Mag-log inในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน
วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งสัปดาห์ที่เรารู้จักกัน ฉันเพ้อไปคนเดียวว่าวันนี้เป็นวันแสนพิเศษ และมันก็พิเศษหน่อยๆ เมื่อผู้อุปการะมาเยี่ยมพวกเรา
และพวกเขาแสดงเจตน์จำนงรับพวกเราบางคนไปเลี้ยง!
เพราะประสบการณ์ในวัยเด็ก ทำให้ฉันสัญญากับตัวเองไว้ว่าฉันจะเป็นคนเลือกครอบครัวให้ตัวเองเท่านั้น คนอื่นอย่ามาหวังชี้ตัวฉันไปอยู่ด้วย
เขาอาจเหมือนแม่ที่ทนเลี้ยงฉันไม่ไหว แล้วทิ้งฉันไป หรือเหมือนพ่อที่ทำราวกับฉันเป็นผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่ง
แต่ปรากฏการณ์นี้ ทำให้บ้านสุขใจกำลังเปลี่ยนไป ทุกคนดูกระตือรือร้นกันไปหมด
ฉันเห็นนายมหาศาลยืนหวีผมอยู่นานแสนนาน ทั้งที่ผมเขายาวไม่ถึงหนึ่งนิ้ว และได้แต่ชี้โด่ชี้เด่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะแปรงไปกี่ครั้ง
แหยฝึกยิ้มให้สวยที่สุด ฉันว่าฉันเห็นเธอขัดฟันตลอดคืน จนตอนนี้ฟันเธอสว่างราวกับหลอดไฟแอลอีดี
ครูดอกปีบยืนกุมมือ แล้วซ้อมพูดหน้ากระจก ฉันได้ยินครูเจ้าระเบียบขอบคุณล่วงหน้า ที่ฉันไม่เคยเจอหน้า ผู้บริจาคเงินมากมายให้เราทุกปี
จะมีก็แต่พี่นานาที่ทำตัวสงบสมฉายาราชสีห์ที่ฉันแอบตั้งให้ พี่นานาไม่มีกิริยาลุกลี้ลุกลนให้เห็นแม้แต่ครั้งเดียว คงจะจริงที่เขาว่า เธอเป็นลูกคุณหนูมาก่อน
พวกเราต้อนรับการเดินทางของผู้อุปถัมภ์ด้วยการยืนเรียงแถวยาวแล้วยกมือไหว้สองสามีภรรยา จากนั้นครูดอกปีบก็เอ่ยต้อนรับ ก่อนปล่อยให้ผู้อุปการะเดินชมบ้านสุขใจทุกซอกทุกมุม
อันที่จริงแม้ทุกคนจะทำตัวให้ดีขึ้น แต่พี่นานาออกจะทำตรงข้าม นั่นคือหาเรื่องเด็กตัวเล็กๆ
“มองหน้า?”
