Masukวาเลนไทน์ปีสุดท้ายของชีวิตนักเรียนมัธยมของฉัน ผ่านไปอย่างยากลำบากมากจริงๆ
เย็นวันนั้น ภีมมายืนรอที่ป้ายรถเหมือนทุกวัน เหมือนมันไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่ฉันไม่สามารถจะทำแบบเขาได้ ฉันหลบหน้าเขาด้วยการเดินไปขึ้นรถที่ป้ายรถก่อนจะถึงป้ายหน้าโรงเรียน และฉันยอมที่จะขึ้นแท็กซี่แทนที่จะเป็นรถเมล์เหมือนทุกวันหลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ก็ถึงช่วงฤดูแห่งการสอบ เรื่องของฉันจึงได้รับความสนใจน้อยลงไปจนเงียบไปเอง เพราะทุกคนกำลังอยู่ในช่วงเคร่งเครียดกับการสอบ โดยเฉพาะเด็กม.6 อย่างพวกฉันที่ต้องเตรียมเรียนต่อในมหาวิทยาลัยทุกๆ วันเช้าและเย็น ภีมยังคงนั่งรถเมล์ที่ป้ายเดิม เวลาเดิม แต่ฉันขอให้พ่อขับรถรับ-ส่งแทน จนกระทั่งวันสุดท้ายของการเรียนที่นี่ หลังจากนี้ ฉันเลือกไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ภาคเหนือ แทนการเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ตามที่เคยตั้งใจไว้หลังจากรู้ผลประกาศจากทางมหาวิทยาลัยไม่นาน ฉันติดต่อหอพักนักศึกษาและเตรียมตัวเดินทางทันที“แม่ต้องคิดถึงหนูแน่ๆ เลยลูกอัยย์ ดูแลตัวเองดีๆ นะลูก กลับมาบ้านบ่อยๆ นะคะ ถ้าหนูไม่ไหวรีบบอกแม่นะ แม่จะให้พ่อไปรับกลับทันทีเลย” ระหว่างแม่ช่วยเก็บกระเป๋าเตรียมเดินทาง แม่พูดวนอยู่แบบนี้เป็นหลายสิบรอบแล้ว“ค่ะแม่ แม่ไม่ต้องห่วงอัยย์นะ อัยย์อยู่ได้ค่ะ อัยย์จะโทรหาแม่ทู้กวันเลย แม่อยู่บ้านกับพ่อสองคนก็สวีตกันได้เต็มที่เลยนะคะ”“เดี๋ยวเถอะ เด็กคนนี้นี่ สวีต สะเวิดอะไร ดูพูดเข้า…แม่เป็นห่วง หนูไม่เคยไปค้างที่ไหนนานเกิน 2 คืนเลยนะ แล้วนี่จะกินจะอยู่ยังไง ไม่เอาละ แม่ไปเก็บของดีกว่า แม่ตามไปส่งหนูที่หอพักเลยดีกว่า”“แม๊…แม่คะ ไม่ต้องไปหรอกค่ะ หนูยังไม่รู้เลยว่าจะได้ห้องยังไง เอาไว้หนูไปจัดการติดต่อเข้าหอพักเรียบร้อยแล้ว ค่อยโทรมาบอกให้แม่ตามไปเที่ยวดีมั้ยคะ”กว่าเราจะตกลงกันได้ ก็เก็บของเกือบจะเสร็จ วันรุ่งขึ้นทั้งพ่อและแม่ไปส่งฉันที่สนามบิน แต่ระหว่างที่รถขับผ่านป้ายรถ ฉันเหลือบเห็นเขาคนนั้น นั่งอยู่ที่นั่น ‘ทำไมเขามานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ’‘เธอเลือกแล้วนะอัยย์ ว่าจะไปจากที่นี่ อย่างน้อยก็ช่วง 4 ปีที่เรียนมหาวิทยาลัย เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้วนะภีม เราขอบคุณนายมาก ที่ดูแลเราอย่างดีกับเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ถ้าเราเป็นคนไม่มีค่าในสายตานายขนาดนั้น เราก็คงไม่อยู่เป็นภาระสายตานายแล้วล่ะ “ลาก่อนนะภีม ขอให้นายเจอคนที่คู่ควรกับนายนะ” เราเองที่ไม่คู่ควร’กว่าฉันจะแยกจากพ่อกับแม่ที่สนามบินได้ ก็ตอน Final Call นั่นแหละ เกือบจะตกเครื่องแล้วเชียวใช้เวลาบนเครื่องแค่ชั่วโมงกว่าก็ถึงสนามบินปลายทาง ‘ที่นี่แหละยัยอัยย์ เธอจะเริ่มต้นใหม่ที่นี่ สู้ๆ นะยัยอัยย์ เธอทำได้’ ฉันนั่งรถต่อไปอีกไม่นานก็ถึงมหาวิทยาลัย และรีบเข้าติดต่อห้องพักนักศึกษาทันที เพราะฉันมาเข้าพักก่อนที่จะเริ่มปีการศึกษา จึงยังไม่มีใครมาเข้าพัก และรูมเมตฉันก็ยังไม่มีเช่นกันช่วงเวลานี้แหละ ฉันได้มีสมาธิกับการแต่งนิยายใหม่ซักที ก่อนนี้เอาแต่เที่ยวเล่นมานานแล้ว แต่ฉันยังโชคดีมาก ที่มีสำนักพิมพ์สนใจติดต่อมาให้ฉันร่วมตีพิมพ์นิยายที่มียอดอ่านหลายพันที่ฉันเคยลงไว้ในเว็บที่ลงประจำ นิยายที่ตีพิมพ์แล้วได้รับการตอบรับพอสมควร ทางสำนักพิมพ์จึงติดต่อขอให้แต่งเรื่องใหม่เพื่อส่งตีพิมพ์สุดท้ายแล้วตั้งแต่วันวาเลนไทน์วันนั้น ผมก็ไม่ได้เจออัยย์อีกเลย นี่ก็หลายเดือนแล้ว ทั้งๆ ที่ผมยังคงไปรอเธอที่ป้ายรถทุกวัน ทั้งที่บ้านและที่หน้าโรงเรียน นอกจากทำอย่างนี้แล้วผมก็ไม่รู้จะใช้วิธีไหนแล้ว โทรไปเธอก็ไม่รับสาย ข้อความก็ไม่อ่าน
ผมยอมรับว่าผมรู้สึกผิดมาก และพลาดมากกับสิ่งที่ผมพูดออกไปวันนั้น ผมควรจะกล้าหาญกว่านี้ ผมควรเคารพความรู้สึกตัวเอง แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อตอนนั้นผมก็รู้สึกน้อยใจอัยย์อยู่เหมือนกันที่เธอไม่รับดอกไม้จากผม แต่ผมก็ไม่มีโอกาสจะถามเหตุผลจากเธอ และก็ไม่มีโอกาสขอโทษเธออีกแล้วสินะหลังประกาศผลสอบ ผมติดคณะแพทย์มหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ ตามที่ตั้งใจไว้ ผมยังคงมารออัยย์ที่ป้ายรถหน้าบ้านเธอทุกวัน เพื่อหวังจะได้เจอเธอบ้างพยายามหาทางติดต่อเธอก็ไม่ได้ เพื่อนๆ ของเธอก็ไม่มีใครรู้ข่าวเธออีกเลยหลังสอบเสร็จ ‘ผมคงเสียเธอไปแล้วจริงๆ สินะ’ ผมแม่งโคตรเศร้า ช่วงนั้นผมแทบจะไม่เป็นผู้เป็นคน กลางคืนเมา เช้าไปเฝ้ารอเธอที่ป้ายรถ บ่ายกลับมาสลบที่บ้าน แล้วค่ำก็ออกไปเมาอีก ผมอยู่แบบนี้จนวันที่เปิดภาคเรียน แต่ผมก็ไม่เคยเจอเธอเลย“นายๆ ปีหนึ่งใช่มั้ย คณะแพทย์ทางนี้ป่ะ” ผมออกจะภวังค์เมื่อมีผู้ชายคนหนึ่งมาแตะไหล่ผมแล้วถามขึ้นมา
