เข้าสู่ระบบ“มิเป็นไรเจ้าค่ะ เรื่องนี้ผู้คนรู้กันทั่วแคว้น ต่อให้ข้าไม่อยากได้ยินแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงนี้ได้”
“พี่เฉิงเคอท่านกล่าวเกินไปแล้ว เรื่องความรักไม่มีใครถูกใครผิดหรอกเจ้าค่ะ” กล่าวจบก็หันไปส่งยิ้มให้คุณชายเซี่ยที่นั่งอยู่เงียบ ๆ
“เรียกข้าว่าหานกั๋วกงเถิดคุณหนูกู้ แล้วนางอาศัยอยู่ที่จวนเจ้าหรือ” หานเฉิงเคอกล่าวกับสตรีจากต่างเมืองเสร็จก็เอนตัวเข้าไปใกล้ก่อนจะยกมือป้องปากกระซิบกับนาง
“เจ้าค่ะ นางยืนยันที่จะขออาศัยที่จวนตระกูลจาง”
“เจ้ากรมขุนนางจางช่างใจกว้าง โอ๊ย!” กั๋วกงหนุ่มตอบกลับก่อนจะต้องร้องเสียงหลง เพราะถูกใครบางคนเอื้อมมือมาหยิกต้นขา
“มีอันใดหรือเจ้าคะ”
“ข้าถูกมดกัดน่ะ” หานเฉิงเคอกล่าวพลางยิ้มบางก่อนจะรั้งตัวกลับมานั่งหลังตรงอย่างรักษาระยะห่าง
“พี่เฉิงเคอ เอ่อ...หานกั๋วกงดูสนิทสนมกับพี่สาวมากเลยนะเจ้าคะ”
“ข้าเพิ่งเคยสนทนากับเขาเป็นครั้งที่สอง” แม้จะรู้สึกว่าหานเฉิงเคอผู้นี้ไม่คล้ายกับบุรุษที่นั่งร่วมรถม้ากับนางก็เถิด แต่นางก็ยังคงรักษาท่าที
“จริงหรือเจ้าคะ ข้าคิดว่าพวกท่านเป็นคนรักกันเสียอีก” สิ้นเสียงกล่าวของกู้ซินอี้ หานกั๋วกงที่กำลังจิบชาถึงกับสำลักและไอจนหน้าแดง
“แค่ก ๆ คุณหนูกู้เข้าใจผิดแล้ว แค่ก ๆ ข้ากับคุณหนูจางหาได้มีความสัมพันธ์เช่นนั้นไม่” หานเฉิงเคอกล่าวจบก็ปรายตามองสหาย
“ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าเพียงกล่าวตามที่ท่านแม่เคยสั่งสอน ว่าบุรุษที่จะสามารถสนิทสนมกับสตรีเราได้มีเพียงคนรักหรือสามีเท่านั้น”
“คุณหนูกู้ เจ้าก็อย่าได้เอาเรื่องที่ข้าไร้มารดาสั่งสอนมาล้อเล่นเช่นนี้ เจ้าก็รู้มิใช่หรือว่าหากมารดาไม่ทิ้งข้าไปตั้งแต่ข้าอายุหนึ่งหนาว ไหนเลยเจ้าจะได้เป็นบุตรสาวเจ้าเมืองจิ่นโจวเช่นทุกวันนี้” กล่าวจบนางก็ก้มหน้าลงคล้ายพยายามซุกซ่อนความโศกเศร้าเอาไว้
“พี่สาวข้าไม่ได้ตั้งใจจะต่อว่าท่านนะเจ้าคะ เป็นข้าที่ไม่รู้ความพูดในสิ่งที่ไม่เหมาะสมออกไป ท่านอายุมากกว่าข้าย่อมรู้ความมากกว่าข้า ขอท่านได้โปรดให้อภัย อย่าได้โกรธเคืองข้าเลยนะเจ้าคะ” กล่าวจบคุณหนูกู้ก็น้ำตาไหลรินราวกับรู้สึกเสียใจ ท่าทางเปราะบางราวกับจะแตกสลายของสตรีย่อมทำให้บุรุษใจอ่อนได้
“ข้าน่ะหรือจะกล้าโกรธเคืองเจ้า แม้ข้าจะไม่ได้สัมผัสความรักจากมารดาเช่นเจ้า แต่ข้าก็รู้ดีว่านางอยากให้ข้าดูแลทะนุถนอมเจ้าเช่นที่นางดูแล มิเช่นนั้นคงไม่ส่งจดหมายมาบีบบังคับ เอ่อ...ข้าหมายถึงส่งจดหมายมาขอร้องให้เจ้าอาศัยอยู่ที่จวนตระกูลจางแทนที่จะเป็นจวนราชครูซึ่งเป็นบ้านเดิมของนาง”
