LOGIN“ฮะ...เฮียทิ...ศ...อุ๊บ”
จุ๊บ ~~
“อื้อออออ ~~”
รสจูบแสนละมุนถูกบรรจงทาบทับลงมายังริมฝีปากอ่อนนุ่มชุ่มชื่นทันที ดวงตากลมใสที่ในหะแรกยังเบิกกว้างพลันสั่นระริกก่อนที่มันจะค่อย ๆ ปิดพริ้มลงเพื่อรับความหอมหวานแปลกใหม่ที่คนตรงหน้ากำลังมอบให้
มือหนาที่ประคองใบหน้าจิ้มลิ้มอย่างทะนุถนอม ยามที่ลิ้นร้อนค่อย ๆ แซะแทรกเปิดปากสาวเพื่อเข้าไปคว้านหาความหอมหวานที่มีลักษณะเดียวกัน ความแปลกใหม่ที่สาละวนอยู่ในโพรงปากแม้ว่าตัวฉันเองจะไม่ชำนาญ แต่ทว่า...ก็พอจะคล้อยตามได้อย่างไม่เคอะเขิน...
จ๊วบ ~~
“อื้อออออ ~~”
ดวงตาที่ยังคงหลับพริ้มดูเงียบสงบช่างต่างจากปากกับหัวใจและร่างกายในขณะนี้ที่กำลังร้อนรุ่มดั่งถูกไฟแผดเผา ความรู้สึกปั่นป่วนบางอย่างที่ยากจะเข้าใจรังแต่จะทวีคูณขึ้นอย่างไม่อาจหักห้ามได้ โดยเฉพาะอาการเต้นตุบของอวัยวะปุ่มเล็ก ๆ อันเป็นส่วนสำคัญของหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังออกอาการจนทำให้เจ้าของร่างเล็กรู้สึกได้
อาการร้อนของเลือดที่พลุ่งพล่านวิ่งวุ่นไม่หยุดเริ่มที่จะส่งผลให้ร่างกายยากที่จะควบคุมได้อีก และในขณะที่สมองเริ่มจะเคลิบเคลิ้มขาวโพลนไปกับการสัมผัสที่วาบหวามไปทุกขณะ สติสัมปชัญญะสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ก็เลือกที่จะเอ่ยเตือนร่ำร้องให้สองมือบางที่กำลังขยำผ้าปูที่นอนแน่นอยู่ในเวลานี้ยกขึ้นมาหยุดการกระทำอันล่อแหลมนี้ไว้เพื่อไม่ให้เกินเลยจนยากเกินจะแก้ไข
พรึ่บ...!!
ฉันยกมือขึ้นมาออกแรงดันอกของคนตัวโตออกเล็กน้อย จนริมฝีปากของเราทั้งสองหลุดออกจากกัน
“แฮ่กๆๆ ฮะ...เฮียทิศพอเถอะนะคะ ละ...ลูกจันหายใจไม่ออก” ริมฝีปากเล็กหอบอากาศเข้าหายใจ ก่อนจะเอ่ยปากห้ามเตือนสติคนตรงหน้าโดยที่สายตาเสมองไปด้านข้างแทน
“เฮียขอโทษนะ เฮียทำให้ลูกจันกลัวหรือเปล่าคะ” น้ำเสียงอีกทั้งแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดทำให้ฉันที่จับความรู้สึกที่ส่งมาได้ ก่อนที่ฉันจะได้แต่สั่นหัวไปมาเบา ๆ ปฏิเสธเพื่อให้เขาสบายใจ
“อะ...เอ่อ...ถ้างั้นลูกจันไปอาบน้ำก่อนนะเอาไว้อาหารมาแล้วเดี๋ยวเฮียมาเรียก ส่วนพวกของใช้เสื้อผ้าเฮียสั่งให้คนเตรียมเอาไว้ให้หมดแล้ว” คนตัวโตที่ดูจะออกอาการลนลานเล็กน้อยเอ่ยพูดหลังจากหยัดตัวขึ้นมายืนเต็มความสูง
และในจังหวะเดียวกันนั้นขณะที่ตัวของฉันยังคงนอนอยู่บนที่นอนอยู่ สายตาเจ้ากรรมที่ตอนนี้ระดับของมันนั้นดูจะต่ำเกินไปก็ได้ทำให้ฉันได้เห็นอะไรบางอย่างที่ฉันไม่สมควรจะเห็นในเวลานี้
“วะ...ว๊ายยยยย...!!”
