LOGIN
บทนำ
Porsche Taycan ขับโฉบเฉี่ยวอย่างคล่องแคล่วบนท้องถนนของกรุงเทพในยามราตรี เสียงเครื่องยนต์ขู่คำรามราวกับกำลังประกาศความยิ่งใหญ่และราคาที่แพงหูฉี่ คนที่ได้ครอบครองรถยนต์หรูคันนี้ต้องเป็นไฮโซระดับเงินร้อยล้านเป็นอย่างต่ำ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาของดาราดังระดับตัวท็อปอย่าง ข้าวโพด ธัญญารา เลยสักนิด แค่รถคันเดียวไม่ได้ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงสักเส้น! หลังจากภาพยนตร์ที่เธอได้ร่วมแสดงเป็นนางเอกถูกฉายออกตามสื่อต่าง ๆ กระแสตอบรับก็ดังเปรี้ยงปร้างราวกับฟ้าผ่าเพียงแค่ชั่วข้ามคืน เพราะเคมีพระนางเข้ากันจนแฟนคลับต่างก็จับเป็นคู่จิ้น นั่นก็ตามมาด้วยผลงานโฆษณา รายการโทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งงานโปรโมตต่าง ๆ ที่ทั้งสองต้องทำร่วมกันก็ถูกเชิญเข้ามาอย่างล้นหลาม เรตติ้งดังกระฉูดฉุดไม่อยู่ ข้าวโพดเข้าใกล้ความฝันของเธอทุกขณะ ดวงดาวที่ส่องสว่างเพียงดวงเดียวที่จะอยู่ค้ำฟ้าแห่งวงการบันเทิงต้องเป็นเธอเท่านั้น ทุกฝีก้าวของเธอถูกเติมไปด้วยความสำเร็จที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่าสองปีกว่าจะได้รับมันมาครอบครอง ทว่า... ไม่น่าเชื่อเลย ว่าดวงดาวที่กำลังส่องประกายเพื่อขึ้นไปเป็นจุดสูงสุดนั้น จะถูกฉุดรั้งให้กลับมาเป็นดินได้ในระยะเวลาที่แสนจะรวดเร็ว เพราะคืนนั้น... คืนที่เธอดันไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคำว่า มือที่สาม "พี่แดนคะ ข้าวโพดไม่รู้เห็นเรื่องนั้นจริง ๆ นะ ข้าวโพดแค่ไปส่งเขากลับบ้านเอง" "พี่เข้าใจน้องข้าวโพดดีทุกอย่างเลยนะครับ แต่บอกพี่ไปมันก็ไม่มีประโยชน์เท่ากับการที่น้องข้าวโพดต้องออกแถลงการณ์นะครับ" "แถลงการณ์? อะไรกันคะ จะให้ข้าวโพดไปพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องเนี่ยนะ" "มันก็เพื่อตัวน้องข้าวโพดเองไม่ใช่เหรอครับ" ราวกับถูกตบหน้ากลางงานประกาศรับรางวัล ในตอนนี้ไม่มีใครเชื่อเธอเลยสักคน แหล่งข่าวต่าง ๆ ก็เล่นงานโจมตีเธอในด้านเสีย ๆ หาย ๆ ทั้งที่มันไม่ได้เป็นความจริงเลยแม้แต่นิดเดียว ต่อให้ข้าวโพดจะแถลงการณ์ต่อหน้าสื่อว่าอย่างไร มีความจริงใจในการปฏิเสธเรื่องนี้มากแค่ไหน สุดท้ายแล้วเธอก็ยังเป็นตัวร้ายในสายตาคนอื่นอยู่เหมือนเดิม หากเธอเป็นคนที่ยอมใครง่าย ๆ ป่านนี้ก็คงจะรีบจัดแถลงการณ์โดยเร็วที่สุด ทว่าเธอไม่ใช่คนแบบนั้นใครร้ายมาก็ร้ายตอบ ไม่จำเป็นจะต้องปั้นหน้าทำตัวเป็นคนดีไปพูดความจริงถ้าหากไม่มีใครสนใจจะรับฟังมากขนาดนั้น "อีกอย่างนะครับ ตอนนี้เมเปิ้ลก็เริ่มออกมาพูดถึงน้องข้าวโพดแล้วด้วย พี่กลัวว่าคนจะคิดว่าน้องข้าวโพดเป็นมือที่สามจริง ๆ นะครับ" "เมเปิ้ล ที่สองตลอดกาลน่ะเหรอคะ" เธอแค่นหัวเราะพลางยกยิ้ม "ไม่รู้ว่าทำไมเมเปิ้ลถึงอยากโจมตีน้องข้าวโพดมากขนาดนั้น ทั้งที่ก็น่าจะรู้ว่าไม่ใช่ความจริง" "ก็เพราะอิจฉาที่ได้เป็นรองข้าวโพดตลอดไงคะ" หญิงสาวหยัดกายลุกขึ้น "ได้ ถ้าอยากจะให้เล่นบทนางร้ายบ้าง เดี๋ยวจัดให้!" เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับแผ่นกระเบื้องเงาของทางเดินห้องรับรอง ข้าวโพดเดินทอดน่องไปยังห้องข้าง ๆ ที่เธอก็รู้ดีว่าใครอยู่ด้านในนั้น ประตูห้องถูกเปิดออกคนที่อยู่ด้านในหันมามองเธอเป็นสายตาเดียวกัน ทว่าข้าวโพดกลับสนใจเพียงแค่ดาราสาวลำดับที่สองรองจากเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น อีตัวต้นเรื่องที่กุข่าวใหญ่โตว่าเธอคือชู้ของผัวมัน! "อ้าว พี่ข้าวโพดสวัสดีค่ะ" เมเปิ้ลยกมือไหว้รุ่นพี่ ทว่าสายตากลับมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า "เก็บมือไว้ไหว้แม่แกเถอะ" ข้าวโพดปัดมือรุ่นน้องอย่างไม่ไยดี ทำเอาเสียงวี้ดว้ายภายในห้องดังขึ้น "อะไรกันคะพี่ข้าวโพด เมไปทำอะไรให้พี่โกรธเหรอคะ" สายตาอันยียวนนั้นบ่งบอกว่าอีกฝ่ายไม่ได้เกรงกลัวเธอเลยสักนิด “แกให้ข่าวสื่อไปแบบนั้นทำไม?” ข้าวโพดกัดฟันถามออกไป เมเปิ้ลยกยิ้มเล็กน้อยพลางกอดอกก่อนจะกลอกตาไปมา “อืม… ก็พี่ข้าวโพดไปส่งแฟนเมดึก ๆ ดื่น ๆ จะให้เมคิดว่าเป็นคนอื่นได้ยังไงล่ะคะ ถ้าไม่ใช่พี่แล้วจะเป็นใคร…“ ”อีบ้า! คนทำงานด้วยกันก็ต้องมีน้ำใจบ้างสิ แฟนแกขอให้ฉันไปส่งเองด้วยซ้ำ“ ข้าวโพดเท้าเอวก่นด่าฉอด ๆ “แล้วจะแน่ใจได้ยังไงล่ะคะว่าแค่นั้น ตลอดระยะเวลาที่แฟนเมเปลี่ยนก็มีพี่เข้ามาวุ่นวายอยู่คนเดียวนี่นา“ มือเรียวกำเข้าหากันแน่น ความอดทนสลายหายไปชั่วพริบตาที่ข้าวโพดพยายามอดทนมาตลอด เธอสืบเท้าเข้าไปใกล้เมเปิ้ลจนอีกฝ่ายแทบไม่มีทางหนี สายตาแข็งกร้าวด้วยความโกรธจัดแพร่รัศมีความน่ากลัวเสียจนผู้คนภายในห้องต่างขนลุก ”ความคิดต่ำ ๆ ของพวกขี้อิจฉานี่มันสั่งสอนกันไม่ได้จริง ๆ สินะ“ ”ใครอิจฉาพี่? คิดไปเองรึเปล่า“ เมเปิ้ลกระตุกยิ้ม ”แกฉันว่าฉันไม่รู้เหรอว่าที่ผ่านมาแกอิจฉาฉันตลอดเพราะแกมันก็เป็นได้แค่นางรอง ไม่ว่าจะทำอะไรก็เทียบเท่าฉันไม่ได้สักที ไม่มีบุญวาสนาพอที่จะได้เล่นเป็นนางเอกประกบคู่กับแฟนตัวเอง!