LOGINหลินหลานขยับเข้าไปใกล้ฮ๋องเต้โดยไม่ทันคิด มือเล็กสั่นนิด ๆ ขณะกดผ้าสะอาดลงบนบาดแผลที่ไหล่ของเขา เลือดสีแดงสดซึมออกมาทำให้ผ้าขาวเป็นคราบน่ากลัว นางกลืนน้ำลายลงคอเบา ๆ น้ำตาคลอเบ้าเพียงนิดเมื่อนึกถึงภาพกระบี่ที่พุ่งเข้ามาประชิดใบหน้าของตนเมื่อครู่ หากไม่ใช่เขา… นางคงไม่ได้ยืนหายใจอยู่ตรงนี้
“เจ็บไหมเพคะ?” ฮ๋องเต้ก้มมองใบหน้าซีดเผือดของนาง ดวงตาคมกริบที่ปกติเย็นชาเป็นนิจ บัดนี้กลับอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับน้ำแข็งแกร่งที่ละลายลงกลายเป็นน้ำใส ก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยท่าทางเฉยชา “เจ้าคิดว่าข้าจะเจ็บเพราะแผลแค่นี้หรือ?” “ก็เลือดออกขนาดนี้ จะไม่เจ็บได้ยังไง!” หลินหลานเงยหน้าขึ้นเถียงทันที น้ำเสียงดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะนึกได้ว่าคนตรงหน้าคือฮ่องเต้ผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน ผู้ที่ทั่วทั้งแผ่นดินต้องนอบน้อม นางจึงรีบลดเสียงลง รวบรวมสติกลับคืน “หม่อมฉันหมายถึง… ถึงจะเป็นแผลเล็กน้อย แต่ก็ควรทำแผลอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการติดเชื้อนะเพคะ” มุมปากของฮ๋องเต้ยกขึ้นบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่เคยปรากฏให้ใครเห็นมาก่อน แม้แต่เหล่าพระสนมเอกก็ไม่เคยได้ชม “เจ้ากำลังเป็นห่วงข้า?” “เปล่าเพคะ!” คำตอบออกมาเร็วเสียจนคนฟังหลุดหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำก้องกังวานเบา ๆ ในห้องโดยสารรถม้าที่แสนเงียบสงบ หลินหลานเม้มปากแน่น พลางก้มหน้าก้มตาพันผ้ารอบต้นแขนให้เขาอย่างระมัดระวัง รัดแน่นพอดีไม่หลวมไม่แน่นจนเกินไป หลีกเลี่ยงสายตาที่ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ “หม่อมฉันแค่ไม่อยากเห็นใครตายต่อหน้าต่อตาเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” “เช่นนั้นหรือ?” “เพคะ” “แต่เมื่อครู่เจ้ากลัวจนตัวสั่น” “นั่นมัน…” หลินหลานชะงัก มือที่กำลังรัดผ้าชะงักค้างกลางอากาศ เลือดในกายเหมือนหยุดไหลเป็นชั่วครู่ ภาพที่ตัวเองกำเสื้อของเขาแน่นราวกับเด็กกลัวฟ้าร้องผุดขึ้นมาในหัวทันที ร่างกายของนางสั่นระริกเพียงนิดเมื่อนึกถึงความใกล้ชิดในขณะนั้น อกของนางแนบชิดกับแผงอกกว้างของเขา สัมผัสอุ่นจากร่างกายเขายังคงติดอยู่เต็มอารมณ์ ใบหน้าของนางร้อนวูบจนแทบซ่อนไม่มิด “หม่อมฉันกลัวกระบี่ต่างหาก!” “อ้อ…” ฮ๋องเต้ลากเสียงยาวอย่างจงใจ สายตาคมกริบจ้องมองใบหน้าสีชมพูระเรื่อของนางอย่างขบขัน “เช่นนั้นเหตุใดจึงกอดข้าแน่นกว่าเดิมตอนกระบี่พุ่งเข้ามา?” “ฝ่าบาท!” หลินหลานเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างเขินอายและหงุดหงิดในเวลาเดียวกัน มือเล็กทุบอกแกร่งเบา ๆ อย่างขัดเคืองที่ถูกจับได้ ชายหนุ่มกลับมองนางนิ่ง ๆ ดวงตาคมที่เคยเย็นชาและดุดันในยามเผชิญหน้ากับศัตรู บัดนี้กลับมีรอยยิ้มบางซ่อนอยู่ราวกับแสงจันทร์แย้มท่ามกลางคืนมืดที่สงบลง “ข้าไม่ได้ว่าอะไร” “แต่พระองค์กำลังหัวเราะหม่อมฉันอยู่!” “ข้าเพียงรู้สึกว่า…” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาจับจ้องที่ริมฝีปากสีชมพูอ่อนของนาง “เจ้าช่างน่ารักยามหวาดกลัว” “…” หลินหลานนิ่งค้าง เหมือนถูกคำพูดนั้นตรึงไว้กับที่ หัวใจที่เพิ่งสงบลงเมื่อครู่กลับเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง