LOGINนอกจากเขาจะแต่งเซียวเยว่ฟางเข้ามาแล้ว เขายังแต่งฮูหยินรองและแต่งอนุอีกหลายคน เซียวเยว่ฉีแอบสงสัยว่า เขามีหัวมังกรเลี่ยมทองหรืออย่างไร เหตุใดสตรีถึงได้รักได้หลงเขาถึงเพียงนี้กัน
“ใบหย่าข้าวางเอาไว้บนเตียง สมบัติที่ติดตัวข้ามาข้ายกให้” เซียวเยว่ฟางเชิดหน้าเอ่ยขึ้นมาอย่างตัดสินใจอย่างแน่วแน่ พอกันทีกับบุรุษจอมเจ้าชู้และมักมาก เซียวเยว่ฟางเอ่ยออกมาอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะเดินมากอดแขนเซียวเยว่ฉีแล้วพาเดินจากไปทันที มู่เลี่ยงซิ่วยืนตกตะลึงไม่คาดคิดว่า จู่ ๆ นางจะตัดสินใจหย่าขาดแล้วจากไป โดยไม่อาลัยอาวรณ์เขาเลยสักนิด คงต้องเป็นเพราะนางปีศาจเยว่ฉีแน่ ๆ ที่ยุยงให้นางหย่าขาดกับเขา เซียวเยว่ฉีชาตินี้ขอให้เจ้าขึ้นคานไปตลอดชีวิต! จวนตระกูลเซียว ยามนี้สี่พี่น้องกลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง เซียวเยว่ซื่อ เซียวเยว่ชิง เซียวเยว่ฟาง คุกเข่าอยู่ต่อหน้าป้ายวิญญาณของบิดาและมารดา ยามนี้พวกนางสำนึกได้แล้วจริง ๆ ว่าการรีบออกเรือนโดยไม่ศึกษาใจคอกันให้ดี จะนำมาซึ่งความทุกข์ตรมอย่างแสนสาหัส คำพูดของพี่ใหญ่ที่พูดเอาไว้ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย บุรุษที่รักเราอย่างแท้จริงนั้นหาได้ยากนัก สตรีที่เกิดมาจากตระกูลพ่อค้า พวกเขาเข้าหาก็เพราะอยากได้เงินไปพยุงฐานะเพียงเท่านั้น พวกนางพบเจอมากับตัวเอง จึงรู้ซึ้งแก่ใจเป็นอย่างดี เซียวเยว่ฉีไม่ได้มีอคติกับบุรุษในยุคนี้ แต่เท่าที่นางเห็นร้อยทั้งร้อยมองสตรีเป็นเพียงสิ่งบำบัดความใคร่ บุรุษยุคนี้ไม่ชอบสตรีที่เก่งกว่าบุรุษ และไม่ชอบสตรีที่เก่งเรื่องการค้า ใจความหลัก ๆ ก็คือบุรุษต้องอยู่เหนือกว่าสตรี และสตรีจะต้องอยู่ในโอวาทและต้องเชื่อฟัง ดั่งคำสอนที่ว่า สี่คุณธรรมสามคล้อยตาม ซึ่งเซียวเยว่ฉีมองว่ามันไร้สาระสิ้นดี “ท่านพ่อ ท่านแม่ ต่อไปพวกข้าจะเชื่อฟังพี่ใหญ่และจะไม่ดื้อดึงอีกต่อไปแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อกล่าวคำมั่นต่อวิญญาณของบิดามารดาเสร็จ เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็ลุกขึ้นมาสวมกอดเยว่ฉีอย่างสำนึกผิด เยว่ฉียิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน “คิดได้ตอนนี้ก็ยังไม่สาย เป็นสตรีหม้ายดีกว่าทนให้พวกเขาโขกสับ ชีวิตเป็นของเรา อย่าปล่อยให้บุรุษผู้หนึ่งมาควบคุมชีวิตเราไปทั้งชีวิต” “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” “ชุดที่พวกเจ้าใส่มาโยนทิ้งไปพร้อมอดีตที่เจ็บปวด ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่ เพื่อรับสิ่งใหม่ ๆ ที่จะมีเข้ามาในชีวิต” “เจ้าค่ะพี่ใหญ่” หน้าประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นหนานเฉิง ยามนี้บรรดาสตรีทั่วเมืองหลวง ต่างมายืนรอบุรุษที่จะกลับมาจากชายแดนกันอย่างกระตือรือร้น ตามริมถนนยามนี้เต็มไปด้วยสตรีที่พกผ้าเช็ดหน้าหรือแม้แต่ดอกไม้ เพื่อที่เอาไว้ให้กับบุรุษผู้ที่จะกลับมาเยือนเมืองหลวงอีกครั้ง รุ่ยอ๋องบุรุษผู้หล่อเหลาสง่างามดั่งลูกรักสวรรค์ เป็นโอรสของพระสนมกุ้ยเฟย เขาเป็นอันธพาลจอมเกเรแห่งแคว้นหนานเฉิงอายุ19 