LOGINหญิงสาวหายใจอย่างโล่งอกเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ เมื่อผลการตรวจที่ออกมาทำให้รู้ว่าทั้งหมดเป็นแค่เรื่องที่เธอคิดมากไปเองทั้งนั้น และสาเหตุที่ประจำเดือนคลาดเคลื่อนไปก็เพราะความเครียดนี่แหละ
สรุปก็คือเธอไม่ได้ตั้งครรภ์แต่อย่างใดเลย หมอจึงจัดยาบำรุงและยาคลายเครียดมาให้รับประทานเพื่อร่างกายจะได้ไม่ผิดปกติไปกว่านี้ มือเล็กผลักประตูกระจกแล้วมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง
ถึงแม้จะไม่ได้มีอะไรมากมายอย่างที่คิดแต่การเข้ามาอยู่ในสถานที่เฉพาะของคนท้องเป็นส่วนใหญ่แบบนี้เกิดคนรู้จักมาเห็นเข้ามีหวังเอาไปนินทากันทั้งซอยแน่ๆ ชาวบ้านแถวบ้านเธอยิ่งปากเป็นโทรโข่งวัดอยู่เสียด้วย กันต์ศิตางค์เหลือบมองยาในมือก่อนจะถอนหายใจหนักๆ อีกครั้ง
สบายใจขึ้น ดีขึ้นจริงๆ ที่ความจริงออกมาเป็นเช่นนี้เพราะเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าผลออกมาอีกรูปแบบหนึ่งจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรดี จะเลือกหนทางไหนก้าวเดิน
จากนี้ไปเธอคงต้องระวังตัวไม่ให้อยู่ในที่ลับตาคนสองต่อสองกับศิลาภินอีกเป็นเด็ดขาด ที่ผ่านมาสอนให้เธอรู้ว่าสถานที่และเวลาไม่ใช่อุปสรรคของคนมักมากเห็นแก่ตัวเช่นเขาเลย เท้าน้อยๆ รีบเร่งเดินอ้อมไปทางหลังของคลินิกซึ่งเป็นโรงจอดรถและเจอก็จอดรถของตัวเองไว้ที่นั่น แต่แล้วมือข้างหนึ่งกลับถูกกระชากอย่างแรงจนตัวเธอสะบัดหันหลังกลับด้วยความตกใจสุดขีด
“ว้าย!! คุณ!!...”
“ใช่...ฉันเอง เธอมาทำอะไรที่คลินิกนี่จีนัส” ศิลาภินซึ่งนำรถไปจอดตรงริมฟุตปาธและรีบจ้ำเท้าตามสาวเจ้าก่อนจะหยุดเธอเอาไว้
“มันเรื่องของฉัน...ปล่อยนะฉันจะกลับบ้าน”
“จีนัส...เธอท้องเหรอ?” ชายหนุ่มถามอย่างตื่นเต้นสีหน้าและแววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวัง การที่ผู้หญิงจะมาสถานที่แบบนี้อาจมีได้หลายกรณี แต่สำหรับเขาเมื่อความคิดสาวไปถึงครั้งล่าสุดที่มีอะไรกันมันจะเป็นอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากหญิงสาวตรงหน้าจะมาตรวจครรภ์
“บ้า!! ฉัน...ฉันไม่ได้ท้องฉันไม่สบาย”
“ไม่ได้ท้องแล้วมาหาหมอสูติทำไม ทำไมไม่ไปหาหมอโรคทั่วไป”
“ก็ฉัน...ฉันเป็นโรคของผู้หญิงต้องมาที่นี่สิ” หญิงสาวละล่ำละลักตอบโดยไม่คิดจะบอกความจริง เนื่องจากไม่อยากให้เขามารับรู้เรื่องอะไรของเธอทั้งสิ้น
“เป็นอะไร...โรคอะไรบอกพี่มาสิ”
“เอ๊ะ...นี่คุณ ทำไมฉันต้องมาสาธยายให้คุณฟังด้วย มันไม่ใช่เรื่องจำเป็น ปล่อยฉันได้แล้ว”
“ไม่ปล่อย...แล้วนี่ยาอะไรเอามาดูซิ...”