เธอพูดกับเด็กเจ็ดขวบคนหนึ่ง แววตากร้าวกว่าปกติ ราวกับกินอะไรผิดสำแดงเข้าไป
ฉันว่าประสาทหูฉันยังดีนะ ได้ยินอย่างนั้นจริงๆ
“ถ้าถูกเลือกแล้วคงสบายไปทั้งชาติสินะ มีไหมอะศักดิ์ศรี”
ผู้อุปการะคู่สามีภรรยามองหน้ากัน ก่อนเดินผ่าน ครูดอกปีบมองเหตุการณ์อย่างไม่พอใจด้วยแววตาเชิงตำหนิ แต่ครูคงมีเรื่องรบกวนจิตใจมากพอแล้ว พี่นานาเลยรอดไปได้
มหาศาลเป็นคนแรกที่คู่รักใจบุญไปหา
“ผมสามารถลดน้ำหนักได้นะครับ ผมแค่...แค่อยากตัวสูงใหญ่ เลยบำรุงมากไปหน่อย”
พี่นานาอมยิ้ม แล้วเดินไปตบพุงมหาศาลสามที
“ข้าวสารปีละกระสอบก็ไม่พอหรอกค่ะ”
พูดเสร็จพี่นานาก็หัวเราะมหาศาล จนเจ้าตัวสีหน้าไม่ดี มุกนี้ไม่เพียงแต่ไม่ขำ แต่ยังสะท้อนทัศนคติอันดำมืดของพี่นานาด้วย
แหยเห็นพี่นานาทำแบบนั้น ก็ทำหน้ามุ่ย ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ กลัวจะเป็นเหยื่อรายต่อไป ทั้งที่เตรียมตัวซ้อมพูดมาเป็นอย่างดี ตอนนี้ได้แต่นั่งคอตกและมีทีท่าเก้ๆ กังๆ หยิบไหมพรมมานั่งพันกันเป็นปมยุ่ง แล้วแก้ปมด้วยตัวเอง ช่างเป็นงานอดิเรกที่ไม่ซ้ำใครจริงๆ
ในตอนนั้น ครูดอกปีบก็เดินเข้ามา พนมมือไหว้สองผู้อุปถัมภ์ ด้วยอาการประหม่า ไม่ต่างอะไรกับครั้งแรก
“ขอบ พะ...พระ...คุณ”
หมดกัน มาดครูดอกปีบผู้น่าเกรงขาม คงเป็นตามที่ครูเคยเล่าให้พวกเราฟังว่า บ้านสุขใจอยู่ได้ด้วยเงินบริจาค หากไม่ได้เงินก้อนนี้ พวกเรามีสิทธิ์อยู่อย่างยากลำบาก ครูคาดหวังอย่างมากว่าพวกเราจะได้ความอุปการะจากสองสามีภรรยาคู่นี้
ส่วนฉันแอบมองลอดผ้าโพกหัว ที่เอาผ้าขนหนูผืนใหญ่มาพันรอบๆ ศีรษะ ปิดหน้าจนเหลือแต่ลูกตาสองข้าง อยู่บนโซฟาไม่ไกลจากทุกคน อย่างที่บอก ฉันไม่อยากถูกรับไปเลี้ยง ไม่เห็นหน้าเท่ากับไม่ตกหลุมรัก ไม่ตกหลุมรักเท่ากับไม่รับไปเลี้ยง
ถ้าฉันจะมีครอบครัว ในใจฉันตอนนี้มีเพียงพี่นานาเท่านั้น!
อาหารกลางวันในวันนี้พิเศษหน่อย ครูดอกปีบอาจทำเพื่อเลี้ยงแขกเหรื่ออย่างเต็มที่ หรือไม่ก็แสร้งทำให้เหมือนเงินทุกบาทถูกใช้มาเลี้ยงพวกเราอย่างคุ้มค่า ฉันไม่อาจรู้ได้ว่าข้อไหนคือความจริง จึงได้แต่มองอาหารที่ส่งกลิ่นลอยมาเข้าจมูก
ครูดอกปีบสั่งแม่ครัวให้ทอดไข่ดาว ไส้กรอก ไก่ทอด และข้าวผัด รวมเป็นข้าวผัดอเมริกัน พร้อมน้ำซุปไก่ก้อน หรูหราสำหรับเรา ราวมีงานเทศกาล
ฉันไม่สามารถเอาอาหารเข้าปากได้ เพราะผ้าขนหนูพวกนี้ พี่นานาหันมากระซิบข้างหูฉัน
“ไปกินข้าวข้างนอกกัน”
“ดูตาครูดอกปีบสิ โดนัทไม่กล้า”
“ครูไม่ตีหรอก พี่มีวิธี”
