Masukปีศาจสาวในอาภรณ์สีชาดลุกขึ้นจากฟูก สยายปีกหงิกงอดูไม่เป็นโครงร่าง หลังเปลี่ยนชุดจากหีบอาภรณ์ด้วยการสะบัดมือเพียงครั้ง นางเดินโซเซไปทางบริเวณด้านหลังเรือนไม้
“หิวจะตายอยู่แล้ว นี่เขาจะฆ่าข้าหรือยังไง”
ปีศาจน้อยโอดครวญใต้เวหาเยียบเย็น ร่างบอบบางแทบปลิวไปกับสายลม เมื่อไม่มีอะไรตกถึงท้องมาร่วมอาทิตย์
ยิ่งอ่อนแอก็ยิ่งเหน็บหนาว ถึงบาดแผลจากไฟกัลป์ในตำราจะดีขึ้นมาก ความเจ็บปวดบรรเทาลง เทพมรณาอนุญาตให้นางนอนหลับพักผ่อนสักสองราตรี
เบื้องหน้าปรากฏเพียงความมืดมิด นางยกสองมือกอดกุมตน ริมฝีปากสีชาดสั่นระริก นางใช้เวทแห่งแสงจากฝ่ามือเป็นเครื่องนำทางแทนโคมไฟและเพื่อบรรเทาความหนาว
นัยน์ตาสีอำพันของปีศาจมองเห็นได้ไกลแม้ในความมืด นางชะเง้อคอมองถัดไปจากสวนพฤกษาขนาดเล็ก ทิวทัศน์ภูเขาทิศตะวันออกทอดยาวสุดตา เมืองกว้างใหญ่ไพศาลแบ่งออกเป็นแดนเหนือแดนใต้ นางพอมองเห็นเป็นเค้าโครงบ้านเรือน น่าจะเป็นที่พำนักอาศัยของเหล่ายมทูต
“เจ้าจะไปไหน?” น้ำเสียงที่ดังขึ้นจากข้างหลังเรียกนาง ถิงถิงหน้าตาตื่นตระหนก ก่อนจะตั้งสติได้ว่านางไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว เขาไม่มีทางทำร้ายนางแน่ ตราบใดที่นางยังมีประโยชน์
“ข้ามาเดินเล่น ดูข้างหลังห้องข้า ข้าจะไปที่ไหนได้”
“เจ้ารู้ก็ดี ผู้ไม่มีพลังยมทูต ไม่สามารถเปิดทางเข้าออกแดนมรณา...”
เทพมรณาเอามือไพล่หลัง กดสายตาลงมองนางด้วยท่าทางดูแคลน คล้ายจะบอกว่า ‘เจ้าปีศาจน่ารำคาญ เจ้าไปไหนไม่ได้อยู่ดี’ เขาขยับฝีเท้าเข้าหานาง
ถิงถิงเงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาสีชาด เอ่ยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “ที่ข้าหยุดร้องไห้คร่ำครวญเป็นเพราะว่าข้าหมดเรี่ยวแรง หลังสู้รบกับเจ้าตำราโหด ข้าไม่ได้กินอะไรเลย”
เทพมรณาผายมือออก ยื่นลูกแก้ววิญญาณให้นาง เมินหน้าหนีไปอีกทาง
“ข้าไม่กิน”
“เจ้ารู้สึกดีขึ้นเมื่อไร จะได้กลับมาทำงานของเจ้า เรื่องต้นไม้วิญญาณ ข้าจะจัดการให้เจ้าในภายหลัง”
“ภพชาตินี้ของข้าเป็นปีศาจต่ำช้าบาปหนา ข้าไม่รับพลังจากลูกแก้ววิญญาณ ไม่สร้างวิบากกรรมใหม่ พวกเขาสมควรไปเวียนว่ายตายเกิด ข้าดับกระหายด้วยผลของต้นไม้วิญญาณเท่านั้น”
‘เจ้าปีศาจเรื่องมาก!’
