INICIAR SESIÓNเขาว่ารักแรกมักไม่สมหวัง โดนัทจึงพยายามรักษาพี่นานาของเธอไว้ เมื่อวันหนึ่งมองย้อนมา เธอจะได้ไม่เสียดายทีหลัง
Ver másในมุมมองของโดนัท เหตุการณ์เมื่อ 21 ปีก่อน
แค่คุณหยุดอ้างว่าไม่มีเรื่องดีๆ ให้ยิ้ม ทั้งที่ปัญหาไม่ได้หนักหนานัก เพราะความจริงแล้วชีวิตคุณคงดีกว่าฉันมากกว่า ฉันจะเล่าเรื่องชีวิตของฉันเมื่อตอนอยู่ประถมหนึ่งให้ฟัง คุณจะได้เลิกอ้าง แล้วหันมายิ้มได้เสียที
ทำไมฉันถึงมีรอยยิ้มสดใสได้ทุกวัน ทำไมฉันถึงร่าเริงได้มากกว่าคนอื่น เคล็ดลับคือ แก้มต้องยกขึ้นไม่ใช่แค่มุมปาก และยิ้มแค่บางๆ ก็พอ อ้อ อย่าลืมสบตาสามถึงห้าวินาทีให้ดูจริงใจ เพียงเท่านี้ คนก็จะอยากทักทายคุณด้วยความอารมณ์ดีแล้ว
เดิมทีฉันก็ไม่ได้มีความสดใสขนาดนั้นหรอก ครอบครัวเราเคยมีกันสามคน พ่อ แม่ ลูก พ่อเห็นหน้าฉันครั้งแรกก็ตั้งชื่อว่าโดนัท พร้อมความหวังที่จะให้ลูกคนนี้ดูสวยงามและเป็นแบบขนมโดนัท ที่คนส่วนใหญ่ชอบ
พ่อกับแม่มีฉันด้วยความรัก จนกระทั่งความจริงค่อยๆ ปรากฏ ก็เด็กทารกร้องไห้จ้าตลอดเวลา หิวก็ร้อง ง่วงก็ร้อง ตื่นก็ร้อง เจอสัมผัสไม่พอใจก็ร้อง
จนพ่อทนไม่ไหว ออกไปหาเหล้ากินทุกวัน และเมามายกลับมาบ้าน มาทุบตีแม่ ในที่สุดแม่ก็หนีเราไปเมื่อฉันครบขวบหนึ่ง ก็นับว่าดีเท่าไหร่แล้ว ที่แม่อดทนได้ถึงขนาดนั้น
เรื่องพวกนี้ พ่อไม่ได้เล่าฉันหรอก พ่อไม่เคยพูดอะไรกับฉันยาวๆ นอกจากสาปส่ง มีแต่ป้าข้างบ้านเล่าให้ฟัง บ้านละแวกชุมชนแออัดที่เราอยู่
ตอนหกขวบมีโรงเรียนเล็กๆใกล้บ้านรับฉันเข้าเรียน ฉันไม่รู้เลยว่ามีชีวิตที่แตกต่างไปจากนี้ ฉันคิดว่าสิ่งที่เจอเปรียบเสมือนกองปุยนุ่น แต่ที่จริงคือก้อนอิฐก้อนปูนอันแข็งกระด้าง และทำร้ายฉันจนเนื้อตัวแทบผุพัง
แววตากระหายใคร่รู้ มักส่งมาทางฉันเสมอ เพราะเสื้อนักเรียนมอมแมม ผมตัดสั้นแบบแหว่งเว้า แก้มเปรอะเปื้อน และกลิ่นกายที่ควรจะหอมแป้งเด็กเหมือนคนอื่นๆ กลับเหม็นสาบอย่างแรง เหล่านี้เกิดจากฉันไม่ได้รับการดูแล แถมตามตัวฉันยังมีแต่รอยฟกช้ำ ที่ยังไม่มีใครกล้าเข้ามาถามฉันตรงๆ ว่ารอยนี้เกิดจากอะไร
ฉันได้แต่สงสัยในสายตาที่ส่งมา ว่าฉันผิดปกติตรงไหน?
