ANMELDENเมื่อทำธุรกรรมที่ธนาคารจนเสร็จแล้ว ทนายจารึกก็ขอตัว แต่คริมาชวนเขาให้ไปรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน กริชดนัยนิ่งฟังคนทั้งคู่คุยกัน ขณะที่เขากำลังตรวจอ่านเอกสารและตรวจดูสมุดบัญชีธนาคารอีกรอบ
“ลุงอยากกินแกงคั่วสับปะรดฝีมือของหนูวี่”
จารึกเอ่ยเปรยขึ้นมา คริมาหัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยเย้าเขาเสียงหวาน
“ถ้าวี่ลงมือทำเองเย็นนี้ ลุงจาจะอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันใช่ไหมคะ”
“อยู่สิครับ”
เขามองเธออย่างเอ็นดู สายตามองเลยไปยังกริชดนัย ที่กำลังดูจะสนใจกับเอกสารตรงหน้า มากกว่าสนใจบทสนทนาของพวกเขา
“มหาวิทยาลัยเปิดเมื่อไหร่ครับคุณวี่”
“ปลายเดือนหน้าน่ะค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นระหว่างนี้ คุณวี่ก็รบกวนช่วยคุณกริชในการทำงานด้วยนะครับ”
จารึกนำเสนอความสามารถของคริมาเต็มที่ เพราะอยากจะให้กริชดนัยมองเธอดีขึ้นบ้าง เขาคลุกคลีกับครอบครัวนี้มานาน ทำงานให้กันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ จนมารุ่นของพี่ชาย ดังนั้นเขาจึงรับรู้เรื่องราวทั้งหมด...เรื่องความบาดหมางของสองพี่น้อง จนทำให้กริชดนัยต้องเตลิดหนีไปอยู่ต่างประเทศตัดขาดกับทางบ้าน เขาเป็นคนที่ขอให้กานต์เอกยังส่งเงินปันผลให้กับกริชดนัยตามส่วน รวมถึงเงินเดือน...ที่ถูกพัดชาภรรยาของกานต์เอกมาบอกกับเขาเป็นการส่วนตัวว่า คุณกานต์เอกขอสั่งให้เงินเดือนกริชดนัยแค่ครึ่งเดียว เพราะไม่ได้มีส่วนช่วยงานอะไรในบริษัทเขาก็ทำหน้าที่จัดการส่งเงินให้กับกริชดนัยตามนั้น ทางกริชดนัยเองแทบไม่ค่อยได้แตะต้องเงินในบัญชีสักเท่าไหร่ ไม่เคยสอบถามเลยสักหนในเรื่องเงินทองจากบริษัทส่วนที่ตัวเองควรจะได้ตามสิทธิ์
เขาก็ได้แต่ไกล่เกลี่ย รักษาผลประโยชน์ให้กับกริชดนัย เห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย เอ็นดูรักใคร่กันในฐานะหลาน กับพ่อของกริชดนัยนั้นก็เรียกใช้กันสนิทสนมกลายจากนายจ้างเป็นเพื่อนรัก เขานั้นมองเห็นความร้าย...ในตัวของพัดชา แต่พูดมากไม่ได้ เขาเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้ถ้าเข้าไปเสือกจะเดือดร้อนเสียเปล่าๆ เขาหวังจะให้ระยะเวลาทำให้กานต์เอกเจอกับความแปลกในตัวภรรยาเอง เลือดย่อมข้นกว่าน้ำเขาคิดแบบนั้น...จนรู้สึกผิดที่ตัวเองน่าจะทำได้ดีกว่านี้ พี่น้องควรจะเข้าใจกันก่อนหน้านี้ ไม่ควรทอดระยะเวลาจนสายเกินไปแล้วแบบนี้
ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้ คือค่อยเผยสิ่งที่เขารู้เห็นมา บอกกล่าวในสิ่งที่กริชดนัยควรได้รู้และเคยเข้าใจผิดไป
เรื่องแรกสุดที่ควรจะเร่งแก้ไขความเข้าใจผิด ก็คือเรื่องของคริมา
“เอ่อ...วี่ยินดีค่ะ แต่ว่า...”