“ใช่ ตึกนี่แหละ คณะแพทย์” ผมเงยหน้าขึ้นแล้วตอบกลับไป ดูจากท่าทางการแต่งตัวคงเป็นปีหนึ่งเหมือนผม และก็เป็นผู้ชายที่หน้าตาดีมากคนหนึ่งเลย“งั้น เราขอนั่งกับนายได้ป่ะ นายชื่อไรอะ เราชื่อวัต นิสิตแพทย์ปีหนึ่ง”“เรา ภีม แพทย์ปีหนึ่งเหมือนกัน”“เยี่ยมเลย งั้นเราเป็นเพื่อนกันนะ เราไม่มีเพื่อนมาเรียนด้วยเลยหว่ะ ดันเสือกติดหมอคนเดียวในกลุ่ม คนอื่นแม่งหนีไปต่อนอกหมด” วัตทำหน้าเซง บ่นกับผม แล้วก็เริ่มใช้คำพูดเหมือนเราสนิทกันมาก่อนแล้ว“เออได้ ไม่ต้องพูดสุภาพก็ได้ กูก็ไม่ได้มีเพื่อนมาเรียนเหมือนกัน”“ดีเลยหว่ะ ไอ้ภีม งั้นก็ไม่เกรงใจละนะ เห็นหน้าขาวๆ กูก็คิดว่าจะลูกคุณหนู ห้ามพูดคำหยาบ 555”“-_- ตามสบายเหอะ”“เออ..ว่าแต่ตรงนี้แม่งมุมดีหว่ะ มึงนี่ก็ใช่ย่อยนะ เลือกนั่งตรงนี้ เล็งสาวได้กี่คนแล้ววะ บอกก่อนเลย เพื่อนกันต้องแบ่งกันนะเว้ย”“กูไม่ได้ตั้งใจแบบนั้น ไม่ต้องมาขอหรอก มึงเอาไปหมดเลย กูไม่สน” ผมไม่ได้คิดเรื่องคนอื่นเลยจริงๆ ผมยังลืมอัยย์ไม่ได้“อะไรวะ ปีหนึ่งมันต้องเฟรชสิวะ ทำไมวะ อกหักจากสาวม.ปลายมาเหรอ” ผมทำหันมองมัน ทำหน้าเซงใส่ ไม่อยากให้มันพูดถึง“แบบนี้มันต้องดื่มเพื่อลืมเธอเว้ย ไปป่ะ คืนนี้ไปที่ประจำกู กูเลี้ยงต้อนรับมิตรภาพหน่อย”“ขอโทษนะคะ ตึกนี้ใช่คณะแพทย์มั้ยคะ” ผมยังไม่ทันตอบตกลงไอ้วัต ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาถามทางอีกแล้ว มันมุมดีของไอ้วัตตรงไหนวะ มีแต่คนถามทาง“ใช่คร้าบ คนสวย ปีหนึ่งเหมือนกันเหรอครับ มานั่งกับพวกเราก็ได้นะ ไม่ต้องห่วงเลยอยู่กับพวกเราไม่มีใครกล้ายุ่ง” ไอ้วัตรีบตอบกลับไป แถมยังกระตือรือร้นที่จะปัดที่นั่งให้ผู้หญิงคนนั้นนั่งที่โต๊ะเดียวกับเรา“ขอบคุณค่ะ งั้นเราขอนั่งด้วยนะคะ เราไม่มีเพื่อนเลยมาเรียนที่นี่คนเดียว” นี่มันที่รวมคนฉายเดี่ยวหรือไงวะ ผมคิดในใจ“ยินดีเลยครับ ผมวัตนะครับ แล้วคนสวยชื่ออะไรเอ่ย”“เราชื่อมินท์ค่ะ แล้ว….” เธอมองมาทางผม“มันชื่อไอ้ภีม เพิ่งอกหักมา อย่าเพิ่งไปยุ่งกับมันเลย”“อ๋อค่ะ อกหักก็แสดงว่าโสดแล้วสิคะ อยากได้คนดามใจมั้ยล่ะ มินท์ ช่วยได้นะคะ”“….” ผมเอาแต่เงียบ แทบจะไม่ได้ฟังเรื่องที่ ไอ้วัต กับ มินท์ พูดคุยกัน ระหว่างที่นั่งรอเวลาที่รุ่นพี่จะเรียกรวมตัวจบวันนี้ พบรู้สึกโคตรเหนื่อย เรียนแพทย์แต่ทำไมกิจกรรมมันถึงเยอะขนาดนี้วะ ทั้งคัดเลือก ดาว-เดือนของคณะ ทั้งนักกีฬา แล้วจะเชียร์ลีดเดอร์อีก นี่มาเรียนจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย
ถึงจะอยากหนีกิจกรรมพวกนี้แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะมันจะเป็นปัญหาตอนหลังอีก สุดท้ายผมต้องรับเป็นนักกีฬาบาส เพราะไม่อยากร่วมประกวดดาว-เดือน อะไรนั่นตำแหน่งเดือนเลยตกเป็นของไอ้วัต ส่วนดาวคณะคือมินท์ กลายเป็นว่าพวกเราสามคนกลายเป็นจุดสนใจไปโดยปริยายหลังจากที่รุ่นพี่ปล่อยเฟรชชี่กลับบ้าน ไอ้วัตก็รีบมาชวนผมไปร้านประจำของมันทันที แต่วันนี้ผมเหนื่อยมาก เลยขอผลัดมันไปเป็นวันอื่นแทน สุดท้ายพวกเราก็แยกย้ายต่างคนต่างกลับเมื่อถึงหน้าร้าน นิต้าหยุดและให้ฉันเป็นคนเดินนำเข้าไปด้านในเป็นคนแรก เธอกับหมอวัตจึงค่อยเดินตามหลังเข้ามา แค่ก้าวพ้นประตูเข้าไปในร้านฉันก็ได้ยินเสียงภีมทันที“อัยย์” ฉันเห็นเขารีบเดินมาจากโต๊ะที่อยู่ริมหน้าต่างร้าน ตรงมาที่เราสามคน แต่เมื่อมายืนตรงหน้าฉัน เขาเอาแต่มองหน้าฉันนิ่งไม่พูดอะไรออกมาซักคำ ส่วนฉันเองก็ไม่รู้จะเปิดปากพูดอะไร จนนิต้าต้องเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบลง“หมอภีมคะ ชั้นคุยกับอัยย์แล้วว่าอยากให้เธอลองฟังคุณอธิบายก่อน ไม่อยากให้เชื่อแค่คำพูดคนอื่นและคิดไปเอง ถ้ายังไงลองคุยกันดีๆ นะคะ และชั้นก็อยากให้คุณเคารพการตัดสินใจของเธอ ไม่ว่าเธอจะคบกับคุณต่อไปหรือไม่ก็ตาม ชั้นช่วยคุณได้แค่นี้นะคะ”“คุยกันดีๆ นะ ชั้นเชื่อว่าหมอภีมรักเธอจริงๆ ถ้ายังไงโทรหาชั้นนะ ชั้นอยู่ใกล้ๆ แถวนี้แหละ” นิต้ากระซิบข้างหูฉัน ก่อนที่เธอจะหันหลังเดินออกไปจากร้านกาแฟกับหมอวัต ปล่อยฉันไว้กับภีมสองคนจนฉันทำตัวไม่ถูกได้แค่มองหน้าเขาอยู่อย่างนั้น“อัยย์ เราไปนั่งคุยกันในห้องดีมั้ย”
ตอนนี้ฉันรู้สึกหัวหนักอึ้งไปหมด หลังจากที่เมื่อคืนพยายามข่มตานอนให้หลับแต่ก็ไม่สามารถทำได้ การพยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลกลับเป็นการเร่งให้มันยิ่งไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองข้าง ตาที่บวมช้ำนั้นจึงทำให้ฉันไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่าภายในสมองจะคิดสับสนวนไปมาไม่ได้หลับลงเหมือนดวงตาทั้งสองข้างจนกระทั่งรุ่งสาง ฉันเริ่มทนไม่ไหวกับตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้ ฉันลุกขึ้นจากที่นอนพยายามปรือตามองทางเพื่อจะเดินไปทำธุระในห้องน้ำจนสามารถทำทุกอย่างให้เสร็จไปได้ น้ำผลไม้เย็นในตู้เย็นพอทำให้ฉันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้นิดหน่อย แต่ในใจก็ยังคงเจ็บปวดหดหู่อยู่ไม่หายฉันหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นเปิดดูสายเรียกเข้า และข้อความที่ยังไม่ได้อ่านตั้งแต่เมื่อคืน มันยังไม่เพิ่มขึ้นมาจากที่ฉันดูก่อนจะเริ่มเข้านอนเมื่อคืน ฉันตัดสินใจวางสมาร์ตโฟนกลับลงที่เดิมทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เปิดเข้าไปอ่านข้อความครืดดดด ครืดดดดสมาร์ตโฟนในมือฉันสั่นขึ้นก่อนที่จะได้วางลงบนโต๊ะ ฉันจึงพลิกขึ้นมาดูเมื่อเห็นเป็นนิต้าจึงกดรับสาย(อัยย์ ตื่นแล
