LOGINนับจากวันนั้นก็ผ่านล่วงมาเกือบๆ หนึ่งสัปดาห์แล้วเห็นจะได้ที่ศิลาภินกลับมาอยู่บ้านของตัวเอง จิตใจเขาค่อนข้างฟุ้งซ่านสับสนจึงหันหน้าเข้าหางานอย่างบ้าคลั่ง มันเป็นทางออกเดียวที่ทำให้เขาหยุดคิดเรื่องปัญหาหัวใจ เอากำลังทุกอย่างทุ่มเทให้กับงาน งาน และงาน เมื่อกลับถึงบ้านก็เหนื่อยอ่อนหลับเป็นตายไม่ต้องถ่างตาคอยแต่จะนึกถึงดวงหน้าหวานนั่น
วันนี้เป็นวันหยุด บริษัทปิดทำการและเป็นวันที่เขาต้องกลับไปเยี่ยมบุตรสาว ชายหนุ่มเดินทางแต่เช้าเพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับลูกน้อยนานๆ เขามีเวลาอยู่ที่นั่นแค่ช่วงเช้าถึงค่ำและคงไม่ได้นอนค้างคืนด้วย ถึงไม่ต้องมีใครบอกกล่าวเรื่องนี้เขาก็มีจิตสำนึกมากพอที่จะคิดเองได้ “คุณพ่อ!!! คุณยายขาคุณพ่อมาแล้ว” คุ้มขวัญกระโดดเหยงๆ อยู่หน้าประตูบ้านแล้วรีบวิ่งตามรถที่กำลังจอดเทียบซึ่งเธอจำได้แม่นว่าเป็นของใครพร้อมๆ กับตะโกนเรียกบอกจิตนารีไปด้วย
“คุณพ่อมาช้าน้องหยาทานข้าวอิ่มแล้วขี้เกียจรอ” หนูน้อยชูสองแขนอ้ากว้างรอการโอบอุ้มอย่างเคยชิน ทำหน้าเบ้ปากแบะเป็นการสื่อให้เห็นว่าเธอไม่พอใจอะไรบางอย่าง
“นี่เพิ่งจะหกโมงครึ่งเองนะครับพ่อรีบมากๆ แล้วลูก หืม...นี่ซื้อของเล่นมาให้เราเพียบเลยนะ”
“จริงเหรอคะ...เย้ๆๆ คุณพ่อใจดีน้องหยารักคุณพ่อที่สุดเลยค่ะ” แค่ได้ยินว่าตัวเองจะได้ของเล่นชิ้นใหม่มาสะสมอีกแล้วเด็กน้อยก็ดีใจจนลืมไปเลยว่าก่อนหน้ากำลังงอนอะไรอยู่ ศิลาภินหอมแก้มยุ้ยๆ ของลูกน้อยฟอดใหญ่ก่อนจะอุ้มพาเดินไปยังจิตนารีที่ถือจานข้าวอยู่ให้เดาคงไม่พ้นเป็นของเจ้าตัวแสบที่อุ้มอยู่นี่แหละ
“สวัสดีครับคุณแม่...”
