LOGINปีศาจสาวในอาภรณ์สีชาดลุกขึ้นจากฟูก สยายปีกหงิกงอดูไม่เป็นโครงร่าง หลังเปลี่ยนชุดจากหีบอาภรณ์ด้วยการสะบัดมือเพียงครั้ง
ร่างบอบบางของนางแทบปลิวไปกับสายลม ด้วยความที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาร่วมอาทิตย์ นางมิได้ดื่มกลืนพลังวิญญาณหลังการสู้รบกับเจ้าตำราโหด นางเดินโซเซไปทางบริเวณด้านหลังเรือนไม้
ใต้เวหาเยียบเย็นทุกแห่งหนเต็มไปด้วยเหมันต์ เบื้องหน้าปรากฏเพียงความมืดมิด นางยกสองมือกอดกุมตน ริมฝีปากสีชาดสั่นระริก นางใช้เวทแห่งแสงจากฝ่ามือเป็นเครื่องนำทางแทนโคมไฟและเพื่อบรรเทาความหนาว
นัยน์ตาสีอำพันของปีศาจมองเห็นได้ไกลแม้ในความมืด นางชะเง้อคอมองถัดไปจากสวนพฤกษาขนาดเล็ก เป็นภูเขาทิศตะวันออกทอดยาวสุดตา เมืองกว้างใหญ่ไพศาลแบ่งออกเป็นแดนเหนือแดนใต้ นางพอมองเห็นเป็นเค้าโครงบ้านเรือน น่าจะเป็นที่พำนักอาศัยของเหล่ายมทูต
“เจ้าจะไปไหน?” น้ำเสียงเยียบเย็นที่ดังขึ้นจากข้างหลังเรียกนาง ถิงถิงหน้าตาตื่นตระหนก ก่อนจะตั้งสติได้ว่านางไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวเขาผู้นี้ ไม่มีทางทำร้ายนางแน่ ตราบใดที่นางยังมีประโยชน์
“ข้ามาเดินเล่น ดูข้างหลังห้องข้า ข้าจะไปที่ไหนได้”
“เจ้ารู้ก็ดี ผู้ไม่มีพลังยมทูต ไม่สามารถเปิดทางเข้าออกแดนมรณา...”
เทพมรณาเอามือไพล่หลัง กดสายตาลงมองนางด้วยท่าทางดูแคลน คล้ายจะบอกว่า ‘เจ้าปีศาจน่ารำคาญ เจ้าไปไหนไม่ได้อยู่ดี’ เขาขยับฝีเท้าเข้าไปใกล้นาง
ถิงถิงเงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาสีชาด เอ่ยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “ที่ข้าหยุดร้องไห้คร่ำครวญเป็นเพราะว่าข้าหมดเรี่ยวแรง ข้าไม่ได้กินอะไรเลย”
เทพมรณาผายมือออก ยื่นลูกแก้ววิญญาณให้นาง เมินหน้าหนีไปอีกทาง
“ข้าไม่กิน”
“เจ้ารู้สึกดีขึ้นเมื่อไร จะได้กลับมาทำงานของเจ้า เรื่องต้นไม้วิญญาณ ข้าจะจัดการให้เจ้าในภายหลัง”
“ภพชาตินี้ของข้าเป็นปีศาจต่ำช้าบาปหนา ข้าไม่รับพลังจากลูกแก้ววิญญาณ ไม่สร้างวิบากกรรมใหม่ พวกเขาสมควรไปเวียนว่ายตายเกิด ข้าดับกระหายด้วยผลของต้นไม้วิญญาณเท่านั้น”
‘เจ้าปีศาจเรื่องมาก!’
ความเกรี้ยวกราดภายในใจเทพมรณาไม่ประกาศออกมาเสียทีเดียว ทว่าดวงตาคู่คมปลาบประกายดุดันสีโลหิตราวกับว่าจะเข่นฆ่านาง มือหยาบกร้านยื่นลูกแก้ววิญญาณให้นางอย่างยัดเยียด แต่นางกลั้นหายใจ
“จะเดินทางไปหาต้นไม้วิญญาณไม่ใช่เรื่องง่าย ข้ายังไม่สะดวกไปตามหาแหล่งอาหารชั้นยอดให้เจ้า”
“เพียงข้ามไปยังภพภูมิปีศาจ ไม่ไกลจากบ้านหลังเดิมของข้า อาจเป็นภพภูมิลับแล ในเทวโลกชั้นน้ำ ภพภูมิบาดาล เทพระดับท่านกะพริบตาครั้งเดียวก็เกิดขึ้นได้แล้ว”
“ข้ายังไม่ว่างไปตอนนี้ ทำไมเจ้าพูดไม่รู้เรื่อง?”