“ เมเปิ้ลได้ยินคำพูดเหยียดหยามที่กระทบจิตใจเข้าอย่างจังก็ถึงกับเก็บอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่ เธอพลั้งมือผลักข้าวโพดอย่างเต็มแรงจนนางเอกเบอร์หนึ่งล้มลงไปกับพื้นที่เย็นเยือก ก่อนที่ร่างของเมเปิ้ลจะขึ้นคร่อมมาล็อกตัวข้าวโพดเอาไว้ “ก็ถ้าฉันไม่รีบกำจัดคนอย่างแก ความฝันของฉันก็ไม่ถึงเป้าหมายสักที!“ เมเปิ้ลพูดความจริงออกมาในที่สุด ทุกคนภายในห้องรับรู้โดยทั่วกัน ทว่าช่างตลกร้ายเสียจริง ที่คนเหล่านั้นเป็นพวกที่อยู่ข้างเมเปิ้ลทั้งหมด เธอมีเพียงแค่พี่แดนผู้จัดการส่วนตัวเพียงเท่านั้น แต่กระนั้นผู้จัดการที่น่าไว้ใจกลับไม่ให้ความช่วยเหลือเธอจากการโดนทำร้ายเลยสักนิด เขาปล่อยให้เธอถูกเมเปิ้ลข่มเหงทั้งที่เธอไม่ได้เป็นฝ่ายกระทำก่อน “หึ! ถ้าเรื่องนี้ถึงหูสื่อ แกไม่รอดแน่“ ข้าวโพดกดเสียงต่ำ ”เหรอคะ แต่ใครกันแน่นะที่ต้องหมดอนาคตในวงการ“ เมเปิ้ลกดข้อมือข้าวโพดหนักขึ้น ”เตรียมตัวเป็นดาราตกกระป๋องเพราะเรื่องแย่งผัวชาวบ้านได้เลย“ มือเรียวตบฉาดเข้าทีใบหน้าสวยคมของข้าวโพดอย่างแรง สมองเธอขาวโพลน หูวิ๊งจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นช่างแต่งหน้าของเมเปิ้ลกำลังยกโทรศัพท์มือถึงขึ้นมาถ่ายขณะที่อีกฝ่ายพลิกตัวเธอให้ขึ้นคร่อม ความมึนงงยังไม่หายดีเมเปิ้ลก็กระชากมือของเธอให้ตบไปที่ใบหน้าเพื่อทำให้ตัวเองเหมือนเป็นฝ่ายถูกกระทำ เสียงวี้ดว้ายไม่มีท่าทีจะเบาลง ไม่ต่างจากการกระทำของเมเปิ้ลที่ยังคงยัดเยียดความผิดให้กับเธอโดยการเป็นคนควบคุมแรงทั้งหมดในตอนที่ข้าวโพดไร้สติจากการถูกตบเข้าที่ใบหน้าอย่างรุนแรง "โอ๊ย... พี่ข้าวโพด เมยอมแล้วค่ะ อย่าทำเมเลยนะคะ โอ๊ย..." เมเปิ้ลร้องเสียงดังเพื่อให้เสียงของเธอเด่นชัดที่สุดในคลิปวิดีโอที่ช่างแต่งหน้ากำลังถ่ายอยู่ "นี่! เป็นบ้ารึยังไง ปล่อยฉันนะ" ข้าวโพดพยายามเอาตัวเองออกมาจากตรงนั้น ทว่าเมเปิ้ลกลับจับข้อมือของเธอไว้แน่น "พี่ข้าวโพดทำแบบนี้ไม่ถูกนะคะ พี่มาที่หลังแล้วยังจะมาทำร้ายเมอีกเหรอ อึก..." เมเปิ้ลส่งเสียงร้องไห้น่าสงสาร เธอใช้ทักษะการแสดงได้คุ้มค่ามากกว่าตอนที่ต้องถ่ายทำจริง ๆ เสียอีก นังงูพิษตัวนี้ท่าจะฤทธิ์เยอะเกินไปแล้วสินะ แบบนี้แม่ต้องตบสั่งสอนให้หลาบจำว่าของจริงมันเป็นอย่างไร! "ตอแหลนักใช่ไหม ได้! เจอของจริงหน่อยเป็นไง" เพี๊ยะ!! "หยุดเดี๋ยวนี้นะข้าวโพด!" เสียงตบดังสนั่นลั่นห้องเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ท่านประธานค่ายรีบกรูเข้ามาระงับสงครามขนาดย่อมเอาไว้ แม้มันจะไม่ทันการอะไรแล้วแต่อย่างน้อยท่านก็ได้เห็นกับเนื้อตาตัวเองว่าใครกำลังทำร้ายใคร และเหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกให้ประธานค่ายเข้ามาเจอในตอนที่ข้าวโพดกำลังเป็นตัวร้ายพอดี ช่างเป็นเวลาที่เหมาะเจาะเสียจริงเลยนะ! "คะ คุณลีช่วยเมด้วยนะคะ ฮือ..." "โอ๊ย ปีนี้จะเอารางวัลอะไรดีล่ะ ตอแหลยอดเยี่ยมเลยเป็นไง?" ข้าวโพดชี้หน้าอีกฝ่ายที่ตอนนี้ไปหลบอยู่ด้านหลังท่านประธาน "ข้าวโพด พอได้แล้วนะ" ท่านประธานลอบถอนหายใจ "ข่าวเสียหายของเธอก็เยอะมากอยู่แล้ว จะสร้างปัญหาเพิ่มไปอีกทำไม" ข้าวโพดนิ่งชะงัก ไม่คิดเลยว่าเธอจะกลายเป็นคนแย่ในสายตาของคนที่ควรจะเห็นค่าเธอมากที่สุด ที่บริษัทบันเทิงนี้เติบโตขึ้นมาแซงหน้าบริษัทอื่น ๆ ได้ก็เพราะเธอที่ทำงานถวายหัว พอถึงยามคับขันเดือดร้อนก็มองผ่านกันไปได้ง่ายดายขนาดนี้เลยเชียว เลิศเลยล่ะ!! "ปัญหาคือมันต่างหากค่ะ ใส่ความเรื่องชู้สาวยังไม่พอ นี่จะเล่นเรื่องทำร้ายร่างกายกันอีกใช่ไหม" "น้องข้าวโพด อย่าเถียงท่านสิคะ" พี่แดนเข้ามาปราม "พี่ก็อีกคน รู้เห็นว่าเรื่องทั้งหมดเป็นยังไงแต่ก็ไม่คิดจะช่วยกันพูด เป็นอะไรกันไปหมดคะ" เธอโวยวายราวกับคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ เดือดดาลจนเลือดแทบจะขึ้นหน้าอยู่แล้วแต่ก็ยังกลายเป็นคนผิดและเป็นที่ไม่น่าพอใจของท่านประธานกับการกระทำที่ดูไร้ความคิดของเธอ "ข้าวโพด ผมไม่อยากให้มีปัญหาไปมากกว่านี้ เอาเป็นว่าเรื่องนี้เราจะรู้กันแค่ตรงนี้ก็พอ" เขาจ้องใบหน้าเธออย่างจริงจัง "แต่คุณก็รู้ว่าทำงานกับผมก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน" "อะไรคะ?" เธอเชิดหน้าถามอย่างไม่เกรงกลัว "ผมขอสั่งพักงานของคุณจนกว่าข่าวลือทั้งหมดจะหายไป" คำสั่งของท่านประธานถือเป็นเด็ดขาด ทุกคนในที่นี้คัดค้านอะไรไม่ได้ แม้แต่ข้าวโพดที่เป็นนางเอกเบอร์หนึ่งของที่นี่ก็ตาม! "เดี๋ยวนะคะ แต่ว่า..." "มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้าหากยังมีข้อสงสัยอยู่อีกผมคงต้องขอยกเลิกสัญญา" WHAT THE FXXX!!!บทที่ 11"ยายอ้อย เอ็มร้อยห้าขวด!" เสียงโหวกเหวกของเฮียธงดังขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่แดดร้อนจัดจนหลายคนต้องหาที่หลบเพื่อพักจากงานกลางแจ้ง เฮียธงเองก็เช่นกันถึงจะรวยมีเงินมากมายแต่สำหรับเขางานก็คือส่วนสำคัญในชีวิตที่เขาขาดไม่ได้ส่วนที่หลบแดดที่ใกล้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือร้านขายของยายอ้อย ถึงแม้จะถัดไปอีกสามหลังก็จะถึงบ้านเขาแล้วก็ตาม"ซื้อน่อยแท้ คนไปไสเบิ่ด" ยายอ้อยยื่นถุงใส่ขวดเครื่องดื่มชูกำลังให้พร้อมเอ่ยถาม(ซื้อน้อยจัง คนไปไหนหมด) "ในเมืองมีงานกะเลยให้สุมรถสไลด์ไปซอย เหลือซ่ำนี้ล่ะ" เขาว่าพร้อมชะเง้อหาใครบางคน(ในเมืองมีงานก็เลยให้พวกรถสไลด์ไปช่วย เหลือแค่นี้แหละ)ยายอ้อยเห็นถึงความผิดปกติก็รับรู้ได้ทันทีว่าเขามาหาลูกสาวของเธอ ทว่าในตอนที่อากาศร้อนแบบนี้ข้าวโพดไม่มีทางโผล่ออกมาให้เขาได้เห็นตัวง่าย ๆ อีกอย่างแผลของเธอก็ยังไม่ดีขึ้น จะเดินจะเหินอะไรก็เป็นไปได้ยากยายอ้อยระบายยิ้มก่อนจะเอ่ยบอก "บ่ต้องไปแนมหามันดอก มันนอนเว่น คำแพงเอาข้าวเอาน้ำมาส่งตอนเซ่ากะบ่เห็นลงมาเลยเด้" (ไม่ต้องไปมองหาหรอก มันนอนกลางวัน คำแพงเอาข้าวเอาน้ำมาให้ตอนเช้ายังไม่เห็นลงมาเลย)เฮียธงที่โดนจับได้ก็ถึงกลั
บทที่ 10เป็นครั้งแรกที่ข้าวโพดรู้สึกว่านอนเต็มอิ่มที่สุดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เธออาจจะหลับใหลไปเพราะฤทธิ์ยาก็จริงทว่าเมื่อคืนไม่มีเสียงดังรบกวนการพักผ่อนของเธอเลยสักนิด ยิ่งทำให้เธอพักผ่อนได้สบายใจมากกว่าเดิมวันนี้เธอไม่ต้องลงไปช่วยแม่ขายของที่หน้าร้านเพราะแม่อยากให้เธอรักษาตัวให้ดีขึ้น ยิ่งขาของเธอเป็นส่วนที่เจ็บมากที่สุดก็ไม่อยากให้เดินไปไหนมาไหนจนมันช้ำระบมกว่าเดิม ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะเธอจะได้ไม่ต้องเจอหน้าใครบางคนที่ตอนนี้เธอเกลียดชังเขาเข้าไส้แม้แต่เสียงที่ทำให้รำคาญหูก็ไม่ต้องการได้ยิน เหอะ! ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งโมโห ถ้าหากเธอหายดีเมื่อไหร่รับรองว่าเฮียธงได้รับการเอาคืนอย่างสาสมแน่!ระหว่างที่เธอกำลังนึกแผนจัดการกับเฮียธงอยู่นั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ข้าวโพดปรายสายตามองเล็กน้อยก่อนจะเห็นว่าเป็นชื่อเพื่อนสนิทในวงการตั้งแต่เกิดเรื่องเธอก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากใครเลยสักคน นี่คงจะเป็นสายแรกจากคนเมืองกรุงที่ให้ความเป็นห่วงกับเธอมากที่สุด"ว่าไงยัยนีน่า"'เป็นยังไงบ้าง ยัยเมเปิ้ลเล่นงานแกหนักขนาดนี้เลยเหรอ' น้ำเสียงของอีกฝ่ายดูวิตกอย่างเห็นได้ชัดทุกคนในค่ายก็รู้ดีว่าเมเปิ้