จนแทบจะหลุดออกมาจากอก “ฝ่าบาทอย่าตรัสอะไรแปลก ๆ ได้ไหมเพคะ” “แปลกตรงไหน?” “ก็…” นางตอบไม่ได้ คำพูดติดค้างอยู่ที่ลำคอ มองหน้าเขาตะลึง ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ เขาถึงพูดเช่นนั้น ฮ๋องเต้จึงไม่แกล้งต่อ เขาหันหน้าไปทางม่านรถม้า ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบที่กลับฟังดูอ่อนโยนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา “กลับวัง” “พะยะค่ะ!” เสียงองครักษ์รับคำดังขึ้นจากด้านนอก ตามด้วยเสียงก้าของม้าและล้อที่หมุนต่อไปบนถนนสายหลัก รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง ทว่าคราวนี้หลินหลานไม่ได้ถอยไปนั่งอีกฝั่งเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา นางยังคงนั่งอยู่ข้างกายเขา พลางจับปลายผ้าที่พันรอบไหล่ตรวจดูว่ามีเลือดซึมออกมาอีกหรือไม่ นิ้วมือบางสัมผัสผ่านเนื้อผ้าลงไปถึงผิวหนังร้อนผ่าวของเขา เมื่อเห็นว่าเลือดหยุดไหลแล้ว นางจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า “ดีแล้ว…” “เป็นห่วงข้ามากถึงเพียงนั้นเชียว?” เสียงทุ้มดังขึ้นอีกครั้งใกล้หู หลินหลานหันขวับ ดวงตากลมโตแผ่ว “หม่อมฉันแค่กลัวว่าพระองค์จะตายก่อนถึงวังต่างหาก!” “หากข้าตายจริง เจ้าจะทำอย่างไร?” คำถามนั้นเรียบง่ายแต่ทำให้นางเงียบลง เหมือนมีอะไรหนักอึ้งกดทับอก หลินหลานไม่รู้ว่าทำไมเพียงประโยคธรรมดา ๆ ถึงทำให้หัวใจรู้สึกหนักขึ้นมาอย่างประหลาด นางก้มมองมือของตัวเองที่วางอยู่บนเข่า ก่อนจะตอบเสียงเบาแทบไม่ทันได้ยิน “หม่อมฉันคง… เสียใจ” ฮ๋องเต้ชะงัก ร่างสูงแข็งเกร็งไปเล็กน้อย “เหตุใด?” หลินหลานเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคู่หวานใสแจ๋วสะท้อนเงาของเขาอย่างชัดเจน “เพราะอย่างน้อยพระองค์ก็เคยช่วยหม่อมฉันไว้หลายครั้ง ทั้งตอนที่ถูกกักบริเวณ ตอนที่ถูกคนอื่นรังแก” นางเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังที่สุด “แล้วเมื่อครู่พระองค์ก็เอาตัวมาบังกระบี่แทนหม่อมฉันด้วย” ฮ๋องเต้สบตานางนิ่ง ความเงียบปกคลุมภายในรถม้า ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงยกมือขึ้นแตะศีรษะของนางเบา ๆ นิ้วมือเรียวยาวลูบไล้เส้นผมดำสลวยอย่างทะนุถนอมราวกับประคองสิ่งล้ำค่าที่สุดในโลก “จำเอาไว้” “เพคะ?” “ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าจะไม่ต้องกลัวสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นกระบี่คม หรือภัยอันตรายรอบด้าน ข้าจะปกป้องเจ้าเอง” หลินหลานมองใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้า หัวใจพลันสั่นไหวโดยไม่มีเหตุผล นางรีบหันหน้าหนีไปทางหน้าต่างทันที แก้มเนียนแดงก่ำ “บ้าเอ๊ย… ทำไมคำพูดของหมอนี่ถึงทำให้ใจเต้นได้ขนาดนี้นะ” ด้านนอก รถม้ายังคงมุ่งหน้ากลับพระราชวังท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ไล้สีฟ้าส้มแดงสด แต่ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์ลอบสังหารในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการโจมตีธรรมดา บนพื้นป่าที่เต็มไปด้วยศพของมือสังหาร คนหนึ่งยังคงเหลือป้ายหยกสีดำชิ้นเล็กตกอยู่ท่ามกลางกองเลือด บนป้ายนั้นสลักตราสัญลักษณ์ของกลุ่มอำนาจลึกลับที่แม้แต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักยังไม่กล้าเอ่ยถึง ณ พระราชวังหลวง ห้องลับใต้ตำหนักเงียบเชียบ ชายผู้หนึ่งคุกเข่าลงต่อหน้าบุรุษในชุดดำที่ยืนหันหลัง “รายงานนายท่าน… การลอบสังหารล้มเหลวพ่ะย่ะค่ะ” บุรุษชุดดำกำหมัดแน่นจนเส้นเอ็นปูด “แล้วฮ่องเต้ล่ะ?” “ทรงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่ไหล่พ่ะย่ะค่ะ แต่ยังมีพระชนม์ชีพ” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องมืด ก่อนเสียงเย็นเยียบจะดังขึ้น “เช่นนั้นก็เริ่มแผนที่สอง” “แล้ว… สตรีผู้นั้นล่ะพ่ะย่ะค่ะ?” บุรุษชุดดำเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมุมปากขึ้นอย่างน่ากลัว “หลินหลาน… ในเมื่อฮ่องเต้ยอมเอาตัวเข้ารับกระบี่แทนนาง ก็หมายความว่านางไม่ได้ไร้ความสำคัญอีกต่อไป” เขาหันมาชี้หน้าผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยสายตาโหดเหี้ยม “จับตัวนางมา ครั้งนี้… อย่าให้พลาดเป็นอันขาด”แสงจันทร์ยามค่ำคืนไหลรินดุจแพรเงิน สาดส่องลอดผ่านม่านไหมสีครามอ่อนที่พริ้วไหวตามแรงลม ทอดตัวลงต้องกับตราประทับหยกขาวลายมังกรคู่ที่กำลังนอนนิ่งอยู่ในอุ้งมือของหลินหลานหยกนั้นขาวบริสุทธิ์ไร้มลทิน เนื้อนวลเนียนละเอียดราวกับน้ำค้างแข็งยามต้องแสงจันทร์ ลวดลายมังกรคู่ที่สลักอย่างประณีตพันเกี่ยวกันอย่างสง่างาม ดวงตามังกรทำจากทับทิมสีโลหิต ส่องประกายลึกล้ำ แต่ถึงสัมผัสจะเย็นและเนียนเพียงใด น้ำหนักของมันในมือของนางกลับหนักอึ้งอย่างประหลาด หนักดั่งอำนาจที่สามารถชี้ชะตาคนทั้งวังหลัง หนักดั่งดาบสองคมที่พร้อมจะหันกลับมาทิ่มแทงเจ้าของได้ทุกเมื่อหลินหลานนั่งอยู่บนตั่งนุ่มริมหน้าต่างตำหนักเฟิ่งหวง นิ้วเรียวเล็กหมุนตราประทับไปมาอย่างกระวนกระวาย หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะนางช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษที่ยืนประทับอยู่ข้างกายฮ่องเต้เซียวจิ้นรัชทายาทมังกรหนุ่มในฉลองพระองค์สีดำขลิบทอง ยืนเอามือไพล่หลัง แสงจันทร์จับขอบสันกรามคมสันของเขาให้ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นทอดมองนาง ไม่ได้มองด้วยสายตาที่มองสนมคนหนึ่ง แต่เป็นสายตาที่มองคนที่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะให้ยืนเคียงข้างอย่างเด็ดเดี่ยว
แสงแดดยามเช้าสีทองนวลทอแสงกราบลงบนหลังคากระเบื้องทองคำเปลวระยิบระยับของพระราชวังหลวง ทว่าบรรยากาศภายในท้องพระโรงกลับตึงเครียดจนอากาศแทบหยุดหมุน เมื่อขันทีผู้เฒ่าผู้แก่กราบบังคมทูลอ่านพระราชโองการฉบับประวัติศาสตร์ต่อหน้าเหล่าขุนนางและเสนาบดีนับร้อยที่ยืนเกร็งกันทั่วลาน “…มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ฮองเฮา แม่แห่งแผ่นดิน ควบคุมดูแลกิจการวังหลังและช่วยงานพระอักษร สืบไป!” สิ้นเสียงอ่านอันแผ่วเบาแต่หนักแน่น เสียงฮือฮาและกระแสความขัดแย้งก็ดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่วท้องพระโรง! เสียงกระซิบกระซาบปะทุกันเป็นคลื่น ทุกสายตาจับจ้องไปที่บัลลังก์มังกรด้วยความไม่เชื่อ “ฝ่าบาท! ทรงโปรดตรึกตรองอีกครั้งด้วยพะยะค่ะ!” มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้เป็นบิดาของสนมเอกเฉิน ก้าวออกมาหมอบราบกับพื้นหินอ่อน ใบหน้าสั่นระริกด้วยความแค้นเคืองที่กลั้นไว้ไม่อยู่ “นางเป็นเพียงสตรีตระกูลเล็ก ไร้อำนาจ ไร้ชาติกำเนิดสูงส่ง และไร้ผลงานเด่นเป็นที่ประจักษ์ เหตุใดจึงข้ามหน้าข้ามตาพระสนมเอกและพระสนมท่านอื่นขึ้นสู่ตำแหน่งอันสูงส่งและสำคัญยิ่งนี้ได้พะยะค่ะ!”