ฉันยังไม่ตกลงใจ พี่นานาก็ยืนขึ้นโบกไม้โบกมือ เพื่อเรียกความสนใจ
“พวกเราได้รับการเลี้ยงดูจากครูดอกปีบเป็นอย่างดี และต้องขอบพระคุณผู้อุปการะทั้งสองท่านด้วย จะดีกว่าไหม ถ้าหนูและน้องสาวจะสละที่นั่งให้ผู้อุปการะ แล้วเราออกไปทานอาหารข้างนอกแทน ท่านจะได้ทราบว่า เงินของท่านทำให้เรามีความสุขแค่ไหน”
ผู้อุปการะยิ้มกับคำพูดที่ฟังดูโอ้โลมเหล่านั้น มองพี่นานาด้วยสายตาใหม่ และจดจำเธอได้เป็นพิเศษ แต่ก็หันมาแปลกใจ เด็กที่มีผ้าขนหนูปิดจนเหลือแต่ตาแบบฉัน ฉันขยับตัวอย่างไม่เป็นสุขเมื่อถูกจ้องมอง แล้วก็รีบสาวเท้าออกจากบ้านสุขใจไปพร้อมพี่นานา
เราสองคนกินอาหารบนพื้นหญ้าอ่อนนุ่ม ก่อนเจอลูกแมวท่าทางอ่อนแรงตัวหนึ่ง มันดูคุ้นกับพี่นานา เดินมาร้องเรียกแล้วคลอเคลียอยู่ที่เขาเธอ
พี่นานาแบ่งไส้กรอกให้ แล้วเทน้ำเปล่าใส่มือ เอามาลูบเจ้าแมวน้อย เป็นกิริยาที่อ่อนโยนที่สุด เท่าที่ฉันเคยเห็น
ราวกับนัดแนะกันไว้ คู่สองสามีภรรยาก็เดินมาเห็นภาพนั้นพอดี
ใครจะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญก็เชื่อไป แต่ฉันว่าฉันไม่เชื่อ!
คู่สามีภรรยาพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินมาหาพี่นานา และไม่สนใจผ้าขนหนูที่ฉันยกขึ้นมาปิดหน้าอีกครั้ง ฝ่ายชายเป็นคนเอ่ยกับพี่นานา
“แม้ว่าหนูจะไม่ได้ดีไปหมด แต่ด้วยจิตใจที่อ่อนโยน หนูคง...”
ยังพูดไม่ทันจบ เสียงมือถือดังขึ้น เขารับสาย
“ครับ ผมเองครับ คุณหมอ หมายความว่าลูกสาวเราไม่ต้องใช้ไตแล้วเหรอครับ? ว่าไงนะ? การผ่าตัดเป็นไปด้วยดีมาก”
พี่นานาทำหน้าช็อคพอๆ กับฉัน
สองสามีภรรยาจะหาเด็กสุขภาพดีไปอุปการะ เพื่อแบ่งไตข้างหนึ่งให้ลูกสาวเขา แลกกับเงินก้อนใหญ่ให้กับบ้านสุขใจ อย่างนั้นใช่ไหม?
ด้วยท่าทีแบบนั้นของครู ฉันเชื่อว่าครูดอกปีบต้องรู้! ทั้งที่รู้ ครูก็ยังทำเหมือนกับเราเป็นสินค้าชิ้นหนึ่งเนี่ยนะ!
ดีที่การผ่าตัดสำเร็จ ไม่อย่างนั้นพี่นานาของฉันต้องถูกอุปการะ และต้องใช้ชีวิตที่เหลือด้วยไตข้างเดียว
เขาอาจเลี้ยงพี่นานาเป็นอย่างดี แต่มันคุ้มแล้วเหรอที่จะต้องสละไตให้คนอื่นแบบถูกมัดมือชก แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการขายไตเลยนะ
“ถึงเราไม่ต้องการไตแล้ว แต่เราก็ต้องการเพื่อนเล่นให้ลูกสาวเรา”
ทั้งคู่พูดตรงๆ ต่อหน้าพวกเรา โดยไม่รู้สึกผิดเลยสักนิดว่าสิ่งที่กำลังพูดอยู่ พวกเราโตพอที่จะเข้าใจได้เป็นอย่างดี หรือเขาจะเห็นเราเป็นแค่ของประดับติดบ้านราคาแพง ที่มีไว้เพื่อเป็นเพื่อนกับลูกสาวเขา
“ลูกสาวท่าน หาเพื่อนไม่เป็นเหรอคะ?”
