LOGIN
ในมุมมองของโดนัท เหตุการณ์เมื่อ 21 ปีก่อน
แค่คุณหยุดอ้างว่าไม่มีเรื่องดีๆ ให้ยิ้ม ทั้งที่ปัญหาไม่ได้หนักหนานัก เพราะความจริงแล้วชีวิตคุณคงดีกว่าฉันมากกว่า ฉันจะเล่าเรื่องชีวิตของฉันเมื่อตอนอยู่ประถมหนึ่งให้ฟัง คุณจะได้เลิกอ้าง แล้วหันมายิ้มได้เสียที
ทำไมฉันถึงมีรอยยิ้มสดใสได้ทุกวัน ทำไมฉันถึงร่าเริงได้มากกว่าคนอื่น เคล็ดลับคือ แก้มต้องยกขึ้นไม่ใช่แค่มุมปาก และยิ้มแค่บางๆ ก็พอ อ้อ อย่าลืมสบตาสามถึงห้าวินาทีให้ดูจริงใจ เพียงเท่านี้ คนก็จะอยากทักทายคุณด้วยความอารมณ์ดีแล้ว
เดิมทีฉันก็ไม่ได้มีความสดใสขนาดนั้นหรอก ครอบครัวเราเคยมีกันสามคน พ่อ แม่ ลูก พ่อเห็นหน้าฉันครั้งแรกก็ตั้งชื่อว่าโดนัท พร้อมความหวังที่จะให้ลูกคนนี้ดูสวยงามและเป็นแบบขนมโดนัท ที่คนส่วนใหญ่ชอบ
พ่อกับแม่มีฉันด้วยความรัก จนกระทั่งความจริงค่อยๆ ปรากฏ ก็เด็กทารกร้องไห้จ้าตลอดเวลา หิวก็ร้อง ง่วงก็ร้อง ตื่นก็ร้อง เจอสัมผัสไม่พอใจก็ร้อง
จนพ่อทนไม่ไหว ออกไปหาเหล้ากินทุกวัน และเมามายกลับมาบ้าน มาทุบตีแม่ ในที่สุดแม่ก็หนีเราไปเมื่อฉันครบขวบหนึ่ง ก็นับว่าดีเท่าไหร่แล้ว ที่แม่อดทนได้ถึงขนาดนั้น
เรื่องพวกนี้ พ่อไม่ได้เล่าฉันหรอก พ่อไม่เคยพูดอะไรกับฉันยาวๆ นอกจากสาปส่ง มีแต่ป้าข้างบ้านเล่าให้ฟัง บ้านละแวกชุมชนแออัดที่เราอยู่
ตอนหกขวบมีโรงเรียนเล็กๆใกล้บ้านรับฉันเข้าเรียน ฉันไม่รู้เลยว่ามีชีวิตที่แตกต่างไปจากนี้ ฉันคิดว่าสิ่งที่เจอเปรียบเสมือนกองปุยนุ่น แต่ที่จริงคือก้อนอิฐก้อนปูนอันแข็งกระด้าง และทำร้ายฉันจนเนื้อตัวแทบผุพัง
แววตากระหายใคร่รู้ มักส่งมาทางฉันเสมอ เพราะเสื้อนักเรียนมอมแมม ผมตัดสั้นแบบแหว่งเว้า แก้มเปรอะเปื้อน และกลิ่นกายที่ควรจะหอมแป้งเด็กเหมือนคนอื่นๆ กลับเหม็นสาบอย่างแรง เหล่านี้เกิดจากฉันไม่ได้รับการดูแล แถมตามตัวฉันยังมีแต่รอยฟกช้ำ ที่ยังไม่มีใครกล้าเข้ามาถามฉันตรงๆ ว่ารอยนี้เกิดจากอะไร
ฉันได้แต่สงสัยในสายตาที่ส่งมา ว่าฉันผิดปกติตรงไหน?