ฉันคิดเอาว่า ทุกบ้านทุกครอบครัวมีพ่อแบบนี้ ฉันไม่รู้เลยจนกระทั่งเห็นบ้านที่พ่อแม่มาคอยรับส่งลูกทุกวัน พวกเขากอดและหอมลูกทุกเช้า ก่อนแยกย้ายกัน
ฉันเองก็อยากได้รับความรักแบบนั้นบ้าง
ไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนกับฉัน ทุกคนหลบตาเวลาครูให้จับกลุ่มเรียน พร้อมกับตั้งฉายาให้ฉันว่า
‘ยัยขอทาน’
คุณครูท่านหนึ่ง สังเกตร่องรอยที่ปรากฏชัดบนตัวของฉัน และเดินตามฉันไปเงียบๆ จนถึงที่บ้าน ฉันรู้เรื่องนี้ทีหลังเพราะท่านเล่าให้ฉันฟังว่าสิ่งที่ฉันเจอนั่น ไม่มีใครสมควรได้รับ และเพื่อรู้จักชีวิตฉันจนแน่ใจ ว่าฉันสมควรได้รับความช่วยเหลือ ครูเลยตามฉันมา แล้วเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังเมื่อฉันพร้อม
กิจวัตรหลังกลับจากโรงเรียน คือ ฉันต้องต้มข้าวต้มไว้รอพ่อกลับมากิน ทำไมรู้ไหม?
“ถ้ามึงไม่รอ อีโดนัท มึงเจอตีนกูแน่ กูพ่อมึงนะ กูทำงานหาเงินเลี้ยงมึง กูต้องอิ่มก่อนมึงถึงกินได้”
ฉันไม่เคยได้กินข้าวจนอิ่ม มีครั้งหนึ่งที่ฉันลองบอกพ่อ ด้วยความหวังเพียงริบหรี่
“พ่อจ๋า หนูหิว”
“...”
ไม่มีเสียงตอบรับ พ่อจะกินข้าวจนหมด แล้วทิ้งฉันไว้กับเศษข้าวต้มติดหม้อ ท้องร้องเหมือนมันจะประท้วงว่าขออาหารเยอะกว่านี้ ดีกว่านี้ แต่ท้องของฉันก็ไม่เคยได้รับการตอบสนองแบบที่ว่า จนฉันหลับไป และฉันไม่เคยขอพ่ออีกเลย
ที่โรงเรียนฉันจึงกินข้าวอย่างตะกละตะกลาม
“ยัยขอทานไม่มีมารยาทเลย”
เสียงเพื่อน ไม่สิ คนแปลกหน้าดังมากระทบหูฉัน เพราะถ้าเป็นเพื่อนจริง เขาคงพูดกับฉันดีกว่านั้นใช่ไหม?
“ทั้งเหม็น ทั้งสกปรก ใครก็ได้ เอาขยะชิ้นนี้ไปทิ้งที”
ถ้าเลือกได้ ฉันเองก็ไม่อยากเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่งเหมือนกัน เวลาสวดมนต์ไหว้พระ ฉันขอพรให้มีคนรักฉันบ้างได้ไหม? พระท่านเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านจะมีจิตเมตตากับฉันบ้างหรือเปล่า เหมือนรอยยิ้มที่พระพุทธรูปท่านส่งมาให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม
ฉันได้แต่เฝ้าคิดว่า เป็นเพราะฉันอัปลักษณ์ ฉันไม่น่ามอง และทำให้แม่หนีไป พ่อถึงได้เกลียดฉันนัก
ครูที่แอบสะกดรอยตามฉันไม่ทนอีกต่อไป เธอปรากฏต่อหน้าฉัน หลังรอคอยให้ฉันตักอาหารเข้าปากคำสุดท้าย