ฉันถึงกับร้องเสียงหลงพร้อมกับเอามือปิดหน้าทันที หลังจากที่สายตาพลันไปโฟกัสตรงบริเวณช่วงกลางลำตัวของคนตัวโตที่ยืนทำท่าเงอะ ๆ งะ ๆ เข้า
ส่วนคนตัวโตเองหลังจากที่เขาเห็นอากัปกิริยาของฉัน เขาที่มองตามสายตาฉันตั้งแต่ต้นก็รับรู้ได้ทันทีว่าที่จู่ ๆ ฉันร้องลั่นขึ้นมาสาเหตุมันมาจากตรงไหน
“เฮ้ย...!!” (OoO)
จากนั้นคนที่มีอาการตกใจกับอวัยวะที่ผงาดโชว์หราของตัวเองก็รีบกุลีกุจอสาวเท้าวิ่งหนีออกจากห้องไปอย่างไว โดยที่ฉันได้แต่ปิดหน้าพ่นลมหายใจถี่อยู่อย่างนั้น...พร้อมกับหัวใจไม่รักดีที่ตอนนี้ดันเต้นโครมครามแทบจะทะลุออกมานอกอก...
กระทั่งเมื่อเหตุการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนใจก่อนหน้านี้ได้ผ่านพ้นไปจนเราสองคนได้มานั่งกินข้าวด้วยกัน ภาพมวลของบรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่เกิดขึ้นระหว่างมื้อนั้นกลับทำให้เราสองคนได้แต่นั่งกินกันอย่างเงียบ ๆ โดยที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดอะไรจากตรงไหน เนื่องจากตอนนี้ข้างในยังรู้สึกอายต่อภาพอวัยวะของคนตัวโตที่ยังติดตาอยู่
ส่วนคนตรงหน้าเองเขาก็คงจะมีความรู้สึกไม่ต่างกันกับฉันเท่าไรนัก เพราะด้วยอากัปกิริยาของเขานั้นเขาเองก็น่าจะยังไม่รู้ว่าจะเริ่มเปิดบทสนทนาจากตรงไหนดี เพราะเอาเข้าจริงนับตั้งแต่ที่เราสองคนตกลงคบกันมาจนถึงกระทั่งหมั้นหมายด้วยกันแล้วพวกเราก็แทบจะไม่เคยมีโมเมนต์แบบนั้นกันมาก่อนเลย อย่างมากสุดที่เราสองคนเคยใกล้ชิดกันก็มีแค่กอด หอมแก้มกับจุ๊บปากเท่านั้น ยังไม่เคยถึงขั้นประกบปากแนบชิดถึงขนาดที่เอาลิ้นสอดใส่เข้ามาอย่างที่เขาทำก่อนหน้านี้
ความคิดบวกกับความเงียบเข้ากัดกินบรรยากาศระหว่างเราทั้งสองจนกระทั่งเมื่อคนตัวโตที่เขาเองคงไม่อยากให้การมาทะเลของเราสองคนในครั้งนี้ผ่านไปอย่างไม่มีความหมายทั้งที่เขาเองก็ตั้งใจเอาไว้ว่าอยากจะมาสร้างความทรงจำดี ๆ ด้วยกันแล้ว นั่นจึงทำให้เขาเริ่มเอ่ยปากพูดขึ้นมาก่อน
“อาหารถูกปากไหมคะ” เฮียทิศถามฉันด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“ค่ะ...อร่อยดีค่ะ” ฉันแต่ตอบกลับเพียงประโยคสั้น ๆ เพราะยังทำตัวไม่ถูก
“ลูกจันเป็นอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่า...เอ่อ...เราโกรธเฮียหรอ” คนตัวโตทำเสียงเศร้ายามมองมายังฉันที่ยังคงก้มหน้ามองจานข้าวตัวเอง
“ปะ...เปล่านะคะ” ฉันตอบตะกุกตะกักปฏิเสธพร้อมกับรีบเงยหน้าขึ้นไปมองเขาทันทีเพราะไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด
“คือว่าถ้าเฮียทำให้ลูกจันไม่พอใจ เฮียขอโทษนะคะ เฮีย...เอ่อ...” คนพูดพูดด้วยความรู้สึกผิด จนฉันเองยังอดสงสารไม่ได้
“ละ...ลูกจันไม่ได้โกรธเฮียทิศเลยนะคะ เฮียทิศอย่าโทษตัวเองเลยนะคะ ลูกจันแค่...”