ฉันคิดเอาว่า ทุกบ้านทุกครอบครัวมีพ่อแบบนี้ ฉันไม่รู้เลยจนกระทั่งเห็นบ้านที่พ่อแม่มาคอยรับส่งลูกทุกวัน พวกเขากอดและหอมลูกทุกเช้า ก่อนแยกย้ายกัน
ฉันเองก็อยากได้รับความรักแบบนั้นบ้าง
ไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนกับฉัน ทุกคนหลบตาเวลาครูให้จับกลุ่มเรียน พร้อมกับตั้งฉายาให้ฉันว่า
‘ยัยขอทาน’
คุณครูท่านหนึ่ง สังเกตร่องรอยที่ปรากฏชัดบนตัวของฉัน และเดินตามฉันไปเงียบๆ จนถึงที่บ้าน ฉันรู้เรื่องนี้ทีหลังเพราะท่านเล่าให้ฉันฟังว่าสิ่งที่ฉันเจอนั่น ไม่มีใครสมควรได้รับ และเพื่อรู้จักชีวิตฉันจนแน่ใจ ว่าฉันสมควรได้รับความช่วยเหลือ ครูเลยตามฉันมา แล้วเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังเมื่อฉันพร้อม
กิจวัตรหลังกลับจากโรงเรียน คือ ฉันต้องต้มข้าวต้มไว้รอพ่อกลับมากิน ทำไมรู้ไหม?
“ถ้ามึงไม่รอ อีโดนัท มึงเจอตีนกูแน่ กูพ่อมึงนะ กูทำงานหาเงินเลี้ยงมึง กูต้องอิ่มก่อนมึงถึงกินได้”
ฉันไม่เคยได้กินข้าวจนอิ่ม มีครั้งหนึ่งที่ฉันลองบอกพ่อ ด้วยความหวังเพียงริบหรี่
“พ่อจ๋า หนูหิว”
“...”
ไม่มีเสียงตอบรับ พ่อจะกินข้าวจนหมด แล้วทิ้งฉันไว้กับเศษข้าวต้มติดหม้อ ท้องร้องเหมือนมันจะประท้วงว่าขออาหารเยอะกว่านี้ ดีกว่านี้ แต่ท้องของฉันก็ไม่เคยได้รับการตอบสนองแบบที่ว่า จนฉันหลับไป และฉันไม่เคยขอพ่ออีกเลย
ที่โรงเรียนฉันจึงกินข้าวอย่างตะกละตะกลาม
“ยัยขอทานไม่มีมารยาทเลย”
เสียงเพื่อน ไม่สิ คนแปลกหน้าดังมากระทบหูฉัน เพราะถ้าเป็นเพื่อนจริง เขาคงพูดกับฉันดีกว่านั้นใช่ไหม?