“อร่อยไหมคะ”
ครูถามด้วยแววตาอ่อนโยน แต่ฉันไม่เคยรับมือกับคนแบบนี้มาก่อน ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าควรต้องทำอย่างไร จึงได้แต่พยักหน้า
“กินไอติมไหม เดี๋ยวครูเลี้ยง”
แววตาฉันฉายแววสนใจ จนครูคนนั้นหายไปจากหน้าฉันแล้วยื่นไอศกรีมแบบแท่งมาให้ ฉันไม่เคยได้ลิ้มรสอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน
ครูชวนฉันคุยเรื่องสัพเพเหระ จนฉันรู้สึกสนิทใจด้วย
ครูเอามือมาลูบหัว น้ำเสียงและแววตาแบบนั้น ทำไมฉันไม่เคยได้รับมาก่อน อีกครั้งที่ภาพพ่อผู้โหดร้ายอยู่ในจินตนาการฉัน ทำกับฉันราวกับเป็นเศษขยะ
“ถ้าหนูมีปัญหา ก็มาขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลา”
ให้ฉันหนีไป แล้วโดนจับกลับมาให้พ่อตีน่ะเหรอ ฉันไม่เชื่อหรอก ว่าครูแววดาวจะช่วยได้จริง แต่น้ำเสียงนั้น แววตาแบบนั้นจะเป็นเรื่องโกหกไปได้อย่างไร บางทีครูอาจช่วยฉันได้ก็ได้
กระนั้นครูก็หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กมาซับรอยคราบน้ำแกงที่ริมฝีปากฉัน ไม่มีเคยมีใครปฏิบัติกับฉันแบบนี้ ประโยคที่ครูจะให้ความช่วยเหลือ ดังก้องอยู่ในใจฉัน
ผ้าเช็ดหน้ากลายเป็นของเกินความจำเป็น แต่แสนอ่อนโยน จนทำให้น้ำตาซึม บางทีอาจมีสักวันที่ฉันจะชื่นบาน ไม่ใช่ความหม่นหมองเหมือนตอนนี้
วันนี้ฉันกลับบ้านตามปกติ ต้มข้าวต้มใส่เกลือ เพราะเราไม่มีกับข้าวที่ดีกว่านี้ และการเติมน้ำก็ทำให้ท้องอิ่มง่ายกว่ากินข้าวสวย ฉันได้แต่เอาผ้าเช็ดหน้ามามอง นึกถึงอ้อมกอดของแม่ที่ฉันจดจำไม่ได้สักนิด ถ้าแม่กลับมา แม่จะใจดีเหมือนครูหรือเปล่า?
กลิ่นไหม้กระทบจมูกฉัน!
ตายจริง! ข้าวต้มไหม้ ฉันลุกไปค้นข้าวสารในถัง แล้วเห็นว่าข้าวสารหมด แล้วพ่อจะกินอะไรตอนพ่อหิว ฉันนั่งจ้องข้าวต้ม ด้วยดวงตาหวาดหวั่น
“อีโดนัท!”
สิ้นเสียงนั้น ฉันสะดุ้งสุดตัว เสียงเข็มขัดเสียดสีกางเกงดังมาจากเบื้องหลังฉัน
“ลุกขึ้น!”
ฉันยกมือขึ้นพนม รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าขอร้องให้ลดโทษอย่างไรก็ไม่ได้ผล แต่ฉันก็ขอให้พ่อยกโทษให้ฉัน
“พ่ออย่าตีหนูเลย หนูไม่ได้ตั้งใจ”
“ข้าวสารมันเสกมาได้ไหม? ก็เป็นกูนี่แหละที่ทำงานหามาให้มึงกิน แต่มึงก็ทำไหม้อีก วันนี้มึงโดนแน่ อีโดนัท!”