ความเกรี้ยวกราดภายในใจเทพมรณาไม่ประกาศออกมาเสียทีเดียว ทว่าดวงตาคู่คมปลาบประกายดุดันสีโลหิตราวกับว่าจะเข่นฆ่านาง มือหยาบกร้านยื่นลูกแก้ววิญญาณให้นางอย่างยัดเยียด นางกลั้นหายใจ เม้มริมฝีปากแน่นเป็นฝาหอย
“การเดินทางไปหาต้นไม้วิญญาณไม่ใช่เรื่องง่าย ข้ายังไม่สะดวกไปตามหาแหล่งอาหารชั้นยอดให้เจ้า”
“เพียงข้ามไปยังภพภูมิปีศาจไม่ไกลจากบ้านหลังเดิมของข้า อาจเป็นภพภูมิลับแล ในเทวโลกชั้นน้ำ ภพภูมิบาดาล เทพระดับท่านพริบตาเดียวก็เกิดขึ้นได้แล้ว”
“ข้ามีเรื่องต้องทำมากมายในเมืองมรณา เหตุใดเจ้าพูดไม่รู้เรื่อง?”
“ข้ากินพวกเขาไม่ลงเจ้าค่ะ ท่านพาลูกแก้วในมือท่านไปส่งปรภูมิเถิด”
“หากว่าเจ้าไม่ไหว อย่ามาหาว่าข้าแล้งน้ำใจ เพราะยมทูตล้วนไม่มี...”
“ข้าจะจำคำนั้นเอาไว้” นางตอบด้วยแววตาก้าวร้าว ไม่สนใจใบหน้าหล่อเหลาที่เกรี้ยวกราด แม้ว่าเขาจะพยายามต่อรองกับนาง สะบัดปีกหงิกงอราวดอกไม้แห้งเหี่ยวกลับเข้าเรือนนอนไป
---------
ด้วยสัญชาตญาณปีศาจราตรี เป็นพวกรักศักดิ์ศรีจนตัวตาย ถึงแม้ว่านางทั้งหวาดกลัวและหิวกระหาย แต่นางเป็นพวกมากเรื่อง ปากท้องสำคัญเท่าฟ้า
อย่าว่าแต่ปีศาจเลย พี่สาวเล่าให้ฟังว่ามนุษย์บนโลกก็เป็นเช่นนั้น พวกเขาสามารถทำทุกอย่างเพื่ออาหารอันโอชะ พระกระยาหารของฮ่องเต้พิถีพิถันทุกขั้นตอน ต้องประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ข้าว อาหาร สิ่งล้ำค่า ภาชนะที่บรรจุพระกระยาหารก็ต้องไม่ซ้ำกัน ประชาชนทั่วไปทำกับข้าวเต็มโต๊ะอาหาร ต้อนรับการกลับมาของครอบครัว ภรรยาปรุงอาหารบำรุงบำเรอใจสามีและลูกน้อย
ในเมืองปีศาจแทบทุกเรือนมีสุราอาหารสำหรับการสังสรรค์ในยามราตรี แม้แต่เทพก็ยังสังสรรค์ให้การต้อนรับมิตรสหายในบางโอกาส ต่อให้ในเรือนใต้ไม่มีใครเอ็นดูนาง อาหารการกินก็ไม่เคยขาดตกบกพร่อง
นางไม่กินขยะพวกนี้!
เมื่อค่ำวานนี้สตรีในอาภรณ์สีนิลนำอาหารหน้าตาประหลาดมาให้นาง น้ำต้มกระดูกโรยด้วยข้าวเปลือกแห้ง รสชาติห่วยแตกสิ้นดี ข้างกันนั้นมีถ้วยยาสมุนไพรรักษาบาดแผล
พอนางถามพวกเขาไปตามตรง ยมทูตนี่ไม่รู้วิธีการทำอาหารเลยหรือยังไง โยนให้สุนัขกิน มันจะกินหรือเปล่า พวกเขาหน้าตาบึ้งตึงแล้วหายไป ยมทูตตนใหม่ในร่างชายชรานำอาหารมาให้นางอีก นางเลยบอกว่ามันกินไม่ได้ ทำไมท่านลุงไม่ลองกินเข้าไปดูล่ะ
ค่ำนี้อาหารทั้งน้ำต้มแกงและผักทอดบนโต๊ะไม้สักเลยเหมือนกับห้องนอนของนางในเรือนใต้ ทว่ารสชาติยังคงเย็นชืด นางเมินมองมันด้วยท่าทีรังเกียจ กระทั่งกลุ่มเมฆาหยินหยางก่อตัวขึ้นกลางหอนอน
บุรุษร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีนิลยืนเอามือไพล่หลัง นัยน์ตาสีชาดแลดูดุดันร้ายกาจกว่าทุกวัน
“เจ้าคิดว่ามีข้อต่อรองกับข้าหรือ? เจ้าปีศาจผีเสื้อ”
“คิดว่ามี...” นางเชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง เทพมรณาคงหวังให้นางเข้าไปต่อสู้กับตำราแห่งความตาย เพื่อยืดอายุขัยของยมทูตอีกแน่ เขาจึงพยายามบังคับนางให้นางกินอาหารฟื้นฟูพลังกาย
“กินอาหารของเจ้าแล้วลุกขึ้นมาทำงาน” เสียงเข้มออกคำสั่ง มือหนากางตำราเล่มเก่าออก มันลอยอยู่กลางห้อง
สิ่งที่นางทำคือกระโจนกายเข้าไปในตำราทั้งในสภาพไร้ปีก หลังจากนั้นกลไกข้างในก็ทำให้นางเกือบเอาชีวิตไม่รอด เทพมรณาดึงนางออกมาด้วยเวทหยินก่อนที่นางจะถูกเสาต้นหนึ่งล้มทับ กรงเล็บอสุรกายตะครุบข้อเท้านางไว้ มันคงจับได้เพียงอาภรณ์ขาดวิ่น
“โง่เง่าสิ้นดี!”
