Se connecterณ โรงพยาบาล M พรีเมียม
แสงที่ส่องเข้ามายังดวงตาที่เพิ่งเปิดลืม อาการพร่ามัวของดวงตาและความเจ็บปวดแปล๊บตรงบริเวณหัวที่พลันเกิดขึ้นทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะหลุดร้องออกมา
“อ่ะ...ซี๊ดดดดด ~~”
เสียงร้องหลุดปากออกมาหลังจากรู้สึกเจ็บบริเวณหัวที่ถูกพันผ้าเอาไว้ ก่อนที่เสียงของแม่บ้านหรือพี่นิดจะเอ่ยเรียกฉันด้วยน้ำเสียงดีใจหลังจากที่ฉันตื่นขึ้นมา
“คุณลูกจัน...ดีจังเลยค่ะที่คุณลูกจันตื่นมาได้สักทีพี่เป็นห่วงจะแย่อยู่แล้ว”
“พะ...พี่นิด เกิดอะไรขึ้นกับลูกจันหรอคะ”
“คุณลูกจันสลบไปค่ะ หลังจาก...เอ่อ...หลังจากที่คุณลูกจันไปบ้านของคุณอาทิตย์ ส่วนที่คุณลูกจันมานอนที่นี่ได้ก็เพราะทางบ้านคุณอาทิตย์ให้คนมาส่งคุณลูกจันมาที่โรงพยาบาลนี้เองค่ะ”
พี่นิดอธิบายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฉันสลบไป และก่อนที่เรื่องราวทั้งหลายจะฉายเข้ามาในโสตประสาทฉันอีกครั้ง จนสิ่งสำคัญที่ฉันพอจะนึกออกก็คือเรื่องพ่อกับแม่ของตัวเอง
“พี่นิด คุณพ่อกับคุณแม่ล่ะคะ”
ฉันกุลีกุจอลุกขึ้นนั่งเอ่ยถามแม่บ้านหลังจากที่นึกถึงเรื่องของพ่อกับแม่ตัวเองออก
“ใจเย็น ๆ ก่อนค่ะคุณลูกจัน คุณท่านก็อยู่โรงพยาบาลนี้เหมือนกันค่ะ อยู่ห้องข้าง ๆ นี่เองค่ะ ส่วนคุณผู้หญิง...เอ่อ...ทางโรงพยาบาลให้มาแจ้งกับคุณลูกจันว่าทางโรงพยาบาลมีส่วนงานที่รับทำพิธีทางศาสนาให้และสามารถจัดการในห้องพิธีการของทางโรงพยาบาลได้เลย เพียงแต่รอให้คุณลูกจันไปเซ็นอนุญาตเท่านั้นค่ะ”
พี่นิดอธิบายเพิ่มเติมพร้อมกับบอกขอเสนอจากทางโรงพยาบาลเพื่อให้ฉันได้ตัดสินใจ และด้วยความสะดวกสบายที่ฉันคิดว่าไม่น่าจะเสียหายอะไรถ้าจะจัดการเรื่องแม่ของฉันในยามนี้ฉันจึงได้ตกลงตามที่ทางโรงพยาบาลเสนอ
“บอกทางโรงพยาบาลให้จัดการได้เลยค่ะ”
ฉันบอกพี่นิด ก่อนที่พี่นิดจะขอตัวไปดำเนินเรื่องต่อไป…
จากนั้นฉันก็ลากเสาน้ำเกลือเดินไปยังห้องด้านข้างที่มีร่างของผู้เป็นบิดานอนอยู่
แกร๊ก ~~
และทันทีที่ฉันเห็นภาพคนตรงหน้า น้ำตาใสก็พลันเอ่อคลอดวงตากลมสวยทันที
“คะ...คุณพ่อค่ะ”
เสียงเรียกแผ่วเบาเพื่อเรียกคนบนเตียงเอ่ยขึ้นก่อนจะลงไปนั่งยังด้านข้างของคนที่ยังนอนไม่ได้สติ
“คุณพ่อค่ะได้ยินลูกจันไหมคะ...ฮึก...ฮึก...”