“ข้ากินพวกเขาไม่ลงเจ้าค่ะ ท่านพาลูกแก้วในมือท่านไปส่งปรภูมิเถิด”
“หากว่าเจ้าไม่ไหว อย่ามาหาว่าข้าแล้งน้ำใจ เพราะยมทูตล้วนไม่มี...”
“ข้าจะจำคำนั้นเอาไว้” นางตอบด้วยแววตาก้าวร้าว ไม่สนใจใบหน้าหล่อเหลาที่เกรี้ยวกราด แม้ว่าเขาจะพยายามต่อรองกับนาง สะบัดปีกหงิกงอราวดอกไม้แห้งเหี่ยวกลับเข้าเรือนนอนไป
----------
ด้วยสัญชาตญาณปีศาจราตรี เป็นพวกรักศักดิ์ศรีจนตัวตาย
ถึงแม้ว่านางทั้งหวาดกลัวและหิวโหย แต่นางเป็นพวกมากเรื่อง ปากท้องสำคัญเท่าฟ้า นางยอมตายได้เพื่ออาหารจานเดียว นางเคยอ่านตำราในเรือนใต้ จากปากต่อปาก ได้ยินมาว่ามนุษย์บนโลกก็เป็นเช่นนั้น
มนุษย์สามารถทำทุกอย่างเพื่ออาหารอันโอชะ พระกระยาหารของฮ่องเต้พิถีพิถันทุกขั้นตอน ต้องประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ข้าว อาหาร สิ่งล้ำค่า ภาชนะที่บรรจุพระกระยาหารก็ต้องไม่ซ้ำกัน
ประชาชนทั่วไปยังทำกับข้าวเต็มโต๊ะอาหาร ต้อนรับการกลับมาของครอบครัว ภรรยาปรุงอาหารบำรุงบำเรอใจสามีและลูกน้อย
ในเมืองปีศาจแทบทุกเรือนมีสุราอาหารสำหรับการสังสรรค์ในยามราตรี แม้แต่เทพก็ยังสังสรรค์ให้การต้อนรับมิตรสหายในบางโอกาส
นางไม่กินขยะพวกนี้!
สตรีในอาภรณ์สีนิลนำผลไม้หน้าตาประหลาดมาให้นาง ซุปต้มกระดูกโรยด้วยข้าวเปลือกแห้ง ๆ รสชาติห่วยแตกสิ้นดี
โยนให้สุนัขกิน มันจะกินหรือเปล่า?
พอนางถามพวกเขาไปตามตรง ยมทูตนี่ไม่รู้วิธีการทำอาหารเลยหรือยังไง พวกเขาหน้าตาบึ้งตึงแล้วหายไป ยมทูตตนใหม่ในร่างชายชรานำอาหารมาให้นางอีก นางเลยบอกว่ามันกินไม่ได้ ทำไมท่านลุงไม่ลองกินเข้าไปดูล่ะ
ค่ำนี้อาหารทั้งน้ำต้มแกงและผักทอดบนโต๊ะไม้สักที่เหมือนกับห้องนอนของนางในเรือนใต้ ยังคงเย็นชืดและไม่พร่องหายไป กระทั่งกลุ่มเมฆาหยินหยางก่อตัวขึ้นกลางหอนอน
บุรุษร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีนิลยืนเอามือไพล่หลัง นัยน์ตาสีชาดแลดูดุดันร้ายกาจกว่าทุกวัน
“เจ้าคิดว่ามีข้อต่อรองกับข้าหรือ? เจ้าปีศาจผีเสื้อ”
“คิดว่ามี...” นางเชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง แน่ใจว่าเทพมรณาคงหวังให้นางเข้าไปต่อสู้กับตำราแห่งความตายอีก เพื่อยืดอายุขัยของยมทูต เขาจึงพยายามบังคับนางให้นางกินอาหารฟื้นฟูพลังกายแม้เพียงสักเล็กน้อย
“กินอาหารของเจ้าแล้วลุกขึ้นมาทำงาน” เสียงเข้มออกคำสั่ง มือหนากางตำราเล่มเก่าออก มันลอยอยู่กลางห้อง
สิ่งที่นางทำคือกระโจนกายเข้าไปในตำราทั้งในสภาพไร้ปีก หลังจากนั้นกลไกข้างในก็ทำให้นางเกือบเอาชีวิตไม่รอด เทพมรณาดึงนางออกมาด้วยเวทหยินก่อนที่นางจะถูกเสาต้นหนึ่งล้มทับ กรงเล็บอสุรกายตะครุบข้อเท้านางไว้ มันคงจับได้เพียงอาภรณ์ขาดวิ่น
“โง่เง่าสิ้นดี!”