พี่นานาเอ่ยเสียงเข้ม ตวัดสายตาขึ้นมอง ฉันรู้ว่าพี่นานาคุมสีหน้าอาการได้ดีกว่านี้ แต่การแสดงออกอย่างก้าวร้าวในบางครั้ง ก็ทำให้คนเคารพเรา ถอยหลังให้เราหนึ่งก้าว
“หนูว่าหนูคงอยู่อย่างไร้ครอบครัวแบบนี้ คงดีกว่าเป็นของเล่นหรืออวัยวะสำรองให้ใคร เป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงยังไงก็สู้ลูกแท้ๆ ไม่ได้”
ครูดอกปีบเดินออกมาจากใต้ต้นไม้ไม่ไกลจากพวกเรา พร้อมด้วยเด็กในบ้านสุขใจ เพราะได้ยินเสียงพี่นานาดังเข้าไปในบ้าน และบทสนทนาเหล่านั้นก็น่าสนใจ ตอนนั้นฉันเห็นครูดอกปีบทำหน้าเหมือนจะเป็นลม
แต่เด็กในบ้านสุขใจ ลุกขึ้นยืนและปรบมือให้พี่นานา ถ้าให้โหวตผู้นำเดี๋ยวนี้ ฉันว่าคะแนนเสียงคงเป็นของพี่สาวคนสวยคนเดียว
ฉันอดไม่ได้จริงๆ ที่จะมองราชสีห์ของฉันด้วยความหลงใหล แต่สายตาขุ่นก็มองมาทางพี่นานาด้วยความไม่พอใจ
“นานา ขอโทษผู้อุปการะเดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงดุและจริงจังของครูดอกปีบ ทำให้พี่นานาช็อคไปครูหนึ่ง ก่อนกดดันให้เธอต้องระบายยิ้มออกมา
“หนูคิดน้อยไปหน่อย จะว่าไปใครๆ ก็รักและเป็นห่วงลูกของตัวเองทั้งนั้น เพราะพวกท่าน ทำให้พวกเราไม่ต้องเตร็ดเตร่อยู่ข้างถนน”
เธอหยุดพูด เพื่อให้ทุกคนซึมซับคำพูดเข้าไปในใจ
“หนูขอขอบคุณด้วยใจ และขอโทษด้วยนะคะ”
ราวกับอารมณ์สั่งได้ ราวกับเธอซ้อมพูดมาอย่างเจนจัด นับวันพี่นานาจะแสดงออกถึงตัวตนอันน่าค้นหาและทักษะอันหาตัวจับยากขึ้นทุกที นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ
ยังมีอะไรที่ฉันยังไม่รู้อีกไหมนะ?
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน หลังจากผ่านเหตุการณ์การขับรถเองในวันนั้น น่านฟ้าก็จับฉันฝึกขับรถ เธอให้เหตุผลว่า เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ฉันจะได้เอาตัวรอด แต่ที่ฉันเดาใจเธอออกคือ ประกายตาอันสดใสของน่านฟ้า ยามจดจ้องเสี้ยวหน้าของฉัน ขณะฉันขับรถ ตอนนี้ฉันมั่นใจในตัวเองมากพอที่จะขับรถทางไกลคนเดียวได้แล้ว ฉันมาเยี่ยมคนๆ หนึ่ง ที่ไม่ได้มาหานับสิบห้าปีได้แล้ว สองข้างทางยังคงเต็มไปด้วยแมกไม้เขียวขจีเหมือนเดิม ฉันจำโค้งทุกโค้งได้เป็นอย่างดี ราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เพราะยังขับรถไม่ชำนาญ ฉันจึงขับความเร็วระดับที่ปลอดภัย ยอมให้รถคันหลังแซงไป ฉันร้องเพลงใหม่ของน่านฟ้าแล้วเคาะพวงมาลัย แต่รถกลับส่ายไปมา จนฉันต้องจอดชิดข้างทาง ฉันดูสัญญาณมือถือแล้ว ที่นี่อับสัญญาณพอดี ฉันยักไหล่ ตอนเด็กๆ พวกเราไม่ค่อยได้ใช้เทคโนโลยีอะไรนัก จะมาบ่นอะไร ถ้าวันนี้จะไม่ได้ใช้สักวัน ฉันก้มลง