บทที่ 9รถกระบะยกสูงของเฮียธงจอดนิ่งสนิทที่หน้าร้านขายของประจำหมู่บ้าน ยายอ้อยรีบวิ่งออกมาทันทีเมื่อรู้ว่านั่นคือเฮียธงกับลูกสาวของเธอ คำแพงเอาเรื่องที่ข้าวโพดเกิดอุบัติเหตุมาบอกให้แม่ของเธอรู้ก่อนแล้ว และไม่ลืมที่จะแอบฟ้องด้วยว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะเฮียธง ถ้าหากเขาใจเย็นกับเธออีกสักหน่อย ข้าวโพดก็ไม่ต้องกลายเป็นมัมมี่แบบนี้"เป็นจั่งได๋แนหล่า เจ็บหลายบ่" แม่ว่าพลางลูบศีรษะลูกสาวอย่างเป็นห่วง(เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บมากไหม)เฮียธงที่เดินตามมาที่หลังเขาก็แสดงสีหน้ารู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่เป็นต้นเหตุในครั้งนี้ แต่กระนั้นก็ไม่มีใครกล้าต่อว่าเขาได้เท่ากับเธอเลยสักคน"ขอโทษเด้อแม่ใหญ่อ้อย ข่อยบ่คึดว่ามันสิปานนี้" เขายกมือไหว้ขอโทษอย่างจริงใจ(ขอโทษนะยายอ้อย ผมไม่คิดว่าจะเป็นหนักขนาดนี้)หญิงสาวปรายสายตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์มากนัก ความไม่ได้ตั้งใจของเขามันพรากโอกาสการทำงานหลาย ๆ อย่างของเธอไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะหายดีพร้อมทำงานอีกเมื่อไหร่"หนูเข้าห้องก่อนนะแม่" เธอว่าเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินหายเข้าไปด้านหลังร้านเฮียธงมองตามเธอไปจนสุดสายตา ก่อนจะหันกลับมายื่นเงินก้อนเดิมให้กับแม่ของ
บทที่ 8เสียงพูดคุยกันเจื้อยแจ้วของผู้คนดังเข้ามาในโสตประสาทของหญิงสาวที่เพิ่งฟื้นตัวขึ้น ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรและสลบเหมือดไปเมื่อไหร่ทว่าสิ่งที่เธอจำได้เป็นอย่างดีนั้นก็คือคนที่ทำให้เธอต้องตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้!ผ้าพันแผลสีขาวแปะติดอยู่กับบริเวณที่เธอเจ็บแสบตามร่างกาย ถึงแม้จะมีพอมีแรงขยับร่างกายแต่มันก็สร้างความปวดร้าวจากความระบมช้ำอยู่ดีสภาพนางเอกเบอร์หนึ่งในตอนนี้แทบจะดูไม่ได้ เธอไม่ต่างอะไรจากมันมี่เลยสักนิด และแน่นอนว่าเธอจะไม่มีทางให้อภัยคนอย่างตาลุงนั่นเด็ดขาด มิหนำซ้ำยังต้องโดนมากกว่านี้ข้อหาทำให้เธอต้องเสียโฉมคอยดูเลยว่าคนอย่างข้าวโพดทำอะไรกับแค่ตาลุงขี้เมาได้บ้าง"อะ โอ๊ย..." แต่เพียงแค่หยัดกายลุกขึ้นจากเตียงคนไข้ เธอก็แทบจะทรุดลงนอนที่เดิมแล้ว"จะไปไหน" เสียงทุ้มที่คุ้นเคยเอ่ยถาม ข้าวโพดรีบหันขวับไปยังข้างเตียงที่ตอนนี้มีเฮียธงนั่งเฝ้าดูอาการของเธอตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทราบได้แต่เธอไม่ต้องการเห็นหน้าเขา และไม่ต้องการให้มารับผิดชอบหรือแสดงความเป็นห่วงในสิ่งที่ตัวเองทำลงไปอย่างสิ้นคิด เหอะ!"นี่คุณ จะมาแกล้งอะไรฉันอีกล่ะ แค่นี้สภาพฉันยังน่าเกลียดไม่