บุรุษเทพบริภาษอย่างเกรี้ยวกราด นางลืมตาข้างหนึ่งมองเขา กัดกรามกรอด ๆ
รอยกรงเล็บของอสุรกายในตำรายังปรากฏบนลำคอเพรียวระหง ผิวขาวละเอียดมีโลหิตเกรอะกรัง แม้กระทั่งตรงมุมปาก
โดยปกติแล้วเขามักยืนมองนางด้วยแววตาไร้อารมณ์ แต่เมื่อนางมีลมหายใจในร่างที่ดูไม่ได้ ควรสมใจเขาหรือไม่อย่างไร นางหาได้รู้ไม่
“ข้ายอมทำตัวโง่เง่าเพราะว่าข้าหิว ข้าอยากกินของดี ๆ ข้าผิดด้วยหรือ?”
“ข้าจะพาเจ้าไป เมื่อข้าสะสางปัญหาในแดนมรณาเรียบร้อยดี”
“เมื่อไร?”
ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษของนางยืนกรานว่าเขาควรให้ความเมตตาต่อนางบ้าง นางคิดว่ามีข้อต่อรอง นางไม่ควรให้ท่านเทพเห็นนางเป็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่จะทำอะไรก็ได้
“เอาไว้ข้าจะบอกเจ้า”
“ข้าไม่ดับกระหายด้วยลูกแก้ววิญญาณโดยเด็ดขาด ต่อให้พวกเขาจะเป็นวิญญาณหลงทาง สูญเสียความทรงจำ ไม่คิดไปเกิดใหม่แล้วก็ตาม และหากข้าไม่มีพลังเวทเต็มกาย ข้าก็ทำงานไม่ได้” นางกระตุกยิ้มอย่างมีลับลมคมใน นึกขึ้นได้ว่าเจ้านครมรณาพยายามเข้าหานางมาสักระยะ
ก่อนหน้านี้บุรุษแปลกหน้าลักลอบเข้าห้องนอนของนาง เพื่อยื่นข้อต่อรองกับนางว่าจะมาช่วยงานให้เขาหรือไม่ เป็นนางเสียเองไม่มีโอกาสรับสาร
มักมีเหตุการณ์บางอย่างมาขัดขวางไม่ให้นางได้พูดจากับเขา ประกอบกับว่านางกำลังจะแต่งงาน จึงหาเรื่องออกไปสังสรรค์กับมิตรสหาย นางไปไหนต่อไหนประสาปีศาจรักสนุก รุ่งอรุณเมื่อใดนางไม่เคยที่จะอยู่เรือน
นางเชื่อว่าตัวนางน่ะสำคัญมากพอที่เขาจะพานางไปดื่มด่ำพลังวิญญาณแน่ เพียงแต่ว่าเมื่อไร?
ตาสบตาในห้องเงียบเชียบ นางคิดว่าเขากำลังจะให้คำตอบนาง แววตาที่แสนเยือกเย็นดันหายไปเสียเฉย ๆ นางเอามือกอดอก เบิกตาถลน
“เทพเผด็จการเช่นท่านไร้มารยาทจริง ๆ คอยดูเถิด ยังไงท่านก็ต้องพาข้าไป!”
