LOGINเช้าวันถัดมา บรรยากาศภายในตำหนักฝูซินที่ควรจะสงบเงียบกลับตึงเครียดขึ้นมาทันที เมื่อเสียงขานชื่อดังลั่นมาจากหน้าประตูตำหนัก
“พระสนมเอกเฉินเสด็จ!” เสี่ยวถาวหน้าซีดเผือด วิ่งลนลานเข้ามาในห้องนอน “พระสนมเพคะ! พระสนมเอกเฉินเสด็จมาเพคะ ทรงทำอย่างไรดีเพคะ!” หลินหลานที่กำลังนั่งบิดเกียจเก้านอนอยู่บนเก้าอี้หวายขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมา “จะตระหนกตกใจไปทำไม คนมาก็แค่หาชาหาขนมรับรองตามมารยาทก็พอแล้ว” ยังไม่ทันที่หลินหลานจะลุกขึ้นยืน สตรีในชุดผ้าไหมปักดิ้นทองหรูหราพร้อมด้วยขบวนรับใช้ข้างกายก็ก้าวเข้ามาในห้อง สายตาของสนมเอกเฉินจับจ้องมาที่หลินหลานตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยาม “หลินซินเอ๋อร์... โดนกักบริเวณอยู่แท้ๆ แต่นางกลับอยู่อย่างสุขสบายดีเสียจริงนะ” สนมเอกเฉินเอ่ยเสียงเรียบ พลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นแตะจมูกเบาๆ ราวกับรังเกียจอากาศในตำหนักแห่งนี้ “คารวะพระสนมเอก” หลินหลานย่อตัวลงทำความเคารพตามธรรมเนียมโบราณที่เคยเห็นในซีรีส์อย่างลวกๆ “ไม่ทราบว่าพระสนมเอกมีธุระอันใดถึงเสด็จมาถึงตำหนักที่ถูกสั่งกักบริเวณเช่นนี้หรือเพคะ?” สนมเอกเฉินแค่นยิ้มเย็น “ข้าเพียงแต่อดสงสารเจ้าไม่ได้ โดนฝ่าบาทเมินเฉยไม่พอ ยังต้องมาตกระกำลำบากถูกกักบริเวณอีก แต่ก็นะ... มารยาเรียกร้องความสนใจตื้นๆ ของเจ้า มันใช้ไม่ได้ผลกับฝ่าบาทหรอก” หลินหลานฟังแล้วอยากจะกลอกตาเป็นรูปวงกลม ‘โอ้ย... แม่คุณ ย้ำจังเลยเรื่องเรียกร้องความสนใจเนี่ย ข้าบอกแปดแสนรอบแล้วว่าอยากกลับบ้าน!’ “พระสนมเอกเข้าใจผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันไม่ได้เรียกร้องความสนใจสิ่งใดทั้งนั้น” หลินหลานตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “และหากพระสนมเอกกลัวว่าหม่อมฉันจะไปแย่งความรักจากฝ่าบาทละก็... สบายใจได้เลยเพคะ หม่อมฉันยกยกให้หมดเลย ไม่คิดจะแข่งกับใครทั้งนั้น” สนมเอกเฉินตบโต๊ะดัง ปัง! ด้วยความโมโห “กล้าดีอย่างไรมาพูดจาลบกู่ข้า! ยิ่งเจ้าทำเป็นไม่สนใจ ยิ่งแสดงว่าเจ้ากำลังใช้แผนสูงเพื่อดึงดูดฝ่าบาทสิไม่ว่า!” “เอาที่สบายใจเลยเพคะ...” หลินหลานยักไหล่ “เด็กๆ! สนมคนที่ห้าไร้กิริยามารยาท ต่อหน้าข้ายังกล้าทำตัวสามหาว นำตัวนางไปลงโทษตบปากสิบที!” สนมเอกเฉินสั่งเสียงแข็ง เสี่ยวถาวรีบเข้ามากอดขาลงโขกศีรษะขอร้อง “พระสนมเอกโปรดเมตตาด้วยเพคะ! พระสนมของหม่อมฉันเพิ่งฟื้นคืนสติ...” “หยุดนะเสี่ยวถาว” หลินหลานร้องห้าม พลางจ้องมองข้ารับใช้ของสนมเอกเฉินที่กำลังเดินเข้ามาหา ความคิดหนึ่งพุ่งวาบขึ้นมาในหัวของหลินหลาน... ‘ตบปากเหรอ? มันต้องเจ็บมากแน่ๆ! ไม่ได้การ ความเจ็บคือสิ่งที่ฉันกลัวที่สุด!’ “ช้าก่อนเพคะพระสนมเอก!” หลินหลานยกมือขึ้นห้าม “หากพระสนมเอกจะสั่งลงโทษหม่อมฉัน หม่อมฉันก็ไม่ขัด... แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะเพคะ ว่าตอนนี้หม่อมฉันอยู่ระหว่างโทษกักบริเวณของ 'ฝ่าบาท' หากทรงลงโทษหม่อมฉันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่าบาทเสียก่อน... เท่ากับทรงทำเกินหน้าที่ของฝ่าบาทหรือไม่เพคะ?” คำพูดนั้นทำให้สนมเอกเฉินชะงักกึก ชายตาจ้องมองหลินหลานด้วยความประหลาดใจ สนมคนที่ห้าที่เคยยินยอมให้ทุกคนข่มเหง บัดนี้กลับย้อนคำได้อย่างฉลาดและใช้พระนามของฮ่องเต้มาเป็นเกราะป้องกันตัวได้อย่างแยบคาย! “เจ้า... กล้าเอาฝ่าบาทมาอ้างงั้นหรือ?” สนมเอกเฉินกัดฟันแน่น “หม่อมฉันไม่ได้อ้างเพคะ แค่พูดตามความจริง” หลินหลานยิ้มหวาน “หากพระสนมเอกอยากตบหม่อมฉันจริงๆ รบกวนไปขออนุญาตฝ่าบาทก่อนนะเพคะ หม่อมฉันยินดีโดนตบเสมอ... แต่ตอนนี้ หม่อมฉันง่วงมาก ขอตัวไปนอนนะเพคะ” หลินหลานไม่รอให้สนมเอกเฉินได้ตอบกลับ นางหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องนอนและปิดประตูใส่หน้าทันที! ปล่อยให้สนมเอกเฉินยืนย่ำเท้าด้วยความแค้นเคืองอยู่หน้าห้อง “ดี... ดีมาก! หลินซินเอ๋อร์! แล้วข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า การกล้ากับข้าในวังหลังแห่งนี้... มันมีราคาที่ต้องจ่ายสูงแค่ไหน!”แสงจันทร์ยามค่ำคืนไหลรินดุจแพรเงิน สาดส่องลอดผ่านม่านไหมสีครามอ่อนที่พริ้วไหวตามแรงลม ทอดตัวลงต้องกับตราประทับหยกขาวลายมังกรคู่ที่กำลังนอนนิ่งอยู่ในอุ้งมือของหลินหลานหยกนั้นขาวบริสุทธิ์ไร้มลทิน เนื้อนวลเนียนละเอียดราวกับน้ำค้างแข็งยามต้องแสงจันทร์ ลวดลายมังกรคู่ที่สลักอย่างประณีตพันเกี่ยวกันอย่างสง่างาม ดวงตามังกรทำจากทับทิมสีโลหิต ส่องประกายลึกล้ำ แต่ถึงสัมผัสจะเย็นและเนียนเพียงใด น้ำหนักของมันในมือของนางกลับหนักอึ้งอย่างประหลาด หนักดั่งอำนาจที่สามารถชี้ชะตาคนทั้งวังหลัง หนักดั่งดาบสองคมที่พร้อมจะหันกลับมาทิ่มแทงเจ้าของได้ทุกเมื่อหลินหลานนั่งอยู่บนตั่งนุ่มริมหน้าต่างตำหนักเฟิ่งหวง นิ้วเรียวเล็กหมุนตราประทับไปมาอย่างกระวนกระวาย หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะนางช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษที่ยืนประทับอยู่ข้างกายฮ่องเต้เซียวจิ้นรัชทายาทมังกรหนุ่มในฉลองพระองค์สีดำขลิบทอง ยืนเอามือไพล่หลัง แสงจันทร์จับขอบสันกรามคมสันของเขาให้ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นทอดมองนาง ไม่ได้มองด้วยสายตาที่มองสนมคนหนึ่ง แต่เป็นสายตาที่มองคนที่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะให้ยืนเคียงข้างอย่างเด็ดเดี่ยว
แสงแดดยามเช้าสีทองนวลทอแสงกราบลงบนหลังคากระเบื้องทองคำเปลวระยิบระยับของพระราชวังหลวง ทว่าบรรยากาศภายในท้องพระโรงกลับตึงเครียดจนอากาศแทบหยุดหมุน เมื่อขันทีผู้เฒ่าผู้แก่กราบบังคมทูลอ่านพระราชโองการฉบับประวัติศาสตร์ต่อหน้าเหล่าขุนนางและเสนาบดีนับร้อยที่ยืนเกร็งกันทั่วลาน “…มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ฮองเฮา แม่แห่งแผ่นดิน ควบคุมดูแลกิจการวังหลังและช่วยงานพระอักษร สืบไป!” สิ้นเสียงอ่านอันแผ่วเบาแต่หนักแน่น