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน แม้ว่างานอีเว้นท์จะผ่านมาหลายชั่วโมง แต่ใจฉันยังเต้นให้กับคำตอบของน่านฟ้า ขณะเดียวกันก็รู้ว่าสาเหตุที่น่านฟ้าถูกวางยาสลบ แล้วปล่อยให้จมน้ำ นั้นเกิดจากฉันพันเปอร์เซ็นต์ ก่อนจะปล่อยให้เธอต้องเสี่ยงไปกับฉัน ฉันควรรู้ตัวว่าฉันรู้สึกยังไงกับเธอ เอาล่ะ เธอสวย ดวงตาเธอหวานซึ้ง ริมฝีปากได้รูป จมูกโด่งเป็นทรงตรงเหมือนช่างตั้งใจประดิษฐ์เป็นพิเศษ สรุปว่าฉันหลงเธอที่หน้าตา อันดับต่อมา เธอกล้าเถียงฉัน ฉันรู้ว่าฉันชอบขมวดคิ้ว ทำหน้ายุ่ง แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่กลัว และเธอกล้าท้าชน เธอเคารพตัวเอง ตรงตามสเปกฉันทุกอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ฉันใจเต้นเวลาเห็นหน้าเธอ แม้ว่าเหตุผลทั้งสองข้อ อาจจะไม่มีเลยก็ตาม เพื่อนคนเดียวที่ฉันมีคือเอไอ แต่ฉันอยากคุยกับมนุษย์ ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ ฉันอยากรู้ว่าถ้าคนชอบวางแผนแบบฉันจะมีความรัก ฉันจะรักด้วยใจบริสุทธิ
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน อาจเพราะส่วนลึกในใจ ฉันไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ฉันยังจำภาพที่พ่อทำเหมือนฉันเป็นขยะชิ้นหนึ่งได้ติดตา ฉันคิดอยู่นานว่าถ้าอยากพาพี่นานาไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง ฉันควรทำอย่างไรดี ในหัววางแผนอย่างแยบยล โอเค ก็แค่ชวนไปตรงๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น พี่นานามีแต่คนรายล้อม แต่สองสามวันหลังมานี้ เธอให้เวลาส้มเปรี้ยวเป็นพิเศษ จนฉันออกจะรู้สึกหวงอยู่บ้าง ฉันยืนหลังตรง บอกตัวเองให้เอาจริง สูดลมหายใจแรงๆ เรียกความกล้าออกมา เดินไปประชิดตัวพี่นานา ที่อยู่ท่ามกลางเด็กๆ ในบ้าน “ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมคะ?” ในหัวฉันว่างเปล่า มีแต่ความกล้าที่ส่งไปยังพี่นานาเท่านั้น แต่เธอเคยบอกชอบฉัน ฉันชวนเธอก็น่าจะไปสิ หรือเธอจะเปลี่ยนใจเมื่อได้รู้จักกับฉันเข้าแล้ว “ได้สิ” พี่นานายังรักษารอยยิ้มอ่อนโยนมาไว้ให้ฉันเสมอ เธอเดินนำฉันมาใต้ต้นห
