Se connecterหญิงสาวเดินนำร่างสูงมาจนถึงเรือนเดิมที่อาศัยอยู่ก่อนที่จะไปออกรบที่ชายแดน
“ตั้งแต่ที่รู้ข่าวว่าท่านพี่จะกลับมาข้าได้ให้บ่าวรับใช้มาซ่อมแซมเรือนของเราแล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้ายังคงเป็นคนรอบคอบไม่เปลี่ยน หลายปีมานี้ลำบากเจ้าแล้ว”
“ลำบากอะไรกัน เป็นท่านแม่ทัพต่างหากที่ตรากตรำอยู่ที่ชายแดน ข้าเพียงแค่รอท่านอยู่ที่นี่ก็เท่านั้น”
“ห้องด้านข้างเจ้าได้ให้คนมาทำความสะอาดรึไม่” เขาเปลี่ยนเรื่อง
“เจ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ข้าจะไปนอนที่นั่น” บอกเสียงเรียบ
“ทำไมล่ะเจ้าคะ ห้องนี้ออกจะกว้างขวางพวกเราสามารถอาศัยอยู่ด้วยกันได้สบาย” ใบหน้านวลถามด้วยความฉงน
“ข้าแค่เหนื่อยน่ะ อีกทั้งพวกเราทั้งคู่ยังไม่เคยร่วมหอกันคงดีกว่าหากหาฤกษ์เข้าหอใหม่”
อวี้เหม่ยระบายยิ้มออกมา หลังจากได้ยินเขาอธิบาย เรื่องพวกนี้มีหรือที่นางจะไม่รู้เพียงแต่ไม่คิดว่าบุรุษอกสามศอกอย่างสามีนางจะให้ความสำคัญกับเรื่องจุกจิกพวกนี้
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้เพ่ยอิงไปตรวจดูความเรียบร้อยให้ก่อนนะเจ้าคะ”
หลิงเหยียนพยักหน้ารับรู้ เวลาผ่านไปไม่นานนักห้องนั้นก็พร้อมให้เขาได้พักอาศัยอยู่จนกว่าจะได้ฤกษ์เข้าหอใหม่จากพ่อบ้านไห่
แทนที่แม่ทัพหนุ่มจะรีบเข้านอนเหมือนที่ควรจะเป็น ทว่าเขากลับขมวดคิ้วเข้าหากันราวกับมีเรื่องให้คิดเสียมากมายกว่าจะข่มตาหลับลงได้ก็เป็นเวลาดึกดื่น เขาถึงได้ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
รุ่งสางของอีกวันบ่าวรับใช้คนสนิทได้เรียกเข้าอยู่หน้าห้องเพราะมีเรื่องด่วน
“มีอันใดหรือ ทำไมถึงมาปลุกข้าตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้” เขาถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
“มีคนจากในวังมาขอรับ ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ท่านเข้าวัง”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบ เขารู้ได้ทันทีว่าวันนี้ต้องเกิดอะไรขึ้น ออกรบครานี้แม้จะได้ชัยชนะกลับมา ทว่าต้องแลกกับชีวิตของทหารมากมายรวมทั้งชีวิตของบิดาเขาด้วยเช่นกัน เห็นทีเข้าวังครั้งนี้คงมีเรื่องไม่ดีมากกว่าเรื่องดีแล้วกระมัง
“เจ้ารีบไปเตรียมตัวเถิด” เขาสั่งหลี่จื้อ จากนั้นปิดประตูห้องเพื่อเตรียมตัวเข้าวังเช่นกัน
ในท้องพระโรงเต็มไปด้วยความตึงเครียด ขุนนางน้อยใหญ่ต่างถกเถียงกันไปมา มิใช่เรื่องอื่นนั่นคือเรื่องบิดา ผู้ล่วงลับของเขา
“ฝ่าบาท แม้หลิงอี้จะตายไปแล้ว แต่เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของเขาทำให้พวกเราเสียทหารไปนับหมื่นคน หากไม่ลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่างวันข้างหน้าอาจมีคนกระทำผิดซ้ำก็เป็นได้”
