LOGIN‘สิ้นหนึ่งก้านธูปนี้ เป็นเวลาตายของเจ้า แต่เจ้าจะเป็นกรณียกเว้นในแดนมรณา...’
สิ้นเสียงอันน่าเกรงขาม มิได้ไถ่ถามนางว่ายินยอมไปกับท่านหรือไม่อย่างไร เป็นผีเสื้อตัวน้อยเสียเอง กระโจนกายเข้าหาบุรุษร่างสูงสง่าใต้กลุ่มเมฆา รวบสองมือเข้ากอดรอบคอบุรุษแปลกหน้า
เมื่อครู่นี้นางสังเกตเห็นนัยน์ตาสีชาดเปล่งประกายเจิดจรัส อาภรณ์สีนิลปักทอด้วยด้ายสีทองเป็นลวดลายเมฆา ผ้าคาดเอวทั้งสองฝั่งผูกรวบไว้ข้างหน้า ทิ้งชายยาวลงไปต่ำกว่าข้อเข่า สลักด้วยด้ายสลับสีกันอ่านว่า ‘สีขาว[1]’ และ ‘สีดำ[2]’
ปีศาจน้อยเช่นนางพอรู้ว่าเทพผู้นี้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับความเป็นและความตาย จากคำบอกเล่าผ่านสหายเทพของนาง มีผู้พบบุรุษเทพสวมอาภรณ์เช่นนี้ จึงยอมให้กลุ่มเมฆามืดมิดเยือกเย็นห้อมล้อมอาภรณ์เจ้าสาว เดินทางข้ามภพภูมิในชั่วอึดใจ ก่อนที่เขาจะปล่อยนางให้เป็นอิสระจากอ้อมแขน
นางคุกเข่าลงคำนับเทพอย่างไร้เกียรติปีศาจ ประสานมือไว้ข้างหน้า ก้มศีรษะนอบน้อม
“ถิงถิงคำนับท่าน... เทพมรณา จะเรียกว่าเป็นเกียรติของข้าหรืออย่างไรดี ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่ ข้าตายอย่างไร?”
“บอกไม่ได้”
“ไหนท่านว่าข้าเป็นกรณียกเว้นไงเจ้าคะ?”
“เจ้าจะกลับไปเผชิญชะตากรรมของเจ้า หรือจะทำตามคำสั่งข้า...”
ใบหน้านิ่งขรึมดุดันของชายตรงหน้าสามารถหยุดลมหายใจของนางผู้รักการเอาตัวรอดไม่เป็นรองใคร นางจะเป็นหรือตายขึ้นอยู่กับท่านแล้ว นางก็ต้องทำตามคำสั่งเขาสิ!
ปีกสีม่วงอร่ามของนางลู่ไปกับแผ่นหลังเหมือนหูสุนัขในยามหวาดกลัว นางกลอกตาไปมา ส่ายหน้ามองไปโดยรอบห้องนอน เทียนสามเล่มบนโต๊ะไม้ตัวเล็กข้างตั่ง สลักลวดลายบุปผางาม ผีเสื้อตัวเล็กจิ๋วล้วนเป็นงานฝีมือของนางผู้โปรดปรานการแกะสลักไม้ในยามว่าง
บนโต๊ะทำงานบริเวณมุมห้องมีตำรายุทธศาสตร์แห่งเมืองปีศาจ จำได้ว่านางเอ่ยขอมาจากแม่เฒ่าอาวุโส ไหนจะผ้าขาวบางที่ผูกบังรอบตั่งนอนปลิวไสวใต้เวหาอันเยียบเย็น ประตูไม้บานเลื่อนปรากฏท้องนภากว้างใหญ่ในเทวโลกอย่างที่นางเคยจินตนาการ
มันเป็นห้องนอนของนาง! อาจเป็นในอีกภพภูมิหนึ่ง ในเมื่อนางเดินทางมากับเทพมรณา ที่นี่น่าจะเป็นเมืองมรณา เคยได้ยินว่ามันแยกจากภพภูมิปีศาจและเทวโลกโดยสิ้นเชิง
“ว่าอย่างไร? เจ้าปีศาจผีเสื้อ... ข้าไม่มีเวลาให้เจ้านิ่งคิดนาน ๆ”
“นับเป็นวาสนาหากท่านจะไว้ชีวิตข้าเจ้าค่ะ ตัวข้ายังไม่พร้อมไปปรโลก ท่านจะให้ข้าทำอะไร ขอให้บอกข้ามาเถิดท่าน ข้าทำได้ทุกอย่างทีเดียว”
เทพมรณาลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ ถึงแม้ว่าเขาไม่ได้เอ่ยออกมาว่านาง ‘ฉลาด’ นั่นก็คงไม่ต่างจากคำเชยชม
----------
เทพมรณาไม่คาดคิดว่าปีศาจน้อยจะยอมรับข้อตกลงอย่างง่ายดาย อาจเป็นเพราะว่านางไม่รู้ตัวว่าจะพบเจอกับอะไร