“จ้ะ...ไหว้พระเถอะธีร์ ย่าหยาตื่นตั้งแต่ตีห้าแน่ะวันนี้บอกจะคอยคุณพ่อทานข้าวด้วยกัน สงสัยตื่นไปหน่อยเลยหิวเร็วทนไม่ไหวร้องขอจะกินก่อนซะงั้น...” จิตนารีกล่าวยิ้มๆ ถือแก้วน้ำส่งให้ศิลาภินป้อนแม่หนูน้อย“เก่งมากครับวันนี้ตื่นเช้าด้วย ทานข้าวก็เยอะด้วย น่ารักจริงๆ ลูกสาวของพ่อ”
“แม่จีนัสทำกับข้าวให้ค่ะ มีผัดผักทองกับไข่น้องหยาช๊อบชอบค่ะ แม่จีนัสทำอร่อยกว่าคุณยายอีกนะคะ” คุ้มขวัญดื่มน้ำเสร็จก็เล่าจ้อๆ ถึงที่มาที่ไปของกับข้าวที่เธอได้ทาน มันทำให้คนเป็นพ่อฟังด้วยหัวใจพองโตคับอกยิ่งนัก
“เอ่อ...ธีร์กินอะไรมารึยังล่ะเดี๋ยวกับข้าวก็คงเสร็จ กินซะพร้อมๆ กันเลยก็ได้”
“ครับ...” ชายหนุ่มรับคำและเดินอุ้มคุ้มขวัญตามแม่ยายเข้าบ้านไป มื้อเช้าวันนี้คงเป็นมื้อที่อร่อยอย่าบอกใครเชียว เนื่องจากแม่ครัวเป็นถึงนางในดวงใจของเขาที่เฝ้าเพ้อหาอยู่ตลอดเวลา
“คุณจีนัสนี่เก่งไปทุกอย่างเลยนะครับ ทำงานก็เก่งทำกับข้าวก็อร่อย”
ศิลาภินถึงกับหน้าหงิกพยายามเบี่ยงมองไปทางอื่นกับคำชื่นชมแม่ครัว ไม่นึกเลยว่าเช้าขนาดนี้กิตติธัชจะแหวกหมอกมารับประทานอาหารที่บ้านนี้ด้วย แสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมที่พัฒนาขึ้นของทั้งคู่
แม้ไม่ใคร่ชอบใจนักแต่ด้วยฐานะของเขาก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งทนรับรู้อย่างเจ็บหนึบ มื้อเช้าที่ตั้งความหวังเอาไว้อย่างเป็นสุขกลับต้องมาขุ่นข้องหมองใจอย่างหนักกับภาพตรงหน้า สองหนุ่มสาวดูจะไม่ได้แคร์ต่อสายตาผู้ร่วมโต๊ะอย่างเขาและผู้ใหญ่อีกสองท่านซักเท่าไหร่ ยังคงรับประทานอาหารไปคุยกันไปอย่างออกรส ซึ่งดูๆ แล้วทั้งชนชาติและจิตนารีก็เห็นงามด้วยอย่างเต็มที่จริงๆ หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จสรรพกันต์ศิตางค์ก็เข้าไปดูแปลงผักกับบิดาเหมือนเช่นเคย โดยมีกิตติธัชตามไปส่ง ปกติช่วงนี้เธอจะอยู่ช่วยทำบัญชีที่บ้านแต่เนื่องด้วย วันนี้มีศิลาภินซึ่งมาเยี่ยมคุ้มขวัญที่บ้าน เธอจึงหลีกเลี่ยงพาตัวเองมาในสวนเสียจะดีกว่า
สิ่งที่ตัวเองต้องฝืนทำทุกวันนี้ใช่ว่าหญิงสาวจะมีความสุขกับมัน หัวใจเธอเลื่อนลอยเกินกว่าจะจับมาให้อยู่กับเนื้อกับตัว ศิลาภินคอยแต่จะวนเวียนเข้ามาให้ภวังค์ความคิดไม่เคยจางหายแม้เธอจะพยายามแสร้งไม่ใส่ใจก็ตามที
“วันนี้ผมมารับไปทานข้าวเที่ยงอีกนะครับ...หรือเราจะกลับไปทำอะไรทานที่บ้านกันดี”
“อ๋อ...ค่ะ”
“ครับ...คุณจีนัสว่าไงนะครับ” กิตติธัชเอ่ยถามด้วยความงงเล็กน้อยกับคำตอบของหญิงสาว มันดูเหมือนเธอไม่ได้รับรู้เรื่องที่เขาพูดด้วยซักเท่าไหร่
“คือ...เมื่อกี้คุณกิตติธัชว่ายังไงนะคะ จีนัสไม่ทันได้ฟังกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่น่ะค่ะ” หญิงสาวตอบอ้อมแอ้มรู้สึกตำหนิตัวเองเล็กน้อยที่จิตใจดันไม่อยู่กับที่เอาเสียเลย
“คุณกิตติธัชเขาถามว่าลูกจะไปกินข้าวที่ไหนเที่ยงนี้น่ะ จะออกไปข้างนอกกันอีกหรือว่าจะกลับไปกินที่บ้าน” ชนชาติที่นั่งเบาะหลังตอบคำถามแทนสารถี เขาไม่ได้รู้สึกหวงลูกสาวกับผู้ชายคนนี้ เนื่องด้วยมีเหตุผลของตัวเอง