กระดิ่งลางร้ายในเรือนใต้ที่สั่นดังทำให้มิอาจชะล่าใจ หลี่หวังหยางนัดแนะบรรดาปีศาจให้เล่นละครไปตามน้ำ ตบตากลุ่มควันหยินหยางซึ่งอาจปรากฏตัวอีกเมื่อใดก็ได้ ตามคาดการณ์ว่ายมทูตอาจกลับมา เมื่อศัตรูตายใจ จะได้ไม่เสียการใหญ่ ค่อยส่งสารแจ้งฝั่งจิ้งจอกเงินให้สลักอักษรไว้บนฝ่ามือว่า ‘忘’ ลืม หมายถึงเวทลบเลือนความจำของยมทูต“ที่ใดมีความตาย ที่นั่นมียมทูต พวกนั้นรวบรวมดวงวิญญาณมากมายไปเพื่ออะไร?”สีหน้าสงสัยแกมเจ้าเล่ห์ของปีศาจเฒ่าในร่างบุรุษรูปงามซักไซ้เอาความจริงจากร่างไร้สติสตรีในอาภรณ์สีชาดอยู่ในเงื้อมมือ เวทหยินห้อมล้อมรอบลำคอ ยามนี้จะบีบคั้นนางก็ตายเปล่า นางสูญสลายเป็นเถ้าควันได้ในพริบตาข้างกันนั้นเป็นพี่สาวทั้งสองนอนฟุบบนพื้นหญ้า ญาติผู้พี่อีกสาม บุรุษจิ้งจอกผู้ติดตามฮู่โหมวยังคงไม่ฟื้นจากแรงปะทะของเวทปีศาจราตรี การสะบัดพิษจากปีกของหลี่หวังหยางทำลายเวทหยินหยางใต้อักษร 忘 กลางหน้าผากจนแตกเป็นเสี่ยง ดวงตาสีอำพันเปิดเผยบนปีกสีนิลทั้งแปดคู่ หลังจากนั้นเรือนไม้ในงานวิวาห์กลายเป็นพื้นที่โล่งเปล่าเยียบเย็น“พวกมันใช้เวทลบเลือนความทรงจำ ส่งตัวเจ้าสาวกลับคืนสู่งานวิวาห์เช่นคืนที่ลักพาตัวเจ้าไป อื้ม.
ถิงถิงพร่ำพรอดกอดเทพมรณาหลังจากที่เขาไม่ขัดขืนนางอีก ฝ่ามือเย็นเฉียบของนางลูบไล้ผิวกายอุ่น ได้ยินเสียงผ่อนลมหายใจครืดคราดผ่านใบหูไปไว ๆ เขาปิดตาลงบ่อยครั้งจนนางขมวดคิ้วสงสัย กว่าที่นางจะรับรู้ได้อีกคราจากสัมผัสของมืออุ่นร้อน กำลังลูบผ่านแผ่นหลังบางเนื้อกายของนางและเขาแนบชิดสนิทสนม ไอปีศาจห้อมล้อมทั้งสองเรือนกาย นางสารภาพต่อเขาว่านางมีความสุขมากมายเท่าไร“ความสุขอะไรของเจ้า ร่วมแรมปีในนครมรณา ใต้ต้นไม้วิญญาณ ในเรือนไม้ที่ข้ามานั่งทำงานเคียงข้างเจ้า ข้าเฝ้ามองเจ้า วัน ๆ เจ้าเอาแต่นอนเกียจคร้าน”“นานขนาดนั้นเชียวหรือ?”“อื้ม... ตอนข้าไม่อยู่ เจ้าไปเที่ยวเล่น ข้ามเทือกเขาไปก่อกวนยมทูตในหลายเขตแดน เจ้าทักทายพวกเขาทุกรุ่งอรุณ ยมทูตกลับมาจากการรวบรวมดวงวิญญาณ ไยเจ้ายืนกรานว่ามีความมืดมิดเป็นสหาย?”ปีศาจน้อยคลี่ยิ้ม กลอกแววตาซุกซน ยามหวนคิดถึงท่านลุงทั้งหลายท่ามกลางราตรีมืดมิดของเมืองมรณา กลุ่มเมฆาสีขาวสลับดำเป็นดวงกลมนับหลายหมื่นลอยละล่องในเวหา ไม่ไกลจากตัวนางซึ่งเป็นผีเสื้อตัวน้อยในวงยมทูตยมทูตมักปิดวาจา ไม่ใคร่สนทนา นอกเสียจากกับยมทูตด้วยกัน ท่านลุงค่อนข้างรำคาญนางเอามาก ๆ หากเห็นนางเดิ
