LOGINวาเลนไทน์ปีสุดท้ายของชีวิตนักเรียนมัธยมของฉัน ผ่านไปอย่างยากลำบากมากจริงๆ
เย็นวันนั้น ภีมมายืนรอที่ป้ายรถเหมือนทุกวัน เหมือนมันไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่ฉันไม่สามารถจะทำแบบเขาได้ ฉันหลบหน้าเขาด้วยการเดินไปขึ้นรถที่ป้ายรถก่อนจะถึงป้ายหน้าโรงเรียน และฉันยอมที่จะขึ้นแท็กซี่แทนที่จะเป็นรถเมล์เหมือนทุกวันหลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ก็ถึงช่วงฤดูแห่งการสอบ เรื่องของฉันจึงได้รับความสนใจน้อยลงไปจนเงียบไปเอง เพราะทุกคนกำลังอยู่ในช่วงเคร่งเครียดกับการสอบ โดยเฉพาะเด็กม.6 อย่างพวกฉันที่ต้องเตรียมเรียนต่อในมหาวิทยาลัยทุกๆ วันเช้าและเย็น ภีมยังคงนั่งรถเมล์ที่ป้ายเดิม เวลาเดิม แต่ฉันขอให้พ่อขับรถรับ-ส่งแทน จนกระทั่งวันสุดท้ายของการเรียนที่นี่ หลังจากนี้ ฉันเลือกไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ภาคเหนือ แทนการเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ตามที่เคยตั้งใจไว้หลังจากรู้ผลประกาศจากทางมหาวิทยาลัยไม่นาน ฉันติดต่อหอพักนักศึกษาและเตรียมตัวเดินทางทันที“แม่ต้องคิดถึงหนูแน่ๆ เลยลูกอัยย์ ดูแลตัวเองดีๆ นะลูก กลับมาบ้านบ่อยๆ นะคะ ถ้าหนูไม่ไหวรีบบอกแม่นะ แม่จะให้พ่อไปรับกลับทันทีเลย” ระหว่างแม่ช่วยเก็บกระเป๋าเตรียมเดินทาง แม่พูดวนอยู่แบบนี้เป็นหลายสิบรอบแล้ว“ค่ะแม่ แม่ไม่ต้องห่วงอัยย์นะ อัยย์อยู่ได้ค่ะ อัยย์จะโทรหาแม่ทู้กวันเลย แม่อยู่บ้านกับพ่อสองคนก็สวีตกันได้เต็มที่เลยนะคะ”“เดี๋ยวเถอะ เด็กคนนี้นี่ สวีต สะเวิดอะไร ดูพูดเข้า…แม่เป็นห่วง หนูไม่เคยไปค้างที่ไหนนานเกิน 2 คืนเลยนะ แล้วนี่จะกินจะอยู่ยังไง ไม่เอาละ แม่ไปเก็บของดีกว่า แม่ตามไปส่งหนูที่หอพักเลยดีกว่า”“แม๊…แม่คะ ไม่ต้องไปหรอกค่ะ หนูยังไม่รู้เลยว่าจะได้ห้องยังไง เอาไว้หนูไปจัดการติดต่อเข้าหอพักเรียบร้อยแล้ว ค่อยโทรมาบอกให้แม่ตามไปเที่ยวดีมั้ยคะ”กว่าเราจะตกลงกันได้ ก็เก็บของเกือบจะเสร็จ วันรุ่งขึ้นทั้งพ่อและแม่ไปส่งฉันที่สนามบิน แต่ระหว่างที่รถขับผ่านป้ายรถ ฉันเหลือบเห็นเขาคนนั้น นั่งอยู่ที่นั่น ‘ทำไมเขามานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ’‘เธอเลือกแล้วนะอัยย์ ว่าจะไปจากที่นี่ อย่างน้อยก็ช่วง 4 ปีที่เรียนมหาวิทยาลัย เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้วนะภีม เราขอบคุณนายมาก ที่ดูแลเราอย่างดีกับเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ถ้าเราเป็นคนไม่มีค่าในสายตานายขนาดนั้น เราก็คงไม่อยู่เป็นภาระสายตานายแล้วล่ะ “ลาก่อนนะภีม ขอให้นายเจอคนที่คู่ควรกับนายนะ” เราเองที่ไม่คู่ควร’กว่าฉันจะแยกจากพ่อกับแม่ที่สนามบินได้ ก็ตอน Final Call นั่นแหละ เกือบจะตกเครื่องแล้วเชียวใช้เวลาบนเครื่องแค่ชั่วโมงกว่าก็ถึงสนามบินปลายทาง ‘ที่นี่แหละยัยอัยย์ เธอจะเริ่มต้นใหม่ที่นี่ สู้ๆ นะยัยอัยย์ เธอทำได้’ ฉันนั่งรถต่อไปอีกไม่นานก็ถึงมหาวิทยาลัย และรีบเข้าติดต่อห้องพักนักศึกษาทันที เพราะฉันมาเข้าพักก่อนที่จะเริ่มปีการศึกษา จึงยังไม่มีใครมาเข้าพัก และรูมเมตฉันก็ยังไม่มีเช่นกันช่วงเวลานี้แหละ ฉันได้มีสมาธิกับการแต่งนิยายใหม่ซักที ก่อนนี้เอาแต่เที่ยวเล่นมานานแล้ว แต่ฉันยังโชคดีมาก ที่มีสำนักพิมพ์สนใจติดต่อมาให้ฉันร่วมตีพิมพ์นิยายที่มียอดอ่านหลายพันที่ฉันเคยลงไว้ในเว็บที่ลงประจำ นิยายที่ตีพิมพ์แล้วได้รับการตอบรับพอสมควร ทางสำนักพิมพ์จึงติดต่อขอให้แต่งเรื่องใหม่เพื่อส่งตีพิมพ์สุดท้ายแล้วตั้งแต่วันวาเลนไทน์วันนั้น ผมก็ไม่ได้เจออัยย์อีกเลย นี่ก็หลายเดือนแล้ว ทั้งๆ ที่ผมยังคงไปรอเธอที่ป้ายรถทุกวัน ทั้งที่บ้านและที่หน้าโรงเรียน นอกจากทำอย่างนี้แล้วผมก็ไม่รู้จะใช้วิธีไหนแล้ว โทรไปเธอก็ไม่รับสาย ข้อความก็ไม่อ่าน
ผมยอมรับว่าผมรู้สึกผิดมาก และพลาดมากกับสิ่งที่ผมพูดออกไปวันนั้น ผมควรจะกล้าหาญกว่านี้ ผมควรเคารพความรู้สึกตัวเอง แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อตอนนั้นผมก็รู้สึกน้อยใจอัยย์อยู่เหมือนกันที่เธอไม่รับดอกไม้จากผม แต่ผมก็ไม่มีโอกาสจะถามเหตุผลจากเธอ และก็ไม่มีโอกาสขอโทษเธออีกแล้วสินะหลังประกาศผลสอบ ผมติดคณะแพทย์มหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ ตามที่ตั้งใจไว้ ผมยังคงมารออัยย์ที่ป้ายรถหน้าบ้านเธอทุกวัน เพื่อหวังจะได้เจอเธอบ้างพยายามหาทางติดต่อเธอก็ไม่ได้ เพื่อนๆ ของเธอก็ไม่มีใครรู้ข่าวเธออีกเลยหลังสอบเสร็จ ‘ผมคงเสียเธอไปแล้วจริงๆ สินะ’ ผมแม่งโคตรเศร้า ช่วงนั้นผมแทบจะไม่เป็นผู้เป็นคน กลางคืนเมา เช้าไปเฝ้ารอเธอที่ป้ายรถ บ่ายกลับมาสลบที่บ้าน แล้วค่ำก็ออกไปเมาอีก ผมอยู่แบบนี้จนวันที่เปิดภาคเรียน แต่ผมก็ไม่เคยเจอเธอเลย“นายๆ ปีหนึ่งใช่มั้ย คณะแพทย์ทางนี้ป่ะ” ผมออกจะภวังค์เมื่อมีผู้ชายคนหนึ่งมาแตะไหล่ผมแล้วถามขึ้นมา
“ใช่ ตึกนี่แหละ คณะแพทย์” ผมเงยหน้าขึ้นแล้วตอบกลับไป ดูจากท่าทางการแต่งตัวคงเป็นปีหนึ่งเหมือนผม และก็เป็นผู้ชายที่หน้าตาดีมากคนหนึ่งเลย“งั้น เราขอนั่งกับนายได้ป่ะ นายชื่อไรอะ เราชื่อวัต นิสิตแพทย์ปีหนึ่ง”“เรา ภีม แพทย์ปีหนึ่งเหมือนกัน”“เยี่ยมเลย งั้นเราเป็นเพื่อนกันนะ เราไม่มีเพื่อนมาเรียนด้วยเลยหว่ะ ดันเสือกติดหมอคนเดียวในกลุ่ม คนอื่นแม่งหนีไปต่อนอกหมด” วัตทำหน้าเซง บ่นกับผม แล้วก็เริ่มใช้คำพูดเหมือนเราสนิทกันมาก่อนแล้ว“เออได้ ไม่ต้องพูดสุภาพก็ได้ กูก็ไม่ได้มีเพื่อนมาเรียนเหมือนกัน”“ดีเลยหว่ะ ไอ้ภีม งั้นก็ไม่เกรงใจละนะ เห็นหน้าขาวๆ กูก็คิดว่าจะลูกคุณหนู ห้ามพูดคำหยาบ 555”“-_- ตามสบายเหอะ”“เออ..ว่าแต่ตรงนี้แม่งมุมดีหว่ะ มึงนี่ก็ใช่ย่อยนะ เลือกนั่งตรงนี้ เล็งสาวได้กี่คนแล้ววะ บอกก่อนเลย เพื่อนกันต้องแบ่งกันนะเว้ย”“กูไม่ได้ตั้งใจแบบนั้น ไม่ต้องมาขอหรอก มึงเอาไปหมดเลย กูไม่สน” ผมไม่ได้คิดเรื่องคนอื่นเลยจริงๆ ผมยังลืมอัยย์ไม่ได้“อะไรวะ ปีหนึ่งมันต้องเฟรชสิวะ ทำไมวะ อกหักจากสาวม.ปลายมาเหรอ” ผมทำหันมองมัน ทำหน้าเซงใส่ ไม่อยากให้มันพูดถึง“แบบนี้มันต้องดื่มเพื่อลืมเธอเว้ย ไปป่ะ คืนนี้ไปที่ประจำกู กูเลี้ยงต้อนรับมิตรภาพหน่อย”“ขอโทษนะคะ ตึกนี้ใช่คณะแพทย์มั้ยคะ” ผมยังไม่ทันตอบตกลงไอ้วัต ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาถามทางอีกแล้ว มันมุมดีของไอ้วัตตรงไหนวะ มีแต่คนถามทาง“ใช่คร้าบ คนสวย ปีหนึ่งเหมือนกันเหรอครับ มานั่งกับพวกเราก็ได้นะ ไม่ต้องห่วงเลยอยู่กับพวกเราไม่มีใครกล้ายุ่ง” ไอ้วัตรีบตอบกลับไป แถมยังกระตือรือร้นที่จะปัดที่นั่งให้ผู้หญิงคนนั้นนั่งที่โต๊ะเดียวกับเรา“ขอบคุณค่ะ งั้นเราขอนั่งด้วยนะคะ เราไม่มีเพื่อนเลยมาเรียนที่นี่คนเดียว” นี่มันที่รวมคนฉายเดี่ยวหรือไงวะ ผมคิดในใจ“ยินดีเลยครับ ผมวัตนะครับ แล้วคนสวยชื่ออะไรเอ่ย”“เราชื่อมินท์ค่ะ แล้ว….” เธอมองมาทางผม“มันชื่อไอ้ภีม เพิ่งอกหักมา อย่าเพิ่งไปยุ่งกับมันเลย”“อ๋อค่ะ อกหักก็แสดงว่าโสดแล้วสิคะ อยากได้คนดามใจมั้ยล่ะ มินท์ ช่วยได้นะคะ”“….” ผมเอาแต่เงียบ แทบจะไม่ได้ฟังเรื่องที่ ไอ้วัต กับ มินท์ พูดคุยกัน ระหว่างที่นั่งรอเวลาที่รุ่นพี่จะเรียกรวมตัวจบวันนี้ พบรู้สึกโคตรเหนื่อย เรียนแพทย์แต่ทำไมกิจกรรมมันถึงเยอะขนาดนี้วะ ทั้งคัดเลือก ดาว-เดือนของคณะ ทั้งนักกีฬา แล้วจะเชียร์ลีดเดอร์อีก นี่มาเรียนจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย
ถึงจะอยากหนีกิจกรรมพวกนี้แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะมันจะเป็นปัญหาตอนหลังอีก สุดท้ายผมต้องรับเป็นนักกีฬาบาส เพราะไม่อยากร่วมประกวดดาว-เดือน อะไรนั่นตำแหน่งเดือนเลยตกเป็นของไอ้วัต ส่วนดาวคณะคือมินท์ กลายเป็นว่าพวกเราสามคนกลายเป็นจุดสนใจไปโดยปริยายหลังจากที่รุ่นพี่ปล่อยเฟรชชี่กลับบ้าน ไอ้วัตก็รีบมาชวนผมไปร้านประจำของมันทันที แต่วันนี้ผมเหนื่อยมาก เลยขอผลัดมันไปเป็นวันอื่นแทน สุดท้ายพวกเราก็แยกย้ายต่างคนต่างกลับหลายปีแล้วนะที่ผมไม่ได้เมาหัวราน้ำขนาดนี้ แต่ผมไม่ได้ตั้งใจหรอกนะ ตอนแรกคิดว่าจะมาผ่อนคลายนิดหน่อยเท่านั้น“เฮ้ย ไอ้ภีม อย่าเศร้าใจไปเลยวะ ผู้หญิงรอต่อคิวเข้าหามึงอยู่ตั้งเยอะ” ไอ้วัตคงเริ่มจะเมาแล้ว มันเข้ามาตบบ่าผม คงคิดว่าผมเสียใจ ที่เพิ่งรู้ความจริงว่า มินท์นอกใจผมไปคบกับรุ่นน้องคณะวิศว ได้หลายเดือนแล้ว“เศร้าห่าอะไร ก็แค่อยากผ่อนคลายเว้ย เรียนหนักมาตั้งหลายปี แล้วนี่ยังต้องมาค่ายอาสาอะไรอีกตั้งไกล อยู่บนดอยขนาดนี้”“เอ้า เมิงไม่ได้เศร้าที่ยัยมินท์นอกใจไปครบไอ้รุ่นน้องเดือนคณะวิศวนั่นเหรอวะ สวมเขาให้เพื่อนกูตั้งหลายเดือน นี่ถ้าไม่ได้มาบนดอยแบบนี้ มึงคงยังไม่รู้เรื่องอะ”“เรื่องมินท์ ชั่งเธอเถอะ กูไม่ได้เสียใจขนาดนั้น ดีเหมือนกันถ้าเธอเจอคนที่รักเธอจริงๆ”“เอ้า มึงไม่ร้ากจริงหรือไงวะ กูเห็นคบกันมาได้ตั้งหลายปี นี่กูยังคิดว่าปีหน้าเรียนจบ พวกมึงได้แจกการ์ดแล้วนะเนี่ย”“กูก็รักจริงในแบบของกู ถ้ามินท์เค้าอยู่กับกู ดีกับกู กูก็ซื่อสัตย์กับเค้าก็แค่นั้น แต่ยังไม่เคยคิดเรื่องแต่งงงแต่งงานหรอกหว่ะ”“ยังไงของมึงวะ หรือว่ามึงยังลืมผู้หญิงคนเก่าของมึงไม่ได้”“ไม่รู้หว่ะ…” ผมตอบไอ้วัตได้แค่นั