เธอหันไปมองกริชดนัยที่เงยหน้าขึ้นจากเอกสาร แล้วมองสบตาเธอพอดี นัยน์ตาของเขาทำให้เธอรู้สึกสะท้านเยือก...
นัยน์ตานั้นเย็นชา เหยียดเยาะ ไร้ซึ่งความอบอุ่นเหมือนอย่างที่เขาเคยมองเธอ
“เอ่อ อะ อากริชจะว่ายังไงคะ ถ้าวี่จะช่วยงาน”
“เอาสิ...”
กริชดนัยเอาเอกสารเก็บเข้าซองก่อนจะเอามันเก็บเข้าไว้ในกระเป๋าเอกสารให้เรียบร้อย “ดีเหมือนกันที่จะไปช่วยงานอา แต่วี่ทำงานเป็นด้วยหรือ?”
เขาถามน้ำเสียงนั้นเย็นชาพอๆ กับสายตา คริมากลืนน้ำลาย เธอฝืนยิ้มสดใสส่งให้กับเขา
“ทำเป็นสิคะ วี่มาช่วยงานคุณพ่อได้สองสามปีแล้วล่ะค่ะ”
“ฝึกไว้เผื่อวางแผนฮุบกิจการในอนาคตเหรอ?”
คำถามต่อมาทำให้คริมาถึงกับหุบยิ้ม หน้าของเธอซีดลง ทนายจารึกเห็นท่าไม่ดี เลยเอ่ยชวนกริชดนัยคุยไปเรื่องอื่น เพื่อให้บรรยากาศในรถดีขึ้น
คริมาค่อยผินหน้าเมินไปทางกระจกรถเพื่อจะไม่ได้มองเขา...
เธอค่อยเลื่อนมือไปจับที่หัวใจของตัวเอง
สายตาและคำพูดของเขาช่างเสียดแทงเหลือเกิน
แต่เธอจะต้องทนได้นะคริมา เธอจะต้องทนให้ได้...
หญิงสาวได้แต่ร้องบอกตัวเองแบบนั้น
“เรื่องอะไร แอบมีอะไรโกหกอาไม่สารภาพอีกหรือเปล่า? วี่แอบไปรักใคร”เขาแกล้งว่า คริมาย่นจมูกน้อย แล้วเอ่ยพึมพำเบาๆ “วี่จะไปรักใครได้อีกล่ะคะ นอกจาก...”“นอกจากอาหรือเปล่าครับ”คริมามองสบตาเขา แล้วก็หน้าแดงก่ำ เธอไม่พูดตอบ แต่ซุกหน้ากับอกเขา ทำท่าจะไม่พูดต่อเอาเสียดื้อๆ กริชดนัยหัวเราะหึๆ น้องปากแข็ง...ทั้งที่ถ้าเกิดว่าอ้อนเขาบ่อยๆ บอกรักเขาบ่อยๆ คนมีใจอยู่แล้วอย่างกริชดนัยคงไม่วายบอกรักตอบไปหรอก แต่นี่...ไม่ใช่เลยถ้าเกิดว่าคริมาเหมือนแม่จริงๆ เธอคงไม่เป็นแบบนี้ลูกไม้ไกลต้น...อาจจะเพราะการถูกหล่อหลอมมากระมัง อาจจะเพราะความคิดอ่านไม่ได้ถูกมารดาครอบงำ ทำให้คริมาเป็นลูกไม้ ที่ถูกลมแห่งความดีพัดไปไกลต้นไม้อย่างพัดชา“อื้อ...ทำไมเงียบล่ะ ไหนบอกว่ามีเรื่องอะไรจะคุยด้วย ตกลงว่าจะสารภาพอะไร”“มันไม่ใช่สารภาพ มันเป็นเรื่องที่วี่ไม่เคยพูดกับอากริชมากกว่า เป็นเรื่องที่วี่ไม่มีโอกาสได้พูด...ไม่รู้ว่าอากริชจะมองว่าวี่แก้ตัวไหม แต่...วี่รู้ว่าอากริชโกรธเกลียดวี่เพราะเรื่องนี้ เรื่องเมื่อหกปีที่แล้ว”“ไหนพูดสิ” เขาจะให้เธอพูดให้ฟังให้หมด ก่อนจะบอกว่าจริงๆ แล้วเขาไม่เหลือความโกรธและเกลียด