บุรุษเทพบริภาษอย่างเกรี้ยวกราด นางลืมตาข้างหนึ่งมองเขา กัดกรามกรอด ๆ
รอยกรงเล็บของอสุรกายในตำรายังปรากฏบนลำคอเพรียวระหง ผิวขาวละเอียดมีโลหิตเกรอะกรัง แม้กระทั่งตรงมุมปาก
โดยปกติแล้วเขามักยืนมองนางด้วยแววตาไร้อารมณ์ แต่เมื่อนางมีลมหายใจในร่างที่ดูไม่ได้ ควรสมใจเขาหรือไม่อย่างไร นางหาได้รู้ไม่
“ข้ายอมทำตัวโง่เง่าเพราะว่าข้าหิว ข้าอยากกินของดี ๆ ข้าผิดด้วยหรือ?”
“ข้าจะพาเจ้าไป เมื่อข้าสะสางปัญหาในแดนมรณาเรียบร้อยดี”
“เมื่อไร?”
ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษของนางยืนกรานว่าเขาควรให้ความเมตตาต่อนางบ้าง นางคิดว่ามีข้อต่อรอง นางไม่ควรให้ท่านเทพเห็นนางเป็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่จะทำอะไรก็ได้
“เอาไว้ข้าจะบอกเจ้า”
“ข้าไม่ดับกระหายด้วยลูกแก้ววิญญาณโดยเด็ดขาด ต่อให้พวกเขาจะเป็นวิญญาณหลงทาง สูญเสียความทรงจำ ไม่คิดไปเกิดใหม่แล้วก็ตาม หากข้าไม่มีพลังเวทเต็มกาย ข้าก็ทำงานไม่ได้” นางกระตุกยิ้มอย่างมีลับลมคมใน นึกขึ้นได้ว่าเจ้านครมรณาพยายามเข้าหานางมาสักระยะ
ก่อนหน้านี้บุรุษแปลกหน้าลักลอบเข้าห้องนอนของนาง เพื่อยื่นข้อต่อรองกับนางว่าจะมาช่วยงานให้เขาหรือไม่ เป็นนางเสียเองไม่มีโอกาสรับสาร
มีเหตุการณ์บางอย่างมาขัดขวางมิให้นางได้เจรจากับเขา ประกอบกับว่านางกำลังจะแต่งงาน จึงหาเรื่องออกไปสังสรรค์กับมิตรสหาย นางไปไหนต่อไหนประสาปีศาจรักสนุก นางไม่เคยที่จะอยู่เรือนจนถึงวันแต่งงาน
นางเชื่อว่าตัวนางน่ะสำคัญมากพอที่เขาจะพานางไปดื่มด่ำพลังวิญญาณ เพียงแต่ว่าเมื่อไร?
ตาสบตาในห้องเงียบงัน ปีศาจน้อยคิดว่าท่านเทพกำลังจะให้คำตอบนาง แววตาที่แสนเยือกเย็นดันหายไปเสียอย่างนั้น นางเอามือกอดอก เบิกตาถลน
“คอยดูเถิด เทพไร้มารยาทเช่นท่าน ยังไงก็ต้องพาข้าไปหาต้นไม้วิญญาณ!”