ปัจจุบัน“เฮ้ออ…เสร็จซักที” ในที่สุดฉันก็เขียนบทละครให้พ่อเสร็จแล้ว อีกไม่นานคงได้ฤกษ์เปิดกล้องแล้วล่ะ ค่อยสบายใจหน่อย“เขียนบทเรื่องใหม่เสร็จแล้วเหรอ ไหนๆ ดูหน่อยสิ” ช่วงนี้ นิต้า มาอยู่เป็นเพื่อนฉันแทบทุกวัน คงกลัวฉันจะเหงาแล้วคิดมากเรื่องอาการประหลาดบนหน้าแต่ความเป็นจริงแล้ว ฉันยุ่งหัวหมุนกับการเขียนบท จนแทบจะไม่ได้สนใจจะมองกระจกเลย ดีนะที่มีคุณหมอคอยเตือนให้ทานอาหารและอาหารเสริมทุกวันตรงเวลา ไม่งั้นฉันคงไม่ได้ลุกไปไหนเลย“โห อัยย์ เรื่องนี้เขียนดีสุดๆ แล้วได้นักแสดงหรือยังอะ ชั้นอยากทำงานแล้ว พ่อจะนัดให้คุยเรื่องฟิตติงเมื่อไหร่น้า จะให้ชั้นทำอีกมั้ยอ่า”“วันนี้พ่อน่าจะกลับเร็วนะ เดี๋ยวเราเอาบทให้พ่อดูตอนมื้อเย็น นิต้าลองถามพ่อดูสิ”“โอเค ดีเลย ชั้นได้มีเวลาเตรียมตัวก่อนเปิดกล้อง”“เฮ้ย อัยย์ เรื่องนี้มีถ่ายทำบนดอยด้วยเหรอ คิดถึงดอยที่เราเจอกันเลยอะ นี่เลือกโลเคชันไปยัง อัยย์เสนอให้พ่อไปถ่ายที่ดอยนั้นสิ เผื่อเราได้ไประลึกความหลังกันดีมะ”“แต่ถึงไปถ่ายที่นั่น เราก็ไม่ได้ไปอยู่ดีนะ” ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับอาการตอนนี้หรอกนะ แต่ก็บอกนิต้าไปตามที่มันควรจะเป็น เพราะสภาพแบบนี้ ฉันคงไปไหนไ
ฉันเข้าหอพักล่วงหน้าก่อนเปิดภาคเรียนปีหนึ่งก่อนหนึ่งเดือนได้ สัปดาห์เดียวก็จัดข้าวของทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉันคิดใช้เวลาว่างที่เหลือเขียนนิยายต่อให้จบ เพราะคิดว่าเปิดเทอมคงไม่มีเวลาแน่ๆฉันนั่งอยู่เฉยๆ ที่หน้าจอโน้ตบุ๊กมาสามวันแล้วนะ แต่สุดท้ายก็เขียนไม่ออกเลย คงต้องออกไปหาแรงบันดานใจที่อื่นแล้วล่ะ เหมือนที่นักเขียนหลายๆ คนทำกัน คือ ออกไปท่องเที่ยว ไปหาบรรยากาศใหม่ๆสุดท้ายฉันเลือกไปบนดอยที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ฉันอยากไปสัมผัสธรรมชาติ ไปเห็นวิถีชีวิตคนบนดอยดูบ้าง บางทีอาจจะได้พล๊อตนิยายเรื่องใหม่แถมมาด้วยก็ได้คนที่นี่เรียบง่ายมากๆ ฉันรู้สึกชอบนะ อยู่แล้วใจสงบดี ระหว่างที่อยู่ในหมู่บ้านบนดอย ฉันสบายใจสุดๆ เช้าได้ตื่นมาใส่บาตร นั่งกินอาหารเช้าง่ายๆ เขียนนิยายที่ร้านอาหารเช้าจนสายๆ ค่อยออกไปเดินเที่ยวริมธารบ้าง บางวันก็ไปปางช้างด้วยพอช่วงเย็นก็จะกลับมาทานข้าวร้านระแวกใกล้ที่พัก เพราะจะได้กลับสะดวก ถึงอย่างไรช่วงค่ำฉันก็ยังกลัวอันตรายอยู่ดี อยากระวังตัวเองไว้ก่อน ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น จนใกล้วันที่จะกลับหอมหาวิทยาลัย“อย่ามายุ่งกับชั้น ไปนะ ไปให้พ้น” ระหว่างทางจะเข้าที่พัก
ผมมายืนรออัยย์ที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนตามปกติ ผมต้องปรับความเข้าใจกับเธอ ‘หวังว่าเธอจะเข้าใจเรานะอัยย์’เย็นมากแล้ว ผมยืนมองหาเธอจนกระทั่งเหมือนจะไม่มีนักเรียนจากโรงเรียนฝั่งหญิงออกมาอีกแล้ว ‘ทำไมอัยย์ยังไม่ออกมานะ’ผมเลือกที่จะเดินไปดูที่ประตูทางเข้าโรงเรียน ลุงภารโรงกำลังจะปิดประตูรั้วแล้ว “ลุงครับลุง เพื่อนผมยังไม่ออกมาเลยนะครับ”“โอ้ย ไม่มีใครอยู่แล้วพ่อหนุ่ม กลับไปหมดแล้ว หนุ่มก็กลับบ้านเถอะ ไป๊”“ผมรออยู่ที่ป้ายรถ ยังไม่มีเพื่อนผมออกมาเลยครับลุง”ลุงยังคงปิดประตูรั้วโรงเรียนโดยไม่ฟังเสียงผม แม้ผมจะพยายามบอกลุงเท่าไหร่ก็ตาม ‘หรืออัยย์จะไปแล้วจริงๆ แล้วเธอไปทางไหนล่ะ’เช้าวันรุ่งขึ้น ผมมารออัยย์ที่ป้ายรถหน้าบ้านเธอเหมือนเคย จนสายแล้วก็ไม่เห็นเธอมา ตอนเย็นก็ยังยืนรอที่ป้ายรถหน้าโรงเรียนก็ไม่เจอเธอผมเฝ้ารอเธออยู่หลายวัน จนในที่สุด ก็ตัดสินใจลองถามนักเรียนหญิงที่เคยเห็นเดินกับเธอ “เราก็เห็นอัยย์มาเรียนตามปกตินะ แต่พอเวลาเลิกเรียนเธอก็รีบกลับบ้านเลย แต่เราไม่รู้ว่าเธอกลับยังไงหรอกนะ ช่วงหลังนี้เธอไม่สุงสิงกับใครเลย”เพื่อนเธอบอกอย่างนั้น แล้วผมจะทำยังไงดี นี่ก็ใกล้จะปิดเทอมเข้าไปทุก
Doctors Online ChatDoctor VP1 : “สวัสดีตอนบ่ายครับ ทานมื้อกลางวันและอาหารเสริมแล้วหรือยังครับ” ผมรีบทักหาเธอทันที ที่กลับมาถึงห้องทำงาน หลังจากรับผลตรวจ DNA และฟังคำอธิบายอย่างละเอียดจากอาจารย์ที่ห้องแล็บแล้วAiyarin : “สวัสดีตอนบ่ายค่ะคุณหมอ อัยย์ทานข้าว ทานอาหารเสริมเรียบร้อยค่า บอกแล้วไงคะ จะเชื่อฟังทำตามอย่างดีค่ะ ^^”Doctor VP1 : “ดีมากเลยครับ อาการเป็นยังไงบ้างครับ”Aiyarin : “เดี๋ยวนะคะ อัยย์ยังไม่ได้ดูกระจกเลย อัยย์รีบเขียนบทให้พ่ออยู่ค่ะ”Doctor VP1 : “ถ้าสะดวกคุณอัยย์ถ่ายรูปส่งให้ผมช่วยดูด้วยดีมั้ยครับ ผมจะเทียบกับครั้งแรกด้วยครับ”Aiyarin : “…..”