“ทั้งเหม็น ทั้งสกปรก ใครก็ได้ เอาขยะชิ้นนี้ไปทิ้งที”
ถ้าเลือกได้ ฉันเองก็ไม่อยากเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่งเหมือนกัน เวลาสวดมนต์ไหว้พระ ฉันขอพรให้มีคนรักฉันบ้างได้ไหม? พระท่านเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านจะมีจิตเมตตากับฉันบ้างหรือเปล่า เหมือนรอยยิ้มที่พระพุทธรูปท่านส่งมาให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม
ฉันได้แต่เฝ้าคิดว่า เป็นเพราะฉันอัปลักษณ์ ฉันไม่น่ามอง และทำให้แม่หนีไป พ่อถึงได้เกลียดฉันนัก
ครูที่แอบสะกดรอยตามฉันไม่ทนอีกต่อไป เธอปรากฏต่อหน้าฉัน หลังรอคอยให้ฉันตักอาหารเข้าปากคำสุดท้าย
“อร่อยไหมคะ”
ครูถามด้วยแววตาอ่อนโยน แต่ฉันไม่เคยรับมือกับคนแบบนี้มาก่อน ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าควรต้องทำอย่างไร จึงได้แต่พยักหน้า
“กินไอติมไหม เดี๋ยวครูเลี้ยง”
แววตาฉันฉายแววสนใจ จนครูคนนั้นหายไปจากหน้าฉันแล้วยื่นไอศกรีมแบบแท่งมาให้ ฉันไม่เคยได้ลิ้มรสอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน
ครูชวนฉันคุยเรื่องสัพเพเหระ จนฉันรู้สึกสนิทใจด้วย
ครูเอามือมาลูบหัว น้ำเสียงและแววตาแบบนั้น ทำไมฉันไม่เคยได้รับมาก่อน อีกครั้งที่ภาพพ่อผู้โหดร้ายอยู่ในจินตนาการฉัน ทำกับฉันราวกับเป็นเศษขยะ
“ถ้าหนูมีปัญหา ก็มาขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลา”
ให้ฉันหนีไป แล้วโดนจับกลับมาให้พ่อตีน่ะเหรอ ฉันไม่เชื่อหรอก ว่าครูแววดาวจะช่วยได้จริง แต่น้ำเสียงนั้น แววตาแบบนั้นจะเป็นเรื่องโกหกไปได้อย่างไร บางทีครูอาจช่วยฉันได้ก็ได้
กระนั้นครูก็หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กมาซับรอยคราบน้ำแกงที่ริมฝีปากฉัน ไม่มีเคยมีใครปฏิบัติกับฉันแบบนี้ ประโยคที่ครูจะให้ความช่วยเหลือ ดังก้องอยู่ในใจฉัน
ผ้าเช็ดหน้ากลายเป็นของเกินความจำเป็น แต่แสนอ่อนโยน จนทำให้น้ำตาซึม บางทีอาจมีสักวันที่ฉันจะชื่นบาน ไม่ใช่ความหม่นหมองเหมือนตอนนี้
วันนี้ฉันกลับบ้านตามปกติ ต้มข้าวต้มใส่เกลือ เพราะเราไม่มีกับข้าวที่ดีกว่านี้ และการเติมน้ำก็ทำให้ท้องอิ่มง่ายกว่ากินข้าวสวย ฉันได้แต่เอาผ้าเช็ดหน้ามามอง นึกถึงอ้อมกอดของแม่ที่ฉันจดจำไม่ได้สักนิด ถ้าแม่กลับมา แม่จะใจดีเหมือนครูหรือเปล่า?
กลิ่นไหม้กระทบจมูกฉัน!
ตายจริง! ข้าวต้มไหม้ ฉันลุกไปค้นข้าวสารในถัง แล้วเห็นว่าข้าวสารหมด แล้วพ่อจะกินอะไรตอนพ่อหิว ฉันนั่งจ้องข้าวต้ม ด้วยดวงตาหวาดหวั่น
“อีโดนัท!”
สิ้นเสียงนั้น ฉันสะดุ้งสุดตัว เสียงเข็มขัดเสียดสีกางเกงดังมาจากเบื้องหลังฉัน
“ลุกขึ้น!”
ฉันยกมือขึ้นพนม รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าขอร้องให้ลดโทษอย่างไรก็ไม่ได้ผล แต่ฉันก็ขอให้พ่อยกโทษให้ฉัน
“พ่ออย่าตีหนูเลย หนูไม่ได้ตั้งใจ”
“ข้าวสารมันเสกมาได้ไหม? ก็เป็นกูนี่แหละที่ทำงานหามาให้มึงกิน แต่มึงก็ทำไหม้อีก วันนี้มึงโดนแน่ อีโดนัท!”