ฉันเอ่ยปากเรียกคนที่นอนนิ่งอีกครั้ง พร้อมกับจับมือหนาขึ้นมาแนบแก้มเนียน
“ลูกจันจะทำยังไงดีค่ะพ่อ ต่อไปนี้ลูกจันจะทำยังไงดี...ฮึก...ฮึก...”
ฉันเอ่ยตัดพ้อกับร่างที่ยังคงนิ่งเฉยเหมือนไม่รับรู้การมาถึงของฉันเลยสักนิด จนฉันเริ่มรู้สึกว่าพ่อฉันอาจจะไม่ได้แค่สลบเท่านั้น
และในขณะที่ฉันกำลังนึกสงสัยเกี่ยวกับอาการป่วยของพ่อตัวเองอยู่นั้น เสียงเปิดประตูพร้อมกับหนุ่มหล่อในชุดกาวน์ก็เดินเข้ามาพอดี
“สวัสดีครับ...คุณเอ่อ...”
เสียงทุ้มดูน่าเชื่อถือเอ่ยถามหลังจากเห็นฉันนั่งจับมือคนไข้ของเขาอยู่
“อะ...สะ...สวัสดีค่ะคุณหมอ ดิฉันเป็นลูกสาวของคนไข้ค่ะ”
ฉันแอบปาดน้ำตาก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปเอ่ยตอบ
“อ๋อ...แต่เอ๊ะ...!! นี่คุณจันทร์เจ้าที่นอนห้องด้านข้างใช่ไหมครับ”
คุณหมอที่พอจะคุ้นตาคนสวยที่อยู่ในชุดผู้ป่วยตรงหน้าเอ่ยถามกลับไป
“ชะ...ใช่ค่ะ คุณหมอก็เป็นเจ้าของไข้ของลูกจันหรอคะ” (^-^)
ฉันระบายยิ้มบางส่งไปให้เพื่อแสดงไมตรี
“ใช่ครับ” (^-^)
(ชื่อจันทร์เจ้าว่าน่ารักแล้ว ชื่อเล่นว่าลูกจันยิ่งน่ารักเข้าไปอีก) เสียงในหัวของคุณหมอที่มีต่อหญิงสาวตรงหน้ายามที่ได้เห็นหน้าเธอชัด ๆ ทำให้ชายหนุ่มที่มักจะหมกมุ่นอยู่แต่กับงานเริ่มจะหวั่นไหว
หลังจากที่คุณหมอแสดงไมตรีตอบกลับฉันที่พอจะนึกออกถึงอาการป่วยของผู้เป็นบิดาก็ไม่รอช้าที่จะเอ่ยถามคุณหมอกลับไป
“จริงด้วยค่ะคุณหมอ ทำไมคุณพ่อของลูกจันถึงยังไม่ฟื้นสักทีเลยล่ะค่ะ”
“พอดีเลยครับหมอเองก็อยากจะเจอญาติคนไข้เพื่อที่จะบอกอาการของคนไข้พอดีเลย”
และด้วยน้ำเสียงที่ส่งมาของคุณหมอหน้าตาดีก็ทำให้ฉันที่เหมือนจะโล่งใจก่อนหน้านี้หัวใจพลันบีบรัดแน่นขึ้นมาอีกครั้ง
“บะ...บอกมาตามตรงได้เลยค่ะคุณหมอ ลูกจันพร้อมที่จะรับฟังแล้วค่ะ”
ฉันกลั้นหายใจรวบรวมสติก่อนจะเอ่ยปากยืนยันที่จะรับฟังความจริงออกไป ส่วนคุณหมอหนุ่มตรงหน้าที่เห็นว่าฉันพอที่จะรับฟังอาการป่วยของผู้เป็นบิดาได้แล้วก็ค่อย ๆ พูดออกมาอย่างระมัดระวัง
“คืออย่างนี้นะครับ ก่อนอื่นผมอยากให้คุณลูกจันทำใจให้ดี ๆ เอาไว้ เรื่องนี้มันผ่านไปแล้วและเราก็แค่ต้องรักษากันต่อไป”
คุณหมอเอ่ยปากปลอบอย่างต้องการให้ฉันใจเย็นก่อนที่จะรับฟังความจริง
“เนื่องจากตอนที่คุณเจ้าภพถูกส่งตัวมาท่านหมดสติแม้จะยังมีชีพจรและลมหายใจตอนที่มาถึงโรงพยาบาลก็ตาม แต่ว่าพอทางเราได้ตรวจร่างกายของคุณเจ้าภพโดยละเอียดแล้วกลับพบกว่าก่อนหน้านี้มีช่วงขณะหนึ่งที่คนไข้หยุดหายใจไปและถึงแม้จะเป็นเพียงเวลาสั้น ๆ ไม่นานมากนักก็ตามแต่ด้วยสมองที่ขาดออกซิเจนไปชั่วขณะ นั่นจึงทำให้...เอ่อ...”
