล้วสินะ...เฮียธงขัดใจใครไม่เป็นเสียด้วยสิเขาสะบัดผ้าขาวม้าที่อยู่บนบ่าออกก่อนจะสาวเท้ามุ่งตรงมาหาหญิงสาวที่ยังคงยืนเชิดหน้าชูตาอยู่ราวกับที่นี่เป็นวิมานเก่าของเธอเสียอย่างนั้น แต่
บทที่ 6เช้านี้ไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่นักสำหรับข้าวโพดที่ได้นอนเวลาตีสามตรงเป๊ะ นั่นก็เพราะกว่าวงเหล้าของเฮียธงจะเลิกก็ปาเข้าไปตีสามครึ่ง เธอทนฟังจนสลบไสลไปเองกระทั่งแม่เข้ามาปลุกในตอนหกโมงตรงให้ไปช่วยเปิดร้าน เพราะว่าเช้านี้แม่จะไปทำบุญกับเหล่าป้า ๆ ยาย ๆ ที่วัดซึ่งไม่ไกลจากตัวบ้านมากนัก และในเช้าที่วุ่นวายแบบนี้หน้าร้านของเธอก็ต้องทำงานแข่งกับเวลาจนไม่มีเวลาให้พักข้าวโพดที่ไม่ค่อยรู้เรื่องราคาของในร้านมากนักก็ขายผิดถูกไปบ้าง คนที่เข้าใจก็ปล่อยผ่าน ทว่าก็มีบางคนที่ไม่พอใจพร้อมสบถด่า ยอมรับตามตรงว่าเธอก็เสียความรู้สึกไม่น้อย แน่นอนสิ มีคนรักก็ต้องมีคนเกลียดเป็นธรรมดา และเธอก็มองเห็นสายตาเกลียดชังนั้นอย่างชัดเจน“อันนี้เท่าได๋เกาะจ้า” เสียงหวานของหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เธอสวมเสื้อยืดธรรมดากับผ้าถุงเพียงเท่านั้น ทว่าความสวยสง่ากลับทะลุเสื้อผ้าที่เธอใส่อย่างน่าแปลก(อันนี้เท่าไหร่เหรอจ๊ะ)“สามสิบบาทจ้ะ ใส่ถุงไหม” เธอยิ้ม“บ่เป็นหยังจ้า” หญิงสาวรับของกลับมา ทว่าสีหน้ากลับดูเหมือนมีคำถาม “เอ่อ… อันนี้ข้าวโพดแม่นบ่?”(เอ่อ… นี่ข้าวโพดใช่ไหม?)ข้าวโพดเหลือบตามองคนตรงหน้าอีกครั้ง เธอไม่ได้สงสั