เสียงฮือฮาและกระแสความขัดแย้งก็ดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่วท้องพระโรง! เสียงกระซิบกระซาบปะทุกันเป็นคลื่น ทุกสายตาจับจ้องไปที่บัลลังก์มังกรด้วยความไม่เชื่อ “ฝ่าบาท! ทรงโปรดตรึกตรองอีกครั้งด้วยพะยะค่ะ!” มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้เป็นบิดาของสนมเอกเฉิน ก้าวออกมาหมอบราบกับพื้นหินอ่อน ใบหน้าสั่นระริกด้วยความแค้นเคืองที่กลั้นไว้ไม่อยู่ “นางเป็นเพียงสตรีตระกูลเล็ก ไร้อำนาจ ไร้ชาติกำเนิดสูงส่ง และไร้ผลงานเด่นเป็นที่ประจักษ์ เหตุใดจึงข้ามหน้าข้ามตาพระสนมเอกและพระสนมท่านอื่นขึ้นสู่ตำแหน่งอันสูงส่งและสำคัญยิ่งนี้ได้พะยะค่ะ!”
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องพระอักษรทันทีที่สิ้นเสียงคำเอ่ยของหลินหลาน ความเงียบที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก ขันทีหลิวที่ยืนถวายการรับใช้อยู่ที่มุมห้องถึงกับเข่าอ่อนแรงจนแทบจะล้มพับลงกับพื้นไม้ขัดมัน นัยน์ตาแทบเบิกค้างด้วยความตื่นตระหนกจนไม่อาจปิดลงได้ ‘สตรีผู้นี้… กล้าเอ่ยปากขอตำแหน่งฮองเฮาต่อพระพักตร์ฝ่าบาทตรงๆ เชียวหรือ! นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ใครก็พูดได้…’ ฮ่องเต้จ้องมองใบหน้าหวานที่ชูเชิดขึ้นอย่างท้าทาย นัยน์ตาคมกริบของพระองค์วูบวาบไปด้วยความตกตะลึงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความขบขันผสมความพึงพอใจอย่างที่สุด เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วห้องพระอักษรอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นเสียงหัวเราะที่ปนไปด้วยความประหลาดใจและความชื่นชมที่หาได้ยากยิ่ง “ฮะฮะฮะ… ฮองเฮางั้นหรือ?” ฮ่องเต้ยันพระกายลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ก้าวข้ามโต๊ะทรงงานเข้ามาหานางทีละนิด ทุกก้าวหนักแน่นราวกับจังหวะหัวใจที่เต้นแรง “หลินซินเอ๋อร์… เจ้าช่างเป็นสตรีที่ไร้ความเดียงสา หรือว่ากล้าบ้าบิ่นกันแน่? รู้หรือไม่ว่าตำแหน่งฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สตรีคนใดจะเ
ข่าวการเสด็จกลับวังหลวงของฮ่องเต้พร้อมด้วยสนมคนที่ห้า สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งราชสำนัก ไม่ใช่เพียงเพราะทั้งสองรอดพ้นจากการจู่โจมของกลุ่มมือสังหารอย่างหวุดหวิด แต่เป็นเพราะพระราชโองการฉบับหนึ่งที่ถูกประกาศออกมาอย่างกะทันหันในรุ่งเช้าวันถัดมา ‘ยกเลิกการกักบริเวณสนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ และแต่งตั้งให้นางเป็นผู้ช่วยกำกับงานตำหนักพระอักษรอย่างเป็นทางการ!’ ข่าวนี้ทำเอาตำหนักเหมยฮวาของสนมเอกเฉินร้อนรุ่มดั่งไฟเผา ผลึกหยกและเครื่องกระจกแพงถูกปาทิ้งจนแตกกระจายเกลื่อนพื้น หยดน้ำตาของความโกรธเกรี้ยวคลอเบ้าตา แต่กลับถูกกลั้นไว้อย่างแน่นหนา “เป็นไปได้อย่างไร!” สนมเอกเฉินตวาดลั่น ใบหน้าสวยงามบิดเบี้ยวด้วยความอิจฉาริษยาที่ปกปิดไม่มิด “นางนั่นแอบหนีออกไปกลางดึก แถมยังมีข่าวลือว่าไปยืนทำท่าจะกระโดดเหวไร้สาระนั่น! เหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ลงโทษนาง แต่กลับประทานตำแหน่งและให้เข้าใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม!” “พระสนมเอกโปรดระงับพระทัยก่อนเพคะ” นางกำนัลคนสนิทรีบคลานเข้าไปหมอบราบ เสียงต่ำพร่าด้วยความหวาดกลัว “บัดนี้สนมห้ามีฝ่าบาทคอยปกป้องอย่างชัดเจน หากเราลงมือส่งเดชในเวลานี