ตอนที่สะดุ้งตามแรงฟาดเข็มขัดที่สัมผัสเนื้อฉัน ตอนนั้นเองที่ภาพพ่อแม่มาส่งลูกที่โรงเรียน แล่นอยู่ในความทรงจำฉัน แรงผู้ชายในวัยสามสิบกว่าๆ นั้นหนักเอาการ ฉันสะดุ้งสุดแรงฟาด หยุดอ้อนวอน หยุดร้องขอลดโทษ เพราะตลอดหกปีมานี้ การอ้อนวอนไม่เคยได้ผล พ่อจะฟาดฉันจนกว่าจะพอใจจนหยุดไปเอง
ฉันน้ำตาไหลอยู่เงียบๆ
ทำไมนะ? ทำไมฉันถึงไม่มีคนมารักแบบคนอื่นบ้าง? เพราะฉันอัปลักษณ์ เพราะฉันไม่มีมารยาท เพราะฉันเหมือนขยะชิ้นหนึ่งเหมือนที่เขาว่าหรือเปล่า
คืนนั้นทั้งคืน ฉันไข้ขึ้นสูงราวกับโดนกองไฟล้อมรอบตัว นอนปวดระบมไปทั่วกายที่พ่อสร้างแผลไว้ให้
“ถ้ามึงยังทำไม่ได้เรื่องแบบนี้อีก โตขึ้น กูจะขายมึงไปเป็นกะหรี่!”
ฉันไม่รู้ว่ากะหรี่ทำอะไรบ้าง เคยได้ยินคนในซอยพูดกันว่าท้ายชุมชนเรามีพี่พวกนั้นอยู่ หรือถ้าฉันไปเป็นแบบนั้นแล้วพ่อจะรักฉันมากกว่านี้ไหม หญิงสาวเหล่านั้นยืนรอหลังจากแต่งตัวสวยๆ สูบบุหรี่รอลูกค้า หายไปค่อนคืนแล้วรับเงิน หรือชีวิตแบบนั้นจะดีกว่าการอยู่กับพ่อไหมนะ?
ความหิวทำให้ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าไปโรงเรียน หน้าฉันซีดเผือด ริมฝีปากขาวเม้มแน่นอย่างอดทน และขาก็สั่นจนแทบจะก้าวต่อไปไม่ไหว ฉันอยากหาอะไรมาใส่ท้อง สักนิดก็ยังดี
ผู้คนหลีกเร้นเมื่อฉันเดินผ่าน แผลที่น่องสีสด จนใครๆ ก็สังเกตเห็น กลิ่นตัวน่ารังเกียจระเหยออกมา
อีกครั้งที่ครูแววดาวปรากฏตัวเมื่อฉันกินข้าวเสร็จ แววตาคู่นั้นมองตรงมายังฉัน สีหน้าเป็นห่วงอย่างที่ฉันไม่เคยได้รับ
“ใครทำเธอ โดนัท?”
“...”
ตอบแล้วคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ฉันจึงนิ่ง จ้องตาครูด้วยแววตาอ่อนล้า
“ใคร? บอกครูมาเถอะ”
“พ่อ”
ฉันไม่รู้ว่าต้องพูดมีหางเสียงกับผู้ใหญ่ และฉันพูดด้วยอาการสงบเหมือนที่เห็นฝนตกฟ้าร้องอะไรแบบนั้น
“เจ็บมากไหม ลูก?”
“เจ็บ”
“ครูขอดูแผลเธอหน่อยได้ไหม ขอดูแค่นิดเดียว”
ฉันลังเลเพียงชั่วครู่ ก่อนเปิดให้ครูดู
“ได้สิ”
ครูเปิดกระโปรงฉันเล็กน้อย และดูใต้เสื้อนักเรียนสีเทาทึมทึบ สีหน้าครูดูตกใจจนปิดไม่มิด
“เธอมาโรงเรียนไหวได้ไง?”