ตอนที่สะดุ้งตามแรงฟาดเข็มขัดที่สัมผัสเนื้อฉัน ตอนนั้นเองที่ภาพพ่อแม่มาส่งลูกที่โรงเรียน แล่นอยู่ในความทรงจำฉัน แรงผู้ชายในวัยสามสิบกว่าๆ นั้นหนักเอาการ ฉันสะดุ้งสุดแรงฟาด หยุดอ้อนวอน หยุดร้องขอลดโทษ เพราะตลอดหกปีมานี้ การอ้อนวอนไม่เคยได้ผล พ่อจะฟาดฉันจนกว่าจะพอใจจนหยุดไปเอง
ฉันน้ำตาไหลอยู่เงียบๆ
ทำไมนะ? ทำไมฉันถึงไม่มีคนมารักแบบคนอื่นบ้าง? เพราะฉันอัปลักษณ์ เพราะฉันไม่มีมารยาท เพราะฉันเหมือนขยะชิ้นหนึ่งเหมือนที่เขาว่าหรือเปล่า
คืนนั้นทั้งคืน ฉันไข้ขึ้นสูงราวกับโดนกองไฟล้อมรอบตัว นอนปวดระบมไปทั่วกายที่พ่อสร้างแผลไว้ให้
“ถ้ามึงยังทำไม่ได้เรื่องแบบนี้อีก โตขึ้น กูจะขายมึงไปเป็นกะหรี่!”
ฉันไม่รู้ว่ากะหรี่ทำอะไรบ้าง เคยได้ยินคนในซอยพูดกันว่าท้ายชุมชนเรามีพี่พวกนั้นอยู่ หรือถ้าฉันไปเป็นแบบนั้นแล้วพ่อจะรักฉันมากกว่านี้ไหม หญิงสาวเหล่านั้นยืนรอหลังจากแต่งตัวสวยๆ สูบบุหรี่รอลูกค้า หายไปค่อนคืนแล้วรับเงิน หรือชีวิตแบบนั้นจะดีกว่าการอยู่กับพ่อไหมนะ?
ความหิวทำให้ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าไปโรงเรียน หน้าฉันซีดเผือด ริมฝีปากขาวเม้มแน่นอย่างอดทน และขาก็สั่นจนแทบจะก้าวต่อไปไม่ไหว ฉันอยากหาอะไรมาใส่ท้อง สักนิดก็ยังดี
ผู้คนหลีกเร้นเมื่อฉันเดินผ่าน แผลที่น่องสีสด จนใครๆ ก็สังเกตเห็น กลิ่นตัวน่ารังเกียจระเหยออกมา
อีกครั้งที่ครูแววดาวปรากฏตัวเมื่อฉันกินข้าวเสร็จ แววตาคู่นั้นมองตรงมายังฉัน สีหน้าเป็นห่วงอย่างที่ฉันไม่เคยได้รับ
“ใครทำเธอ โดนัท?”
“...”
ตอบแล้วคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ฉันจึงนิ่ง จ้องตาครูด้วยแววตาอ่อนล้า
“ใคร? บอกครูมาเถอะ”
“พ่อ”
ฉันไม่รู้ว่าต้องพูดมีหางเสียงกับผู้ใหญ่ และฉันพูดด้วยอาการสงบเหมือนที่เห็นฝนตกฟ้าร้องอะไรแบบนั้น
“เจ็บมากไหม ลูก?”
“เจ็บ”
“ครูขอดูแผลเธอหน่อยได้ไหม ขอดูแค่นิดเดียว”
ฉันลังเลเพียงชั่วครู่ ก่อนเปิดให้ครูดู
“ได้สิ”
ครูเปิดกระโปรงฉันเล็กน้อย และดูใต้เสื้อนักเรียนสีเทาทึมทึบ สีหน้าครูดูตกใจจนปิดไม่มิด
“เธอมาโรงเรียนไหวได้ไง?”