“แค่อะไรหรอคะ บอกเฮียได้ไหม”
คนฟังฟังด้วยหัวใจที่ลุ้นระทึก เขาที่รู้ดีว่าวันนี้เขาจู่โจมหญิงสาวมากเกินไปและมันอาจทำให้เธอกลัวหรือไม่พอใจเขาได้ และนั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่ปรารถนาเอาเสียเลย...
“ลูกจันแค่อายค่ะ กะ...ก็ภาพของเฮียทิศมันยังติดตาลูกจันอยู่เลยนี่ค่ะ” (>///<) ฉันพูดความจริงออกไป เพราะไม่อยากให้เขาเฝ้าโทษตัวเองและไม่อยากให้บรรยากาศในค่ำคืนนี้เสียไป
และทันทีที่เฮียทิศฟังคำสารภาพของฉันจบ คนตัวโตก็ถึงกับยิ้มกว้างก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความโล่งใจ
“ฮ่าๆๆ ฟู่วววว ~~ เฮียก็นึกว่าเรื่องอะไร เฮียก็นึกว่าเราโกรธเฮียเรื่องที่เฮีย...เอ่อ...จูบแบบนั้นกับลูกจัน” น้ำเสียงที่ผ่อนคลายความเครียดอย่างเห็นได้ชัดถูกส่งออกมาก่อนที่ในประโยคท้ายน้ำเสียงจะเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์
“เฮียทิศ...!! ทำไมใจร้ายแบบนี้ล่ะคะ เฮียทิศก็รู้ว่าลูกจันอายอยู่ยังจะพูดอีก” (O///O) ฉันอดแว้ดใส่เขาไม่ได้หลังจากที่เขาจี้คำพูดเข้ามายังกลางใจฉันจนหน้าร้อนผ่าว
“หึหึ...ก็แฟนเฮียน่ารักนี่ค่ะ ยิ่งเวลาโมโหจนแก้มป่องมันน่ารักจนบางครั้ง...เฮียแทบจะอดใจไม่ไหวเลยรู้ไหม” รอยยิ้มและสายตาเจ้าเล่ห์ถูกส่งมาจนร่างสาววูบวาบไปหมด หลังจากที่เขารู้สึกสบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
“ลูกจันไม่คุยกับเฮียทิศแล้ว เอาจานไปเก็บดีกว่า” ฉันบุ้ยปากใส่คนเจ้าเล่ห์ที่ยังยิ้มกรุ้มกริ่มไม่หยุดก่อนจะเตรียมตัวลุกขึ้นเดินหนีไป
เพียงแต่ว่าในขณะที่ฉันยังไม่ทันที่จะหมุนตัวเดินหนี ร่างทั้งร่างก็ถูกคนตัวโตคว้าหมับให้ลงไปนั่งบนตักเขาทันที...