สองวันถัดมา บาดแผลบนร่างกายนางหายสนิทดีด้วยพลังสีชาด สามีเป็นผู้รักษานางอย่างระวัง พร้อมกำชับนางว่าเรื่องนี้สำคัญเป็นอย่างมากบททดสอบในตำราสีชาดเปรียบเปรยถึงโลกปีศาจ ในเมื่อนางเป็นปีศาจ อาจหมายถึงการใช้ชีวิตร่วมกันของสามีภรรยา จะต้องเข้าใจกันในโลกของปีศาจ ทั้งเผ่าพันธุ์ผีเสื้อและจิ้งจอกนิล ในร่างจางหลิงนี้เขาสามารถใช้ได้ทั้งเวทหยินหยาง เวทสีชาดของตำรา เช่นเดียวกับนางที่เรียนรู้มันได้อย่างรวดเร็ว“จางหลิงผู้นี้ปรารถนาในสิ่งของหายาก เป็นนักสะสมเหมือนท่านปู่เจ้า วันหนึ่งเขาดันได้ยินเรื่องประหลาดจากทาสในเรือน ปีศาจน้อยตระกูลเหมยเตี๋ยมีปีกสีชาดงามนัก จึงยื่นข้อเสนอให้มารดาผีเสื้อส่งตัวนางมา”“หมายความว่าเรื่องราวในตำราสีชาดเชื่อมโยงกับโลกความจริงบางส่วนหรือเจ้าคะ?”สามีพยักหน้า “ใช่แล้ว เจ้าฉลาดมาก” เขาจิ้มหน้าผากนางอย่างหยอกล้อบนฟูกในห้องกว้างขวาง ปีศาจน้อยสวมชุดสีขาวเนื้อผ้าเบาบาง เฝ้ามองเขี้ยวตรงมุมปากของสามีด้วยแววตาหลงใหล บุรุษจิ้งจอกมีหางทั้งเก้าพลิ้วไหวอยู่เบื้องหลัง ไอปีศาจห้อมล้อมรอบกาย แลดูน่าเกรงขามเฉกเช่นเทพมรณา แม้ในรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เขาตั้งคำถามนางพร้อมให้คำอธิบา
บุรุษผู้ไม่เคยมีรัก จะเข้าใจความรักก็หาไม่ นีเทียนต้าเซินมีเลือดปีศาจมากกว่าเจ็ดส่วน บิดากล่าวว่าเขาเหมาะสมกับการเป็นเทพผู้ลงทัณฑ์ความชั่วร้ายยิ่งกว่าผู้ใดในเทวโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขามิใช่เทพสวรรค์ผู้มีเมตตาและให้อภัย การถือกำเนิดของเขาเป็นเรื่องเหมาะควร เป็นสมดุลนรกสวรรค์ทว่าการบำเพ็ญเพียรเพื่อสำเร็จเป็นเทพผู้พิพากษาไม่ต่างจากการเสียสละตน ในที่สุดเขาก็กลายเตาดูดพลังแห่งความเคียดแค้นชิงชัง ตำราซึ่งคาดหวังให้ผู้ถือครองพลังสีชาดเปี่ยมด้วยความรักอันบริสุทธิ์ ไม่มีทางเป็นไปได้!“เจ้าปีศาจชั่ว ข้าจะโยนเจ้าลงกระทะทองแดงหมื่น ๆ ครั้ง ข้าจะใช้เกวียนนรกบดร่างเจ้า… ทั้งสองคน” ร่างกระดูกขบเขี้ยวฟัน กอดร่างงามในอาภรณ์สีชาดที่หลับใหล ยกมือทุบอกร่ำไห้ เขาบังคับพานางกลับเมืองมรณาจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยกล่าวกับนางว่ายมทูตไร้หัวใจ เขากลืนคำพูดตนเมื่อพบบ่าวสาวจับมือเคียงคู่ เขาตัดพ้อไยนางทำเช่นนี้ หากนางรักฮู่โหมว ก็ควรฆ่าเขาให้ตายไปกับนาง เขาพร้อมจะตายเพราะพิษรัก ปีศาจทุกตนในงานวิวาห์ของนางก็ต้องตาย!หลังชิงตัวนางมาจากวิวาห์โลหิต เขาตัดสินใจว่าจะละสังขารตามนางไป เขาทนเห็นนางมีความสุขกับชายอื่นไม่ได