สิ้นคำนั้นฉันก็ล้มลง เพราะฉันรู้สึกถึงอาณาเขตอันปลอดภัยในอ้อมกอดของครูผู้ปราณี ผู้ที่ไม่ใช่คนในครอบครัวฉันด้วยซ้ำ
หลังจากนั้น ครูแววดาวทำเรื่องให้ฉันไปอยู่ที่ศูนย์พักพิงเด็กไร้บ้านได้สำเร็จ ก่อนย้ายไปอยู่สถานสงเคราะห์เด็กในภายหลัง ฉันนอนซมพิษไข้อยู่หลายคืน ฉันได้ยาและอาหารดีๆ ครบสามมื้อ
ฉันเพิ่งรู้ว่านี่คือชีวิต ฉันสามารถรับอาหารได้ครบสามมื้อ ฉันควรได้รับการปกป้อง และฉันควรมีที่อยู่ดีๆ
แต่สิ่งที่ฉันไม่มี นั่นคือคนที่รักฉัน ฉันยังแกะภาพพ่อแม่มาส่งลูกไปโรงเรียนไม่ได้ และอยากถูกมองด้วยอาการรักใคร่ เพื่อสิ่งเหล่านั้น ฉันต้องยิ้ม ยิ้มอ่อนหวาน ยิ้มเสมือนออกมาจากใจ ทั้งที่ภายในใจ ฉันรู้สึกว่าตัวเองอัปลักษณ์ ตัวเองไม่มีอะไรดีพอให้คนมารัก
หลังจากวันนั้น ฉันก็ได้รับการสั่งสอนให้ทำความสะอาดเนื้อตัว ดูแลตัวเอง การพูดมีหางเสียง รู้ว่าเมื่อไหร่ควรยิ้ม เพื่อนยอมเล่นกับฉัน พูดคุยกับฉันไม่ต่างอะไรกับเพื่อนคนอื่น ที่สำคัญครูบอกว่าฉันเป็นประเภทหนึ่งในแสนหรือหนึ่งในล้าน ที่เป็นคนหน้าตาดี
แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความโหยหาความรัก ใบหน้าที่ฉันเห็นในกระจก ฉันอาจสวยก็จริง แต่ในใจฉัน กลับอัปลักษณ์จนฉันแทบรักตัวเองไม่ลง
ฉันรู้ว่าฉันควรทำอย่างไรต่อไป รอยยิ้มเพื่อเพรียกหาความรัก จึงเกิดขึ้นกับฉัน นับแต่นั้นมา!
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน ฉันไม่สามารถจุดไฟได้ ดังนั้นฝูงยุงจึงรุมเราสองคน เสมือนเป็นมื้ออาหารอันโอชะ ฉันคอยโบกมือให้พี่นานา ไล่ยุงเท่าที่ฉันจะทำได้ เธอนอนคุดคู้ด้วยความหนาวสั่น แม้จะมีเสื้อตัวนอกของฉันคลุมอยู่อีกที แต่กระนั้นร่างกายเธอก็สั่นเทิ่มไปทั่วตัว แถมตอนนี้ฉันก็ยังหาอาหารไม่ได้เลยสักนิด ในป่ามืดเกินกว่าจะเข้าไปเสี่ยง ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เราคงทนไม่ไหว และฉันต้องแยกจากเธอตลอดไป ฉันเอาผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัวเสมอ ประหนึ่งเป็นตัวแทนของครูแววดาว ที่ช่วยฉันออกมาจากพ่อ ฉันเอามันไปชุบน้ำ บิดหมาดๆ แล้วเช็ดตัวพี่นานา และครูแววดาวยังคงทำงานช่วยเหลือเด็กแบบฉันตราบเท่าที่ครูยังทำได้ จนถึงทุกวันนี้ แต่อาการเธอไม่ดีขึ้นเลย ใบหน้าสว่างนั้นแดงจัด เธอกระสับกระส่ายจนฉันกังวล ก่อนฟ้าสางเล็กน้อยพี่นานาก็ลืมตาตื่นขึ้น มองฉันที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างกายเธอ “โดนัทเ
