Masuk“กูถามมึงอยู่นะ ‘อี’ เด็กหิวเงิน...กรอด!” เขาเพิ่มน้ำเสียงขึ้นและน้ำเสียงในรอบสองก็เต็มไปด้วยพลังโกรธพร้อมเสียงกัดฟันดังลอดออกมาใหได้ยิน
“ฉันพยายามแล้วนะที่จะไม่สนใจ ‘แก’ แต่แกก็ยังเอาแต่เรียกฉันว่า ‘อี’ ตลอด ทำไมกัน ถึงแกจะเกลียดฉันยังไงฉันก็เป็น ‘แม่เลี้ยง’ แกไม่ใช่เหรอ พ่อแกก็รับฉันเข้าบ้านมาแล้ว ถ้าไม่ชอบไม่ยอมรับก็ต่างคนต่างอยู่ซะสิ” เธอพอแล้ว อดทนมามากพอแล้วกับคำพูดหยาบๆ ห่ามๆ ของผู้ชายป่าเถื่อนคนนี้
“เดี๋ยวนี้กล้าเรียกกูว่า ‘แก’ เชียวเหรอ ‘อี’ เด็กเปรต! อย่าคิดว่าพ่อกูรักพ่อกูหลงแล้วกูจะทำอะไรมึงไม่ได้ อย่าลืมสิว่ามึงอยู่ถิ่นใคร...ตุ้บ!” ด้วยความเดือดดาลสันกรามแกร่งปูดโปนขึ้นเป็นสันพร้อมเสียงกัดฟันดังลอดออกมา สองมือใหญ่ทุบโต๊ะดันตัวเองลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งแล้วเดินหากวางน้อยปากดีทันที
“จะบอกอะไรให้นะ พ่อกูช่วยเหลืออะไรมึงไม่ได้หรอก ถ้ากูจะฆ่ามึงฝังท้ายไร่” เขาเดินมาบีบคางเล็กของณปภัชเต็มแรงโกรธ
“อือ...เจ็บ!” เธอยกมือทุบตีมือแข็งแรงของหฤทย์ให้ปล่อยมือจากคางตัวเอง
“ดี! จำไว้ จะได้ไม่มาปากเก่งกับกูอีก และจำไว้ว่าตัวเองเป็นแค่ลูกไก่น้อยที่รอวันตาย อย่าริมาอวดดีกับกูอีก ที่สำคัญจำไว้ด้วยว่ากูอายุมากพอเป็นพ่อมึงได้แล้วเด็กใจแตก!”
โอ๊ย!
ตุ้บ!
ด้วยความตั้งตัวไม่ทันและไม่คิดว่าเขาจะผลักตัวเองเต็มแรงจนเสียหลักล้มชนกับโต๊ะด้านหลัง
“ไสหัวไปให้พ้นหน้ากู อ้อ...ลืมบอกไป อย่าแรดให้มากนัก มึงไม่ใช่คนโสด มึงมีผัวแก่ๆ อย่างพ่อกูรอมึงอยู่ที่กรุงเทพ”
“ไม่ลืมหรอกว่าตอนนี้ฉันมีตำแหน่งอะไร ฉันเป็นแม่เลี้ยงของแก และแกก็ห้ามลืมล่ะว่าฉันเป็นแม่เลี้ยงของแก”
เธอกัดฟันตอบสวนกลับแล้วพาตัวเองเดินหนีออกจากห้องทานอาหารไปให้พ้นหน้าเขาตามที่เขาต้องการ และเธอเองก็ไม่ประสงค์จะอยู่ที่นี่ต่อ เกลียดเหลือเกินผู้ชายคนนี้ ไม่รู้อะไรเข้าสิงให้เธอตัดสินใจทำสัญญาบ้าๆ นั่นกับคุณท่านกันแน่ เพียงเพราะรูปถ่ายใบเดียวตัดสินคนไม่ได้ เธอพลาดเองที่เห็นแค่รูปก็คิดว่าเขาจะเป็นคนดี อบอุ่น อ่อนโยนกับตัวเอง แต่พอได้เจอและสัมผัสเนื้อแท้แล้ว เขามันผีห่าซาตานมาเกิดชัดๆ ถึงว่าก่อนจะลงนามในสัญญาคุณท่านถึงถามย้ำแล้วย้ำอีกว่าคิดดีแล้วรึยัง ใช่...เธอคิดดีจนทำให้ตัวเองมาเจอกับไอ้เดนนรกอย่างหฤทย์นี่ไง