ทั้งสองมีปากเสียงกันในสถานที่อีกแห่งหนึ่งจนโดนไล่ออกจากร้าน นีเทียนต้าเซินถูกเรียกว่าปีศาจมรณาในเมืองนี้ เหล่าปีศาจได้ยินข่าวลือแว่ว ๆ ว่าเขาเป็นผู้เดียวที่กล้ามีเรื่องกับตระกูลจิ้งจอกเงินและปีศาจราตรีถิงถิงไม่เข้าใจสามี นึกย้อนไปตอนเขาสวมชุดเจ้าสาวให้นาง ส่งร่างที่หลับใหลสู่งานวิวาห์ในอาภรณ์สง่างาม เขาควรบอกลานาง ให้นางไปพบชะตากรรมของตน ไยเขากลับทำให้นางและบุตรชายคนโตของจิ้งจอกเงินไร้วาสนาเป็นสามีภรรยาถึงสองคราตอนนี้เขารังแกศัตรูหัวใจด้วยวาจาเหยียดหยันดูแคลน ใช้ดวงตาพิพากษามองบาปทั้งปวงของปีศาจ ใช้กรงเล็บมัจจุราชดึงวิญญาณ พาไปดูนรกลงทัณฑ์ ดวงจิตสีดำอยู่ในกำมือเขา ได้ยินเสียงตะโกนกร้าว ‘เหยียนโหลวหวัง!’[1]ไม่มีใครเรียกเทพมรณาเช่นนั้นมานานแล้ว เสียงหัวเราะชั่วร้ายดังจากเทพผู้พิพากษา ก่อนที่เขาจะนำฮู่โหมวไปส่งถึงเรือนจิ้งจอก จับหลังคอแข็งแกร่งด้วยกรงเล็บปีศาจ จ้องมองอีกฝ่ายนัยน์ตาสีชาดน่าสะพรึงกลัว“เจ้ายังไม่ได้กินอะไร” สามีนั่งลงข้างนางบนฟูก ภรรยาสวมอาภรณ์เนื้อผ้าเบาบางสำหรับใส่นอน กลิ่นกายนางหอมอบอวลเย้ายั่วบุรุษ ทว่านางไม่สนใจไยดี“ข้าไม่หิว ข้าจะนอน”“เจ้าควรรับพลังใหม่วันละน้อย
ยิ่งดึกเท่าไร ตลาดก็ยิ่งคึกคัก นัยน์ตาสีชาดซุกซนสองคู่ทอประกาย สบมองกันอย่างรักใคร่หวงแหน สามีเดินรั้งท้ายมองตามอาภรณ์สีนิลที่แกว่งไปมาของภรรยา เห็นปีศาจออกมาเล่นตลกเพื่อแลกเงิน อวดความสามารถของเผ่าพันธุ์พวกเขา ท้ายตลาดมีโรงเตี๊ยมของนักพนันและหอนางโลมในเมืองปีศาจมิได้มีเพียงปีศาจ ยังมีกลิ่นอายของครึ่งปีศาจและเทพ พวกเขาแอบแฝงตนมาแลกเปลี่ยนของวิเศษ ด้านหน้าตลาดมีป้ายอักษรใหญ่โตว่า ‘พวกคนแปลกหน้า ห้ามทะเลาะวิวาท ซื้อของแล้วรีบไป’“ข้าพึ่งนึกขึ้นได้ว่าเคยมาเดินตลาดในเมืองปีศาจตอนยังเล็กนัก เหมือนกับว่าท่านแม่จะพาข้ามา ภาพเหล่านี้คลับคล้ายคลับคลาในห้วงนิทราเจ้า”“ข้านึกออกแล้ว ไปซื้อของฝากท่านแม่ดีกว่า!” นางโวยวาย มุ่งตรงไปหาของฝาก สามีเบิกตากว้างมองตามผีเสื้อสีชาด ว้าวุ่นใจเรื่องของขวัญ ไม่รู้จะนำไปให้มารดาอย่างไร ก่อนหน้านี้มารดาเป็นธุระให้เขาเรื่องปีศาจในเรือนใต้ นางว่ามีของขวัญให้ลูกสะใภ้ด้วย เขาคงหาทางหลีกเลี่ยงมารดา ของขวัญของนางอาจเป็นคำสาปหรืออะไรบางอย่างที่น่ากลัวมากกว่า“ถิงถิง... เจ้า” เขาเรียกนางแล้ววิ่งตามไป ประจวบเหมาะพอดี ได้ยินเสียงจากที่อื่น ‘ถิงถิง ไม่พบกันนาน เจ้าเป็นยั