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน ปกติส้มเปรี้ยวจะมีแม่มาเยี่ยมทุกสุดสัปดาห์ ชุดธรรมดาๆ ถูกเปลี่ยนใหม่เป็นชุดหลากสีสัน แม้เธอจะมีแค่ตัวที่กลางเก่ากลางใหม่ แต่เธอก็ตั้งใจเปลี่ยนเสมือนว่าเป็นวันพิเศษ ส้มเปรี้ยวนั่งอยู่ที่บันไดหน้าบ้าน เท้าคางมองต้นไม้ใบหญ้าอย่างเดียวดาย เสียงรถยนต์ผ่านมา ทำให้ส้มเปรี้ยวชะเง้อมองที่มาของเสียง แต่ไม่มีวี่แววของแม่เธอเลย ผู้มาเยือน แท้จริงแล้วคือครูดอกปีบ เดินมาพร้อมกับแม่บ้านและพี่ๆ ในบ้านสุขใจ พวกเขาถืออาหารสดจำนวนมาก ในฐานะที่พวกเรายังเด็กเกินไปสำหรับหน้าที่นี้ จึงได้แต่มองเท่านั้น “ว้า” ส้มเปรี้ยวถอนหายใจ ครูดอกปีบมองอาการนั้น แล้วทำหน้าเรียบเฉย ก่อนเดินเข้าครัวไป พี่นานาเดินผ่านส้มเปรี้ยว เธอยังคงฝังใจเรื่องแม่ของส้มเปรี้ยว และดูท่าทางจะไม่หายอิจฉาง่ายๆ แม้จะได้เคล็ดวิชาจากฉันมาแล้ว “พี่นานาชอบสร
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน น่านฟ้าแน่นิ่งจนฉันใจหาย ฉันเขย่าตัวเธอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอไม่มีปฏิกิริยาเลยแม้แต่น้อย น้ำตาฉันไหลลงสู่ใบหน้าของเธอ ในที่สุดน่านฟ้าก็สำลักออกมา เธอใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น “ฟ้า” ฉันเรียกเธอเสียงแผ่ว ใบหน้าแสดงความกังวล น้ำตาของฉันยังหยดลงเรื่อยๆ บนใบหน้าของเธอ น่านฟ้าที่รู้ตัวกอดฉันแน่น “ฟ้าเป็นไงบ้าง?” เธอรู้ตัวอย่างเต็มที่แล้ว ก่อนเอ่ยประโยคนี้ออกมา “เวรกรรมมีจริง ฟ้าเคยทำคนตาย แล้วตอนนี้ฟ้าก็เกือบตาย เพื่อชดใช้ความผิดนั้น” “หมายความว่ายังไง แต่ตอนนี้ฟ้าต้องไปโรงพยาบาลก่อน” ก่อนหน้านั้น ฉันเรียกรถฉุกเฉินมา เบอร์ 1669 รถฉุกเฉินพาเราไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ตอนลงจากรถฉุกเฉิน มีผู้คนจดจำเธอได้ หลายคนจึงยกกล้องมือถือ ไลฟ์น่านฟ้าที่ถูกเข็นเข้าห
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน ฉันกดปุ่มโทรศัพท์เครื่องโบราณ เรียกเลขาเข้ามาหา ด้วยความรู้สึกน้อยใจที่แม้แต่โทรศัพท์เครื่องใหม่ เราก็ไม่มีปัญญาจะเปลี่ยน “คุณไนฟ์ คุณพร้อมทำงานหนัก เพื่อทำให้ค่ายเพลงเราไปรอดไหม?” เธอมองฉันด้วยแววตาส่องประกาย ก่อนยกกำปั้นขึ้น แล้วตะโกนเสียงดัง “พร้อมค่ะ บอส!” “ดีมาก ถ้าอย่างนั้นเราจะประชุมทุกวันจันทร์ เพื่อวางแผนว่า อาทิตย์นี้จะดีกว่าอาทิตย์ที่แล้วยังไง” “แต่..เรามีกันแค่สี่คน” “ลูกศรไว้ใจคุณไนฟ์นะคะ” ฉันประกาศ จ้องเธอด้วยดวงตานิ่ง “ค่ะ คุณลูกศร” เธอเสียงอ่อนลง เมื่อไม่รู้ว่าแผนของฉันคืออะไร “คุณไนฟ์ จะต้องไปคุมการผลิตเอ็มวีตัวใหม่กับน่านฟ้า แต่ในฐานะเลขา แค่ส่งตารางงานมาให้ลูกศรก็พอ” เธอกลืนน้ำล
![เพียงชั่ววูบเดียว [MPREG]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






