LOGINในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน
เสียงเคาะประตูห้องนอนฉันดังขึ้น ในเวลาสองทุ่ม ตอนที่ฉันกำลังนั่งฟังพอดแคสต์เกี่ยวกับการบริหารคน เพื่อนำไปใช้กับที่ทำงาน ฉันหงุดหงิดเล็กน้อย แล้วเดินมาเปิดประตู แต่ยังคงทำสีหน้าเรียบเฉย เหมือนปูนปั้นไม่อาจแสดงสีหน้าที่แท้จริงได้
ไม่มีใครอยู่หน้าห้อง
ฉันขนลุกขึ้นมา ทั้งที่อากาศก็ปกติดีทุกอย่าง ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าบนทางเดิน
“พรุ่งนี้ ลูกศรไปแทนเฮียที”
เฮียธนูเป็นคนเอ่ย ก่อนปรากฏตัวทางด้านซ้ายของฉัน และดูเหมือนกำลังลังเล แต่ก็ส่งเอกสารมาให้ฉันปึกหนึ่ง
อย่างที่เคยบอกว่าเฮียค่อนข้างทึ่ม ฉันจึงรับเอกสารมาไว้ แล้วทำใจให้สบาย
“ซีเอสอาร์เหรอ? เชยจัง”
ฉันเอ่ยเบาๆ
“น่าไปหน่อย”
“ทำไมต้องไปทาสีโรงเรียนด้วย ลูกศรว่าเฮียก็จ้างช่างทาสีเอาสิคะ”
เฮียธนูอึกอักอยู่นานกว่าจะตอบ
“ไปบริจาคหนังสือให้เด็กอย่างเดียว มันดูไม่จริงใจ เท่ากับงานทาสีหรอก รูปก็สวยกว่าด้วย ตระกูลเอกนิธิจะได้ดูติดดิน”
“เฮียไปเองสิคะ ลูกศรก็มีงาน”
“แม่พี่โทรบอกคุณไนฟ์แล้ว เลื่อนตารางงานให้ทั้งหมด”
ฉันออกจะเห็นด้วย ที่จริงค่ายเอ็นแชนทิงมิวสิคก็แทบไม่มีพนักงาน ไม่มีอะไรให้ทำ นอกจากฟังเพลงที่เพิ่งรับสมัครไปเมื่อบ่ายวันนี้ ฉันจึงยักไหล่ แล้วรับเอกสารมา
“ไปก็ไป”
ดีเหมือนกัน ยิ่งมีรูปฉันมากเท่าไหร่ ผู้ถือหุ้น บอร์ดบริหาร จะได้คุ้นหน้าฉันเท่านั้น เฮียธนูก็ดูสำอางเกินกว่าจะปล่อยให้มือเปื้อนสี
ว่าแต่เขาจะรู้ไหมว่าฉันลูกป๊า ไม่ใช่ดาราที่ไหน ฉันคิดอีกนิดหนึ่งก่อนเอ่ย
“ลูกศรไม่ขับรถนะ”
“รู้แล้ว”
เฮียธนูดูพอใจ เขายิ้มกริ่มก่อนเดินกลับห้องตัวเอง ฉันก้มลงอ่านเอกสารที่เฮียให้มา สงสัยหน่อยๆ ที่ไม่ส่งงานมาทางไอแพด
อืม อาจจะต้องมีการพบปะผู้อำนวยการโรงเรียนและครูนิดหน่อย ฉันควรซ้อมพูด เพราะยังไม่ค่อยเจนสนาม พลางสายตาก็กวาดดูรายชื่อหนังสือ พวกหนังสือวรรณกรรมที่ควรอ่านถูกคัดมาอย่างดี พร้อมสารานุกรมอีกหลายชุด หนังสือสองภาษา เด็กๆ จะได้อะไรมากกว่าที่เราไปแค่หวังเอาหน้า
ฉันรีบเข้านอน เพราะต้องออกเดินทางตั้งแต่ตีห้า และหากตาโหล รูปก็จะไม่สวย ฉันใส่ชุดลำลองสบายๆ เผื่อสำหรับเปื้อนสีไปด้วย
คนขับรถมารอหน้าลานน้ำพุของคฤหาสน์ ฉันเดินไปขึ้นรถตู้ก่อนหลับตาพริ้ม แล้วงีบไปพักใหญ่ เขาขับรถนุ่มจนฉันจะไม่มีอะไรจะบ่น
“พี่ชัยคะ ถ้าเจอปั๊ม ลูกศรขอเข้าห้องน้ำหน่อยค่ะ”
“ครับ คุณหนู”
พี่ชัยขับไปอีกไม่ไกลก็เจอปั๊ม ฉันใช้เวลาอย่างสบายใจในห้องน้ำ
พอทำธุระเสร็จ ฉันก็มองไปรอบๆ แปลกที่ห้องน้ำดูสกปรก สนิมขึ้น กลิ่นเหม็น และคนน้อยจนน่าแปลกใจ
แถมเมื่อเดินออกมา ก็พบว่ารถตู้หายไป!