“พี่นิดพูดกับลูกจันได้ตรง ๆ เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจกัน อีกอย่างลูกจันก็เคยบอกแล้ว ณ เวลานี้เราคือครอบครัวเดียวกันลูกจันไม่ใช่ลูกเจ้านายของพี่นิดอีกแล้วนะคะ”ฉันยื่นมือออกไปกุมมือที่ประสานอยู่ที่หน้าตักของพี่นิดแน่นอย่างต้องการให้คนตรงหน้ารับรู้ถึงความจริงใจของฉัน“ขอบคุณนะคะที่เห็นพี่เป็นคนในครอบครัว” (^-^)“ก็พี่นิดเป็นครอบครัวของลูกจันจริง ๆ นี่ค่ะ แล้วอีกอย่างความจริงแล้วต้องเป็นลูกจันต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่นิดที่ยังอยู่คอยช่วยเหลือลูกจันอยู่จนถึงทุกวันนี้” (^-^)คำพูดขอบคุณที่ถูกส่งออกมาอย่างที่ตัวเองคิดมาเสมอนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่อง แม้ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายภายในห้องเช่าทุกอย่างฉันจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด แต่พี่นิดเองหลังจากรับเงินก้อนนั้นไปจากฉันพี่นิดเองก็ไม่เคยเรียกร้องเอาเงินเดือนจากฉันอีกเลยแม้ว่าฉันจะหยิบยื่นให้ก็ตาม แถมทุกวันนี้ที่ฉันได้ออกไปหางานทำได้อย่างสบายใจก็ได้พี่นิดนี่แหละที่คอยช่วยดูแลคุณพ่อที่ยังคงนอนติดเตียงอยู่“พี่เต็มใจค่ะ คุณลูกจันไม่ต้องคิดมาเรื่องนี้เลยนะคะ” (^-^)“ถึงยังไงลูกจันก็ต้องขอบคุณค่ะ และอยากให้พี่นิดรู้ไว้นะคะว่าพี่นิดเป็นเสมือนผู้มีพระคุณของลูกจัน” (
เรื่องราวทุกอย่างที่ฉันได้รับการดูถูก หลาย ๆ อย่างที่ฉันต้องพบเจอในตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าฉันจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฉันยังคงเจ็บปวดและยังรู้สึกต่อสิ่งที่พบเจออยู่ เพียงแต่เพราะฉันยังมีสิ่งที่ยังทำให้ฉันมีพลังเดินหน้าสู้ต่อนั่นก็คือกำลังใจจากคนทั้งสองที่ยังรอความหวังอยู่ที่ห้องเช่าขนาดเล็ก และด้วยกำลังใจของพวกเขานั้นก็ทำให้ฉันตั้งใจแล้วว่าฉันจะไม่ใส่ใจกับสิ่งไร้สาระที่ได้พบเจออีกต่อไปแล้วส่วนเรื่องราวของพี่นิดนับตั้งแต่วันนั้นที่ฉันตั้งใจว่าจะมอบเงินก้อนหนึ่งให้พี่นิดเพื่อให้เป็นทุนในการตั้งตัว แม้ว่าพี่นิดจะเอ่ยปากปฏิเสธในตอนแรกด้วยเพราะเกรงใจฉัน แต่เป็นเพราะฉันเองที่พยายามยัดเยียดเงินก้อนนั้นให้กับพี่นิดด้วยเพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้ นั่นจึงทำให้พี่นิดยอมที่จะรับน้ำใจของฉันเอาไว้โดยที่พี่นิดเองก็ยังคงเลือกที่จะอยู่ช่วยดูแลคุณพ่อของฉันต่อในระหว่างที่ฉันเริ่มออกไปหางานทำ...“เป็นยังไงบ้างคะคุณลูกจัน...วันนี้พอจะมีข่าวดีไหมคะ”พี่นิดถามหลังจากที่เห็นฉันเปิดประตูเข้ามาในห้องยามเย็น หลังจากที่ฉันออกไปหางานทำตั้งแต่เช้าก่อนที่ปฏิกิริยาของฉันที่มาพร้อมกับสีหน้าสลดนั้นจะเป็นคำตอบได้ดีถึงผลลั
