ANMELDENบทที่ 3
"บักต้อง ลุกมาซอยงานกูแนกะดาย โคตรแม่มึงนอนแดกบ้านแดกเมืองแท้บักสัส" (ไอ้ต้อง ตื่นมาช่วยงานกูหน่อย โคตรแม่มึงนอนแดกบ้านแดกเมืองจังไอ้สัส) ไม้ยาวถูกยกขึ้นเคาะกระจกห้องนอนชั้นสอง เสียงก่นด่าของ เฮียธง ดังสนั่นไปทั่วบริเวณลานกว้างที่เอาไว้ใช้สำหรับการจอดรถสไลด์หลายคัน ในช่วงสายของวันลูกน้องยังคงเดินขวักไขว่ไปมาเพื่อรอรับงานที่เจ้านายจะมอบให้ "เออ ๆ ลุกแล้ว ๆ จ่มหลายคักเฒ่าสิตายอยู่แล้ว" (เออ ๆ ตื่นแล้ว ๆ บ่นมากแก่จะตายอยู่แล้ว) ต้อง น้องชายเพียงคนเดียวเถียงกลับมาแม้ว่าเจ้าตัวคงยังอยู่ด้านบนบ้าน ธง ชาติชัย หรือที่ชาวบ้านจันทร์สว่างเรียกกันว่า เฮียธง เจ้าของโรงสีข้าวขนาดใหญ่และเจ้าของกิจการรถสไลด์ที่ใหญ่ที่สุดประจำจังหวัด เป็นที่รู้จักกันดีเพราะความใจดีและฐานะร่ำรวยของเขา แต่แม้ว่าเขาจะขยันมากมายขนาดไหนสิ่งนั้นก็ไม่ได้ถ่ายทอดไปยังน้องชายที่วัน ๆ เอาแต่ขี่รถแว้นไปแว้นมาให้ชาวบ้านด่าพ่อล่อแม่จนสะเทือนมาถึงเขา ทว่าเขาก็เลือกที่จะปล่อยผ่านเพราะเรื่องแบบนี้ต่อให้สอนกันให้ตายคนสมองน้อยอย่างต้องก็ไม่มีทางรับฟัง สิ่งที่เฮียธงทำได้เพื่อเป็นการดัดนิสัยน้องชายก็คือการเลี้ยงด้วยลำแข้ง คำสั่งที่ต้องอัญเชิญสัตว์เลื้อยคลานตามมาด้วยเป็นขบวน และเงินมันเห็นเมื่อไหร่ก็ต้องวิ่งแจ้นมาแทบจะเลียขาพี่ชาย "ฟ้าวแน ไปลงนาพุ้นเด้อ" (รีบหน่อย ไปที่ทุ่งนาเลยนะ) "ไปหยัง" ต้องตะโกนถาม (ไปทำไม) "ปีนี้กูจ้างคนมาน้อย มึงกะบ่ได้เฮ็ดหยังกะไปเฮ็ดแน นากะนามึงเด้" (ปีนี้กูจ้างคนมาน้อย มึงก็ไม่ได้ทำอะไรก็ไปทำหน่อย นาก็นามึงนะ) "ค้านกะสิเฮ็ดให้อยู่ดอก มีหยังแลกเปลี่ยนบ่" ไม่ต้องเห็นหน้าก็รู้ว่าตอนนี้น้องชายตัวดีกำลังยักคิ้วหลิ่วตาอย่างที่มันเคยทำอยู่บ่อยครั้ง (ขี้เกียจแต่ก็จะทำให้อยู่หรอก มีอะไรแลกเปลี่ยนไหม) "บักสัส! มื้อแลงนี้สิหาสาวมาให้อยู่ ฟ้าวแนแหม!" (ไอ้สัส! ตอนเย็นจะหาสาวมาให้ รีบหน่อย!) "ค้าบบบบ" ต้องลากเสียงยาวด้วยความตื่นเต้น เฮียธงได้แต่ส่ายหน้าไปมาด้วยความเอือมระอาก่อนจะเดินกลับเข้าที่โรงสีเพื่อแจกแจงงานให้กับพนักงานที่ดูมีความกระตือรือร้นมากกว่าน้องชายของเขาเสียด้วยซ้ำ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เขาพยายามทำความเข้าใจกับมันมาตลอด ไม่เคยโกรธน้องชายตัวเองที่เป็นเด็กแว้นให้ชาวบ้านก่นด่าไปวัน ๆ เขาทำได้ทุกอย่างที่พ่อแม่ทิ้งกิจการเอาไว้ให้ นั่นก็เพราะเขาว่าเติบโตมาด้วยคำสอนมากมายจากพ่อแม่ก่อนที่ท่านทั้งสองจะไม่อยู่บนโลกใบนี้ ต่างกับน้องที่ไม่ได้เกิดมาเจอหน้าพ่อแม่การอบรมสั่งสอนจากตาและยายอาจจะไม่ได้มากมายเท่ากับสิ่งที่เขาเคยได้เรียนรู้มา จึงทำให้เขาและต้องต่างกันอย่างสิ้นเชิง และเพราะเขามัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องงานก็เลยไม่ได้มีเวลาไปสนใจเท่าไหร่นัก ทว่าก็ยังมีความโชคดีที่ไม่ได้เป็นพี่น้องที่ดูห่างเกินกันเลยสักนิด "ผมสิไปส่งข้าวให้แม่ใหญ่เอื้องในเมือง เฮียสิฝากหยังอีกบ่ครับ" (ผมจะไปส่งข้าวให้ยายเอื้องในตัวเมือง เฮียจะฝากอะไรอีกไหมครับ) "เออ ถ่าเอาของร้านสดใสไปนำ เฮ็ดแล้วเมื่อคืน" (เออ รอเอาของร้านสดใสไปด้วย ทำเสร็จเมื่อคืน) "ครับ แลงนี้กินเหล้าบ่เฮีย เมื่อวานผมบ่ได้มาเล่นนำเลย" (ครับ เย็นนี้กินเหล้าไหมเฮีย เมื่อวานผมไม่ได้มานั่งเล่นด้วยเลย) "บักต้องมันอยาก กะจัดให้มันแน" เขาหัวเราะในลำคอพลางส่ายหัว (ไอ้ต้องมันอยาก ก็จัดให้มันหน่อย) “ป๊าด มันลุกมาซอยงานบ่ ฝนตกคักตกแนกะดาย” (โอ้โห มันลุกมาช่วยงานเหรอ ฝนตกหนักแน่ ๆ ) เฮียธงระเบิดเสียงหัวเราะกับการประชดประชันจากลูกน้องถึงน้องชายตัวดี ใคร ๆ ก็รู้ทั้งนั้นว่าต้องมันไม่เอาไหนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ดีที่สุดในชีวิตมันตอนนี้ก็คือการเรียนที่เฮียธงภูมิใจนักหนา เพราะคนอย่างบักต้องถือคติ เกรดสี่แลกเงินหมื่น หลังจากสั่งงานลูกน้องเสร็จสรรพ ทั้งวันเฮียธงก็ยุ่งอยู่แต่กับงานในโรงสีเพราะมีลูกค้าเข้าออกอยู่เรื่อย ๆ และถึงจะมีเลขาคอยช่วยงานมันก็ไม่ได้แบ่งเบาภาระของเขาเท่าไหร่นัก ไหนจะงานโรงสี ไหนจะงานจ้างรถสไลด์ เขาวุ่นทั้งวันจนไม่มีเวลากินข้าวด้วยซ้ำ “เฮียธงขา~ ทานข้าวรึยังคะ อยากทานอะไรแซ่บ ๆ รึเปล่า~“ ส้มจี๊ด ลูกสาวแม่ค้าร้านส้มตำท้ายหมู่บ้านที่ผู้คนต่างเลื่องลือถึงความอร่อย และความอวบอั๋นของไฟหน้าและบั้นท้ายลูกเจ้าของร้าน ไม่แปลกที่จะเป็นหนึ่งเด็กในสต๊อกของเฮียธง หญิงสาวทิ้งบั้นท้ายอวบลงบนหน้าตักของชายหนุ่มวัยสามสิบสองปี ก่อนที่จะส่ายไฟหน้าไปมาราวกับว่าของแซ่บ ๆ ที่เธอพูดถึงเมื่อครู่จะเป็นนมโคชั้นดีของเธอ “อีหยังล่ะแซ่บ หืม?” (อะไรอร่อยล่ะ หืม?) “จะมีอะไรที่อร่อยกว่าส้มจี๊ดอีกล่ะคะ นี่กว่าจะออกมาหาเฮียธงได้จะรบกับแม่ตั้งนาน ลูกค้าเยอะมากเลยค่ะ” น้ำเสียงออดอ้อนของหญิงสาวราวกับเป็นแรงใจในการทำงานของเขา ยิ่งช่วงล่างของเธอบดไปมากับเป้ากางเกงมันก็ทำให้แท่งร้อนภายในผงาดขึ้นทันตาเห็น จะกินข้าวไปทำไม ในเมื่อกินอย่างอื่นก็อิ่มเหมือนกัน “เฮียกะเมื่อยหลาย