“แม่งเอ๊ย! เพล้ง!” หฤทย์ปัดถ้วยข้ามต้มตรงหน้าทิ้งด้วยความเดือดดาลแล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องทานอาหารไปทันที
ใต้ฟ้าเดียวกันอีกฝั่ง ตอนนี้ศิวดลที่ตื่นมาทำบุญใส่บาตรลำลึกถึงภรรยาที่รักที่จากไปกลับเข้ามาในบ้านก็มารับสายจากไอ้จ้อนที่โทรมารายงานตัวเองถึงความคืบหน้าของลูกชายคนโตของตัวเองกับว่าที่ลูกสะใภ้ที่ตัวเองประทับใจตั้งแต่แรกเจออย่างณปภัช
“มึงคอยดูไว้ไอ้จ้อน และรายงานกูมาเป็นระยะๆ ล่ะ เดี๋ยวมีเงินพิเศษให้” แล้วก็รีบกดวางสายจากไอ้จ้อนไปทันที เมื่อลูกชายคนรองเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น
“ใครโทรหาพ่อแต่เช้าครับ”
“เพื่อนน่ะ ว่าแต่เราเถอะเพิ่งตื่นหรือเพิ่งกลับ แต่เหมือนว่าชุดที่ใส่จะเป็นชุดเมื่อวานนะเลว” ศิวดลมองชุดที่ลูกชายตัวเองใส่ก็พอจะเดาได้ว่าเพิ่งกลับมาบ้าน
“พ่อเนี่ยความจำดีเหลือเกิน” ลภัชดนย์เอ่ยตอบ
“พ่อมึงแก่แต่ใช่จะความจำเสื่อม ว่าแต่ทำไมถึงกลับบ้านตอนเช้า ทำไมไม่ค้างที่อู่ล่ะ”
“พอดีทางผ่านน่ะครับ เลยแวะบ้านก่อนจะไปอู่”
“งั้นไปอาบน้ำมากินข้าวเช้าเป็นเพื่อนพ่อหน่อย”
“แล้วดีล่ะครับ ปกติดีมันจะทำหน้าที่ลูกชายที่ดีทานข้าวกับพ่อทุกเช้าทุกเย็นนี่ครับ” เขาถามถึงดิฐา น้องชายคนเล็ก
“เด็กบอกว่าเมื่อคืนเจ้าดีไม่ได้กลับ คงทำงานหนักนอนที่บริษัทนั่นแหละ”
“พ่อก็เชื่อเหรอครับว่าดีมันทำงาน”
“ถ้าเป็นแกกับไอ้โหด พี่ชายแก พ่อคงไม่เชื่อ แต่เนี่ยเป็นลูกดีไง พ่อถึงเชื่อ ไปได้แล้ว อย่าเอาความสำส่อนคาวโลกีย์ของแกไปป้ายสีใส่น้องไอ้เลว ไปอาบน้ำ พ่อจะรอกินข้าวด้วย”
“ครับผม แตะต้องไม่ได้เลยนะครับ ลูกชายคนดีของพ่อเนี่ย”
“แน่นอน” ท่านไหวไหล่ตอบลูกชายแล้วหยิบหนังสือที่วางตรงหน้าขึ้นมาเปิดอ่าน ส่วนลภัชดนย์ก็ได้แต่ไหวไหล่ให้กับคำพูดของพ่อแล้วเดินจากไป เขาและพี่ชายไม่เคยน้อยใจเลยสักครั้งที่พ่อมักเข้าข้างดิฐา น้องชายคนเล็ก
ด้านไซต์งานที่จังหวัดระยอง จันทร์เจ้าก็กลับมาทำงานเป็นผู้ช่วยรุ่นพี่เหมือนเดิมเมื่อท่านประธานกลับกรุงเทพฯ ไปแล้ว เธอทำงานเหมือนทุกวัน ช่วยรุ่นพี่ทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบและบางครั้งก็ไปช่วยคนงานที่กำลังมัดลวดผูกเหล็กสานตะแกรงเทปู ถึงจะร่างเล็กดูไม่สู้งาน แต่เธอนั้นสู้งานดีทีเดียวแหละ ทำให้เป็นที่รักของคนงานก่อสร้างและเป็นที่เอ็นดูของรุ่นพี่ อีกหนึ่งอาทิตย์ก็จะครบหนึ่งเดือนที่มาฝึกงานที่จังหวัดระยอง เธอเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ อย่างมีความฝัน แน่นอนที่บ้านไม่ได้ร่ำรวย ที่บ้านพ่อกับแม่เป็นเพียงชาวนา ทำนา ปลูกข้าวขายส่งเธอเรียนเท่านั้น จันทร์เจ้าเป็นคนจังหวัดหนองคาย แน่นอนพูดอีสานได้และคนงานที่มาทำงานก่อสร้างส่วนใหญ่ก็เป็นคนอีสานจึงทำให้เธอสนิทกับทุกคน เพราะเวลาอยู่กับคนงาน เธอจะพูดภาษาอีสานกับทุกคนเพื่อจะได้เป็นกันเองส่วนเรื่องงานหนัก งานก่อสร้างพวกนี้ ทำไมเธอเรียนรู้ไวที่หน้างาน เพราะตอนเด็กเคยไปช่วยพ่อกับแม่ที่เข้ามาทำงานเป็นคนงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ แถมเคยช่วยพวกท่านทำงานด้วย ไม่ต้องถามชีวิตเธอลำบากก่อนที่ท่านทั้งสองจะพาย้ายกลับไปอยู่บ้านเมื่อเธอเริ่ม
“มีข้าวผัดปูนะคะวันนี้ท่านประธาน” เธอบอกเขาเมื่อวางกล่องข้าวกล่องไว้เรียบร้อย “อ่า...อื้ม” เป็นเสียงครางตอบที่ไม่ได้ตอบคำพูดของสาวน้อย แต่เป็นเสียงครางซ่านกระเส่าเสียวกลางหว่างขาที่อุ้งมือใหญ่กำลังเคล้นคลึงจังหวะในตอนนี้ต่างหาก แต่ทว่าสีหน้ายังคงตีเรียบขรึม แถมคิ้วเข้มยังขมวดเป็นปมเหมือนกับมีเรื่องให้ไม่พอใจจนทำให้จันทร์เจ้ารู้สึกหวาดกลัวสายตาดุดันที่มองมายังตนเองแล้วรีบเอ่ยขอตัวไปทานข้าวเที่ยง “อะ...ดิฉันขอตัวนะคะท่านประธาน” พูดจบก็รีบหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ไม่รอคำอนุญาตของประธานหนุ่มแม้แต่คำเดียว “อ่า...ให้ตายสิวะ อยากเอาเป็นบ้า”เมื่อสาวน้อยออกไปแล้ว เขาก็คำรามออกมาด้วยความขุ่นเดือดในอก ก้มมองหว่างขาตัวเองที่ตอนนี้ยังชี้ตั้งทรมานอยู่ แล้วก็เร่งเร่าสาวมือปลดปล่อยความทุกข์ทรมานเสียวที่เกิดขึ้นให้เสร็จเร็วไว “อ่ะ...อื้อ แม่งกูต้องได้เอามึงแน่นอนจันทร์เจ้า อ่า...ไม่ไหวแล้ว อ่ะ...อื้อ เร็วอีกจันทร์เจ้า อ่า...เสียว โอว์...ซี้ด อื้อ...” เขาคาดโทษเด็กฝึกงานไว้พร้อมกับแอ่นเด้งเอวหนาขึ้นหาอุ้งมือหนาตัวเองที่กำลังปรนเปรอบำเรอสวาทตัวเองให้หลุดพ้นจากความน่าอายตอนนี