ไม่เป็นไรหรอก ฉันปลอบตัวเอง พนักงานบริษัทแม่ก็ไปด้วย เดี๋ยวเขาคงจอดรับฉัน แต่ฉันยังไม่เห็นรถคันไหนของบริษัทเลย ฉันตั้งใจจะหยิบมือถือ หวังจะกดโทรออก
แต่มือถืออยู่บนรถ!
แถมเมื่อสังเกตดีๆ ปั๊มนี้ก็เป็นปั๊มร้าง ตู้เติมน้ำมันมีแต่สนิมขึ้นเต็ม แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน?
เฮียธนูกับแม่ใหญ่เล่นฉันซะแล้ว แสดงว่าเมื่อคืนป๊าคงเล่นงานเฮียหนัก และเพื่อกำจัดฉัน แม่ใหญ่คงคิดแผนนี้ขึ้นมา ฉันไม่น่าประมาทเลย
ฉันเดินออกไปหน้าปั๊ม ในหัวพยายามคิดหาทางออก แต่คิดอะไรไม่ออกเลย ฉันคงต้องโบกรถกลับกรุงเทพ หรือไม่ก็เดินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหามือถือใครสักคน โทรบอกป๊าให้ส่งคนมารับ แต่ฉันไปเรียนต่อเสียนาน ฉันใช้แอพโทรตลอด จึงจำเบอร์ใครไม่ได้เลย
คงต้องใช้น้ำตาให้เป็นประโยชน์แล้วล่ะ
ฉันโบกรถทุกคันที่ขับผ่าน คันแรกเป็นกลุ่มเด็กหนุ่มสามคน ฉันเปลี่ยนจากอาการยืดแขน เป็นลูบศีรษะ ทำเหมือนไม่เคยโบกมือ ส่วนคันที่มีแต่ผู้หญิงก็มักไม่ยอมจอด
ทำยังไงดี? ฉันเดินมาอย่างนี้หลายกิโลเมตร จนเกือบเย็น
พี่ชัยต้องโดนไล่ออก ถ้าทำได้ ฉันจะฟ้องจนหมดตัวด้วย ฉันคิดด้วยความแค้น
ในที่สุดก็มีรถครอบครัวคันหนึ่งจอดรับฉันไปด้วย ก่อนขึ้นรถ เขาก็ลดกระจกเพื่อถาม
“ทำไมมาเดินกลางป่าแบบนี้ล่ะคะ”
ผู้หญิงที่คงจะเป็นภรรยาเอ่ยขึ้น คนขับคงเป็นสามี แล้วมีเด็กวัยรุ่นนั่งมาด้วยหนึ่งคน
ฉันไม่แน่ใจว่าควรตอบตามตรงไหม? จึงตอบเลี่ยงๆ
“ขอติดรถกลับกรุงเทพได้ไหมคะ?”