คุณหมอหยุดพูดเพื่อรวบรวมสติก่อนบอกในสิ่งสำคัญ
“ทำให้อะไรคะ...” หัวใจที่เต้นระรัวดั่งลุ้นระทึกกับคำตอบที่จะได้ฟัง
“ทำให้ตอนนี้คนไข้มีอาการเป็นอัมพาตครับ”
สิ้นคำตอบของคุณหมอฉันถึงกับทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ด้านข้างเตียงผู้ป่วยตามเดิม ก่อนจะปิดหน้าร้องไห้โฮออกมาทันที
“ฮึก...ฮือออออ ~~ ไม่จริง...ไม่จริง...ทำไมต้องเกิดอะไรแบบนี้กับคุณพ่อด้วย ทำไมต้องเกิดเรื่องบ้า ๆ แบบนี้กับครอบครัวเราด้วย ฮือออออ ~~”
“คุณลูกจันครับ ใจเย็น ๆ นะครับ”
คุณหมอหนุ่มที่รู้สึกเห็นใจหญิงสาวตรงหน้ารุดเข้าไปนั่งย่อง ๆ ตรงหน้าหญิงสาวก่อนที่เขาจะพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ส่วนหญิงสาวเองที่ตอนนี้หัวใจได้แหลกสลายไปหมดแล้ว ความเจ็บปวดที่เข้ากัดกินลึกเข้าไปในหัวใจจนบัดนี้รับรู้ได้เพียงแค่ความว่างเปล่าในชีวิต
“ฮึก...ฮึก...ขอบคุณนะคะ แต่ว่าลูกจันขออยู่คนเดียวได้ไหมคะคุณหมอ”
ฉันที่ยังคงปิดหน้าร้องไห้บอกคุณหมอหนุ่มกลับไป ก่อนที่คุณหมอหนุ่มจะเข้าใจถึงสถานการณ์ความรู้สึกของฉันในตอนนี้ดีและในฐานะหมอเจ้าของไข้เขาเองก็ยินดีที่จะถอยออกไป
“ถ้ามีอะไรให้ผมช่วย คุณลูกจันสามารถบอกผมได้เลยนะครับไม่ต้องเกรงใจ” (^-^)
ไมตรีที่คุณหมอหนุ่มมีให้ก่อนที่เขาจะเดินออกไปทำให้หัวใจที่เย็นเยียบพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาชั่วขณะ เพียงแต่ว่าด้วยคำพูดของคุณหมอก็พลันทำให้ฉันนึกถึงคนสำคัญอีกคนในชีวิตที่จนบัดนี้ฉันเองก็ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับจากเขาเลย...
“...เฮียทิศ...”