นัยน์ตาสีชาดที่เยือกเย็นเฝ้ามองสตรีในอาภรณ์เจ้าสาว หลังผลักนางด้วยเวทหยิน ร่างของนางทะลุผ่านช่องแสงสีทองจนชายอาภรณ์เกะกะลากพื้นของนางปลิวหายไป กรงเล็บสีนิลของพญามัจจุราชยกขึ้นกลางอากาศ คล้ายกับว่ากำลังจับหนังสือเก่าเล่มหนึ่งโดยไม่แตะต้อง ตาคมหลุบมองผ่านสันตำรา ลอยละล่องกลางอากาศในห้องนอน
“หน้าที่ของเจ้าคือเข้าไปในตำราแห่งความตาย...”
“อยู่ดี ๆ ท่านก็ถีบหัวส่งข้าเข้ามาเนี่ยนะ! ไม่บอกล่วงหน้าสักนิด” นางโวยวายหน้าตาตื่นตระหนก เหลือกตามองโลกอันกว้างใหญ่ไพศาล ภายในตำราสีน้ำตาลเข้มที่เปล่งแสงได้รอบทิศทางของตัวมันเอง
มองผิวเผินอาจเป็นตำราเก่าธรรมดา มันกลับเป็นสถานที่บรรจุวันเกิดและตายของเหล่ามนุษย์ เทพ มาร รวมถึงยมทูต
นางกำลังนึกถึงลานโล่งกว้าง สถานที่สำหรับการประลองยุทธของปีศาจในเมืองจิ้งจอกเงิน ในสมัยที่นางยังเล็กนัก นางซุกซนไปทั่ว นางเลยได้พบฮู่โหมวที่นั่น
ให้นางไปสู้กับจิ้งจอกน่ะหรือ อันที่จริงนางก็ไม่ได้อยากไปหรอก สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า!
ความคิดของนางตอนตัดสินใจเข้าหาบุรุษแปลกหน้าพลันหายไปจากหัวสมอง นางมิอาจเชื่อถือยมทูต แม้รู้ดีว่าพวกเขาไม่โกหก เพียงแต่ฮู่โหมวจะทนเห็นนางตายต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร
หัวใจปีศาจสาวราวคลื่นพายุที่โหมกระหน่ำ นางเกิดข้อกังขาในมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างนางกับฮู่โหมว ทั้งยังลังเลใจ คิดแค้นใจปีศาจรอบกายนาง รังแต่จะหาผลประโยชน์จากนาง ขณะเงยหน้าขึ้นมองท้องนภาเป็นสีชาดน่ากลัว เต็มไปด้วยค่ายกลรอบทิศทาง อักขระสีทองรอบลูกแก้วสีขาวดำราวกับว่ามันชีวิตขึ้นมาเพื่อทำลายผู้บุกรุก ทุกแห่งหนเริ่มปรากฏเป็นเปลวเพลิงพิโรธ
“ในกลุ่มอักขระสีทองของยมทูต[3] จะมีตัวเลขวันหมดอายุขัยของพวกเขา เจ้าฝ่ากับดักพวกนั้นไปเพื่อเปลี่ยนมันให้ข้า จิตวิญญาณที่เสียสละ”
“ข้าชื่อถิงถิง ท่านมาเรียกข้า ‘ฉ๊าง’ อะไรของท่านกันเล่า ให้เกียรติข้าบ้างซี!” นางแผดเสียงแหลมเล็กกลางค่ายกล ซึ่งนางจะต้องต่อสู้หรือหลบเลี่ยงมันให้พ้นเท่านั้น
ตามที่นางรับปากว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง นางใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ทุกศาสตร์แขนงวิทยายุทธ์ของนาง กระโดดหลบสิ่งกีดขวาง
กำแพงสูงชันที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระพร้อมบดอัดร่างของนางให้เละเป็นผุยผง แม้ว่านางคงไม่สิ้นใจตายในครั้งเดียวในเมื่อนางเป็นปีศาจ นางยังคงความเป็นอมตะอยู่หลายส่วน นางกระโจนกายไปข้างหน้า ร่ายเวทกำบังของปีศาจเพื่อป้องกันตัวนาง หลังจากที่แผ่นฟ้ากว้างใหญ่กลายเป็นธนูสายฝน
เป้าหมายข้างหน้ายังคงไกลลิบตา อาภรณ์สีชาดของนางขาดวิ่น มันถูกฉีกดึงด้วยค่ายกล กำแพงหินที่กลายเป็นร่างมือกำปั้นทุบลงดินดังโครมคราม นางหลบไปทางซ้ายและขวา ส่งเสียงกรีดร้องอย่างขลาดกลัว
“กรี๊ดดดด...!”