คั่นได้กินส้มจี๊ดซั่วสิดีขึ้น“ เขาว่าพลางโอบเอวคอด (เฮียก็เหนื่อยมาก ถ้าได้กินส้มจี๊ดน่าจะดีขึ้น) “งุ้ย~ เฮียธงอะ พูดอะไรก็ไม่รู้” มือเรียวที่เข้าที่แผงอกแกร่งเบา ๆ แต่แม้จะว่าแบบนั้นทว่าการแสดงออกของเธอกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง อยากได้จนตัวสั่นไปหมดแล้ว! “มาแหม เฮียบ่ไหวแล้วเด้“ เขาสั่งด้วยน้ำเสียงกระเส่า (มาสิ เฮียไม่ไหวแล้วนะ) หญิงสาวโยกย้ายร่างอรชรของเธอลงมานั่งอยู่ตรงระหว่างขาของชายหนุ่มที่อำนาจเหนือกว่า เข็มขัดถูกปลดออกช้า ๆ ก่อนที่มือเรียวจะควักแท่งร้อนออกมาผงาดชี้หน้าเธอ ส้มจี๊ดคุ้นชินกับมันเป็นอย่างดี มือเล็กค่อย ๆ รูดท่อนเอ็นแข็งปูดขึ้นลงเป็นจังหวะ แม้น้ำขาวขุ่นจะไหวลงมาชโลมปลายหัวเธอก็ยังคงหยอกเล่นกับมันเพื่อเร่งเร้าอารมณ์ให้เขาอ้อนวอน “อ๊าา… ส้มจี๊ด“ ”รู้สึกดีไหมคะ“ ”ดีหลาย อู๊ยย…“ (ดีมาก อู๊ยย…) ลิ้นอุ่นแตะลงที่ปลายหยักพลางดูดเม้มน้ำฉ่ำอย่างมูมมาม ริมฝีปากของเธอครอบงำความใหญ่โตได้จนมิด แต่กระนั้นเฮียธงก็ยังส่งมือแกร่งมากดศีรษะของหญิงสาว จนความใหญ่โตนั้นเสียดสีกับโพรงปากที่คับแคบ เขาเสียวกระสั่นจนแทบคลั่งกับความเก่งกาจของเธอคนนี้ และเพียงไม่นานส้มจี๊ดก็ขูดรีดความสำเร็จของเฮียธงจนมันไหลหยาดเยิ้มจากปากลงสู่เนินนมตูมของเธอ “อ๊าา…“ เฮียธงคำราม ”ต่อไหมคะเฮีย“ เธอช้อนสายตาหวานขึ้นถาม ”มาขย่มให้เฮียแน คั่นแตกให้ห้าพัน“ (มาขย่มให้เฮียหน่อย ถ้าแตกให้ห้าพัน) ”รับรองว่าเฮียจะลืมส้มจี๊ดไม่ลงแน่ ๆ “ เสื้อผ้าถูกเปลื้องออกจากเรือนร่างของทั้งสอง ก่อนที่ความใคร่จะนำพาให้ไปพบความสุขสม ถึงแม้จะเป็นบริเวณห้องทำงานส่วนตัวของเฮียธง ทว่าก็มีลูกน้องเดินผ่านไปมาอยู่บ่อยครั้ง นั่นก็ยิ่งเพิ่มความตื่นเต้นเร้าใจให้กับเสือผู้หญิงอย่างเขา แต่หากมีคนจับได้ก็ไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก เพราะแต่ละวันเฮียธงก็มีผู้หญิงมาหาที่บ้านไม่ซ้ำหน้าอยู่แล้ว!บทที่ 11"ยายอ้อย เอ็มร้อยห้าขวด!" เสียงโหวกเหวกของเฮียธงดังขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่แดดร้อนจัดจนหลายคนต้องหาที่หลบเพื่อพักจากงานกลางแจ้ง เฮียธงเองก็เช่นกันถึงจะรวยมีเงินมากมายแต่สำหรับเขางานก็คือส่วนสำคัญในชีวิตที่เขาขาดไม่ได้ส่วนที่หลบแดดที่ใกล้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือร้านขายของยายอ้อย ถึงแม้จะถัดไปอีกสามหลังก็จะถึงบ้านเขาแล้วก็ตาม"ซื้อน่อยแท้ คนไปไสเบิ่ด" ยายอ้อยยื่นถุงใส่ขวดเครื่องดื่มชูกำลังให้พร้อมเอ่ยถาม(ซื้อน้อยจัง คนไปไหนหมด) "ในเมืองมีงานกะเลยให้สุมรถสไลด์ไปซอย เหลือซ่ำนี้ล่ะ" เขาว่าพร้อมชะเง้อหาใครบางคน(ในเมืองมีงานก็เลยให้พวกรถสไลด์ไปช่วย เหลือแค่นี้แหละ)ยายอ้อยเห็นถึงความผิดปกติก็รับรู้ได้ทันทีว่าเขามาหาลูกสาวของเธอ ทว่าในตอนที่อากาศร้อนแบบนี้ข้าวโพดไม่มีทางโผล่ออกมาให้เขาได้เห็นตัวง่าย ๆ อีกอย่างแผลของเธอก็ยังไม่ดีขึ้น จะเดินจะเหินอะไรก็เป็นไปได้ยากยายอ้อยระบายยิ้มก่อนจะเอ่ยบอก "บ่ต้องไปแนมหามันดอก มันนอนเว่น คำแพงเอาข้าวเอาน้ำมาส่งตอนเซ่ากะบ่เห็นลงมาเลยเด้" (ไม่ต้องไปมองหาหรอก มันนอนกลางวัน คำแพงเอาข้าวเอาน้ำมาให้ตอนเช้ายังไม่เห็นลงมาเลย)เฮียธงที่โดนจับได้ก็ถึงกลั
บทที่ 10เป็นครั้งแรกที่ข้าวโพดรู้สึกว่านอนเต็มอิ่มที่สุดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เธออาจจะหลับใหลไปเพราะฤทธิ์ยาก็จริงทว่าเมื่อคืนไม่มีเสียงดังรบกวนการพักผ่อนของเธอเลยสักนิด ยิ่งทำให้เธอพักผ่อนได้สบายใจมากกว่าเดิมวันนี้เธอไม่ต้องลงไปช่วยแม่ขายของที่หน้าร้านเพราะแม่อยากให้เธอรักษาตัวให้ดีขึ้น ยิ่งขาของเธอเป็นส่วนที่เจ็บมากที่สุดก็ไม่อยากให้เดินไปไหนมาไหนจนมันช้ำระบมกว่าเดิม ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะเธอจะได้ไม่ต้องเจอหน้าใครบางคนที่ตอนนี้เธอเกลียดชังเขาเข้าไส้แม้แต่เสียงที่ทำให้รำคาญหูก็ไม่ต้องการได้ยิน เหอะ! ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งโมโห ถ้าหากเธอหายดีเมื่อไหร่รับรองว่าเฮียธงได้รับการเอาคืนอย่างสาสมแน่!ระหว่างที่เธอกำลังนึกแผนจัดการกับเฮียธงอยู่นั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ข้าวโพดปรายสายตามองเล็กน้อยก่อนจะเห็นว่าเป็นชื่อเพื่อนสนิทในวงการตั้งแต่เกิดเรื่องเธอก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากใครเลยสักคน นี่คงจะเป็นสายแรกจากคนเมืองกรุงที่ให้ความเป็นห่วงกับเธอมากที่สุด"ว่าไงยัยนีน่า"'เป็นยังไงบ้าง ยัยเมเปิ้ลเล่นงานแกหนักขนาดนี้เลยเหรอ' น้ำเสียงของอีกฝ่ายดูวิตกอย่างเห็นได้ชัดทุกคนในค่ายก็รู้ดีว่าเมเปิ้
บทที่ 9รถกระบะยกสูงของเฮียธงจอดนิ่งสนิทที่หน้าร้านขายของประจำหมู่บ้าน ยายอ้อยรีบวิ่งออกมาทันทีเมื่อรู้ว่านั่นคือเฮียธงกับลูกสาวของเธอ คำแพงเอาเรื่องที่ข้าวโพดเกิดอุบัติเหตุมาบอกให้แม่ของเธอรู้ก่อนแล้ว และไม่ลืมที่จะแอบฟ้องด้วยว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะเฮียธง ถ้าหากเขาใจเย็นกับเธออีกสักหน่อย