“มันฟาดได้ กูฟาดไปแล้ว เนี่ยแม่งอยากให้ยกมือไหว้ขอโทษ ไม่มีทางหรอกไอ้ดี มึงต้องกลับมาจัดการให้กูด้วยล่ะอาทิตย์หน้า” “อืม...แล้วบอกได้ไหม เรื่องอะไรอีกครั้งนี้” “ก็เดิมๆ นั่นแหละ เผลอไปจับนมเมียชาวบ้าน”“ให้แน่ เผลอหรือตั้งใจไอ้พี่เลว” “หึหึ...ถือว่ารู้จักพี่ดี แค่นี้แหละ ไม่กวนแล้ว อาทิตย์หน้าเจอกัน ตู๊ด! ตู๊ด!…” แล้วปลายสายก็ตัดวางไปโดยไม่รอฟังคำตอบโต้ของดิฐาแม้แต่วินาทีเดียว“ให้มันได้แบบนี้สิไอ้พี่เลว” เขาพึมพำบ่นพี่ชาย เพราะหลายต่อหลายครั้งที่ลภัชดนย์สร้างปัญหาให้ตนเองตามล้างตามเช็ดให้ ดิฐาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงละสายตาจากเด็กฝึกงานคนนี้ไม่ได้ ตั้งแต่วันแรกที่เห็นแค่ผ่านๆ วันนี้ได้มานั่งทำงานในห้องเดียวกันก็ยิ่งทำให้เขาไม่มีสมาธิในการทำงาน จากปกติเป็นคนจริงจังและไขว้เขวยากมากกับสิ่งแวดล้อม แต่กับเด็กฝึกงานหน้าตาจิ้มลิ้มจืดชืดไร้การแต่งแต้มนี้ ทำไมถึงทำให้เขาละสายตาไม่ได้ ยามหล่อนยิ้มและพึมพำขยับปากอ่านเอกสารตรงหน้ายิ่งน่ามอง จันทร์เจ้าเกร็งไปทั้งตัว ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวลุกจากเก้าอี้ที่นั่ง ความรู้สึกของเธอมันบอกว่าเธอนั้นตกเป็นเป้าสา
ดิฐาที่เพิ่งมาถึงเดินเข้ามาในไซต์งานก่อสร้างคนงานและพนักงานของเขาก็ต่างพากันมาต้อนรับ แน่นอนเขาเบื่อและชาชินกับภาพแบบนี้เต็มกลืน แต่ก็ยังแสร้งแย้มยิ้มให้กับพนักงานของตนเองและคนงานที่มองมาทางตนเอง ก่อนจะหยุดสายตาที่แผ่นหลังเล็กของหญิงสาวในชุดนักศึกษาที่เดินไปทางที่พัก “เด็กฝึกงานเหรอคุณสมชาย?” เขาถามโดยไม่ละสายตาจากแผ่นหลังเล็ก “ครับ คุณดิฐา” “ผู้หญิง แล้วจะช่วยงานอะไรเราได้” “แต่ทางมหา’ลัยบอกว่าเธอเก่งที่สุดในคณะ ถึงจะเป็นผู้หญิง ผมว่า…” ยังพูดไม่ทันสุดความ ประธานหนุ่มก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน “อือ...เลยให้โอกาสสินะ ถ้ามาเป็นภาระก็ส่งเธอกลับมหา’ลัยไป อย่าเก็บไว้ให้เกะกะรำคาญตา” “ครับ คุณดิฐา” เขาก็เคยเห็นอยู่หรอกผู้หญิงเรียนวิศวะ แต่ส่วนมากจะตัวสูง ร่างใหญ่ บึกบึน แต่นี่ร่างเล็กตัวน้อยนิดเดียว มองยังไงก็ไม่น่าจะไหวกับงานในไซต์งานก่อสร้าง อย่าว่าแต่งานก่อสร้างเลย งานบนเตียงก็ไม่น่าจะรับศึกหนักได้ เดินก็แทบจะปลิวไปตามลม ดิฐาละสายตาจากร่างเล็กหันมาสนใจแบบแปลนงานโครงการที่หัวหน้าวิศวะนำมาให้ตนเองตรวจดู เขารับมันมาพร้อมกับหมวกเซฟตี้เพื่อจะใส่เ