“พี่นิดพูดกับลูกจันได้ตรง ๆ เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจกัน อีกอย่างลูกจันก็เคยบอกแล้ว ณ เวลานี้เราคือครอบครัวเดียวกันลูกจันไม่ใช่ลูกเจ้านายของพี่นิดอีกแล้วนะคะ”ฉันยื่นมือออกไปกุมมือที่ประสานอยู่ที่หน้าตักของพี่นิดแน่นอย่างต้องการให้คนตรงหน้ารับรู้ถึงความจริงใจของฉัน“ขอบคุณนะคะที่เห็นพี่เป็นคนในครอบครัว” (^-^)“ก็พี่นิดเป็นครอบครัวของลูกจันจริง ๆ นี่ค่ะ แล้วอีกอย่างความจริงแล้วต้องเป็นลูกจันต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่นิดที่ยังอยู่คอยช่วยเหลือลูกจันอยู่จนถึงทุกวันนี้” (^-^)คำพูดขอบคุณที่ถูกส่งออกมาอย่างที่ตัวเองคิดมาเสมอนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่อง แม้ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายภายในห้องเช่าทุกอย่างฉันจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด แต่พี่นิดเองหลังจากรับเงินก้อนนั้นไปจากฉันพี่นิดเองก็ไม่เคยเรียกร้องเอาเงินเดือนจากฉันอีกเลยแม้ว่าฉันจะหยิบยื่นให้ก็ตาม แถมทุกวันนี้ที่ฉันได้ออกไปหางานทำได้อย่างสบายใจก็ได้พี่นิดนี่แหละที่คอยช่วยดูแลคุณพ่อที่ยังคงนอนติดเตียงอยู่“พี่เต็มใจค่ะ คุณลูกจันไม่ต้องคิดมาเรื่องนี้เลยนะคะ” (^-^)“ถึงยังไงลูกจันก็ต้องขอบคุณค่ะ และอยากให้พี่นิดรู้ไว้นะคะว่าพี่นิดเป็นเสมือนผู้มีพระคุณของลูกจัน” (
เรื่องราวทุกอย่างที่ฉันได้รับการดูถูก หลาย ๆ อย่างที่ฉันต้องพบเจอในตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าฉันจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฉันยังคงเจ็บปวดและยังรู้สึกต่อสิ่งที่พบเจออยู่ เพียงแต่เพราะฉันยังมีสิ่งที่ยังทำให้ฉันมีพลังเดินหน้าสู้ต่อนั่นก็คือกำลังใจจากคนทั้งสองที่ยังรอความหวังอยู่ที่ห้องเช่าขนาดเล็ก และด้วยกำลังใจของพวกเขานั้นก็ทำให้ฉันตั้งใจแล้วว่าฉันจะไม่ใส่ใจกับสิ่งไร้สาระที่ได้พบเจออีกต่อไปแล้วส่วนเรื่องราวของพี่นิดนับตั้งแต่วันนั้นที่ฉันตั้งใจว่าจะมอบเงินก้อนหนึ่งให้พี่นิดเพื่อให้เป็นทุนในการตั้งตัว แม้ว่าพี่นิดจะเอ่ยปากปฏิเสธในตอนแรกด้วยเพราะเกรงใจฉัน แต่เป็นเพราะฉันเองที่พยายามยัดเยียดเงินก้อนนั้นให้กับพี่นิดด้วยเพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้ นั่นจึงทำให้พี่นิดยอมที่จะรับน้ำใจของฉันเอาไว้โดยที่พี่นิดเองก็ยังคงเลือกที่จะอยู่ช่วยดูแลคุณพ่อของฉันต่อในระหว่างที่ฉันเริ่มออกไปหางานทำ...“เป็นยังไงบ้างคะคุณลูกจัน...วันนี้พอจะมีข่าวดีไหมคะ”พี่นิดถามหลังจากที่เห็นฉันเปิดประตูเข้ามาในห้องยามเย็น หลังจากที่ฉันออกไปหางานทำตั้งแต่เช้าก่อนที่ปฏิกิริยาของฉันที่มาพร้อมกับสีหน้าสลดนั้นจะเป็นคำตอบได้ดีถึงผลลั