ข้าวโพดก็ไม่ต้องกลายเป็นมัมมี่แบบนี้"เป็นจั่งได๋แนหล่า เจ็บหลายบ่" แม่ว่าพลางลูบศีรษะลูกสาวอย่างเป็นห่วง(เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บมากไหม)เฮียธงที่เดินตามมาที่หลังเขาก็แสดงสีหน้ารู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่เป็นต้นเหตุในครั้งนี้ แต่กระนั้นก็ไม่มีใครกล้าต่อว่าเขาได้เท่ากับเธอเลยสักคน"ขอโทษเด้อแม่ใหญ่อ้อย ข่อยบ่คึดว่ามันสิปานนี้" เขายกมือไหว้ขอโทษอย่างจริงใจ(ขอโทษนะยายอ้อย ผมไม่คิดว่าจะเป็นหนักขนาดนี้)หญิงสาวปรายสายตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์มากนัก ความไม่ได้ตั้งใจของเขามันพรากโอกาสการทำงานหลาย ๆ อย่างของเธอไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะหายดีพร้อมทำงานอีกเมื่อไหร่"หนูเข้าห้องก่อนนะแม่" เธอว่าเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินหายเข้าไปด้านหลังร้านเฮียธงมองตามเธอไปจนสุดสายตา ก่อนจะหันกลับมายื่นเงินก้อนเดิมให้กับแม่ของ
บทที่ 8เสียงพูดคุยกันเจื้อยแจ้วของผู้คนดังเข้ามาในโสตประสาทของหญิงสาวที่เพิ่งฟื้นตัวขึ้น ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรและสลบเหมือดไปเมื่อไหร่ทว่าสิ่งที่เธอจำได้เป็นอย่างดีนั้นก็คือคนที่ทำให้เธอต้องตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้!ผ้าพันแผลสีขาวแปะติดอยู่กับบริเวณที่เธอเจ็บแสบตามร่างกาย ถึงแม้จะมีพอมีแรงขยับร่างกายแต่มันก็สร้างความปวดร้าวจากความระบมช้ำอยู่ดีสภาพนางเอกเบอร์หนึ่งในตอนนี้แทบจะดูไม่ได้ เธอไม่ต่างอะไรจากมันมี่เลยสักนิด และแน่นอนว่าเธอจะไม่มีทางให้อภัยคนอย่างตาลุงนั่นเด็ดขาด มิหนำซ้ำยังต้องโดนมากกว่านี้ข้อหาทำให้เธอต้องเสียโฉมคอยดูเลยว่าคนอย่างข้าวโพดทำอะไรกับแค่ตาลุงขี้เมาได้บ้าง"อะ โอ๊ย..." แต่เพียงแค่หยัดกายลุกขึ้นจากเตียงคนไข้ เธอก็แทบจะทรุดลงนอนที่เดิมแล้ว"จะไปไหน" เสียงทุ้มที่คุ้นเคยเอ่ยถาม ข้าวโพดรีบหันขวับไปยังข้างเตียงที่ตอนนี้มีเฮียธงนั่งเฝ้าดูอาการของเธอตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทราบได้แต่เธอไม่ต้องการเห็นหน้าเขา และไม่ต้องการให้มารับผิดชอบหรือแสดงความเป็นห่วงในสิ่งที่ตัวเองทำลงไปอย่างสิ้นคิด เหอะ!"นี่คุณ จะมาแกล้งอะไรฉันอีกล่ะ แค่นี้สภาพฉันยังน่าเกลียดไม่