“ฝ่าบาท ได้โปรดลงโทษแม่ทัพใหญ่หลิงอี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางเกือบครึ่งเอ่ยพร้อมกัน
“พวกเจ้าจะให้ข้าลงโทษเช่นไร ตอนนี้แม่ทัพหลิงก็ตายไปแล้ว”
“แม้แม่ทัพหลิงอี้จะตาย แต่ลูกชายของเขายังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าจางออกความเห็น ทำให้ฮ่องเต้เริ่มรู้สึกหวั่นใจ ทันใดนั้นเองเสียงของเจิ้งกั๋วกงได้พูดขึ้นกลางท้องพระโรงว่า
“แม้ว่าหลิงอี้จะมีความผิดที่ทำให้ทหารตาย แต่เพราะลูกชายของเขาศึกครั้งนี้แคว้นของเราถึงได้ชัยชนะกลับมา กระหม่อมขอออกความเห็นได้หรือไม่” บุรุษวัยชราถามประมุขที่นั่งอยู่หน้าบนบัลลังก์
“เชิญเจิ้งกั๋วกงพูดมาได้เลย”
“กระหม่อมเห็นสมควรว่าให้ลดตำแหน่งแม่ทัพหลิงเหยียนจากขุนนางขั้นสามเป็นขุนนางขั้นหกดีหรือไม่”
“เจิ้งกั๋วกงพูดเช่นนี้เป็นเพราะตระกูลของท่านเกี่ยวดองกับตระกูลหลิงล่ะสิท่า” ใต้เท้าจางไม่วายพูดเหน็บแนม ในที่นี่มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าหลิงเหยียนผู้นี้เป็นหลานเขยของตาเฒ่าจากจวนกั๋วกง
“ถ้าอย่างนั้นใต้เท้าจางลองเสนอฝ่าบาทเถิดว่าควรลงโทษตระกูลหลิงอย่างไรถึงจะเหมาะสม”
“ออกรบถือว่าเป็นหน้าที่ของบุรุษไม่ใช่กระทำเพราะหวังความดีความชอบ ตระกูลขุนนางอย่างพวกเราใช่ว่าจะไม่ได้ไปร่วมออกรบด้วยเสียเมื่อใด”
“ใต้เท้าจาง ท่านอย่ามัวแต่พูดจาเวิ่นเว้ออยู่เลย ท่านอยากให้ฝ่าบาทลงโทษแม่ทัพหลิงยังไงจงพูดออกมาตามตรงเถิด” รองเจ้ากรมฟ่านที่ไม่อยากทนฟังคำพูดวกไปวนมาของจางเฉวียนแทรกขึ้น
“ควรโบยท่านแม่ทัพหลิงเฉียนร้อยที แล้วเนรเทศให้ไปเฝ้าชายแดนดีหรือไม่”
“ข้ารับราชการมาตั้งนาน เพิ่งจะเคยเห็นคนอำมหิตตามืดบอดที่เห็นแต่ความผิดพลาดของผู้อื่นอย่างใต้เท้าจางก็วันนี้นี่เอง”
“นี่เจ้ากล้าว่าข้าต่อหน้าฮ่องเต้เชียวรึ!”
“เงียบปากกันให้หมด!” เสียงทรงอำนาจเอ่ยเสียงดัง ทำให้คนคนในท้องพระโรงต้องเงียบปากลงอย่างเสียมิได้
เมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นที่จวนสกุลฟู่ดังเข้าหูชินอ๋อง เขาไม่รีรอที่จะมาหาหญิงสาวถึงที่จวน แม้ว่าจะมีงานมากมายให้สะสาง แต่เขาให้ความสำคัญกับเรื่องของนางมากที่สุด “ท่านอ๋อง มาได้ยังไงกัน” ฟางซินทำหน้าตกใจ เมื่อเห็นชายหนุ่มยืนกอดอกมองอยู่หน้าเรือนนอน เวลานี้ค่ำมืดแล้ว มีผู้ใดบ้างนอกจากนางที่จะออกมารับแขกเช่นนี้ “ห่างกันยังไม่พ้นวัน ผู้ใดจะรู้ว่าเจ้าจะเนื้อหอมจนพวกแมลงสาปจากตระกูลต่าง ๆ ตามมาตอมถึงที่จวน” “พวกแมลงสาปที่ว่าคงไม่ได้หมายถึง...” “ข้าหมายถึงพวกขุนนางที่ส่งแม่สื่อมาสู่ขอเจ้า”ครั้นได้ยินคำพูดนี้ของคนตรงหน้า