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องพระอักษรทันทีที่สิ้นเสียงคำเอ่ยของหลินหลาน ความเงียบที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก ขันทีหลิวที่ยืนถวายการรับใช้อยู่ที่มุมห้องถึงกับเข่าอ่อนแรงจนแทบจะล้มพับลงกับพื้นไม้ขัดมัน นัยน์ตาแทบเบิกค้างด้วยความตื่นตระหนกจนไม่อาจปิดลงได้ ‘สตรีผู้นี้… กล้าเอ่ยปากขอตำแหน่งฮองเฮาต่อพระพักตร์ฝ่าบาทตรงๆ เชียวหรือ! นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ใครก็พูดได้…’ ฮ่องเต้จ้องมองใบหน้าหวานที่ชูเชิดขึ้นอย่างท้าทาย นัยน์ตาคมกริบของพระองค์วูบวาบไปด้วยความตกตะลึงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความขบขันผสมความพึงพอใจอย่างที่สุด เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วห้องพระอักษรอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นเสียงหัวเราะที่ปนไปด้วยความประหลาดใจและความชื่นชมที่หาได้ยากยิ่ง “ฮะฮะฮะ… ฮองเฮางั้นหรือ?” ฮ่องเต้ยันพระกายลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ก้าวข้ามโต๊ะทรงงานเข้ามาหานางทีละนิด ทุกก้าวหนักแน่นราวกับจังหวะหัวใจที่เต้นแรง “หลินซินเอ๋อร์… เจ้าช่างเป็นสตรีที่ไร้ความเดียงสา หรือว่ากล้าบ้าบิ่นกันแน่? รู้หรือไม่ว่าตำแหน่งฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สตรีคนใดจะเ
ข่าวการเสด็จกลับวังหลวงของฮ่องเต้พร้อมด้วยสนมคนที่ห้า สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งราชสำนัก ไม่ใช่เพียงเพราะทั้งสองรอดพ้นจากการจู่โจมของกลุ่มมือสังหารอย่างหวุดหวิด แต่เป็นเพราะพระราชโองการฉบับหนึ่งที่ถูกประกาศออกมาอย่างกะทันหันในรุ่งเช้าวันถัดมา ‘ยกเลิกการกักบริเวณสนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ และแต่งตั้งให้นางเป็นผู้ช่วยกำกับงานตำหนักพระอักษรอย่างเป็นทางการ!’ ข่าวนี้ทำเอาตำหนักเหมยฮวาของสนมเอกเฉินร้อนรุ่มดั่งไฟเผา ผลึกหยกและเครื่องกระจกแพงถูกปาทิ้งจนแตกกระจายเกลื่อนพื้น หยดน้ำตาของความโกรธเกรี้ยวคลอเบ้าตา แต่กลับถูกกลั้นไว้อย่างแน่นหนา “เป็นไปได้อย่างไร!” สนมเอกเฉินตวาดลั่น ใบหน้าสวยงามบิดเบี้ยวด้วยความอิจฉาริษยาที่ปกปิดไม่มิด “นางนั่นแอบหนีออกไปกลางดึก แถมยังมีข่าวลือว่าไปยืนทำท่าจะกระโดดเหวไร้สาระนั่น! เหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ลงโทษนาง แต่กลับประทานตำแหน่งและให้เข้าใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม!” “พระสนมเอกโปรดระงับพระทัยก่อนเพคะ” นางกำนัลคนสนิทรีบคลานเข้าไปหมอบราบ เสียงต่ำพร่าด้วยความหวาดกลัว “บัดนี้สนมห้ามีฝ่าบาทคอยปกป้องอย่างชัดเจน หากเราลงมือส่งเดชในเวลานี