ลมราตรีพัดกระหน่ำซัดเซพเนจรจนสายหมอกหนาทึบหมุนคว้างปกคลุมขอบเหวเซียนหลิงจนแทบมองไม่เห็นพื้นดินเบื้องล่าง ประกายแสงสีเงินดวงสุดท้ายของฝนดาวตกกะทัดแสงลงท้องฟ้าอันมืดมิดก่อนจะดับวูบหายไปอย่างเงียบเชียบ… สัญญาณแห่งการข้ามมิติที่นางรอคอยมานานก็เลือนจางหายไปพร้อมกัน โอกาสสุดท้ายที่จะหวนกลับสู่บ้านเกิดในยุคปัจจุบันสลายลงราวกับควันไฟ มือเย็นเฉียบของหลินหลานกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อฝ่ามือจนเจ็บปวด หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มันจบลงแล้ว… ความหวังที่จะกลับไปยังที่ที่ปลอดภัย คุ้นเคย และเป็นบ้านของนางตลอดชีวิต ดับสูญลงไปพร้อมกับแสงดาวดวงสุดท้ายนั้นแล้ว “ฝ่าบาท…” หลินหลานเอ่ยเสียงแผ่วราวกับเสียงลมที่พัดผ่านหน้าผา ร่างบางสั่นสะท้านไปทั้งตัว ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่ ความกลัวความเจ็บบวกกับความผิดหวังอันรุนแรงที่กัดกินใจทำให้น้ำตาซึมไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย นางไม่ได้ต้องการตาย… นางแค่กลัว กลัวที่จะต้องอยู่ในโลกที่ไม่ใช่ของตน กลัวความไม่แน่นอน กลัวความเหงาที่จะกัดกินใจไปตลอดชีวิต “เข้ามานี่… หลินซินเอ๋อร์” ฮ่องเต้ ตรัสด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านยิ่งกว่าลมยามราตร
บานประตูกระดานไม้ค่อย ๆ ถูกผลักออกทีละน้อยโดยไร้เสียง หลินหลานย่องออกจากห้องพักอย่างระมัดระวังที่สุด ลมราตรีอันเย็นเยือกของป่าเชิงเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจนนางต้องยกมือขึ้นกอดอก อาศัยความมืดและเงาของต้นไม้ใหญ่ในการหลบเลี่ยงสายตาของเหล่าทหารองครักษ์ที่กำลังเวรยามอยู่รอบเรือนพัก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มือและเท้าสั่นระริกไม่ใช่เพราะหนาวเพียงอย่างเดียว แต่เพราะรู้ดีว่าหากถูกพบ ทุกอย่างจะจบลงทันที เป้าหมายเดี่ยวของนางในตอนนี้คือเส้นทางขึ้นสู่ ‘ยอดเขาเซียนหลิง’ ‘เอาวะ… ตกเหวมันน่ากลัวก็จริง แต่ถ้าละอองแสงจากฝนดาวตกนี่คือประตูมิติเปิดจริง ๆ การเสี่ยงครั้งนี้ก็คุ้ม!’ หลินหลานปลุกปลอบใจตัวเองพลางเร่งก้าวเท้าฝ่าความมืดและสายหมอกที่เริ่มหนาขึ้นเรื่อย ๆ เส้นทางคดเคี้ยวคดงอ มือบางจับกิ่งไม้เพื่อพยุงตัวทุกครั้งที่ลื่นไถล เส้นทางขึ้นเขาทั้งชันและเต็มไปด้วยก้อนหินขรุขระ ร่างกายอันบอบบางของสนมคนที่ห้าเริ่มเหนื่อยหอบ เท้าทั้งสองข้างสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดจากเศษหินที่บาดผ่านรองเท้าผ้าไหมจนเลือดซึม แต่นางก็กัดฟันก้าวต่อไป ไม่ยอมหันกลับ จนกระทั่งในที่สุด… นางก็มาหยุดอยู่ต