นางถอนหายใจราวกับปลงตก “แล้วไม่ดีหรือเจ้าคะ” “นี่เจ้าแกล้งไม่รู้หรืออย่างไร ว่าข้ารู้สึกกับเจ้าเช่นไร” เอ่ยพลางขยับตัวมาประชิดร่างบาง “ข้าขอพูดตามตรง ถึงแม้ตระกูลฟู่จะเป็นตระกูลขุนนาง ทว่าตอนนี้เหลือเพียงข้ากับซานเฉิง ข้าไม่ต้องการแต่งไปเป็นอนุของผู้ใด หากต้องกลายเป็นชายารองของท่าน ข้าขอออกเรือนกับบุรุษที่ได้รักคงดีเสียกว่า” “แล้วใครบอกเจ้า ว่าข้าจะให้เจ้าเป็นแค่ชายารอง” เขายิ้มบอกแล้วรวบเอวนางเข้าส
หลายวันมานี้นางอยู่ที่จวนชินอ๋อง หากจะกลับจวนของตนก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ เหตุเพราะชายหนุ่มให้ลูกน้องของเขาตามติดนางทุกฝีก้าว ราวกับว่ากลัวนางจะหนีจากเขาไปเสียอย่างนั้น “พวกท่านทั้งสอง ไม่มีงานทำหรือเจ้าคะ ทำไมถึงได้เอาแต่ตามติดข้า” “เป็นคำสั่งของท่านอ๋อง” เทียนบอกนาง “หากไม่ใช่เพราะท่านอ๋องเป็นคนสั่ง มีหรือข้าจะอยากเสียเวลามาทำเรื่องพวกนี้” น้ำเสียงประชดประชันของเทียนหมิงเอ่ยเหมือนดั่งเคย แม้ปากเขาจะพูดจาเช่นนี้ แต่การกระทำกลับมิใช่คนโฉด จะว่าไปแล้วตั้งแต่เกิดเรื่องครั้งก่อนนางยังไม่ได้เอ่ยขอบคุณที่เขาช่วยเหลือเอาไว้ “แม้ท่านจะปากดี แต่ข้าจะทำเป็นไม่ได้ยินก็แล้วกัน เรื่องคราวก่อนต้องขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือ มิเช่นนั้นข้าคงไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นเช่นไร บางทีข้าอาจไม่มีหน้ามายืนอยู่ที่เมืองหลวงนี้อีก” ฟางซินถือโอกาสขอบคุณเขา “เรื่องนั้นข้าแค่เดินผ่านไปเห็นเข้าถึงได้ช่วยเจ้าเอาไว้” “พี่เทียนหมิง ในเมื่อนางขอบคุณ ท่านก็รับเอาไว้เถิด ทำไมถึงต้องต่อล้อต่อเถียงด้วยล่ะขอรับ” เทียนอ้ายที่ยืนฟังอยู่พูดแทรกพร้อมกับส่ายหัวระอากับพฤต
ม่านตาของนางสะท้อนกับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาด้านใน ทำให้ฟางซินลืมตาตื่นขึ้นมาช่วงเช้าของอีกวันพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ แสนคุ้นเคย “นี่ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน” “เจ้าตื่นแล้วหรือ” เฉินเฟยหลงถามขึ้น เมื่อเห็นว่าร่างบางนั่งอยู่บนเตียงนอนของตัวเอง เขาเพิ่งออกไปเอาถังน้ำอุ่นกับยามาให้นาง ที่แขนของฟางซินมีรอยขีดข่วนเล็กน้อย หากปล่อยทิ้งไว้เกรงว่าอาจเกิดเป็นรอยแผลเป็นได้ ด้วยความเป็นห่วงเขาถึงได้ให้คนไปจัดเตรียมยาไว้ให้ “ท่านอ๋อง ท่านพาข้ามาที่นี่ทำไมหรือ” “เจ้าจำอะไรไม่ได้รึ เมื่อคืนเจ้าเกือบถูกอวี้หลานทำร้าย นางคิดทำให้เจ้าแปดเปื้อน ข้าไม่อยากจะคิดว่าถ้าหากเทียนหมิงไปช่วยเจ้าไม่ทัน จะเกิดเรื่องอะไรขึ้น” “เมื่อคืน ข้าแค่เดินไปส่งแม่นางโม่วหลันที่เรือนรับรอง ไม่ได้เจอท่านหญิงอวี้หลานเหมือนที่ท่านเอ่ย” “นางสมรู้ร่วมคิดกับอวี้หลานเพื่อทำร้ายเจ้า แต่เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าจะไม่มีวันให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก” “เป็นเพราะนางไม่ได้เป็นพระชายาของท่าน นางถึงได้คิดมาทำร้ายข้าเช่นนี้” ฟางซินกล่าวโทษเขากลาย ๆ เพราะได้ยินมาบ้างว่าเขาไปขอยกเลิกพ