“หยุดร้องโวยวาย วิ่งต่อไป เร็วเข้า”
การวิ่งหนีค่ายกลเพียงอย่างเดียวไม่เกิดประโยชน์อันใด เทพมรณาออกคำสั่งกับนางผ่านสันตำรา ให้นางหลบเลี่ยงมันทางไหนอย่างไร เพื่อนางจะได้ไปถึงอักขระสีทอง นางได้ยินเพียงเสียงอันน่าเกรงขาม หาได้พบนัยน์ตาสีชาดคู่นั้นไม่ ท่านเทพคงเกรี้ยวกราดนางอยู่เป็นแน่แท้
กว่าที่นางจะค้นพบว่าทุกสรรพสิ่งล้วนมีอายุขัย ทั้งมนุษย์ เซียน ผู้ละสังขารย่อมต้องตายทั้งนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งเทพและปีศาจ เวียนวายตายเกิดเพื่อพบพานกันใหม่ เป็นมิตรหรือศัตรูคงแล้วแต่วาสนา
เหล่ายมทูตถือกำเนิดขึ้นจากดวงวิญญาณผู้มีบาปมหันต์ พวกเขาจำต้องกลายเป็นผู้อุทิศตน ทำงานชดใช้ในโลกวิญญาณนับหลายหมื่นปีและหมดอายุขัยลงเมื่อทำงานครบกำหนด มียมทูตใหม่มารับช่วงต่อ เริ่มอายุขัยในปีที่หนึ่ง อักขระเบื้องหน้านางจะขยับไปอย่างต่อเนื่องจนหมดวาระ
วันซวยแล้วถิงถิง นางต้องมาล่วงรู้ความลับอันยิ่งใหญ่ของโลกแห่งความตาย!
ขืนนางทำงานไม่สำเร็จ เทพมรณาผู้นี้คงฆ่าปิดปากนาง...