บทที่ 7"นี่ พูดดี ๆ นะ คิดเหรอว่าฉันจะไม่กล้าทำอะไรผู้หญิงอย่างเธอ" เฮียธงชี้หน้าเธอพร้อมกับสายตาที่แข็งกร้าว ความโกรธจัดที่ทำให้เลือดแทบจะขึ้นหน้านั้นไม่ได้ทำให้หญิงสาวสะเทือนเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังกล้ายิ้มเย้ยหยันราวกับเป็นการท้าทายทั้งสองผู้ร่วมชะตาอย่างคำแพงและต้องจิกเกร็งเท้าจนตะคริวแทบจะกิน นี่มันไฟกับน้ำมันมาเจอกันชัด ๆ "แล้วจะทำอะไรล่ะ?" เธอเลิกคิ้ว "จะจับฉันโยนลงไปในบ่อโคลนเหรอ" เธอปรายสายตาไปยังบ่อโคลนที่ตอนนี้มีควายตัวเล็กกำลังนอนเกลือกกลิ้งไปมาอย่างสบายใจ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้กำลังพูดท้าทายกับใครอยู่ คนอย่างเฮียธงยอมได้ทุกอย่างยกเว้นเวลาที่โดนพูดจาท้าทายเพราะมันดูเหมือนเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีและความกล้าของเขา แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอทำไมเขาถึงจะไม่กล้าทำ มันง่ายนิดเดียวที่จะทำให้เธอลงไปอยู่กับควายในบ่อโคลนนั้น การที่เธอแต่งตัวแบบนี้มาก็อาจจะแปลว่าเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้อยู่แล้วสินะ...เฮียธงขัดใจใครไม่เป็นเสียด้วยสิเขาสะบัดผ้าขาวม้าที่อยู่บนบ่าออกก่อนจะสาวเท้ามุ่งตรงมาหาหญิงสาวที่ยังคงยืนเชิดหน้าชูตาอยู่ราวกับที่นี่เป็นวิมานเก่าของเธอเสียอย่างนั้น แต่
บทที่ 6เช้านี้ไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่นักสำหรับข้าวโพดที่ได้นอนเวลาตีสามตรงเป๊ะ นั่นก็เพราะกว่าวงเหล้าของเฮียธงจะเลิกก็ปาเข้าไปตีสามครึ่ง เธอทนฟังจนสลบไสลไปเองกระทั่งแม่เข้ามาปลุกในตอนหกโมงตรงให้ไปช่วยเปิดร้าน เพราะว่าเช้านี้แม่จะไปทำบุญกับเหล่าป้า ๆ ยาย ๆ ที่วัดซึ่งไม่ไกลจากตัวบ้านมากนัก และในเช้าที่วุ่นวายแบบนี้หน้าร้านของเธอก็ต้องทำงานแข่งกับเวลาจนไม่มีเวลาให้พักข้าวโพดที่ไม่ค่อยรู้เรื่องราคาของในร้านมากนักก็ขายผิดถูกไปบ้าง คนที่เข้าใจก็ปล่อยผ่าน ทว่าก็มีบางคนที่ไม่พอใจพร้อมสบถด่า ยอมรับตามตรงว่าเธอก็เสียความรู้สึกไม่น้อย แน่นอนสิ มีคนรักก็ต้องมีคนเกลียดเป็นธรรมดา และเธอก็มองเห็นสายตาเกลียดชังนั้นอย่างชัดเจน“อันนี้เท่าได๋เกาะจ้า” เสียงหวานของหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เธอสวมเสื้อยืดธรรมดากับผ้าถุงเพียงเท่านั้น ทว่าความสวยสง่ากลับทะลุเสื้อผ้าที่เธอใส่อย่างน่าแปลก(อันนี้เท่าไหร่เหรอจ๊ะ)“สามสิบบาทจ้ะ ใส่ถุงไหม” เธอยิ้ม“บ่เป็นหยังจ้า” หญิงสาวรับของกลับมา ทว่าสีหน้ากลับดูเหมือนมีคำถาม “เอ่อ… อันนี้ข้าวโพดแม่นบ่?”(เอ่อ… นี่ข้าวโพดใช่ไหม?)ข้าวโพดเหลือบตามองคนตรงหน้าอีกครั้ง เธอไม่ได้สงสั