“ฮึก...ฮึก...พี่นิดค่ะ...ฮึก...ฮึก”เสียงสะอึกสะอื้นที่แม้จะมีคำพูดมากมายอยากจะพูดกับคนตรงหน้าแต่กลับพูดไม่ออกทำได้เพียงแค่เรียกชื่อด้วยความตื้นตันใจเท่านั้น“ไม่เป็นไรนะคะ ไม่เป็นไร พี่เชื่อว่าคุณลูกจันกับคุณท่านจะผ่านมันไปได้นะคะ”มือบางที่อบอุ่นที่สุดในยามนี้ยื่นมาลูบหลังที่สั่นไหวเบา ๆ ด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ สายตาที่มองร่างบอบบางอย่างรู้สึกเวทนาในชะตาของหญิงสาวเพียงแต่ด้วยสถานะของคนปลอบนั้นเธอเองจึงทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้“ขอบคุณนะคะ...ฮึก...ฮึก...ขอบคุณจริง ๆ บุญคุณครั้งนี้ลูกจันจะไม่มีวันลืมเลย”“ไม่เป็นไรนะคะ นิ่งซะนะยังไงคุณลูกจันยังมีคุณท่าน คุณท่านยังรอคุณลูกจันอยู่นะคะ” (^-^)พี่นิดเอ่ยปลอบอีกครั้งก่อนที่เราจะช่วยกันวางแผนชีวิตในลำดับต่อไป และหลังจากที่ออกจากห้างสรรพสินค้าแล้วพวกเราก็ได้พากันไปหาห้องเช่าเพื่อที่จะพาคุณพ่อกลับไปพักผ่อน...กระทั่งเมื่อได้ห้องพักโดยการจัดการของพี่นิดแล้ว ฉันก็ให้พี่นิดอยู่รอที่ห้องพักเลย ส่วนฉันก็เลือกที่จะกลับไปรับคุณพ่อที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง...หลังจากที่ฉันได้เคลียร์ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็พาคุณพ่อกลับมายัง
“โธ่...คุณลูกจัน ทำไมเรื่องราวมันถึงเลยเถิดไปได้ถึงขนาดนี้กันล่ะคะ”นิดถึงกับถอนหายใจรู้สึกปลงตกกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้รับฟังมา และแม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างมันจะไม่เหมือนเดิม แต่ตนเองก็ไม่คิดว่ามันจะพังทลายได้ถึงขนาดนี้...ความเงียบเข้าปกคลุมหลังจากที่ฉันเล่าทุกอย่างให้พี่นิดฟัง แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าพี่นิดจะคิดยังไง เพราะถ้าให้บอกตามตรงในเวลานี้พี่นิดก็เท่ากับว่าได้ตกงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ว่าพี่นิดจะคิดยังไงจะอยู่หรือว่าจะไปจากฉัน แต่สิ่งที่ฉันตั้งใจเอาไว้เลยก็คือหลังจากที่ฉันขายพวกเครื่องประดับพวกนี้ได้เงินมาแล้วฉันจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้พี่นิดไปตั้งตัวด้วย เพราะรู้สึกซึ้งใจที่นับตั้งแต่เกิดเรื่องกับครอบครัวฉันมาพี่นิดเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่กับฉันมาจนถึงวินาทีนี้ ส่วนคนงานคนอื่นกลับหนีหายไปตั้งแต่วันที่มีอันธพาลมาอาละวาดที่บ้านวันนั้นแล้วหัวใจที่เต้นระรัวด้วยกลัวว่าพี่นิดจะชิ่งหนีไปก่อนหลังได้รับฟังความจริงก็ค่อย ๆ พลันสงบลงอย่างคนที่ปลงตกและคิดได้ เพราะถ้าหากพี่นิดคิดจะจากฉันไปมันก็เป็นสิทธิ์ของเขาจากนั้นไม่นานรถโดยสารสาธารณะส่วนบุคคลก็พาเราสองคนมาถึงห้า