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน ครูดอกปีบโทรตามรถพยาบาลมารับตัวพี่นานาที่บ้านสุขใจ โดยมีฉันคุกเข่าพนมมือต่อหน้าครู เหล่าเด็กๆ ออกมามองดูเราสองคนอย่างสนใจ ส่วนพี่นานาหลับไม่ได้สติบนโซฟา “ครูบอกเลยว่า การลงโทษครั้งนี้ ต่อให้ใช้เวลาหนึ่งเดือนก็ไม่หมด” ไม้เรียวในมือครูกำลังกระทบมือครูเป็นจังหวะ ฉันนึกถึงพ่อขึ้นมาทันที แต่ในใจมีเรื่องสำคัญกว่านั้น “หนูยอมทุกอย่าง แต่ขอให้หนูได้ดูแลพี่นานานะคะ” “เธออายุสิบสองปีแค่นี้ ทำอะไรเป็นบ้าง แล้วถ้านานาตาย เธอจะรับผิดชอบไหวไหม?” “หนู...” ฉันเอ่ยอะไรไม่ออก ได้แต่นิ่งอยู่อย่างนั้น ชั่วครู่ความคิดก็ผุดขึ้นมาราวกับสายน้ำ “อย่างน้อยๆ หนูก็ดูพี่เขา ตอนครูไปทำธุระก็ได้” ครูดอกปีบถอนหายใจ ส่ายหัวไปมา “นะคะ หนูไม่เอาค่าขนม หนูจะทำความสะอาดบ้
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน หลังจากผ่านเหตุการณ์การขับรถเองในวันนั้น น่านฟ้าก็จับฉันฝึกขับรถ เธอให้เหตุผลว่า เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ฉันจะได้เอาตัวรอด แต่ที่ฉันเดาใจเธอออกคือ ประกายตาอันสดใสของน่านฟ้า ยามจดจ้องเสี้ยวหน้าของฉัน ขณะฉันขับรถ ตอนนี้ฉันมั่นใจในตัวเองมากพอที่จะขับรถทางไกลคนเดียวได้แล้ว ฉันมาเยี่ยมคนๆ หนึ่ง ที่ไม่ได้มาหานับสิบห้าปีได้แล้ว สองข้างทางยังคงเต็มไปด้วยแมกไม้เขียวขจีเหมือนเดิม ฉันจำโค้งทุกโค้งได้เป็นอย่างดี ราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เพราะยังขับรถไม่ชำนาญ ฉันจึงขับความเร็วระดับที่ปลอดภัย ยอมให้รถคันหลังแซงไป ฉันร้องเพลงใหม่ของน่านฟ้าแล้วเคาะพวงมาลัย แต่รถกลับส่ายไปมา จนฉันต้องจอดชิดข้างทาง ฉันดูสัญญาณมือถือแล้ว ที่นี่อับสัญญาณพอดี ฉันยักไหล่ ตอนเด็กๆ พวกเราไม่ค่อยได้ใช้เทคโนโลยีอะไรนัก จะมาบ่นอะไร ถ้าวันนี้จะไม่ได้ใช้สักวัน ฉันก้มลง
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน แม้ว่างานอีเว้นท์จะผ่านมาหลายชั่วโมง แต่ใจฉันยังเต้นให้กับคำตอบของน่านฟ้า ขณะเดียวกันก็รู้ว่าสาเหตุที่น่านฟ้าถูกวางยาสลบ แล้วปล่อยให้จมน้ำ นั้นเกิดจากฉันพันเปอร์เซ็นต์ ก่อนจะปล่อยให้เธอต้องเสี่ยงไปกับฉัน ฉันควรรู้ตัวว่าฉันรู้สึกยังไงกับเธอ เอาล่ะ เธอสวย ดวงตาเธอหวานซึ้ง ริมฝีปากได้รูป จมูกโด่งเป็นทรงตรงเหมือนช่างตั้งใจประดิษฐ์เป็นพิเศษ สรุปว่าฉันหลงเธอที่หน้าตา อันดับต่อมา เธอกล้าเถียงฉัน ฉันรู้ว่าฉันชอบขมวดคิ้ว ทำหน้ายุ่ง แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่กลัว และเธอกล้าท้าชน เธอเคารพตัวเอง ตรงตามสเปกฉันทุกอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ฉันใจเต้นเวลาเห็นหน้าเธอ แม้ว่าเหตุผลทั้งสองข้อ อาจจะไม่มีเลยก็ตาม เพื่อนคนเดียวที่ฉันมีคือเอไอ แต่ฉันอยากคุยกับมนุษย์ ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ ฉันอยากรู้ว่าถ้าคนชอบวางแผนแบบฉันจะมีความรัก ฉันจะรักด้วยใจบริสุทธิ
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน อาจเพราะส่วนลึกในใจ ฉันไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ฉันยังจำภาพที่พ่อทำเหมือนฉันเป็นขยะชิ้นหนึ่งได้ติดตา ฉันคิดอยู่นานว่าถ้าอยากพาพี่นานาไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง ฉันควรทำอย่างไรดี ในหัววางแผนอย่างแยบยล โอเค ก็แค่ชวนไปตรงๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น พี่นานามีแต่คนรายล้อม แต่สองสามวันหลังมานี้ เธอให้เวลาส้มเปรี้ยวเป็นพิเศษ จนฉันออกจะรู้สึกหวงอยู่บ้าง ฉันยืนหลังตรง บอกตัวเองให้เอาจริง สูดลมหายใจแรงๆ เรียกความกล้าออกมา เดินไปประชิดตัวพี่นานา ที่อยู่ท่ามกลางเด็กๆ ในบ้าน “ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมคะ?” ในหัวฉันว่างเปล่า มีแต่ความกล้าที่ส่งไปยังพี่นานาเท่านั้น แต่เธอเคยบอกชอบฉัน ฉันชวนเธอก็น่าจะไปสิ หรือเธอจะเปลี่ยนใจเมื่อได้รู้จักกับฉันเข้าแล้ว “ได้สิ” พี่นานายังรักษารอยยิ้มอ่อนโยนมาไว้ให้ฉันเสมอ เธอเดินนำฉันมาใต้ต้นห
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน ปกติส้มเปรี้ยวจะมีแม่มาเยี่ยมทุกสุดสัปดาห์ ชุดธรรมดาๆ ถูกเปลี่ยนใหม่เป็นชุดหลากสีสัน แม้เธอจะมีแค่ตัวที่กลางเก่ากลางใหม่ แต่เธอก็ตั้งใจเปลี่ยนเสมือนว่าเป็นวันพิเศษ ส้มเปรี้ยวนั่งอยู่ที่บันไดหน้าบ้าน เท้าคางมองต้นไม้ใบหญ้าอย่างเดียวดาย เสียงรถยนต์ผ่านมา ทำให้ส้มเปรี้ยวชะเง้อมองที่มาของเสียง แต่ไม่มีวี่แววของแม่เธอเลย ผู้มาเยือน แท้จริงแล้วคือครูดอกปีบ เดินมาพร้อมกับแม่บ้านและพี่ๆ ในบ้านสุขใจ พวกเขาถืออาหารสดจำนวนมาก ในฐานะที่พวกเรายังเด็กเกินไปสำหรับหน้าที่นี้ จึงได้แต่มองเท่านั้น “ว้า” ส้มเปรี้ยวถอนหายใจ ครูดอกปีบมองอาการนั้น แล้วทำหน้าเรียบเฉย ก่อนเดินเข้าครัวไป พี่นานาเดินผ่านส้มเปรี้ยว เธอยังคงฝังใจเรื่องแม่ของส้มเปรี้ยว และดูท่าทางจะไม่หายอิจฉาง่ายๆ แม้จะได้เคล็ดวิชาจากฉันมาแล้ว “พี่นานาชอบสร