“เราไปแค่ปทุมฯเองค่ะ”
“ถ้าไปส่งถึงบ้าน เดี๋ยวลูกศรจ่ายให้อย่างงาม”
ฉันเอ่ยแบบนั้น เพราะชุดที่ใส่เป็นชุดราคาถูก มันต้องมีแรงจูงใจกันสักหน่อย และทั้งตัวฉันไม่มีเงินสักบาท และอาจต้องเดินจากปทุมธานีถึงสุขุมวิทตอนต้น
สองสามีภรรยามองหน้ากัน
ขณะนั้นเอง เสียงแตรก็ดังขึ้น น่านฟ้านั่นเอง เธอมารับฉัน น้ำตาฉันเกือบไหล ฉันไม่เคยรู้สึกดีใจแบบนี้มาก่อน
“มีคนมารับลูกศรแล้ว ขอบคุณนะคะพี่สาว”
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกเขาก็ส่งยิ้มให้ ก่อนจะออกรถไป ฉันวิ่งมานั่งข้างคนขับ น่านฟ้าสวมแว่นตาดำ สวมชุดเดรสสีชมพูอ่อนๆ
ฉันกำลังจะถามว่ามาได้ไง? แต่เธอขมวดคิ้วอยู่ จึงเปลี่ยนคำถามเป็น
“เป็นอะไรไป?”
ฉันเป็นฝ่ายถาม ไม่อยากเดาไปเองฝ่ายเดียว
“ปวดท้องค่ะ ฟ้าปวดท้องมากเลย”
“พกยามาด้วยหรือเปล่า?”
“เปล่า รีบออกมา เลยไม่ได้พก ฟ้าเป็นโรคกระเพาะค่ะ พี่ลูกศร”
ฉันเบือนหน้าไปยิ้ม ที่เธอเรียกอย่างสนิทสนม
“สงสัยถูกของ คนหน้าตาดีก็งี้ มีแต่คนแย่งกัน”
ฉันปล่อยมุกออกมา แต่อีกฝ่ายยังขมวดคิ้ว
“ขับรถไหวไหม?”
ฉันถามแม้ในใจจะสั่นไหว กลัวคำตอบ
“ไม่น่าไหว พี่ลูกศรต้องขับแล้วค่ะ”
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ย
“ประการแรกพี่ขับรถไม่เป็น ประการที่สองพี่กลัวการขับรถ”
ฉันตอบเสร็จก็กัดปากตัวเอง แล้วชำเลืองมองน่านฟ้าที่มีใบหน้าซีดเซียว
“ถ้าฟ้าไม่ได้ยาแก้ปวดท้อง ฟ้าคง...”
ฉันกำมือแน่น สถานการณ์ไม่ค่อยดี ฉันเลยต้องขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับอย่างจำใจ
ทันทีที่ฉันนั่งฝั่งคนขับ ความกลัวมหาศาลก็ครอบงำจิตใจ ป๊าเคยส่งฉันเรียนขับรถทุกปี แต่ทุกครั้งที่นั่งฝั่งคนขับ จินตนาการร้ายๆ จะเกิดขึ้นในหัวเสมอ
ทั้งที่อุบัติเหตุคราวนั้น ฉันนั่งอยู่ข้างหลังคนขับ แต่ในสายตาฉัน ก็เสมือนเป็นคนขับเสียเอง ฉันจึงเหงื่อแตก หัวใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
แล้ววันนี้เราก็ไม่มีทางเลือก หากฉันเอาชนะความกลัวไม่ได้ น่านฟ้าคงเป็นอะไรไป และเธอก็เป็นไพ่ใบสุดท้ายของฉันเสียด้วย
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน อาจเพราะส่วนลึกในใจ ฉันไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ฉันยังจำภาพที่พ่อทำเหมือนฉันเป็นขยะชิ้นหนึ่งได้ติดตา ฉันคิดอยู่นานว่าถ้าอยากพาพี่นานาไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง ฉันควรทำอย่างไรดี ในหัววางแผนอย่างแยบยล โอเค