LOGINเกือบจะสี่ทุ่มแล้ว...หญิงสาวเปิดประตูและเยียบเท้าเข้ามายังห้องนอนของตัวเอง เธอเพิ่งกลับมาจากสวนผักพร้อมบิดาเมื่อครู่นี้ และขอปลีกตัวขึ้นห้องมาเสียเลยด้วยเหตุผลว่าเหนื่อยกับงานเหลือเกินในวันนี้
เสื้อแขนยาวตัวนอกถูกถอดโยนใส่ตะกร้าอย่างไม่ไยดีก่อนอาภรณ์ชิ้นอื่นๆ จะตามไปสมทบ เสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวถูกนำมาสวมไว้กับตัวหยาบๆ ก่อนที่เธอจะทิ้งร่างโรยแรงลงกับที่นอนหนานุ่ม
สองมือเล็กบีบนวดต้นแขนของตัวเองเบาๆ ขับไล่ความเมื่อยขบที่เกาะกินทั่วเรือนร่าง ตลอดเวลาที่ต้องทำงานเธอต้องใช้ความอดทนอย่างมากที่จะไม่ให้ตัวเองล้มฟุบเพราะความอ่อนล้า
เหตุการณ์อันน่าอัปยศไหลวนเข้ามาในหัวแล้วพานให้น้ำตาหยดใสๆ ไหลรินผ่านแก้มขาวลงบนหมอน ผู้หญิงอย่างเธอคงไม่มีค่าเหลือให้ผู้ชายคนไหนได้ชื่นชมอีกแล้ว
ศิลาภินทำลายมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่เคยละอายแก่ใจ ความหวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่ออดีตมันย้อนกลับมาทำลายเธอให้ย่อยยับอีกครั้ง และครั้งนี้มันก็เกินกว่าจะยอมรับได้
ในเมื่อคนที่เคยทิ้งไปเพื่อแต่งงานกับน้องสาวแท้ๆ ของเธอเองกลับมาใช้กำลังย่ำยี จนต้องตกเป็นของเขาอีกครั้ง ก่อนหน้าตอนที่เคยมีอะไรกันเธอกับเขาอยู่ในฐานะคนรัก แต่ตอนนี้มันกลับกลายมาเป็นพี่เมียกับน้องเขยลักลอบร่วมรักกัน ความรู้สึกอะไรมันจะปวดร้าวได้เท่าการที่ตัวเองต้องทำผิดศีลธรรม ต้องปกปิดบุพการี ต้องเก็บความเจ็บช้ำทั้งหลายไว้กับตัวเพียงคนเดียว
ในขณะที่ต้นเหตุที่สร้างตราบาปให้กับเธอไม่ได้อยู่รับรู้อะไรเลย เขากลับไปบ้านของเขา กลับไปทำงานอย่างสบายอารมณ์และคงสะใจมากที่สามารถข่มเหงน้ำใจเธอได้ในครั้งนี้
เพราะถ้าศิลาภินรักเธอจริง เขาคงไม่ทิ้งเธอ...เขาคงไม่หักหลังโดยการแอบทำบัดสีกับฉัตรชฎา คงไม่ปล่อยให้เรื่องเลยเถิดเป็นปีๆ โดยไม่คิดจะหาข้อแก้ตัวอะไรเลย
และ...การที่เขาจะกลับมาหาเธออีกครั้งก็แค่ต้องการหาใครสักคนมาแทนที่ฉัตรชฎาซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเท่านั้น ไม่ได้มีความรักความจริงใจอย่างที่ปากเขาพูดพร่ำครั้งแล้วครั้งเล่านั่นหรอก ทุกอย่างยืนยันได้จากการกระทำที่หักหาญน้ำใจกันอย่างไม่คิดถึงความรู้สึกของเธอเลยแม้แต่น้อย