ลมราตรีพัดกระหน่ำซัดเซพเนจรจนสายหมอกหนาทึบหมุนคว้างปกคลุมขอบเหวเซียนหลิงจนแทบมองไม่เห็นพื้นดินเบื้องล่าง ประกายแสงสีเงินดวงสุดท้ายของฝนดาวตกกะทัดแสงลงท้องฟ้าอันมืดมิดก่อนจะดับวูบหายไปอย่างเงียบเชียบ… สัญญาณแห่งการข้ามมิติที่นางรอคอยมานานก็เลือนจางหายไปพร้อมกัน โอกาสสุดท้ายที่จะหวนกลับสู่บ้านเกิดในยุคปัจจุบันสลายลงราวกับควันไฟ มือเย็นเฉียบของหลินหลานกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อฝ่ามือจนเจ็บปวด หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มันจบลงแล้ว… ความหวังที่จะกลับไปยังที่ที่ปลอดภัย คุ้นเคย และเป็นบ้านของนางตลอดชีวิต ดับสูญลงไปพร้อมกับแสงดาวดวงสุดท้ายนั้นแล้ว “ฝ่าบาท…” หลินหลานเอ่ยเสียงแผ่วราวกับเสียงลมที่พัดผ่านหน้าผา ร่างบางสั่นสะท้านไปทั้งตัว ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่ ความกลัวความเจ็บบวกกับความผิดหวังอันรุนแรงที่กัดกินใจทำให้น้ำตาซึมไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย นางไม่ได้ต้องการตาย… นางแค่กลัว กลัวที่จะต้องอยู่ในโลกที่ไม่ใช่ของตน กลัวความไม่แน่นอน กลัวความเหงาที่จะกัดกินใจไปตลอดชีวิต “เข้ามานี่… หลินซินเอ๋อร์” ฮ่องเต้ ตรัสด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านยิ่งกว่าลมยามราตร
บานประตูกระดานไม้ค่อย ๆ ถูกผลักออกทีละน้อยโดยไร้เสียง หลินหลานย่องออกจากห้องพักอย่างระมัดระวังที่สุด ลมราตรีอันเย็นเยือกของป่าเชิงเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจนนางต้องยกมือขึ้นกอดอก อาศัยความมืดและเงาของต้นไม้ใหญ่ในการหลบเลี่ยงสายตาของเหล่าทหารองครักษ์ที่กำลังเวรยามอยู่รอบเรือนพัก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มือและเท้าสั่นระริกไม่ใช่เพราะหนาวเพียงอย่างเดียว แต่เพราะรู้ดีว่าหากถูกพบ ทุกอย่างจะจบลงทันที เป้าหมายเดี่ยวของนางในตอนนี้คือเส้นทางขึ้นสู่ ‘ยอดเขาเซียนหลิง’ ‘เอาวะ… ตกเหวมันน่ากลัวก็จริง แต่ถ้าละอองแสงจากฝนดาวตกนี่คือประตูมิติเปิดจริง ๆ การเสี่ยงครั้งนี้ก็คุ้ม!’ หลินหลานปลุกปลอบใจตัวเองพลางเร่งก้าวเท้าฝ่าความมืดและสายหมอกที่เริ่มหนาขึ้นเรื่อย ๆ เส้นทางคดเคี้ยวคดงอ มือบางจับกิ่งไม้เพื่อพยุงตัวทุกครั้งที่ลื่นไถล เส้นทางขึ้นเขาทั้งชันและเต็มไปด้วยก้อนหินขรุขระ ร่างกายอันบอบบางของสนมคนที่ห้าเริ่มเหนื่อยหอบ เท้าทั้งสองข้างสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดจากเศษหินที่บาดผ่านรองเท้าผ้าไหมจนเลือดซึม แต่นางก็กัดฟันก้าวต่อไป ไม่ยอมหันกลับ จนกระทั่งในที่สุด… นางก็มาหยุดอยู่ต