“ไม่!! ของฉันอย่ามายุ่งนะไอ้คนบ้า!!” หญิงสาวพยายามซ่อนถุงยาในมือไว้ข้างหลังในขณะมืออีกข้างยังถูกพันธนาการไว้ เธอพยายามดึงตัวออกให้เป็นอิสระแต่ถูกเขากระชากเข้าไปในมุมอับของตึกและแย่งยื้อจนสามารถเอาของที่เขาอยากได้ไป
“นี่คุณ!! เอาคืนมานะแล้วปล่อยฉันไปซะที” ศิลาภินไม่ได้ยี่หระกับอาการกระวนกระวายของหญิงสาวตรงหน้าเขาคว้าถุงยามาได้ก็ค้นดูซองด้านในทันที
“วิตามิน ยาบำรุง ยาคลายเครียด...”
“ใช่!! มันก็แต่ยาบำรุงธรรมดาคืนมาสิ ฉันจะกลับแล้ว”
“จีนัส...เรากำลังจะมีลูกกันใช่ไหม เธอท้องลูกของเราอยู่ใช่ไหม” แทนที่คำพูดของหญิงสาวจะซึมซับเข้าสมอง ชายหนุ่มกลับไม่รับฟังจับมือเธอสองข้างมากุมแสดงอาการตื่นเต้นดีใจจนกันต์ศิตางค์งงงัน นี่เขาเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว
“บ้าเหรอ...ฉันไม่ได้ท้องบอกว่าไม่ได้ท้องไงแค่ร่างกายก่อนแอเฉยๆ”
“ไม่ท้องแล้วทำไมหมอให้ยาบำรุงล่ะ อย่าโกหกพี่อีกเลยพี่ยินดีรับผิดชอบนะพี่ดีใจมากๆ เลยรู้ไหม”
“นี่คุณ! ฉันบอกว่าไม่ได้ท้องๆ เข้าใจไหมแค่เครียดแล้วป่วย เข้าใจไหมเลิกบ้าซะทีเถอะ ปล่อยฉันได้แล้วฉันจะกลับบ้าน” กันต์ศิตางค์ยังพยายามอธิบายความจริงให้ชายหนุ่มรู้แต่ดูเหมือนเขาจะไม่รับฟังอะไรเลยเอาแต่ดีอกดีใจเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง
“เรา...ไปพบคุณพ่อคุณแม่กันนะ ไปบอกความจริงกับท่านพี่ยอมรับผิดทุกอย่างท่านจะลงโทษยังไงพี่ก็ยอมขอแค่ให้เราได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา...นะจีนัสนะ” สองมือที่กอบกุมเธอเขย่าเบาๆ เขายิ้มอย่างมีความสุขกับข่าวกำลังคิดและเอามาปะติดปะต่อกันเอง
“โธ่เอ๊ย! คุณจะบ้ารึไงบอกว่าไม่ได้ท้อง!! ปล่อยนี่แน่ะ!!” หญิงสาวถือโอกาสจังหวะที่กำลังเผลอดึงถุงยามาไว้กับตัวแล้วผลักชายหนุ่มเต็มแรงก่อนจะรีบวิ่งออกจากซอกนั่น
“จีนัสๆ...รอพี่ด้วย...จีนัส!!” ศิลาภินตั้งตัวได้ก็รีบวิ่งตามด้วยความเป็นห่วง เขากลัวเธอล้มแล้วเป็นอันตรายถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ เขาคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลย
“คุณๆ คุณครับหยุดก่อน...” ชายคนหนึ่งจากอีกฝั่งถนนตะโกนเรียกเสียงดังจนศิลาภินหยุดชะงักมอง และปรากฏว่าคนที่ถูกเรียกเป็นเขานั่นเอง เพราะชายคนนั้นชี้เด่มาทางเขาและวิ่งมาหาอย่างรีบร้อน
“...”