ปี เขาถูกส่งไปที่ชายแดน เพื่อให้แม่ทัพเหลียงซีห่าว อบรมสั่งสอนเป็นเวลาสามปี ตามคำบัญชาของฮ่องเต้เจิ้งห่าวอู๋ เพื่อดัดนิสัยเกเรของเขาให้ดีขึ้น รุ่ยอ๋องมีสหายรักนามว่าเหลียงซีฮัน หล่อเหลาสง่างามไม่ต่างกัน เขาเป็นบุตรชายของแม่ทัพเหลียง ที่เติบโตมาด้วยกันอายุ 19 ปี มีนิสัยไม่ต่างกันกับรุ่ยอ๋องเท่าใดนัก เพราะเป็นบุตรคนเล็กของแม่ทัพเหลียง ความหยิ่งยโสเอาแต่ใจจึงมีอย่างล้นเหลือ เขาจึงถูกมารดาส่งไปอบรมที่ชายแดนพร้อมกันกับรุ่ยอ๋อง สหายคนต่อมาของรุ่ยอ๋อง มีนามว่าหานฮุ่ยหมิงอายุ 19 ปี บุตรชายของเสนาบดีกรมยุติธรรม หานฮุ่ยหมิ่น ถึงแม้เขาจะมีบิดาที่ซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม แต่นิสัยของเขานั้นกลับผิดแผกจากบิดาโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นบุตรชายคนเล็ก เขาจึงมีนิสัยเกเรเอาแต่ใจ เขาถึงถูกบิดาส่งไปชายแดนพร้อมกันกับรุ่ยอ๋อง เพื่อให้แม่ทัพเหลียงช่วยขัดเกลาด้วยเช่นกัน คนที่สี่คือเฉินอ๋องโอรสของพระสนมเสียนเฟย เขาไม่ได้ถูกส่งไปชายแดนเพื่ออบรมนิสัย เหตุเพราะพระสนมประชวร เฉินอ๋องจึงจำเป็นต้องคอยอยู่ดูแลอย่างใกล้ชิด ทันทีที่ม้าสามตัวเดินเข้าประตูเมืองมา บรรดาสตรีก็กรีดร้องออกมาอย่างตื่นเต้น สามบุรุษผู้หล่อเหลา แม้ผิวจะคล้ำลงไปบ้างเล็กน้อยเพราะแสงแดด แต่ทว่าก็ไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาของพวกเขาลดลงไปเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับยิ่งทำให้พวกเขาสามคน ดูแข็งแกร่งบึกบึนงามสง่ามากขึ้น เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ออกมายืนอยู่บนระเบียงของโรงเตี๊ยม เพราะได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างตื่นเต้นดีใจของเหล่าสตรี โรงเตี๊ยมเมฆาเคียงฟ้าเป็นโรงเตี๊ยมของตระกูลเซียว หลังจากเซียวเยว่ฉีเข้ามาดูแล ก็ทำให้กิจการรุ่งเรืองและก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ยามนี้ชื่อเสียงโรงเตี๊ยมเมฆาเคียงฟ้าโด่งดังเป็นที่เลื่องลือ ไม่ว่าจะเป็นห้องพักที่สะอาดและอาหารที่อร่อยเลิศล้ำ และการบริการที่เป็นกันเองอย่างน่าประทับใจ ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาพัก ต่างกลับมาพักทุกครั้ง ยามที่ต้องมาทำธุระที่เมืองหลวง “สามจอมเกเรกลับมาแล้ว ยังมีอีกคนอยู่ที่เมืองหลวง” เยว่ฟางเบ้ปากเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่ค่อยยินดีเท่าใดนัก เพราะชื่อเสียงของพวกเขาสี่คนไม่มีใครไม่รู้ แต่เพราะหน้าตาหล่อเหลา สตรีจึงยอมมองข้ามและให้อภัย แต่ไม่ใช่พวกนางอย่างแน่นอน “ตอนนี้ข้าเห็นบุรุษเหมือนเห็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ยิ่งพวกเขาสี่คนด้วยแล้ว พวกเราควรอยู่ให้ห่าง” เยว่ชิงเอ่ยขึ้นมาบ้าง นางยอมรับว่าเวลานี้ นางเข็ดหลาบกับบุรุษที่มีหน้าตาหล่อเหลาแต่นิสัยเลวร้าย “บุรุษสามคนนี้ไม่รู้ว่ากลับมาแล้วนิสัยจะดีขึ้นหรือไม่ แต่ข้าว่านิสัยคนเปลี่ยนได้ยาก” เยว่ซื่อยกแขนขึ้นมากอดอก พร้อมปรายตามองไปด้านล่างด้วยสายตาเย้ยหยันบรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