คริมาหันมามองเพื่อน สีหน้าของเธอไม่สู้ดีเลย ฟ้ารุ้งถอนใจเฮือกก่อนจะแตะแขนเพื่อนรักอย่างให้กำลังใจ“เติมสักสามขวดไหมล่ะยัยวี่จะได้กล้าเข้าบ้าน”“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก...หรือ...ก็ดีนะ เราควรย้อมใจ...”“ยัยวี่เอ๊ย!” ฟ้ารุ้งจับหน้าเพื่อนแล้วตบแก้มเพื่อนรักเบาๆ ตอนนี้คริมาเหมือนกำลังจะร้องไห้อยู่แล้ว“ทั้งรักทั้งกลัวเค้าสินะ เราน่ะ”“อากริชเสียงดุมากเลย ตอนเราโทรบอกว่าจะให้ฟ้ามาส่ง...แล้วก็บอกว่าให้เรารีบกลับมา มีเรื่องจะต้องคุยกัน”“นี่...ยัยวี่ฉันจะแนะนำอะไรเธอ แบบที่ทำให้อีตาอากริชนั่นหายเคือง ทำตามเรานะรับรองว่าหายชัวร์”“ทำยังไง” คริมาทำตาปริบๆ ฟ้ารุ้งยิ้มทะเล้นก่อนจะกระซิบเสียงพร่าข้างหูเพื่อน“ก็จับอากริชของเธอขึงพืด จัดหนักเสียเลยไง ใช้เซ็กซ์ละลายพฤติกรรมสิยัยวี่”“โอ๊ย...” คริมาผลักเพื่อน ฟ้ารุ้งหัวเราะชอบใจ แล้วเอื้อมไปหยิบเอาถุงขนมที่แวะซื้อก่อนเข้าบ้าน ยัดใส่มือเพื่อน พร้อมกับเอ่ยสำทับ“เอ้า...เอาของหวานให้ตาอากริชนั่นกิน ของหวานจะทำให้อารมณ์ดี เสร็จแล้วก็...” ว่าแล้วก็หัวเราะคิกคัก คริมาสั่นหน้า หน้าของเธอแดงก่ำ “อื้อ...ไม่เอา”“เอาเหอะ...อิอิอิ เราไปก่อนล่ะย
ปาร์ตี้ละลายพฤติกรรมของสองสาว คือเครื่องดื่มค็อกเทลสีสวย แอลกอฮอล์ 5% และผัดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมกรุบกรอบ คริมาที่เหมือนคนหนีแบบเร่งด่วนมา เลยไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย นอกจากกระเป๋าสะพายใบที่เธอใช้ไปมหาวิทยาลัยประจำ โน้ตบุ๊ค เสื้อผ้าอะไรก็ลืมหอบหิ้วมา ตอบไลน์กริชดนัยแล้วเธอก็ปิดโทรศัพท์ เพราะฟ้ารุ้งสั่งให้ปิด ทางนั้นจะได้คิดว่าเธอนอนแล้ว เดี๋ยวตามเช็คอีกแล้วก็จะเห็นว่าฟ้ารุ้งชวนคริมาปาร์ตี้ จะพากันเดือดร้อนเอา“ปิดแหละดี เดี๋ยวอากริชของเธอจะเช็ค เห็นเราปาร์ตี้กินค็อกเทลกัน หนหน้าจะไม่ให้เธอมาอีก จริงสิไหนๆ ก็ไหนๆ ถ้าเหล้าหมด ไปร้านแถวนี้ไหมอะยัยวี่”“ไม่สิ...