ตั้งแต่นางกลับจวนมาได้กำจัดหมิ่นเยว่เป็นคนแรก โดยการโบยนางเสร็จก็ขายนางไปเป็นทาสที่หอนางโลมใกล้ชายแดน เมื่อจัดการเรื่องภายในจวนเข้าที่เข้าทางแล้ว ถึงเวลาที่ต้องเอาคืนสองแม่ลูกนั่น ฟางซินสั่งให้บ่าวรับใช้ทั้งชายหญิงไปรื้อค้นเรือนนอนของพวกนางจนเละเทะไม่เหลือชิ้นดี "นี่พวกเจ้าทำอะไร!" ลู่จิ่งอี้ที่เข้ามาเห็นพอดีได้ถามขึ้นเสียงดัง "พวกเราแค่ทำตามคำสั่งคุณหนู หลีกไป!" เอ่ยจบได้ผลักนางจนล้มลงไปอีกทาง ไม่นานนักฟางซินได้เดินเข้ามา "ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะสั่งให้คนมาทำลายห้องนอนของข้า หลานข้า บอกข้าสิว่าเจ้าไม่ได้เป็นคนสั่ง" ลู่จิ่งอี้เอ่ยทันทีที่เห็นร่างบาง "ใครหลานเจ้ากัน" ว่าพลางตบหน้าของสตรีย่างวัยชราสองที ในอดีตนางเคยถูกตบเช่นนี้ หากนางจะเอาคืนบ้างก็ถือว่าสมควร "เจ้ากล้าตบหน้าข้าหรือ" "มากกว่าตบข้าก็ทำได้" "นี่เจ้าคิดจะทำอะไร" "ส่งเสื้อผ้าให้นางเสีย แล้วไล่ให้ไปอยู่ที่ท้ายจวน ที่ ๆ ข้าเคยอยู่ จำไว้ถ้าไม่ครบสามวันอย่าได้ให้อาหารนางกับลูก ไม่เว้นแม้แต่หมั่นโถว ใครขัดคำสั่งข้า ข้าจะไม่ละเว้นแ
“เรื่องนี้ข้าเป็นพยานได้นะขอรับ ว่าแม่นางฟู่เป็นคนลงมือตบตีท่านหญิง” “ข้าไม่ได้ถามความเห็นเจ้า” “เรียนท่านอ๋อง กัวกงกงมาขอรับ” “เขามาที่นี่ทำไมกัน” “เรื่องนี้เห็นบอกว่าเกี่ยวกับการพระราชทานสมรสของท่านกับท่านหญิง” ฟู่ฟางซินกับเทียนอ้ายที่เดินตามหลังมาได้ยินประโยคนี้เข้า จากที่จะขอเข้าพบชายหนุ่ม ฟางซินตัดสินใจเดินกลับห้องของตัวเองแทนพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดที่อกข้างซ้าย แม้จะเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าไม่ช้าหรือเร็ว เขากับท่านหญิงก็ต้องแต่งงานกันอยู่ดี แต่ทำไมหัวใจของนางถึงได้รู้สึกหน่วงเช่นนี้กัน “ท่านพี่ ร้องไห้ทำไมหรือขอรับ” ซานเฉิงเข้ามาเห็นพี่สาวร้องได้จึงได้เอ่ยถามด้วยความเป้นห่วง ก่อนใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาให้ “พี่แค่คิดถึงจวน พวกเรากลับจวนกันดีหรือไม่” นางโกหกน้องชาย “ขอรับ” ฟู่ฟางซินเก็บข้าวของบางส่วนกลับจวนไปพร้อมกับบอกให้เทียนอ้ายส่งของที่เหลือกลับมาให้นางทีจวนภายหลัง กลับจวนครั้งนี้มีคุณชายเทียนอ้ายมาส่ง นางกับน้องชาย ลี่ผิงและจื่อหรงที่ขอติดตามมาด้วยได้เดินทางมาถึงที่จวนสกุลฟู่ที่บัดน