“ว่าง… อย่าเสียเวลาข้า ดวงวิญญาณมากมายเฝ้ารอเทพมรณา ข้าจำต้องออกไปรับดวงวิญญาณ นำทัพยมทูต…” นางพูดแทนเขา ขยับปลายนิ้วเรียวยาวหยิกจมูกโด่งเป็นสันคม เขาย่นจมูก พ่นลมหายใจสีชาดแลดูน่าสะพรึงกลัว นางมิได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย แถมยังต่อว่า “ข้าได้ยินจนเบื่อ เชื่อข้าเถอะ ถึงท่านไม่ทำงาน ยังมีเทพมรณาอีกตั้งสอง”“ทำงานได้เรื่องที่ไหน...”“ท่านไม่ควรดูแคลนผู้ใดในแดนมรณา แดนปีศาจ แดนเทพ แม้แต่มนุษย์ผู้ไร้ซึ่งพลัง พวกเขามีความคิดยิ่งใหญ่เกรียงไกร มีหัวใจกล้าหาญเสียสละ นีเทียนต้าเซิน ท่านรู้ไหม? ราชาแห่งสวรรค์ปกครองแดนเทพด้วยเมตตาธรรม ท่านอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ดูแคลนแม้กระทั่งปีศาจ”“เจ้าเคยพบเขาผู้นั้นหรือ? ข้าว่าเจ้าเพียงได้ยินมา ส่งสารผ่านปากต่อปาก เจ้ารู้จักคน แต่หารู้จักใจเขาไม่”ถิงถิงส่ายหน้า ค่อนขอดเทพผู้ผยองตน เขาหลุบตามองนาง หัวเราะชั่วร้าย นางกล่าวว่าแม่เฒ่าเล่าให้นางฟัง นางอดไม่ไหวต้องสั่งสอนเทพซะบ้าง“ท่านเงียบเสีย... จูบข้า”“เจ้า... อยากตายรึ?” เขาเข่นเขี้ยวขู่นาง ออกแรงขัดขืนการบังคับจากลมพัดไหวข้างใบหู ทว่าในห้วงนิทรานี้ไม่ว่านางสั่งอะไรก็จำต้องทำตาม“จูบข้า ที่หน้าผาก แก้ม ริมฝีปาก”นี
นัยน์ตาเยียบเย็นสีชาดไม่ไหวติง แม้ปีศาจสาวจะพลิกฝ่ามือดึงเทพมรณาให้มานั่งจิบชาในฝั่งตรงกันข้าม บังคับเขาไปเสียทุกอย่างดั่งใจนาง เสกถ้วยชาและขนมหน้าตาน่ารับประทาน แป้งปั้นเป็นรูปดอกไม้ รูปภูตแมลงผีเสื้อ เต่าทอง วางเรียงรายในจานดินเผาบนโต๊ะเตี้ย ๆเมื่อตรึกตรองดูแล้วนีเทียนต้าเซินใช้พลังมากมหาศาลในการผนึกตำราสีชาด มันเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ตามคำตักเตือนของยมทูตอาวุโส ตอนนี้เขาไม่น่ามีพลังมากพอทำลายห้วงนิทราผีเสื้อใช่แล้วล่ะ... นอกเสียจากผนึกตำราไม่ได้ ร่างปลอมมาพบนางอย่างลับ ๆ ชั่วพริบตาเดียวก็หายไป กระจกเวทแปดเหลี่ยมนี้นางได้มาจากเขา เรียกของวิเศษมาให้นางเหมือนกระบี่ปีศาจเพียงนางเอ่ยขอ“ข้าเดาว่าท่านกำลังใช้ความคิด ไม่รู้ว่าในนิทราผีเสื้อสามารถทำงานของท่านได้หรือไม่?”“...”นีเทียนต้าเซินนั่งนิ่งขรึม มองนางรินชาอย่างกุลสตรีก่อนหน้านี้นางเปลี่ยนอาภรณ์เทพมรณาเป็นสีฟ้าคราม สีเขียวมรกต ปักปิ่นงดงามอย่างคุณชายในเมืองมนุษย์ เป็นสีขาวอย่างบุรุษเทพในเทวโลก เป็นสีนิลสนิทมีกรงเล็บปีศาจประหนึ่งจอมมาร นางเรียกเขาท่านจอมมารแล้วหัวเราะ นางเล่นสนุกกับการเปลี่ยนอาภรณ์ของเขาไปมาจนพลังหยินลอยละล่องเต็