แต่หากว่าจำเป็นที่จะต้องยุ่งเกี่ยวจริงๆ ผมคงต้องขอแรงให้ไอ้เพื่อนซี้ของผมยื่นมือเข้ามาช่วย เมื่อคิดทุกอย่างได้แล้ว ผมโทรคุยกับมินท์ทันที ไม่ทันได้มองเวลาด้วยซ้ำและไม่สนใจว่าเธอจะสะดวกรับสายผมหรือไม่ ผมรู้แต่เพียงว่าผมต้องรีบเคลียร์ทุกอย่างเตรียมไว้เพื่อสามารถไปอธิบายให้อัยย์ฟังเมื่อเจอเธอพรุ่งนี้ได้ผมเขียนเช็กให้มินท์เป็นจำนวนเงินก้อนหนึ่งที่พอจะสามารถเอาไปใช้หนี้ตามที่เธอบอกได้ และบอกให้เธอเข้าไปรับกับเลขาผมที่โรงพยาบาล หลังจากนั้นก็โทรบอกไอ้หมอวัตไว้ เผื่อว่าพวกมาเฟียเจ้าของเงินจะเล่นตุกติกไม่ยอมล้างหนี้ให้ ปัญหาจะได้ไม่ย้อนกลับมาอีกตลอดทั้งคืนหลังจากทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมนั่งเอนตัวอยู่ที่โซฟา ยังไม่สามารถข่มตาหลับลงได้จนกระทั่งแสงแดดยามเช้าลอดเข้ามาตามร่องผ้าม่าน ผมจึงตัดสินใจลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเพื่อออกไปจัดการเรื่องเช็กที่ห้องทำงานที่โรงพยาบาล ก่อนที่พนักงานจะเริ่มงานในตอนเช้าผมออกมานั่งอยู่ที่ร้านกาแฟตรงข้ามโรงพยาบาลหลังจากจัดการธุระทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย กาแฟเอสเปรสโซถูกวางไว้บนโต๊ะจนเย็น ทั้งๆ ที่มันยังเหลืออยู่เกือบเต็มแก้ว สิ่งที่ผมทำเพียงอย่างเ
ผมกลับมารอไอ้วัตอยู่ที่คอนโดตัวเองด้วยความกระวนกระวายอยู่ไม่สุข เดี๋ยวนั่ง เดี๋ยวลุกยืน เดินไปเดินมา เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้ว แต่มันก็ยังไม่โผล่หัวมาซักที จนกระทั่งผมตัดสินใจจะโทรไปตามมันอีกรอบปิ้งป่อง ปิ้งป่องเร็วที่สุดเท่าที่ผมจะวิ่งได้ ผมรีบวิ่งไปเปิดประตูห้องทันที โดยที่ไม่แม้แต่จะหยุดดูที่จอมอนิเตอร์ว่าใครที่เป็นคนกดกริ่งเรียก“นิต้า..?” ผมตกใจเก็บอาการไม่อยู่ จากที่ควรจะเป็นไอ้วัต แต่กลับเป็นนิต้า เพื่อนของอัยย์ที่กำลังยืนอยู่ที่หน้าห้องคอนโดผม“ใช่ค่ะ ชั้นเอง แปลกใจเหรอ อ้อ เดี๋ยวหมอวัตจะตามขึ้นมาค่ะ ชั้นไม่ได้อยู่กับคุณแค่สองต่อสองหรอกสบายใจได้”“เอ่อครับ งั้นเชิญครับ” ผมหลีกทางให้เธอเดินเข้าไปด้านในห้อง ก่อนประตูจะปิดลงผมบิดตัวล็อกประตูไม่ให้มันทำงาน เพื่อตอนไอ้วัตขึ้นมาจะได้สามารถเปิดเข้ามาในห้องได้เลย“ดื่มอะไรมั้ยครับ” ผมถามออกไปตามมารยาท ยังคงจ้องเธอด้วยความสงสัยว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ ผมคิดว่าเธอจะอยู่กับอัยย์เสียอีก“ไม่เป็นไรค่ะ เข้าเรื่องเลยดีกว่