ก็แค่ชวนไปตรงๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น พี่นานามีแต่คนรายล้อม แต่สองสามวันหลังมานี้ เธอให้เวลาส้มเปรี้ยวเป็นพิเศษ จนฉันออกจะรู้สึกหวงอยู่บ้าง ฉันยืนหลังตรง บอกตัวเองให้เอาจริง สูดลมหายใจแรงๆ เรียกความกล้าออกมา เดินไปประชิดตัวพี่นานา ที่อยู่ท่ามกลางเด็กๆ ในบ้าน “ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมคะ?” ในหัวฉันว่างเปล่า มีแต่ความกล้าที่ส่งไปยังพี่นานาเท่านั้น แต่เธอเคยบอกชอบฉัน ฉันชวนเธอก็น่าจะไปสิ หรือเธอจะเปลี่ยนใจเมื่อได้รู้จักกับฉันเข้าแล้ว “ได้สิ” พี่นานายังรักษารอยยิ้มอ่อนโยนมาไว้ให้ฉันเสมอ เธอเดินนำฉันมาใต้ต้นห
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน ปกติส้มเปรี้ยวจะมีแม่มาเยี่ยมทุกสุดสัปดาห์ ชุดธรรมดาๆ ถูกเปลี่ยนใหม่เป็นชุดหลากสีสัน แม้เธอจะมีแค่ตัวที่กลางเก่ากลางใหม่ แต่เธอก็ตั้งใจเปลี่ยนเสมือนว่าเป็นวันพิเศษ ส้มเปรี้ยวนั่งอยู่ที่บันไดหน้าบ้าน เท้าคางมองต้นไม้ใบหญ้าอย่างเดียวดาย เสียงรถยนต์ผ่านมา ทำให้ส้มเปรี้ยวชะเง้อมองที่มาของเสียง แต่ไม่มีวี่แววของแม่เธอเลย ผู้มาเยือน แท้จริงแล้วคือครูดอกปีบ เดินมาพร้อมกับแม่บ้านและพี่ๆ ในบ้านสุขใจ พวกเขาถืออาหารสดจำนวนมาก ในฐานะที่พวกเรายังเด็กเกินไปสำหรับหน้าที่นี้ จึงได้แต่มองเท่านั้น “ว้า” ส้มเปรี้ยวถอนหายใจ ครูดอกปีบมองอาการนั้น แล้วทำหน้าเรียบเฉย ก่อนเดินเข้าครัวไป พี่นานาเดินผ่านส้มเปรี้ยว เธอยังคงฝังใจเรื่องแม่ของส้มเปรี้ยว และดูท่าทางจะไม่หายอิจฉาง่ายๆ แม้จะได้เคล็ดวิชาจากฉันมาแล้ว “พี่นานาชอบสร
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน น่านฟ้าแน่นิ่งจนฉันใจหาย ฉันเขย่าตัวเธอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอไม่มีปฏิกิริยาเลยแม้แต่น้อย น้ำตาฉันไหลลงสู่ใบหน้าของเธอ ในที่สุดน่านฟ้าก็สำลักออกมา เธอใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น “ฟ้า” ฉันเรียกเธอเสียงแผ่ว ใบหน้าแสดงความกังวล น้ำตาของฉันยังหยดลงเรื่อยๆ บนใบหน้าของเธอ น่านฟ้าที่รู้ตัวกอดฉันแน่น “ฟ้าเป็นไงบ้าง?” เธอรู้ตัวอย่างเต็มที่แล้ว ก่อนเอ่ยประโยคนี้ออกมา “เวรกรรมมีจริง ฟ้าเคยทำคนตาย แล้วตอนนี้ฟ้าก็เกือบตาย เพื่อชดใช้ความผิดนั้น” “หมายความว่ายังไง แต่ตอนนี้ฟ้าต้องไปโรงพยาบาลก่อน” ก่อนหน้านั้น ฉันเรียกรถฉุกเฉินมา เบอร์ 1669 รถฉุกเฉินพาเราไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ตอนลงจากรถฉุกเฉิน มีผู้คนจดจำเธอได้ หลายคนจึงยกกล้องมือถือ ไลฟ์น่านฟ้าที่ถูกเข็นเข้าห