ทันทีที่ท่านหญิงอวี้หลานทราบข่าวเข้าว่าชินอ๋องอาศัยอยู่กับสตรีคนหนึ่ง ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยแม้แต่เฉียดเข้าใกล้หญิงใด ถึงแม้จะให้สตรีปรนนิบัติบนเตียง แต่ไม่เคยยกพวกนางเหล่านั้นขึ้นเป็นสนมหรือชายารอง “ท่านหญิง เหตุใดท่านถึงร้อนใจนักล่ะเจ้าคะ” “เจ้าจะไม่ให้ร้อนใจได้อย่างไร ข้าได้ยินมาว่าท่านอ๋องให้สตรีนางหนึ่งมาอยู่ที่นั่นด้วย” จนกระทั่งลงจากรถม้าที่หน้าจวนชินชินอ๋องจึงได้รีบสาวเท้าเดินขอเข้าพบว่าที่สามีเป็นการด่วน ทว่าระหว่างทางกลับได้พบสตรีนางหนึ่ง หน้าตาของนางดงามหมดจรด “เห็นทีคงเป็นเจ้ากระมัง” นางว่าพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ฟางซิน “ท่านพูดเรื่องอะไรกัน” “ข้าคือว่าที่พระชายาของชินอ๋อง คิดว่าเจ้าคงได้ยินมาบ้างว่าอีกไม่นานข้ากับท่านอ๋องจะแต่งงานกัน” “ที่แท้ท่านคือท่านหญิงอวี้หลาน” “รู้ก็ดีแล้วนี่ แล้วทำไมถึงยังหน้าด้านมาอยู่ที่นี่อีก ข้าถามบ่าวในจวนแล้วเจ้าเป็นลูกสาวของใต้เท้าฟู่ ในเมื่อฮ่องเต้คืนจวนให้เจ้าแล้ว ทำไมถึงไม่กลับไปเสียที” “ท่านรู้จักข้าด้วยอย่างนั้นหรือ” “ในเมืองหลวงนี
“หากเป็นดังที่เจ้าว่าข้าก็เบาใจ มารดาของเจ้ามีนิสัยเจ้าวิตกกังวลมาตั้งแต่เด็ก ๆ พ่ออย่างข้าถึงต้องคอยเอาใจใส่นางมากกว่าลูกคนอื่น” “ท่านพ่อจะถามอวี้เหม่ยเรื่องใดหรือขอรับ” ใต้เท้าหลิวแทรกขึ้น “ระยะนี้สามีเจ้าเป็นยังไงบ้าง เขาดูแลเจ้าดีรึไม่” “ท่านตาไม่ต้องกังว
“ข้าต้องกลับไปอยู่แล้ว ที่ท่านแม่ล้มป่วยเป็นเพราะเรื่องที่ท่านแม่ทัพถูกลดตำแหน่งขุนนาง เรื่องพวกนี้เกี่ยวข้องกับข้าโดยตรง หากไม่กลับไปท่านแม่คงไม่หายดีในเร็ววันแน่” “ถ้าเช่นนั้นบ่าวจะรีบจัดเตรียมของให้ท่านนะเจ้าคะ” “รบกวนเจ้าด้วย” หลังจากที่อวี้เหม่ยกลับสกุลห
“ทำไมข้าจะไม่รู้เล่า ข้าอยู่ที่นี่มานับสิบปียังไม่เคยเห็นเขาพาสตรีใดนอกจากหลิวอวี้เหม่ยเข้าจวน แต่คราวนี้ต่างออกไป ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นบ้างระหว่างที่เขาไปออกรบหรือบางทีเจ้ากับเขาคงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมากเป็นพิเศษถึงได้ตัดใจลาจากเจ้าไม่ลง จนถึงกับพาเจ้ากลับเมืองหลวงมาด้วยเช่นนี้”
“ฮูหยิน ไปกันเถิดเจ้าค่ะ ใช่ว่าย้ายออกครั้งนี้จะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเสียหน่อย” จื่อถงที่นอนจับไข้ถึงกับฝืนสังขารตัวเองออกมารับใช้เจ้านาย ด้วยเกรงว่านางอาจโกรธเคืองจนเก็บความรู้สึกเอาไว้ไม่อยู่ หากเป็นเช่นนั้นมีหวังแผนการที่วางเอาไว้ได้พังลงตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มแน่ “ข้าจะรอดู