สิ้นคำนั้นฉันก็ล้มลง เพราะฉันรู้สึกถึงอาณาเขตอันปลอดภัยในอ้อมกอดของครูผู้ปราณี ผู้ที่ไม่ใช่คนในครอบครัวฉันด้วยซ้ำ
หลังจากนั้น ครูแววดาวทำเรื่องให้ฉันไปอยู่ที่ศูนย์พักพิงเด็กไร้บ้านได้สำเร็จ ก่อนย้ายไปอยู่สถานสงเคราะห์เด็กในภายหลัง ฉันนอนซมพิษไข้อยู่หลายคืน ฉันได้ยาและอาหารดีๆ ครบสามมื้อ
ฉันเพิ่งรู้ว่านี่คือชีวิต ฉันสามารถรับอาหารได้ครบสามมื้อ ฉันควรได้รับการปกป้อง และฉันควรมีที่อยู่ดีๆ
แต่สิ่งที่ฉันไม่มี นั่นคือคนที่รักฉัน ฉันยังแกะภาพพ่อแม่มาส่งลูกไปโรงเรียนไม่ได้ และอยากถูกมองด้วยอาการรักใคร่ เพื่อสิ่งเหล่านั้น ฉันต้องยิ้ม ยิ้มอ่อนหวาน ยิ้มเสมือนออกมาจากใจ ทั้งที่ภายในใจ ฉันรู้สึกว่าตัวเองอัปลักษณ์ ตัวเองไม่มีอะไรดีพอให้คนมารัก
หลังจากวันนั้น ฉันก็ได้รับการสั่งสอนให้ทำความสะอาดเนื้อตัว ดูแลตัวเอง การพูดมีหางเสียง รู้ว่าเมื่อไหร่ควรยิ้ม เพื่อนยอมเล่นกับฉัน พูดคุยกับฉันไม่ต่างอะไรกับเพื่อนคนอื่น ที่สำคัญครูบอกว่าฉันเป็นประเภทหนึ่งในแสนหรือหนึ่งในล้าน ที่เป็นคนหน้าตาดี
แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความโหยหาความรัก ใบหน้าที่ฉันเห็นในกระจก ฉันอาจสวยก็จริง แต่ในใจฉัน กลับอัปลักษณ์จนฉันแทบรักตัวเองไม่ลง
ฉันรู้ว่าฉันควรทำอย่างไรต่อไป รอยยิ้มเพื่อเพรียกหาความรัก จึงเกิดขึ้นกับฉัน นับแต่นั้นมา!
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน วันนี้ฉันมาตามคำสั่งของแม่ แม้ว่าปกติฉันจะไม่ยอมลงให้ใคร แต่คนเดียวที่ฉันต้องฟังคือท่าน ฉันจึงลากร่างแสนเหนื่อยล้ามายังบนร้านอาหารบนดาดฟ้า ในเมืองกรุงเทพยามค่ำคืน ฉันเห็นเป้าหมาย หรือที่จริงควรเรียกคู่เดต ผู้ซึ่งนั่งรอ อยู่ก่อน ตามมารยาทแล้วเราควรมาตรงเวลา แต่หากอยากเพิ่มคะแนนในใจใคร ก็ควรปล่อยให้เขารอสักครู่หนึ่ง ฉันประเมินรูปร่างหน้าตาที่จัดว่าดีของคู่เดต แล้วคำนวณในใจ คนนี้ให้รอแค่ห้านาทีก็พอ ก่อนเดินกึ่งเร็วกึ่งช้าไปปรากฏตัวหน้าเขา แน่นอนว่าวันนี้ฉันใส่คอนแทกต์เลนส์มา ก่อนล่า เราก็ต้องวางเหยื่อที่น่าสนใจไปบ้าง เขามองฉันเพียงแวบเดียว รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้น เราทักทายกันพอเป็นพิธี ตามมารยาท ก่อนคนที่ฉันนัดเดตเอ่ยขึ้น “ไม่นึกว่าตัวจริงจะสวยกว่าในรูปอีกนะครับ” &ldqu