ความหวาดกลัวพลันพุ่งเข้ามาในใจปีศาจสาว นางลุกลี้ลุกลนฟาดเวทหยิน มุ่งตรงไปยังอักขระสีทองอย่างกล้าหาญ นางเงยหน้ามองตามคำสั่งเสียงเคร่งขรึม เพื่อให้นางขยับตัวเลขอายุขัยของเหล่ายมทูต
---------
[1] 白色 bái sè สีขาว
[2] 黑色 hēi sè สีดำ
[3] 冥差 Míng chà
กระดิ่งลางร้ายในเรือนใต้ที่สั่นดังทำให้มิอาจชะล่าใจ หลี่หวังหยางนัดแนะบรรดาปีศาจให้เล่นละครไปตามน้ำ ตบตากลุ่มควันหยินหยางซึ่งอาจปรากฏตัวอีกเมื่อใดก็ได้ ตามคาดการณ์ว่ายมทูตอาจกลับมา เมื่อศัตรูตายใจ จะได้ไม่เสียการใหญ่ ค่อยส่งสารแจ้งฝั่งจิ้งจอกเงินให้สลักอักษรไว้บนฝ่ามือว่า ‘忘’ ลืม หมายถึงเวทลบเลือนความจำของยมทูต“ที่ใดมีความตาย ที่นั่นมียมทูต พวกนั้นรวบรวมดวงวิญญาณมากมายไปเพื่ออะไร?”สีหน้าสงสัยแกมเจ้าเล่ห์ของปีศาจเฒ่าในร่างบุรุษรูปงามซักไซ้เอาความจริงจากร่างไร้สติสตรีในอาภรณ์สีชาดอยู่ในเงื้อมมือ เวทหยินห้อมล้อมรอบลำคอ ยามนี้จะบีบคั้นนางก็ตายเปล่า นางสูญสลายเป็นเถ้าควันได้ในพริบตาข้างกันนั้นเป็นพี่สาวทั้งสองนอนฟุบบนพื้นหญ้า ญาติผู้พี่อีกสาม บุรุษจิ้งจอกผู้ติดตามฮู่โหมวยังคงไม่ฟื้นจากแรงปะทะของเวทปีศาจราตรี การสะบัดพิษจากปีกของหลี่หวังหยางทำลายเวทหยินหยางใต้อักษร 忘 กลางหน้าผากจนแตกเป็นเสี่ยง ดวงตาสีอำพันเปิดเผยบนปีกสีนิลทั้งแปดคู่ หลังจากนั้นเรือนไม้ในงานวิวาห์กลายเป็นพื้นที่โล่งเปล่าเยียบเย็น“พวกมันใช้เวทลบเลือนความทรงจำ ส่งตัวเจ้าสาวกลับคืนสู่งานวิวาห์เช่นคืนที่ลักพาตัวเจ้าไป อื้ม.
ถิงถิงพร่ำพรอดกอดเทพมรณาหลังจากที่เขาไม่ขัดขืนนางอีก ฝ่ามือเย็นเฉียบของนางลูบไล้ผิวกายอุ่น ได้ยินเสียงผ่อนลมหายใจครืดคราดผ่านใบหูไปไว ๆ เขาปิดตาลงบ่อยครั้งจนนางขมวดคิ้วสงสัย กว่าที่นางจะรับรู้ได้อีกคราจากสัมผัสของมืออุ่นร้อน กำลังลูบผ่านแผ่นหลังบางเนื้อกายของนางและเขาแนบชิดสนิทสนม ไอปีศาจห้อมล้อมทั้งสองเรือนกาย นางสารภาพต่อเขาว่านางมีความสุขมากมายเท่าไร“ความสุขอะไรของเจ้า ร่วมแรมปีในนครมรณา ใต้ต้นไม้วิญญาณ ในเรือนไม้ที่ข้ามานั่งทำงานเคียงข้างเจ้า ข้าเฝ้ามองเจ้า วัน ๆ เจ้าเอาแต่นอนเกียจคร้าน”“นานขนาดนั้นเชียวหรือ?”“อื้ม... ตอนข้าไม่อยู่ เจ้าไปเที่ยวเล่น ข้ามเทือกเขาไปก่อกวนยมทูตในหลายเขตแดน เจ้าทักทายพวกเขาทุกรุ่งอรุณ ยมทูตกลับมาจากการรวบรวมดวงวิญญาณ ไยเจ้ายืนกรานว่ามีความมืดมิดเป็นสหาย?”ปีศาจน้อยคลี่ยิ้ม กลอกแววตาซุกซน ยามหวนคิดถึงท่านลุงทั้งหลายท่ามกลางราตรีมืดมิดของเมืองมรณา กลุ่มเมฆาสีขาวสลับดำเป็นดวงกลมนับหลายหมื่นลอยละล่องในเวหา ไม่ไกลจากตัวนางซึ่งเป็นผีเสื้อตัวน้อยในวงยมทูตยมทูตมักปิดวาจา ไม่ใคร่สนทนา นอกเสียจากกับยมทูตด้วยกัน ท่านลุงค่อนข้างรำคาญนางเอามาก ๆ หากเห็นนางเดิ