“พูดให้ดีนะ ไม่เจอกันนาน ไม่คิดถึง ‘ผัว’ บ้างเหรอจันทร์เจ้า” คำพูดของดิฐาทำให้หนุ่มหน้าใสที่ร่วมแชร์ห้องพักกับเธอถึงกับหน้าตื่น “มะ...ไม่ใช่นะอาร์ต”เธอหันมาส่ายหน้าปฏิเสธอธิบายกับเพื่อนสนิทคนเดียวในคณะของตนเองที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งพี่ชาย ก็เธอกับชายหนุ่มเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเด็กจึงไม่แปลกที่จะพักอาศัยร่วมห้องด้วยกัน และอีกอย่างคือเธอและเพื่อนก็เป็นญาติห่างๆ กันด้วย “ไม่มีอะไรใช่ไปกว่านี้แล้วจันทร์เจ้า” “ไม่ใช่! ก็คือไม่ใช่ไงเล่า!” หึหึ ดิฐาไม่พูดตอบกลับ แต่เดินเข้าไปแทรกตัวอยู่ตรงกลางของจันทร์เจ้าและเพื่อนบนบันไดขั้นเดียวกับทั้งสองแล้วตวัดแขนโอบเกี่ยวเอวเล็กคอดรัดรั้งเข้ามาหาตัวเอง ว้าย! ด้วยความตกใจและไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทำแบบนี้จึงเผลอตวัดแขนโอบกอดลำคอหนา “ไปกับฉัน”แล้วดิฐาก็ย่อตัวเล็กน้อยสอดแขนอีกข้างที่ข้อพับขาของสาวน้อยแล้วยกอุ้มขึ้นแนบอกพาเดินลงบันไดไปทันที ไม่สนใจอาการดิ้นรนขัดขืนและเสียงต่อว่าของจันทร์เจ้า “ปล่อยฉันนะ แกจะพาฉันไปไหนไอ้คนเลว! ช่วยเราด้วยอาร์ต” เธอร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อน แต่แล้วเสียงเข้มก็ดั
ดิฐา กำเนิดกุล หรือดี วัย 36 ปี ลูกชายคนเล็กของตระกูลเก่าแก่กำเนิดกุล ที่มีชื่อเสียงพอสมควรในแวดวงสังคม ร่างสูงใหญ่สมส่วนในชุดสูทสากลที่คนทั่วไปแต่งกัน แต่มันแตกต่างตรงที่ชุดมันสวมใส่อยู่บนตัวของนายดิฐา กำเนิดกุล เพราะไม่ว่าชุดนั้นจะราคาถูกหรือแพง ถ้ามาอยู่บนตัวของผู้ชายคนนี้ก็มีมูลค่าทั้งนั้น และแน่นอนว่าระดับนักธุรกิจหนุ่มทายาทอันดับสามของตระกูลอย่างนายดิฐา ทุกอย่างบนร่างกายแพงแน่นอน โดยเฉพาะเขาที่ได้รับช่วงธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวยิ่งทำให้เขาต้องดูดีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถไหน เขาต้องเพอร์เฟค ใบหน้ายิ้มแย้ม คำพูดสุภาพนั้นมีด้านมืดแอบแฝงเร้นกายภายใต้ความเพอร์เฟค และไม่มีใครรู้จักตัวเขาดีไปมากกว่าตัวเขา ตื๊ด! ตื๊ด! ตื๊ด! มุมปากหนาหยักยิ้มมองดูชื่อที่โชว์หน้าจอโทรศัพท์ราคาแพงทันสมัยของตนเอง ก่อนจะกดรับสายแล้วกรอกเสียงทุ้มเข้มดุดันส่งไปในสาย “ว่าไง?” เขาส่งเสียงกรอกไปในสายพร้อมกับนิ่งเงียบฟังคนในสายพูดจนจบ ก่อนจะตอบโต้กลับไปสั้นๆ อย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก อืม! แล้วเขาก็กดวางสายทิ้งไปด้วยความขุ่นเคืองใจ หึหึ เสียงดังล