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน “คุณลูกศรคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ” เสียงเดินด้วยความเร่งรีบ พร้อมลงส้นหนักๆ ดังขึ้น ทำให้ฉันจำต้องเงยหน้าจากกองเอกสาร ทอดมองต้นเสียงนั้นด้วยความสงสัย ฉันเพิ่งมากุมบังเหียนค่ายเพลงที่กำลังจะเจ๊งได้เพียงสามวัน ก็เกิดเรื่องมากมาย แต่เพราะเป็นคำสั่งของแม่ ทำให้ฉันจำต้องหาทางแก้ปัญหาที่เสมือนปมเชือกนี้ต่อไป “ว่าไป คุณไนฟ์” “นักร้องของเราต้องการพบคุณลูกศรค่ะ เธอ...” พูดไม่ทันจบ ร่างบางก็ดันตัวเข้ามาในห้อง ฉันตำหนิยัยคนนี้ในใจ ว่าเธอช่างเสียมารยาท แต่เมื่อเห็นดวงหน้าก็ทำให้ตะลึงงัน เพราะฉันหาแว่นไม่เจอ มองไม่เห็นอะไร “นี่มันอะไรกัน ทำไมพวกคุณแต่งเพลงห่วยขนาดนี้” ฉันขมวดคิ้วอยากตอบโต้ แต่ตบะนางพญางูขาวที่บำเพ็ญเพียรมานับพันปี ช
ในมุมมองของโดนัท เหตุการณ์เมื่อ 15 ปีก่อน ฉันนั่งงอตัวบนเก้าอี้ ปวดท้องประจำเดือน ปวดราวกับถูกมือนับสิบมาบดขยี้ ในใจอยากลงไปดิ้นกับพื้น อยากร้องเอาแต่ใจ อยากให้ใครสักคนมาปลอบว่าไม่เป็นไรนะ แต่ฉันทำไม่ได้ เพราะสายตารอบตัวมักจดจ้องมาพร้อมความคาดหวัง ฉันจึงต้องกัดปาก กำมือแน่น แล้วรอให้เวลาไหลไปอย่างช้าๆ ฉันนั่งกินข้าวตามลำพัง อยู่ในศูนย์อาหาร สถานสงเคราะห์บ้านสุขใจ ฉันมาที่นี่ตั้งแต่อายุหกขวบ จนวันนี้อายุสิบสองปีแล้ว ผู้คนมากมายอยากเป็นเพื่อนกับฉัน แต่ฉันรู้สึกในส่วนลึก ว่าพวกเขาไม่ได้รักตัวตนของฉัน แต่รักหน้าตาที่พวกเขาเห็นภายนอก ฉันจึงคบเพื่อนแบบผิวเผิน และสามารถคุยได้กับทุกคน โดยซ่อนร่องรอยที่ว่าตัวฉันช่างน่าเกลียดชังเอาไว้ภายใน ตราบใดที่พวกเขายังเอาใจฉัน ดีกับฉัน นั่นแปลว่าพวกเขายังรักฉันอยู่ ฉันจึงพยายามทุกทางเพื่อรักษาความนิยมเอาไว้ เด็กผู้
ในมุมมองของโดนัท เหตุการณ์เมื่อ 21 ปีก่อน แค่คุณหยุดอ้างว่าไม่มีเรื่องดีๆ ให้ยิ้ม ทั้งที่ปัญหาไม่ได้หนักหนานัก เพราะความจริงแล้วชีวิตคุณคงดีกว่าฉันมากกว่า ฉันจะเล่าเรื่องชีวิตของฉันเมื่อตอนอยู่ประถมหนึ่งให้ฟัง คุณจะได้เลิกอ้าง แล้วหันมายิ้มได้เสียที ทำไมฉันถึงมีรอยยิ้มสดใสได้ทุกวัน ทำไมฉันถึงร่าเริงได้มากกว่าคนอื่น เคล็ดลับคือ แก้มต้องยกขึ้นไม่ใช่แค่มุมปาก และยิ้มแค่บางๆ ก็พอ อ้อ อย่าลืมสบตาสามถึงห้าวินาทีให้ดูจริงใจ เพียงเท่านี้ คนก็จะอยากทักทายคุณด้วยความอารมณ์ดีแล้ว เดิมทีฉันก็ไม่ได้มีความสดใสขนาดนั้นหรอก ครอบครัวเราเคยมีกันสามคน พ่อ แม่ ลูก พ่อเห็นหน้าฉันครั้งแรกก็ตั้งชื่อว่าโดนัท พร้อมความหวังที่จะให้ลูกคนนี้ดูสวยงามและเป็นแบบขนมโดนัท ที่คนส่วนใหญ่ชอบ พ่อกับแม่มีฉันด้วยความรัก จนกระทั่งความจริงค่อยๆ ปรากฏ ก็เด็กท