นัยน์ตาสีชาดจ้องมองชายอาภรณ์สีนิลพลิ้วไหวใต้สายลมเยียบเย็น ผีเสื้อตัวน้อยรอบกายนางราวจะเต้นระบำท่ามกลางตลาดร้านค้าที่เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้า ปีศาจสัญจรใต้หน้ากากรูปสัตว์ต่าง ๆ พวกเขาไม่เปิดเผยตัวตนเพื่องดการทะเลาะวิวาท ในมือของนางมีถุงกำมะหยี่แดง“ข้าจะซื้ออันนี้นะ อันนี้ด้วย”‘ข้าผิดต่อเจ้า ถิงถิง ข้าไม่ควรพาเจ้ามานครมรณา ทำให้เจ้าตกหลุมรักข้า ยิ่งไม่ควรกักขังเจ้า ผีเสื้อคู่ควรกับอิสรภาพ จะไปที่ใดก็ได้กับมิตรสหายของเจ้า...’เสียงในใจมิอาจสื่อถึงภรรยา บุรุษในอาภรณ์สง่างามเยี่ยงปีศาจเดินรั้งท้ายตามนาง หยุดปลายเท้าใต้ต้นไม้สูงตระหง่านด้านหลังตลาด นางยื่นมือไปข้างหน้าด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ แสงจันทราสีชาดกระทบลงบนฝ่ามือ เหมันต์โปรยปรายไม่ทำให้นางรู้สึกหนาวเย็นอีกต่อไป“ข้าจะออกนครมรณาไปกับสามีในทุกรุ่งอรุณได้หรือไม่ เป็นไปได้ไหมว่าข้า... อาจพบปะมิตรสหาย ญาติสนิทของข้านาน ๆ ครั้ง...”“เจ้าออกมาเที่ยวเล่นไม่ได้ นครมรณาไม่ติดต่อกับผู้ใดทั้งสิ้น หากไม่ใช่กรณีจำเป็นเช่นครั้งนี้ การรับภรรยาจำต้องปฏิบัติตามกฎของตำรา”“เช่นนั้นข้าตามใจสามี แต่ปีกของข้าปรารถนาแสงอรุณ แสงจันทราในบางโอกาส เมืองมรณามื
บัดนี้เจ้าสาวปีศาจยืนเคียงข้างเจ้าบ่าว อาภรณ์งดงามถักทอด้วยด้ายสีนิลลวดลายเมฆาทั่วทั้งแผ่นหลัง ชุดสีชาดตัดสีนิลมีผ้าคาดเอวปักด้วยอักษร 白色 และ 黑色 งานฝีมือจากเมืองยมทูต ชายผ้าสองผืนกองอยู่บนพื้นหญ้าเขียวชอุ่ม แลดูสง่างาม ดวงไฟหยินหยางมารอแสดงความยินดีกับพวกเขา“ธรรมเนียมผีเสื้อที่ท่านปู่เจ้าว่าคืออะไร? ข้าไม่ทันฟัง ท่านแม่อารมณ์ไม่ดีเสียก่อน”“ห้วงนิทราแห่งฝันร้าย ท่านจะติดอยู่ในความหวาดกลัวนับร้อยปี เว้นเสียแต่ว่าท่านสามารถทำลายห้วงนิทราของภรรยา นั่นหมายถึงการทำร้ายนาง ถ้าท่านฆ่าภรรยาได้ จะได้รับป้ายอาญาสิทธิ์ของตระกูล อภัยโทษทั้งปวงหมื่นปี”“งั้นหรือ? ธรรมเนียมวิปริตเช่นนี้ มิน่าเล่า… ท่านปู่เจ้าหาว่าข้ากลัวจนหัวหด”อาวุโสกล่าวว่าปีศาจที่แข็งแกร่งไม่ควรมีจุดอ่อนเป็นคู่ครองของตน เผ่าพันธุ์ผีเสื้อตั้งธรรมเนียมประหลาดให้สามีภรรยาเข่นฆ่ากันโดยไม่ลังเลใจ การแต่งงานมีขึ้นเพื่อประโยชน์และการสืบเผ่าพันธุ์ พวกเขามีบุตรก่อนแต่งงาน ชิงสุกก่อนห่ามเป็นเรื่องธรรมดา“เจ้าคงไม่รู้แน่ ๆ ว่าข้าภูมิใจในตัวเจ้า ภรรยา เจ้าเป็นปีศาจพรหมจรรย์ผู้เดียวในเรือนใต้ เจ้ารักนวลสงวนตัวประหนึ่งเทพธิดาสวรรค์ ถือศีลเ