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน ฉันกดปุ่มโทรศัพท์เครื่องโบราณ เรียกเลขาเข้ามาหา ด้วยความรู้สึกน้อยใจที่แม้แต่โทรศัพท์เครื่องใหม่ เราก็ไม่มีปัญญาจะเปลี่ยน “คุณไนฟ์ คุณพร้อมทำงานหนัก เพื่อทำให้ค่ายเพลงเราไปรอดไหม?” เธอมองฉันด้วยแววตาส่องประกาย ก่อนยกกำปั้นขึ้น แล้วตะโกนเสียงดัง “พร้อมค่ะ บอส!” “ดีมาก ถ้าอย่างนั้นเราจะประชุมทุกวันจันทร์ เพื่อวางแผนว่า อาทิตย์นี้จะดีกว่าอาทิตย์ที่แล้วยังไง” “แต่..เรามีกันแค่สี่คน” “ลูกศรไว้ใจคุณไนฟ์นะคะ” ฉันประกาศ จ้องเธอด้วยดวงตานิ่ง “ค่ะ คุณลูกศร” เธอเสียงอ่อนลง เมื่อไม่รู้ว่าแผนของฉันคืออะไร “คุณไนฟ์ จะต้องไปคุมการผลิตเอ็มวีตัวใหม่กับน่านฟ้า แต่ในฐานะเลขา แค่ส่งตารางงานมาให้ลูกศรก็พอ” เธอกลืนน้ำล
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่อยู่ๆ ฉันก็เห็น แหยร้องไห้กับครูดอกปีบใต้ต้นหูกวาง ไม่ไกลจากบ้านสุขใจ ครูลูบหลังแหย เช็ดน้ำตา และจัดผมให้แหยอย่างอ่อนโยน “ไม่ยักรู้ ว่าครูมีมุมแบบนี้ด้วย เห็นปกติเอาแต่ทำหน้ายักษ์” ส้มเปรี้ยวเอ่ย ตอนมองภาพนั้น และพวกเราได้แต่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับแหย โดยไม่มีใครได้รับคำตอบ เพราะแหยมีโลกส่วนตัวสูงมาก เวลาผ่านไปอีกหลายวัน แหยเดินเข้ามาหาเราสองคน “เราขอนั่งด้วยคนได้ไหม?” ฉันกับพี่นานาเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนหันมามองหน้ากันอย่างประหลาดใจ “ได้สิ แหย” ฉันตอบรับ แต่จู่ๆ ก้อนข้าวที่เดินตามมา ก็นั่งลงเยื้องกับฉัน แล้วทำสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำ “ทะเลอยากเป็นเพื่อนกับทุกคนน่ะ” ก้อนข้าวเรียกแหยว่า ‘ทะเล&rsquo
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน เวลาเที่ยงคืนเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนหลับไปหมดแล้ว แต่กลับเป็นเวลาแห่งภารกิจของฉันกับพี่สาวคนสวย เธอขยี้ตา เดินโซเซเข้ามาหาฉัน ที่หยิบขนมเข้าปากอยู่ในห้องนั่งเล่น ขอบอกเลยว่า ตั้งแต่เมื่อวาน เหล่าขนมได้รับการปกป้องจากชนส่วนใหญ่ในบ้านสุขใจ “มีอะไรเหรอ?” พี่นานาหาวหวอด ก่อนรู้ตัวว่าเสียกิริยา เลยยกมือปิดปากตัวเอง “พี่เคยบอกว่าพี่ชอบโดนัท จำได้ไหม?” “พี่จำได้” ฉันยิ้มเขินอาย ส่วนเธอก็ยิ้มตอบ เราเงียบในช่วงเวลาอันแสน

![เพียงชั่ววูบเดียว [MPREG]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