ฝันไปเถอะ!นีเทียนต้าเซินหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน แทนที่จะลั่นวาจาเด็ดขาด ไม่มีทางรับดวงวิญญาณนางมาเป็นยมทูต ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ลิขิตชะตา เป็นเรื่องเหนืออำนาจการควบคุม ภพชาติหน้าของนางจะเกิดเป็นอะไรก็หาได้รู้ไม่ขณะนัยน์ตาสีชาดยังคงเพ่งมองท่าทีโอหัง หวังให้นางศิโรราบ เขายืนเอามือไพล่หลังข้างฟูกนาง“ลุกขึ้นมาทำงานของเจ้า ไหวหรือไม่?”“ข้าไม่ทำงานให้ท่านแล้ว ข้าจะไป... จากที่นี่”“เจ้าแน่ใจ?”“เจ้าค่ะ ท่านและข้า ขออย่าได้พบกันอีกเลย หากมิใช่ในปรภูมิ หวังว่าท่านจะไม่ลืมที่ลั่นวาจาเอาไว้ว่าข้าเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ”สีหน้าของผู้ขลาดกลัวบัดนี้เป็นคนละคน นางไม่อ่อนน้อมยอมตามอีกต่อไปนีเทียนต้าเซินเบิกเนตรสีชาด ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดประหลาดในอก ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อยมทูตตัดขาดจากห้วงความรู้สึกสิ้น อีกใจหนึ่งก็หวังให้นางเปลี่ยนคำพูดของนาง กลับพบเพียงลูกแก้วอำพันเปี่ยมล้นหยดน้ำตา นางยืนกรานว่าจะกลับเรือนใต้ เขากลั้นใจตอบนาง“ได้ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจดีแล้ว ข้าจะไปส่งเจ้า”-----------หัวใจปีศาจเคยสงบราวสายน้ำนิ่ง บัดนี้ไม่ต่างจากกระแสน้ำวน นางทั้งสับสน เสียใจ ไยเทพมรณาช่างไร้เย
ระหว่างที่นางลุกขึ้นไปเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ เจ้าร่างปลอมไม่เลิกตามนาง แถมทำหน้าตาขึงขังเจ้าเล่ห์ นางเกือบจะควักกระบี่ปีศาจออกมาฟาดฟันการต่อสู้อันไร้ประโยชน์หยุดลงในหัว เมื่อสิ่งของสำคัญอยู่ในเรือนใต้ทั้งหมด นางนั่งถอนหายใจบนฟูก ก่อนจะเบิกตากว้างมองกระบี่สีนิลปรากฏในมือเทพ ไม่รู้ว่าร่างปลอมเสกมันขึ้นมาได้อย่างไร เขาขยับฝีเท้าเข้ามาหานาง ส่งกระบี่สลักลายบุปผาให้นางกับมือ นางลุกขึ้นยิ้มดีใจ“กระบี่ปีศาจข้า... ท่านได้มายังไง?”ร่างปลอมยิ้มให้นางแทนคำตอบ นางพยายามถามเขาเท่าไรก็ยอมบอกนาง“ก็ได้ ข้าจะยอมตามใจท่านสักวัน ท่านตัวปลอม ขอโทษที่ข้าเสียมารยาท”ใบหน้าหล่อเหลาแลดูอ่อนโยนแม้กระทั่งในแววตา เขาชื่นชมนางพลางว่า ‘ดีแล้ว ดีมาก’ โน้มลงแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียน นางสะดุ้ง ยกมือแปะหน้าผากเหมือนถูกของร้อน แก้มแดงระเรื่อไปถึงใบหู“ท่านทำอะไรน่ะ!?”“เจ้าชอบ”“ทะ... ท่านเป็นเพียงภาพลวงตา”“เหลวไหล เบื้องหน้าสายตาเจ้าเป็นเรื่องจริง มีอยู่จริง เจ้าเชื่อข้า”“ท่าน... เหมือนเขามาก ทั้งกายทิพย์... วิญญาณ ทั้งกลิ่นดอกปี่อั้น...”“เมื่อคืนข้านอนข้างหลังเจ้า... ใส่ยาบนปีกเจ้า...”ถิงถิงกลอกตาใช้ความคิด ตั้