ณ โรงพยาบาล M พรีเมียมฉันพาร่างที่สะบักสะบอมกลับมายังห้องพักผู้ป่วยที่ยังเหลือคนที่มีสายเลือดใกล้ชิดเพียงคนเดียวในชีวิตของฉันอยู่ ภาพของพ่อที่ยังคงนอนแน่นิ่งแม้ว่าคุณหมอจะแจ้งว่าเป็นผลจากอาการช็อกและผลจากการเป็นอัมพาตก็ตาม แต่ฉันกลับรู้สึกว่าในเวลานี้บนโลกใบนี้คงเหลือแค่ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น“ฮึก...ฮึก...พ่อค่ะ...ฮือออออ ~~”ฉันพุ่งตัวเข้าไปกอดพ่อด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นตีมวนไปหมด ความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วทั้งตัวเมื่อรวมเข้ากับความรู้สึกแหลกสลายที่อยู่ในใจแล้วมันกลับทำให้ความอ่อนแอที่ฉันตั้งใจจะกดมันเอาไว้เพื่อให้คนข้างนอกเห็นว่าฉันเข้มแข็งไม่เป็นอะไรได้พรั่งพรูออกมาเกินกว่าจะทนไหวใบหน้าที่แนบไปกับหน้าอกของผู้เป็นบิดาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลจนเสื้อผู้ป่วยชื้นแฉะกลับไม่ทำให้ความรู้สึกปวดร้าวที่เกิดขึ้นหายไปได้เลยสักนิด น้ำตาที่ยังคงหลั่งไหลออกมาไม่หยุดเหมือนต้องการให้มันไหลออกมาให้หมดเพื่อที่วันหน้าฉันจะได้ไม่ต้องเสียใจให้กับเรื่องพวกนี้อีกแล้ว...กระทั่งเมื่อเสียงสะอื้นค่อย ๆ แผ่วลงหลังจากที่ฉันร้องไห้อยู่สักพัก อีกทั้งความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่อัดแน่นก่อนหน้านี้ก็เริ่มจะคลายลง ฉันที่ค่อ
แกร๊งๆๆๆ“ใครเอาโซ่มาคล้องไว้กันนะ...??”ฉันจับไปยังโซ่เส้นโตที่คล้องประตูบ้านฉันเอาไว้ก่อนจะเขย่ามันอย่างแรงจนเกิดเป็นเสียงดังลั่น ก่อนจะตะโกนลั่นด้วยความโกรธเคือง“เปิดเดี๋ยวนี้นะฉันบอกให้เปิด...นี่มันบ้านของฉันนะ...!! มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้”และในขณะที่ฉันกำลังโวยวายอยู่นั้นในจังหวะที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างทั้งร่างก็พลันถูกผลักล้มลงกระแทกพื้นด้วยแรงอันมหาศาลทันทีตุบ...!!“อะ...โอ๊ย...!!”“มาโวยวายอะไรตรงนี้ ออกไป...!!”เสียงคำรามน่าหวาดหวั่นของคนตัวโตที่มีลักษณะของนักเลงเอ่ยตวาดหลังจากผลักฉันให้ออกไปจากรั้วประตูบ้าน“นะ...นี่มันบ้านฉันนะ นายเป็นใครถึงมาทำแบบนี้กับฉัน...!!”หลังจากที่ฉันหยัดตัวลุกขึ้นมาจากพื้นได้ฉันก็แว้ดใส่ผู้ชายหน้าโหดทันที“ฮ่าๆๆ บ้านมึงหรอนี่มันบ้านเจ้านายกูโว้ย...ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นกูอาจจะทำปืนลั่นใส่กบาลมึงเอาได้ แต่เอ...หน้าตาแบบนี้หรือจะเอาทำเมียก่อนดีแล้วค่อยฆ่าทิ้ง ฮ่าๆๆๆ”คนกักขฬะพูดจาร้ายกาจพร้อมกับเดินย่างสามขุมมาหาฉัน โดยที่คำพูดเหล่านั้นมันเริ่มทำให้ฉันกลัวจนต้องเดินถอยหนี“พูดแบบนี้ไม่กลัวติดคุกหรือไง”ฉันพูดออกไปทำเหมือนไม่เกรงกลัว แม้ว่าตัวเอง