“ฮึก...ฮึก...พี่นิดค่ะ...ฮึก...ฮึก”เสียงสะอึกสะอื้นที่แม้จะมีคำพูดมากมายอยากจะพูดกับคนตรงหน้าแต่กลับพูดไม่ออกทำได้เพียงแค่เรียกชื่อด้วยความตื้นตันใจเท่านั้น“ไม่เป็นไรนะคะ ไม่เป็นไร พี่เชื่อว่าคุณลูกจันกับคุณท่านจะผ่านมันไปได้นะคะ”มือบางที่อบอุ่นที่สุดในยามนี้ยื่นมาลูบหลังที่สั่นไหวเบา ๆ ด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ สายตาที่มองร่างบอบบางอย่างรู้สึกเวทนาในชะตาของหญิงสาวเพียงแต่ด้วยสถานะของคนปลอบนั้นเธอเองจึงทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้“ขอบคุณนะคะ...ฮึก...ฮึก...ขอบคุณจริง ๆ บุญคุณครั้งนี้ลูกจันจะไม่มีวันลืมเลย”“ไม่เป็นไรนะคะ นิ่งซะนะยังไงคุณลูกจันยังมีคุณท่าน คุณท่านยังรอคุณลูกจันอยู่นะคะ” (^-^)พี่นิดเอ่ยปลอบอีกครั้งก่อนที่เราจะช่วยกันวางแผนชีวิตในลำดับต่อไป และหลังจากที่ออกจากห้างสรรพสินค้าแล้วพวกเราก็ได้พากันไปหาห้องเช่าเพื่อที่จะพาคุณพ่อกลับไปพักผ่อน...กระทั่งเมื่อได้ห้องพักโดยการจัดการของพี่นิดแล้ว ฉันก็ให้พี่นิดอยู่รอที่ห้องพักเลย ส่วนฉันก็เลือกที่จะกลับไปรับคุณพ่อที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง...หลังจากที่ฉันได้เคลียร์ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็พาคุณพ่อกลับมายัง
“โธ่...คุณลูกจัน ทำไมเรื่องราวมันถึงเลยเถิดไปได้ถึงขนาดนี้กันล่ะคะ”นิดถึงกับถอนหายใจรู้สึกปลงตกกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้รับฟังมา และแม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างมันจะไม่เหมือนเดิม แต่ตนเองก็ไม่คิดว่ามันจะพังทลายได้ถึงขนาดนี้...ความเงียบเข้าปกคลุมหลังจากที่ฉันเล่าทุกอย่างให้พี่นิดฟัง แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าพี่นิดจะคิดยังไง เพราะถ้าให้บอกตามตรงในเวลานี้พี่นิดก็เท่ากับว่าได้ตกงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ว่าพี่นิดจะคิดยังไงจะอยู่หรือว่าจะไปจากฉัน แต่สิ่งที่ฉันตั้งใจเอาไว้เลยก็คือหลังจากที่ฉันขายพวกเครื่องประดับพวกนี้ได้เงินมาแล้วฉันจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้พี่นิดไปตั้งตัวด้วย เพราะรู้สึกซึ้งใจที่นับตั้งแต่เกิดเรื่องกับครอบครัวฉันมาพี่นิดเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่กับฉันมาจนถึงวินาทีนี้ ส่วนคนงานคนอื่นกลับหนีหายไปตั้งแต่วันที่มีอันธพาลมาอาละวาดที่บ้านวันนั้นแล้วหัวใจที่เต้นระรัวด้วยกลัวว่าพี่นิดจะชิ่งหนีไปก่อนหลังได้รับฟังความจริงก็ค่อย ๆ พลันสงบลงอย่างคนที่ปลงตกและคิดได้ เพราะถ้าหากพี่นิดคิดจะจากฉันไปมันก็เป็นสิทธิ์ของเขาจากนั้นไม่นานรถโดยสารสาธารณะส่วนบุคคลก็พาเราสองคนมาถึงห้า