อะไรกันน่ะยัยฟ้า มาชวนเที่ยวเสียอย่างนั้นแหละ รู้นี่ว่าเราไม่ชอบเที่ยว”“ไปเสียหน่อยจะเป็นอะไร เราจะได้นัดพ่อออกมาด้วย”ฟ้ารุ้งยังไม่ลืมหรอกเรื่องสนับสนุนพ่อให้กับเพื่อน “หืม? คุณวีน่ะเหรอ”“ก็เออสิยะ พ่อเราน่ะยังเฟียสอยู่นะยัยวี่ เธอเห็นว่าพ่อเราแก่เหรอ”ลองถามแบบเลียบๆ เคียงๆ ดู เพื่อนรักเพียงแค่หัวเราะ...เอาเหอะ โอกาสยังมีอีกมาก ค่อยๆ เขยิบเอาก็ได้ เดี๋ยวเพื่อนรักจะตกใจ“ไม่แก่หรอก พ่อของฟ้าอะยังหนุ่ม ยังหล่ออยู่เลย”“
ทนายจารึกสังเกตเห็นสิ่งผิดปรกติระหว่างสองหนุ่มสาวมากมายระหว่างมื้ออาหารเย็นและการสนทนา อาชีพทนายทำให้เขาได้คลุกคลีกับคนหลายประเภท และมีจิตวิทยาในการสังเกตคน ฉะนั้นพิรุธของสองหนุ่มสาวที่แสดงออก ก็ทำให้เขารู้แจ่มชัดว่าสิ่งที่เขาสังหรณ์ไว้เกี่ยวกับกริชดนัยและคริมา คงจะเป็นความจริงเป็นแน่แท้ด้วยอายุอานามก็...ถือว่าเหมาะสมแม้ฝ่ายหญิงจะยังอายุน้อย และเขาก็อยากให้คริมาเรียนให้จบก่อน เขากำลังคิดหาข้อแก้ตัวสวยๆ ไว้ให้กับคนทั้งสอง ถ้าเกิดว่าวันหนึ่งมีงานวิวาห์เกิดขึ้นมา“หนูวี่...ขอบใจมากนะสำหรับอาหารอร่อยๆ มื้อนี้ แล้ว...ยังไงก็เอาสิ่งที่ลุงพูดบอก ไปทำดูล่ะ” ทนายจารึกเอ่ยย้ำก่อนจะขึ้นรถ คริมาพึมพำรับคำ แล้วก้มหน้า...กริชดนัยยืนอยู่ข้างๆ เธอ นึกสงสัยว่าทนายจารึกพูดอะไรกับคริมา “กลับก่อนนะครับคุณกริช ฝากดูแลหนูวี่ด้วย ป้องกันด้วยก็ดีนะครับ ผมอยากจะให้หนูวี่เรียนให้จบก่อน”ประโยคหลังเอ่ย พร้อมกับขยิบตาให้ เล่นเอากริชดนัยและคริมาสะดุ้ง แล้วพากันเสมองไปทางอื่น ทนายจารึกหัวเราะขึ้นเบาๆ แล้วปิดประตูรถ ก่อนจะขับรถออกไปจากบ้านคืนนั้น...คริมานั้นว้าวุ่นเรื่องที่แหวนของขวัญจากเขา ไม่ได้อยู่บนนิ
วันนี้คริมา มาทำงานกับกริชดนัยเพราะเขาลากเธอมาด้วย เนื่องจากที่มหาวิทยาลัยของเธอหยุด เขาบอกว่าขืนไม่พามา เดี๋ยวเพื่อนซี้ของเธอก็จะมาพรากเธอไปจากเขาอีกดูใช้คำเข้า แล้วไหนจะการถูกเอาอกเอาใจอย่างคาดไม่ถึงจากเขา ของขวัญจากเขา...