วันเดินทางมาถึง ศิลาภินและลูกน้องอีกคนคือณัฐวุฒมาถึงที่หมายยังเรือนปั้นหยารีสอร์ตตามกำหนดทางด้านช่างและอุปกรณ์ต่างๆ จะตามมาสมทบทีอีกทีหลังจากมัณฑนากรหนุ่มเคลียร์พื้นที่และเตรียมแผนการทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว
เมื่อมาถึงวันแรกเจ้าของโครงการใจดีให้พวกเขาพักผ่อนได้เต็มที่จนกว่าจะมีความพร้อมในการทำงาน โชคดีที่ไม่ได้เป็นงานเร่งด่วนและเครียดจนเกินไปสำหรับคนคุมงานแค่สองคน แต่กระนั้นศิลาภินก็เตรียมความพร้อมเต็มที่
เขาไม่ยอมปล่อยเวลาให้สูญเปล่าโดยไม่เกิดประโยชน์ เวลาในการพักผ่อนของเขาคือการเดินดูรอบๆ ตัวรีสอร์ตแต่ละหลังซึ่งยังอยู่ในช่วงกำลังก่อสร้างใกล้จะเสร็จสมบูรณ์เต็มที เพื่อประเมินแบบร่างคร่าวๆ ด้วยสายตา จากนั้นก็เริ่มต้นวาดแบบที่จะตกแต่งทั้งด้านนอกที่เป็นสวนหย่อมเล็กๆ และด้านในของตัวรีสอร์ต
แบบแปลนอย่างสมบูรณ์แบบทั้งหมดถูกส่งให้ทางเจ้าของในอีกหนึ่งเดือนต่อมาซึ่งเป็นช่วงที่การก่อสร้างตัวรีสอร์ตเสร็จพอดี รายละเอียดต่างๆ ถูกเพิ่มเติมให้เป็นที่พอใจของลูกค้าเจ้าของโครงการ ตลอดเวลาศิลาภินหมกมุ่นอยู่แต่กับงานอย่างคร่ำเคร่ง แม้ภาพใบหน้าหวานๆ จะลอยวนเวียนมาคอยรบกวนหัวใจอยู่ไม่ขาดแต่เขาก็พยายามโหมงานอย่างหนักขึ้นเพื่อบีบเวลาว่างของตัวเองให้เหลือน้อยลงที่สุด
ความหวังที่จะได้ครองคู่กับหญิงสาวอันเป็นที่รักสำหรับเขามันเป็นศูนย์ หนทางจะให้เดินไปไขว่คว้าเธอมาเคียงข้างถูกปิดตายไปหมดแล้ว แม้รู้ว่าเป็นตัวเขาเองที่ทำผิดมาตลอด เขาเองที่เลือกให้เธอจงเกลียดจงชัง
แต่การทำให้กันต์ศิตางค์หลุดพ้นไปจากวงโคจรหัวใจมันก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน เธอเป็นที่รักของเขา เป็นผู้หญิงคนเดียวที่หัวใจเฝ้าเพรียกหา เขารู้ว่าไม่มีสิทธิ์ไปกำหนดชีวิตไม่ให้เธอคบหาใครต่อใครในเมื่อต่างก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันอีกแล้ว ทั้งเขาและเธอต่างคงฐานะไว้ได้แค่พี่เมียกับน้องเขยเท่านั้น
ซึ่ง...เขาไม่ต้องการ
แต่นับจากนี้ไปที่สามารถทำได้ก็มีแค่ พยายามรักเธอให้น้อยลงคิดถึงให้น้อยลง และอยู่ห่างๆ คอยมองเธออยู่ในระยะไกลๆ เท่านั้น พยายามตัดใจเสียเถิดศิลาภินทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพราะตัวเองนั่นแหละที่เลือกให้มันเป็นเช่นนี้ เมื่อทุกอย่างมันไม่มีทางออก ไม่มีวันกลับไปแก้ไขอะไรได้ก็คงต้องทำใจเท่านั้น
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