“คุณอย่าเพิ่งไป...คุณจอดรถขวางทางเข้าออกร้านผมอยู่เมื่อกี้ตอนที่จอดผมบอกไม่ทันหันดูอีกทีก็ไม่เห็นคุณซะแล้ว ช่วยเลื่อนรถให้ด้วยนะครับ” ชายคนนั้นกระหืดกระหอบบอกเขา
ชายหนุ่มหันไปมองรถของตัวเองที่จอดก็รู้ทันทีว่าเป็นความจริงเพราะตรงที่เขาจอดเป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ ด้วยความรีบร้อนจะมาหาหญิงสาวเมื่อครู่เขาจึงไม่ได้ดูอะไรเลยพอได้ที่ว่างไม่มีเครื่องหมายจราจรห้ามจอดก็แทรกตัวรถจอดเลย
“เอ่อ...ขอโทษครับผมจะรีบไปถอยให้เดี๋ยวนี้เลย”
“ครับๆ...”
ศิลาภินกวาดตามองหญิงคนรักอย่างคิดหนักก่อนจะรีบข้ามถนนไปเลื่อนรถให้เจ้าของร้าน แถมถนนนี้ก็ไม่สามารถเลี้ยวหัวกลับได้อีกด้วยเนื่องจากไม่มีที่พอสำหรับให้เขาทำอย่างนั้น
ชายหนุ่มกำมือทุบพวงมาลัยอย่างแค้นใจ ถ้ากันต์ศิตางค์ขับรถออกจากลานจอดเธอจะต้องเลี้ยวหัวลงอีกทางหนึ่งซึ่งถ้าเขาจะตามไปก็ต้องขับอ้อมกันพักใหญ่ แล้วจะทันเหรอเนี่ย
“บ้า...ไอ้คนบ้าเมื่อไหร่จะหยุดตามหลอกหลอนฉันซะที...” หญิงสาวที่หนีรอดมาได้และพาตัวเองขึ้นรถขับออกจากที่นั่น นั่งพรรณนากับตัวเองอย่างคิดไม่ตก ทำไมเธอจะต้องมาเจอเขาในสถานการณ์แบบนี้ด้วยนะก็ไหนว่าอยู่ต่างจังหวัดอีกเป็นเดือนกว่าจะกลับ แล้วทำไมจู่ๆ เขาถึงโพล่มาได้ล่ะ
นั่นไม่ได้น่าสนใจเท่ากับสิ่งที่เขากำลังเข้าใจผิด ดูจากสีหน้าท่าทางศิลาภินปักใจเชื่อว่าเธอท้องกับเขาจริงๆ แล้วไม่รู้เขาจะทำยังไงต่อไป ใจคนยากแท้หยั่งถึงขนาดปลุกปล้ำเธอที่กระท่อมโกโรโกโสเขายังทำมาแล้ว ที่เธอกำลังกลัวก็เรื่องที่เขาจะเข้าถึงบิดามารดาและเล่าเรื่องที่เกิดในวันนั้นให้ท่านทั้งสองฟัง
รับรองคราวนี้มันจะกลายเป็นบานปลายไปกันใหญ่แน่ๆ ถึงเธอจะไม่ได้มีท้องจริงๆ แต่ถ้าเรื่องบัดสีแบบนี้ถูกบุพการีรู้เข้าเธอเองก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนถึงแม้จะไม่ใช่ความผิดของตัวเองก็เถอะ แต่นั่นมันก็คือตราบาปที่ติดตัวไม่มีวันลืมไปได้เลย น้ำตาหยดใสๆ ไหลเป็นทางด้วยความคับแค้นใจ ชีวิตเธอจะต้องมีผู้ชายเห็นแก่ตัวอย่างศิลาภินมาคอยตามจองล้างจองผลาญไปถึงไหนกันนะ หรือเขาจะไม่มีวันปล่อยให้เธอสงบสุขได้เลยจริงๆ
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