“ว่าง… อย่าเสียเวลาข้า ดวงวิญญาณมากมายเฝ้ารอเทพมรณา ข้าจำต้องออกไปรับดวงวิญญาณ นำทัพยมทูต…” นางพูดแทนเขา ขยับปลายนิ้วเรียวยาวหยิกจมูกโด่งเป็นสันคม เขาย่นจมูก พ่นลมหายใจสีชาดแลดูน่าสะพรึงกลัว นางมิได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย แถมยังต่อว่า “ข้าได้ยินจนเบื่อ เชื่อข้าเถอะ ถึงท่านไม่ทำงาน ยังมีเทพมรณาอีกตั้งสอง”“ทำงานได้เรื่องที่ไหน...”“ท่านไม่ควรดูแคลนผู้ใดในแดนมรณา แดนปีศาจ แดนเทพ แม้แต่มนุษย์ผู้ไร้ซึ่งพลัง พวกเขามีความคิดยิ่งใหญ่เกรียงไกร มีหัวใจกล้าหาญเสียสละ นีเทียนต้าเซิน ท่านรู้ไหม? ราชาแห่งสวรรค์ปกครองแดนเทพด้วยเมตตาธรรม ท่านอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ดูแคลนแม้กระทั่งปีศาจ”“เจ้าเคยพบเขาผู้นั้นหรือ? ข้าว่าเจ้าเพียงได้ยินมา ส่งสารผ่านปากต่อปาก เจ้ารู้จักคน แต่หารู้จักใจเขาไม่”ถิงถิงส่ายหน้า ค่อนขอดเทพผู้ผยองตน เขาหลุบตามองนาง หัวเราะชั่วร้าย นางกล่าวว่าแม่เฒ่าเล่าให้นางฟัง นางอดไม่ไหวต้องสั่งสอนเทพซะบ้าง“ท่านเงียบเสีย... จูบข้า”“เจ้า... อยากตายรึ?” เขาเข่นเขี้ยวขู่นาง ออกแรงขัดขืนการบังคับจากลมพัดไหวข้างใบหู ทว่าในห้วงนิทรานี้ไม่ว่านางสั่งอะไรก็จำต้องทำตาม“จูบข้า ที่หน้าผาก แก้ม ริมฝีปาก”นี
นัยน์ตาเยียบเย็นสีชาดไม่ไหวติง แม้ปีศาจสาวจะพลิกฝ่ามือดึงเทพมรณาให้มานั่งจิบชาในฝั่งตรงกันข้าม บังคับเขาไปเสียทุกอย่างดั่งใจนาง เสกถ้วยชาและขนมหน้าตาน่ารับประทาน แป้งปั้นเป็นรูปดอกไม้ รูปภูตแมลงผีเสื้อ เต่าทอง วางเรียงรายในจานดินเผาบนโต๊ะเตี้ย ๆเมื่อตรึกตรองดูแล้วนีเทียนต้าเซินใช้พลังมากมหาศาลในการผนึกตำราสีชาด มันเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ตามคำตักเตือนของยมทูตอาวุโส ตอนนี้เขาไม่น่ามีพลังมากพอทำลายห้วงนิทราผีเสื้อใช่แล้วล่ะ... นอกเสียจากผนึกตำราไม่ได้ ร่างปลอมมาพบนางอย่างลับ ๆ ชั่วพริบตาเดียวก็หายไป กระจกเวทแปดเหลี่ยมนี้นางได้มาจากเขา เรียกของวิเศษมาให้นางเหมือนกระบี่ปีศาจเพียงนางเอ่ยขอ“ข้าเดาว่าท่านกำลังใช้ความคิด ไม่รู้ว่าในนิทราผีเสื้อสามารถทำงานของท่านได้หรือไม่?”“...”นีเทียนต้าเซินนั่งนิ่งขรึม มองนางรินชาอย่างกุลสตรีก่อนหน้านี้นางเปลี่ยนอาภรณ์เทพมรณาเป็นสีฟ้าคราม สีเขียวมรกต ปักปิ่นงดงามอย่างคุณชายในเมืองมนุษย์ เป็นสีขาวอย่างบุรุษเทพในเทวโลก เป็นสีนิลสนิทมีกรงเล็บปีศาจประหนึ่งจอมมาร นางเรียกเขาท่านจอมมารแล้วหัวเราะ นางเล่นสนุกกับการเปลี่ยนอาภรณ์ของเขาไปมาจนพลังหยินลอยละล่องเต็