ประการแรกคือเองก็อายุกันต์ศิตางค์เองอายุอานามไม่ใช่น้อยแล้ว หากเป็นเด็กเพิ่งแตกเนื้อสาวพอได้ตามคุมแจ ประสบการณ์ในเรื่องรักๆ ใคร่ๆ บุตรสาวของเขาก็ผ่านมาก็ประสบพบเจอมาแล้ว
เขาเชื่อว่ากันต์ศิตางค์สามารถดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี อีกประการกิตติธัชเองก็เป็นคนดีคนหนึ่งที่รู้จักให้เกียรติผู้หญิง ไม่เคยทำอะไรนอกลู่นอกทางและทุกอย่างก็อยู่ในสายตาของเขากับจิตนารีตลอดมา “อ๋อ...ก็แล้วแต่คุณกิตติธัชสิคะ จีนัสยังไงก็ได้หรือว่าคุณพ่ออยากพาเราไปที่ไหนเป็นพิเศษไหมคะ” “โอย...ไม่หรอกไม่อยากไปเป็น ก ข ค ของใคร ฮะๆ” ชนชาติแซวไปหัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี ทำเอาหญิงสาวต้องยิ้มส่ายหน้ากับอาการของบิดา
“ไม่หรอกครับ...ไม่มีใครเป็น ก ข ค ใครทั้งนั้นไปกันหลายๆ คนสนุกดีออก ถ้าอย่างนั้นเรากลับไปทานที่บ้านกันดีกว่านะครับผมน่ะติดใจฝีมือคุณน้านารีที่สุด”
“แล้วแต่คุณกิตติธัชก็แล้วกันค่ะจีนัสกับคุณพ่อน่ะยังไงก็ได้”
“เอ...ผมชักน้อยใจแล้วสิรู้จักกันมาตั้งนานแล้วยังไม่ยอมเรียกชื่อเล่นผมเสียที”
“อุ๊ย!!...ขอโทษทีค่ะพี่พัฒ จีนัสยังไม่ชินพอดีเรียกคุณกิตติธัชเสียจนติดปาก” หญิงสาวรีบขอโทษขอโพยที่ยังไม่ยอมเรียกชื่อเล่นตามที่ชายหนุ่มเคยขอร้องหลายครั้ง และด้วยอายุที่มากกว่าเมื่อเรียกชื่อเล่นก็ต้องเรียกคำนำหน้าว่าพี่ไปด้วยเพราะความสนิทสนมที่มีมากขึ้น
“ฮะๆ ไม่เป็นไรครับผมล้อเล่นเท่านั้นเองไม่เห็นต้องขอโทษเลย”
“ว่าแต่จีนัสนะคะ พี่พัฒเองก็ยังแทนตัวเองว่าผมๆ อยู่เลยนะ”
“นั่นสิ...ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองเสียแล้วเรา เอาเป็นว่าต่อไปนี้พี่จะแทนตัวเองว่าพี่แล้วจีนัสก็เรียกพี่ว่าพี่พัฒตามที่เราเคยตกลงกันไว้ก็แล้วกันนะครับ”
“ค่ะ...” หญิงสาวยิ้มรับอย่างเป็นมิตร ในความรู้สึกของคนรอบข้างอาจมองว่าเธอกิตติธัชพัฒนาไมตรีกันถึงขั้นเป็นคู่รักไปแล้วเพราะสนิทสนมกันเหลือเกิน แต่สำหรับทั้งคู่ต่างรู้กันดีว่าฐานะตอนนี้ที่มีให้กันยังเป็นแค่เพื่อนและพี่น้องที่ดีต่อกันเท่านั้น
“อะ...แฮ่ม!!นี่พ่อก็นั่งอยู่ด้วยนะ” ชนชาติกระแอมแซวสองหนุ่มสาวอีกตามเคย รถทั้งคันเลยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่าเป็นสุข คนเป็นพ่อเองก็รู้สึกใจชื้นขึ้นไม่น้อยที่ลูกสาวกำลังกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง
งานนี้คงต้องขอบคุณกิตติธัชเป็นการใหญ่ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มสีสันในชีวิตของกันต์ศิตางค์ให้สดใสขึ้นมาทีละนิด แม้ในใจจะรู้ดีว่าลูกสาวของเขานั้นยังไม่ได้มีใจให้ชายหนุ่มถึงขั้นให้ความผูกพันทางใจต่อกัน ดูได้จากแววตาและท่าทางการแสดงออก กันต์ศิตางค์ยังคงมีความรู้สึกในมิตรภาพเป็นแค่เพื่อนเท่านั้น
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