บทที่ 7"นี่ พูดดี ๆ นะ คิดเหรอว่าฉันจะไม่กล้าทำอะไรผู้หญิงอย่างเธอ" เฮียธงชี้หน้าเธอพร้อมกับสายตาที่แข็งกร้าว ความโกรธจัดที่ทำให้เลือดแทบจะขึ้นหน้านั้นไม่ได้ทำให้หญิงสาวสะเทือนเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังกล้ายิ้มเย้ยหยันราวกับเป็นการท้าทายทั้งสองผู้ร่วมชะตาอย่างคำแพงและต้องจิกเกร็งเท้าจนตะคริวแทบจะกิน นี่มันไฟกับน้ำมันมาเจอกันชัด ๆ "แล้วจะทำอะไรล่ะ?" เธอเลิกคิ้ว "จะจับฉันโยนลงไปในบ่อโคลนเหรอ" เธอปรายสายตาไปยังบ่อโคลนที่ตอนนี้มีควายตัวเล็กกำลังนอนเกลือกกลิ้งไปมาอย่างสบายใจ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้กำลังพูดท้าทายกับใครอยู่ คนอย่างเฮียธงยอมได้ทุกอย่างยกเว้นเวลาที่โดนพูดจาท้าทายเพราะมันดูเหมือนเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีและความกล้าของเขา แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอทำไมเขาถึงจะไม่กล้าทำ มันง่ายนิดเดียวที่จะทำให้เธอลงไปอยู่กับควายในบ่อโคลนนั้น การที่เธอแต่งตัวแบบนี้มาก็อาจจะแปลว่าเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้อยู่แล้วสินะ...เฮียธงขัดใจใครไม่เป็นเสียด้วยสิเขาสะบัดผ้าขาวม้าที่อยู่บนบ่าออกก่อนจะสาวเท้ามุ่งตรงมาหาหญิงสาวที่ยังคงยืนเชิดหน้าชูตาอยู่ราวกับที่นี่เป็นวิมานเก่าของเธอเสียอย่างนั้น แต่
บทที่ 6เช้านี้ไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่นักสำหรับข้าวโพดที่ได้นอนเวลาตีสามตรงเป๊ะ นั่นก็เพราะกว่าวงเหล้าของเฮียธงจะเลิกก็ปาเข้าไปตีสามครึ่ง เธอทนฟังจนสลบไสลไปเองกระทั่งแม่เข้ามาปลุกในตอนหกโมงตรงให้ไปช่วยเปิดร้าน เพราะว่าเช้านี้แม่จะไปทำบุญกับเหล่าป้า ๆ ยาย ๆ ที่วัดซึ่งไม่ไกลจากตัวบ้านมากนัก และในเช้าที่วุ่นวายแบบนี้หน้าร้านของเธอก็ต้องทำงานแข่งกับเวลาจนไม่มีเวลาให้พักข้าวโพดที่ไม่ค่อยรู้เรื่องราคาของในร้านมากนักก็ขายผิดถูกไปบ้าง คนที่เข้าใจก็ปล่อยผ่าน ทว่าก็มีบางคนที่ไม่พอใจพร้อมสบถด่า ยอมรับตามตรงว่าเธอก็เสียความรู้สึกไม่น้อย แน่นอนสิ มีคนรักก็ต้องมีคนเกลียดเป็นธรรมดา และเธอก็มองเห็นสายตาเกลียดชังนั้นอย่างชัดเจน“อันนี้เท่าได๋เกาะจ้า” เสียงหวานของหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เธอสวมเสื้อยืดธรรมดากับผ้าถุงเพียงเท่านั้น ทว่าความสวยสง่ากลับทะลุเสื้อผ้าที่เธอใส่อย่างน่าแปลก(อันนี้เท่าไหร่เหรอจ๊ะ)“สามสิบบาทจ้ะ ใส่ถุงไหม” เธอยิ้ม“บ่เป็นหยังจ้า” หญิงสาวรับของกลับมา ทว่าสีหน้ากลับดูเหมือนมีคำถาม “เอ่อ… อันนี้ข้าวโพดแม่นบ่?”(เอ่อ… นี่ข้าวโพดใช่ไหม?)ข้าวโพดเหลือบตามองคนตรงหน้าอีกครั้ง เธอไม่ได้สงสั