ฝันไปเถอะ!นีเทียนต้าเซินหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน แทนที่จะลั่นวาจาเด็ดขาด ไม่มีทางรับดวงวิญญาณนางมาเป็นยมทูต ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ลิขิตชะตา เป็นเรื่องเหนืออำนาจการควบคุม ภพชาติหน้าของนางจะเกิดเป็นอะไรก็หาได้รู้ไม่ขณะนัยน์ตาสีชาดยังคงเพ่งมองท่าทีโอหัง หวังให้นางศิโรราบ เขายืนเอามือไพล่หลังข้างฟูกนาง“ลุกขึ้นมาทำงานของเจ้า ไหวหรือไม่?”“ข้าไม่ทำงานให้ท่านแล้ว ข้าจะไป... จากที่นี่”“เจ้าแน่ใจ?”“เจ้าค่ะ ท่านและข้า ขออย่าได้พบกันอีกเลย หากมิใช่ในปรภูมิ หวังว่าท่านจะไม่ลืมที่ลั่นวาจาเอาไว้ว่าข้าเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ”สีหน้าของผู้ขลาดกลัวบัดนี้เป็นคนละคน นางไม่อ่อนน้อมยอมตามอีกต่อไปนีเทียนต้าเซินเบิกเนตรสีชาด ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดประหลาดในอก ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อยมทูตตัดขาดจากห้วงความรู้สึกสิ้น อีกใจหนึ่งก็หวังให้นางเปลี่ยนคำพูดของนาง กลับพบเพียงลูกแก้วอำพันเปี่ยมล้นหยดน้ำตา นางยืนกรานว่าจะกลับเรือนใต้ เขากลั้นใจตอบนาง“ได้ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจดีแล้ว ข้าจะไปส่งเจ้า”-----------หัวใจปีศาจเคยสงบราวสายน้ำนิ่ง บัดนี้ไม่ต่างจากกระแสน้ำวน นางทั้งสับสน เสียใจ ไยเทพมรณาช่างไร้เย
ระหว่างที่นางลุกขึ้นไปเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ เจ้าร่างปลอมไม่เลิกตามนาง แถมทำหน้าตาขึงขังเจ้าเล่ห์ นางเกือบจะควักกระบี่ปีศาจออกมาฟาดฟันการต่อสู้อันไร้ประโยชน์หยุดลงในหัว เมื่อสิ่งของสำคัญอยู่ในเรือนใต้ทั้งหมด นางนั่งถอนหายใจบนฟูก ก่อนจะเบิกตากว้างมองกระบี่สีนิลปรากฏในมือเทพ ไม่รู้ว่าร่างปลอมเสกมันขึ้นมาได้อย่างไร เขาขยับฝีเท้าเข้ามาหานาง ส่งกระบี่สลักลายบุปผาให้นางกับมือ นางลุกขึ้นยิ้มดีใจ“กระบี่ปีศาจข้า... ท่านได้มายังไง?”ร่างปลอมยิ้มให้นางแทนคำตอบ นางพยายามถามเขาเท่าไรก็ยอมบอกนาง“ก็ได้ ข้าจะยอมตามใจท่านสักวัน ท่านตัวปลอม ขอโทษที่ข้าเสียมารยาท”ใบหน้าหล่อเหลาแลดูอ่อนโยนแม้กระทั่งในแววตา เขาชื่นชมนางพลางว่า ‘ดีแล้ว ดีมาก’ โน้มลงแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียน นางสะดุ้ง ยกมือแปะหน้าผากเหมือนถูกของร้อน แก้มแดงระเรื่อไปถึงใบหู“ท่านทำอะไรน่ะ!?”“เจ้าชอบ”“ทะ... ท่านเป็นเพียงภาพลวงตา”“เหลวไหล เบื้องหน้าสายตาเจ้าเป็นเรื่องจริง มีอยู่จริง เจ้าเชื่อข้า”“ท่าน... เหมือนเขามาก ทั้งกายทิพย์... วิญญาณ ทั้งกลิ่นดอกปี่อั้น...”“เมื่อคืนข้านอนข้างหลังเจ้า... ใส่ยาบนปีกเจ้า...”ถิงถิงกลอกตาใช้ความคิด ตั้