ผมใจเสียไปชั่วขณะ เมื่อขอให้เธอส่งรูปให้แต่เธอตอบกลับมาแบบนั้น ผมต้องรีบส่งข้อความไปอีก กลัวเธอจะหายไปอีกDoctor VP1 : “ถ้ายังไม่สะดวกไม่เป็นไรครับ..”Aiyarin : Picture Sentหัวใจผมเต้นแรงขึ้น จนแทบจะทะลุออกมาจากกลางอก ผมดีใจมากที่เธอส่งรูปถ่ายล่าสุดมาให้ แสดงว่าเธอคงเริ่มไว้วางใจผมแล้ว ‘แต่ผมคนนี้คือ หมอเจ้าของเคสเธอ ที่ไม่ใช่เพื่อนชายคนนั้นของเธอ’ แต่ก็ยังดี ที่ผมยังได้เห็นหน้าเธออีกครั้งDoctor VP1 : “ขอบคุณครับ ^^ ดูสดใสขึ้นน
ปัจจุบัน“ยัยอัยย์ ชั้นขอโทษน้า เมื่อวานชั้นติดลูกค้าสำคัญจริงๆ แล้วเป็นไงบ้าง โอ้ย…ดูตาเธอสิ แค่เจอพนักงานส่งของก็นอนไม่หลับเลยเหรอ” นิต้ามาหาฉันที่บ้านด้วยความเป็นห่วงเรื่องเมื่อวานที่ไม่มีใครรับของแทนฉัน“อืม จริงๆ ตอนเจอก็ไม่เป็นไรนะ แต่ที่เรานอนไม่หลับ เพราะเราเอาแต่นึกถึงเสียงของพนักงานส่งของ เสียงเค้าคุ้นมากเลยนิต้า เหมือนคนนั้น”“ฮะ เสียงเหมือนใคร อย่าบอกนะว่า…”“ใช่ เสียงเหมือนผู้ชายคนนั้น เราเลยนอนคิดถึงเรื่องเมื่อก่อนทั้งคืนเลยนิต้า”“โอ๋ๆๆ ยัยอัยย์ ไม่เอาน้า มันผ่านไปแล้วนะ ไม่เอา ไม่คิดถึงมันอีก” นิต้า เข้ามากอดปลอบฉัน“เราโอเคแล้วล่ะนิต้า เรารู้ว่ามันผ่านไปแล้ว” น้ำเสียงฉันยังคงสั่นเครือเล็กน้อย แต่ฉันจะผ่านมันไปได้“ไม่เอาละ เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า ไม่พูดเรื่องพนักงานส่งของละ แต่ชั้นอยากรู้เรื่องคุณหมอมากกว่า ยังไงยะ ส่งของมาแทบจะทุกวันเลย ยังไงกันแน่”“ก็…หมอเค้าทำตามหน้าที่แหละ ถ้าเค้ารักษาคนไข้หาย ก็เป็นผลงานเค้าไง แถมเคสแปลกๆ อย่างเราด้วย”“ชั้นว่ามันต้องมีอะไรนะ ดูของพวกนี้สิ มีแต่ของแพงๆ นี่ยังไม่ต้องนึกถึงผลไม้อะไรพวกนั้นอีก” นิต้า ยังคงตั้งข้อสงสัยกับของที่ได้รับ






![เด็กแสบของคนเถื่อน (NC20+) [ซีรีส์ คนเถื่อน 3/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