ณ โรงพยาบาล M พรีเมียมฉันพาร่างที่สะบักสะบอมกลับมายังห้องพักผู้ป่วยที่ยังเหลือคนที่มีสายเลือดใกล้ชิดเพียงคนเดียวในชีวิตของฉันอยู่ ภาพของพ่อที่ยังคงนอนแน่นิ่งแม้ว่าคุณหมอจะแจ้งว่าเป็นผลจากอาการช็อกและผลจากการเป็นอัมพาตก็ตาม แต่ฉันกลับรู้สึกว่าในเวลานี้บนโลกใบนี้คงเหลือแค่ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น“ฮึก...ฮึก...พ่อค่ะ...ฮือออออ ~~”ฉันพุ่งตัวเข้าไปกอดพ่อด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นตีมวนไปหมด ความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วทั้งตัวเมื่อรวมเข้ากับความรู้สึกแหลกสลายที่อยู่ในใจแล้วมันกลับทำให้ความอ่อนแอที่ฉันตั้งใจจะกดมันเอาไว้เพื่อให้คนข้างนอกเห็นว่าฉันเข้มแข็งไม่เป็นอะไรได้พรั่งพรูออกมาเกินกว่าจะทนไหวใบหน้าที่แนบไปกับหน้าอกของผู้เป็นบิดาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลจนเสื้อผู้ป่วยชื้นแฉะกลับไม่ทำให้ความรู้สึกปวดร้าวที่เกิดขึ้นหายไปได้เลยสักนิด น้ำตาที่ยังคงหลั่งไหลออกมาไม่หยุดเหมือนต้องการให้มันไหลออกมาให้หมดเพื่อที่วันหน้าฉันจะได้ไม่ต้องเสียใจให้กับเรื่องพวกนี้อีกแล้ว...กระทั่งเมื่อเสียงสะอื้นค่อย ๆ แผ่วลงหลังจากที่ฉันร้องไห้อยู่สักพัก อีกทั้งความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่อัดแน่นก่อนหน้านี้ก็เริ่มจะคลายลง ฉันที่ค่อ
แกร๊งๆๆๆ“ใครเอาโซ่มาคล้องไว้กันนะ...??”ฉันจับไปยังโซ่เส้นโตที่คล้องประตูบ้านฉันเอาไว้ก่อนจะเขย่ามันอย่างแรงจนเกิดเป็นเสียงดังลั่น ก่อนจะตะโกนลั่นด้วยความโกรธเคือง“เปิดเดี๋ยวนี้นะฉันบอกให้เปิด...นี่มันบ้านของฉันนะ...!! มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้”และในขณะที่ฉันกำลังโวยวายอยู่นั้นในจังหวะที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างทั้งร่างก็พลันถูกผลักล้มลงกระแทกพื้นด้วยแรงอันมหาศาลทันทีตุบ...!!“อะ...โอ๊ย...!!”“มาโวยวายอะไรตรงนี้ ออกไป...!!”เสียงคำรามน่าหวาดหวั่นของคนตัวโตที่มีลักษณะของนักเลงเอ่ยตวาดหลังจากผลักฉันให้ออกไปจากรั้วประตูบ้าน“นะ...นี่มันบ้านฉันนะ นายเป็นใครถึงมาทำแบบนี้กับฉัน...!!”หลังจากที่ฉันหยัดตัวลุกขึ้นมาจากพื้นได้ฉันก็แว้ดใส่ผู้ชายหน้าโหดทันที“ฮ่าๆๆ บ้านมึงหรอนี่มันบ้านเจ้านายกูโว้ย...ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นกูอาจจะทำปืนลั่นใส่กบาลมึงเอาได้ แต่เอ...หน้าตาแบบนี้หรือจะเอาทำเมียก่อนดีแล้วค่อยฆ่าทิ้ง ฮ่าๆๆๆ”คนกักขฬะพูดจาร้ายกาจพร้อมกับเดินย่างสามขุมมาหาฉัน โดยที่คำพูดเหล่านั้นมันเริ่มทำให้ฉันกลัวจนต้องเดินถอยหนี“พูดแบบนี้ไม่กลัวติดคุกหรือไง”ฉันพูดออกไปทำเหมือนไม่เกรงกลัว แม้ว่าตัวเอง