คริมากรีดนิ้วประกายเพชรส่องแสงวูบวาบบนนิ้วนางด้านซ้ายของเธอคนส่วนมากมักจะใส่แหวนแต่งงานหรือแหวนแทนใจจากคนรักไว้ที่นิ้วนี้เขา...คิดอย่างไรถึงได้สวมให้กับเธอที่นิ้วนี้คำถาม...ที่มีคำตอบในใจคนถามอยู่สองอย่าง“น้องวี่คะ เที่ยงนี้ไปกินข้าวด้วยกันไหมคะ บอสน่าจะกลับมาบ่ายบอกว่ายังไม่เสร็จธุระน่ะค่ะ” เสียงทักทำให้หญิงสาวที่กำลังจมกับภวังค์ของตนเองสะดุ้งเล็กน้อย แล้วหันไปยิ้มให้กับต้นเสียง เลขานุการสาวของกริชดนัยนั่นเองเธอขานรับ รัชนีจึงมาทรุดนั่งข้างๆ อยากจะชวนหญิงสาวคุย ตาสะดุดเห็นตรงแหวนวงสวย ก็อุทานออกมา“แหวนสวยจังนะคะน้องวี่ ซื้อใหม่หรือคะ”“เอ่อ...” คริมาหน้าแดงนิดๆ จะอย่างไรเธอก็ยังรักษาคำสัญญาที่เขาตั้งเงื่อนไขไว้อย่างจริงจัง แม้ว่าตอนนี้พอจะมีคนระแคะระคายแล้ว ว่าเธอกับกริชดนัยไม่ใช่แค่อาเลี้ยงกับหลานสาวปรกติแน่นอน คนในบ้านแหละที่สังเกตเห็น และเพื่
กริชดนัยสังเกตได้ถึงความแปลกบางอย่าง คือทุกครั้งที่เขาไปรับคริมาในตอนเย็นเพื่อกลับบ้าน ฟ้ารุ้งกับบิดาของหล่อนก็จะรออยู่ด้วย และมักจะชักชวนพวกเขาไปรับประทานอาหารเย็นด้วยกันเกือบทุกวัน บางวันขนาดว่าเขาปฏิเสธ สองพ่อลูกนั่นก็จะยังตามมาที่บ้านของพวกเขาวีรพลดูสนิทสนมกับคริมามาก มากจนชักจะเกินไปในสายตาของเขาไอ้จะห้ามโต้งๆ ว่าไม่ต้องมาวุ่นวายกับเธอ เขาจะห้ามได้ที่ไหนกัน เพราะลูกสาวของวีรพลเป็นเพื่อนรักกับคริมา สองคนเรียนด้วยกันก็ต้องเจอกันเป็นปรกติ แต่ที่เริ่มไม่ปรกติ คือในวันหยุดสองพ่อลูกนั่นก็มารับคริมาของเขาออกไปข้างนอกเรื่อยยามสนทนากัน บางทีเขาลองเปรยถาม คริมาก็จะเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังว่าไปทำอะไรมาบ้าง มันยิ่งทำให้เขายิ่งรู้สึกผิดปรกติไอ้หมอนั่นคิดอะไรกับคริมาของเขาแน่นอน แถมเด็กฟ้ารุ้งดูจะสนับสนุนพ่อสุดตัวเสียด้วย“นั่นสร้อยอะไรหรือวี่” เขาทักขณะที่นอนกอดเธอ...ปรกติแล้วคริมาไม่ค่อยใส่เครื่องประดับ มีแค่แหวนที่นิ้วกลางวงเดียวและสร้อยแขนที่เป็นสร้อยทองเส้นเล็กติดตัวที่เขาเห็นตลอด วันนี้เธอมีสร้อยคอสีเงินและห้อยจี้เพชรเม็ดเล็กเป็นรูปหัวใจ ดูแล้วน่าจะเป็นของแท้อยู่บนลำคอขาวผ่อง