โชคดีที่ร้านเสื้อของเพื่อนนิต้าอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ฉันอยู่มากนัก ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง แต่ฉันลงจากรถแล้วนั่งก้มหน้ารอนิต้าอยู่ที่ม้านั่งใกล้ๆ หน้าร้าน ไม่กล้าเข้าไปในร้านและไม่กล้ามองหน้าใคร ฉันนั่งมองเห็นเพียงขาของคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเท่านั้น“ยัยอัยย์ ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ ไม่เข้าไปรอในร้านล่ะ แล้วชั้นโทรหาเธอก็ไม่ติด เป็นห่วงแทบแย่”“นิต้า มาแล้วเหรอ เราไม่กล้าเข้าไปน่ะ อ้อ เหมือนมือถือจะแบตหมด”“เฮ้อ ไปๆ เข้าไปข้างในก่อน เป็นอะไรของเธอเนี่ย แทนที่ไปกินข้าวกับที่บ้านแฟนจะร่าเริงมีความสุขทำไมกลับมาเป็นแบบนี้”หลังจากเข้าไปนั่งในร้าน เพื่อนนิต้าที่เป็นเจ้าของร้านช่วยเปิดห้อง VIP ให้เราสองคนเข้าไปนั่งคุยกันในนั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว ฉันเล่าเรื่องที่ได้เจอกับหมอมินท์ และเรื่องที่หมอมินท์คุยกับฉันให้นิต้าฟังทั้งหมด รวมถึงสิ่งที่ฉันสงสัยว่า ความสัมพันธ์ของภีมกับหมอมินท์ คงเป็นมากกว่าเพื่อนหรือหมอที่ทำงานร่วมกัน“ชั้นว่าเธอคิดมากไปหรือเปล่ายัยอัยย์ ถ้าสองคนนั้นมีซัมติงกันจริงๆ หมอภีมเค้าจะพาเธอไปเจอพ่อแม่เค้าทำไม
“คุณมีอะไร เร็วหน่อย ผมไม่มีเวลามาก” ผมถอยออกจากการเกาะกุมของเธอ และเร่งให้เธอรีบคุยธุระให้เสร็จ เพราะผมเริ่มเป็นห่วงอัยย์แล้ว กลัวเธอจะได้เจอเรื่องไม่สบายใจ“มินท์ กำลังถูกรังควานค่ะ จากพวกเจ้าหนี้นอกระบบ แต่มินท์ไม่ได้ก่อหนี้พวกนั้นนะคะ เป็นฝีมือไอ้เมฆ มันหลอกมินท์”“ถ้าอย่างนั้น มินท์ควรไปแจ้งความแล้วขอให้ตำรวจช่วยดีกว่านะ มาบอกผมแบบนี้ ผมคงช่วยอะไรมินท์ไม่ได้”“แต่ภีม ตำรวจก็ทำอะไรพวกมาเฟียไม่ได้อยู่ดีนะคะ” มินท์เข้ามาเขย่าแขนผม ส่งสายตาอ้อนวอน ซึ่งในดวงตาคู่นั้นเหมือนมีน้ำตาลคลออยู่ด้วย แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เห็น ไม่ได้นึกสงสารหรือเห็นใจ ผมคิดเพียงว่ามันคงเป็นสิ่งที่เธอต้องเจอจากการที่เธอเลือกคบคนผิด มันเป็นการเลือกของเธอเอง“แล้วคุณคิดว่าผมจะทำอะไรได้ ขอโทษนะ เรื่องนี้ผมคงช่วยคุณไม่ได้จริงๆ คุณควรหาทางใช้หนี้พวกนั้นซะแล้วก็เลิกยุ่งเกี่ยวกับไอ้รุ่นน้องคนนั้นด้วย ผมแนะนำคุณได้แค่นี้แหละ ผมขอตัวก่อน”พูดจบผมไม่รอคำตอบอะไรอีก รีบเดินเร็วๆ จนแทบจะเป็นวิ่ง มุ่งตรงเข้าไปในบ้าน