“คุณหนูจางช่างเป็นพี่สาวที่ดียิ่งนัก” หานเฉิงเคอได้โอกาสเยินยอ
“หานกั๋วกงกล่าวได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ เป็นข้าเสียอีกที่เป็นน้องสาวที่แย่นักไม่รู้ความจนทำให้พี่สาวเสียใจ”
“คุณหนูกู้ ท่านก็อย่าได้ร้องไห้ไปเลย ประเดี๋ยวน้ำชาเค็มหมดเจ้าจะมากล่าวโทษว่าน้ำชาและอาหารในโรงเตี๊ยมจิ่วหมิงรสชาติย่ำแย่ไม่ได้นะ” หานกั๋วกงกล่าวพลางคิดว่างิ้วพี่น้องคู่นี้ช่างน่าขบขันยิ่งนัก ไม่คิดเลยว่าสหายของเขาจะชมชอบการมองสตรีดอกบัวขาวเล่นงิ้ว
“คิก ๆ การปลอบประโลมสตรีของท่านหานกั๋วกงช่างน่าขบขันยิ่งนัก พี่สาวคิดเช่นนั้นหรือไม่เจ้าคะ” กล่าวจบสตรีที่มีน้ำตาไหลนองหน้าเมื่อครู่ก็หันมาส่งยิ้มให้นางคล้ายกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“อับอายคุณชายหานและคุณชายอีกท่านแล้วที่จะต้องมารับรู้เรื่องมิเป็นเรื่องเช่นนี้”
“เขาคือคุณชายรองเซี่ย” หานเฉิงเคอเอนตัวเข้าไปใกล้นางอีกครั้งก่อนจะป้องปากกล่าวบอกนาง พร้อมกับขยับตัวเล็กน้อย
ตึง! เสียงคล้ายเท้ากระแทกพื้นทำให้คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางมองบุรุษทั้งสองคนสลับกันไปมาด้วยความสงสัย
“คงเป็นเสียงของคนข้างห้อง” บนใบหน้าของหานกั๋วกงมีรอยยิ้มเจือจางหลังจากรีบชักเท้าตนกลับมา
“พวกเขาทำอันใดอยู่กันหรือเจ้าคะพี่ชายเซี่ยเหตุใดถึงทำเสียงดังรบกวนผู้อื่น” กู้ซินอี้หันไปกล่าวกับบุรุษที่เอาแต่นั่งเงียบแทบไม่เอ่ยวาจา
“เรียกข้าคุณชายเซี่ยจะเหมาะสมกว่านะแม่นาง” เจ้าของนามตอบ นัยน์ตาคมทอดมองสตรีที่นั่งอยู่ตรงข้ามอย่างชัดเจน
ครอบครัวที่มีความสุข วันนี้จวนของคุณชายรองเซี่ยคึกคักยิ่งนักเนื่องจากวันนี้เป็นวันครบหนึ่งเดือนของบุตรสาวคนเล็ก นอกจากจะได้รับของขวัญแสดงความยินดีจากฮ่องเต้ ฮองเฮา องค์รัชทายาทและเหล่าญาติสนิทมิตรสหายแล้ว วันนี้ยังเป็นวันที่ชินอ๋องและพระชายาซึ่งพากันออกไปท่องเที่ยวเมื่อหลายเดือนก่อนได้กลับมาที่เมืองหลวงอีกครั้งเพื่อพบหน้าหลานคนที่สาม แต่งงานได้ไม่ถึงห้าปีแต่ฮูหยินของคุณชายรองเซี่ยกลับมอบหลานให้มากถึงสามคน เรื่องนี้กล่าวถึงกี่ครั้งพระชายาชินอ๋องก็อดที่จะยิ้มกว้างไม่ได้ เสียงหัวเราะของเด็กน้อย
วันต่อมาทั้งสองออกเดินทางตั้งแต่เช้าทำให้ต้นยามเว่ย (13.00-14.59) ก็ถึงโรงเตี๊ยมซื่อหมิงที่มีคนเข้ามานั่งกินข้าวจำนวนมาก ห้องพักก็ไม่เคยจะว่างเว้นเพราะเมืองกัวไฉเป็นเมืองท่ามีพ่อค้าเข้ามาค้าขายอยู่เสมอ “ท่านพี่ ท่านสีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะเจ้าคะ” นางเอ่ยถามพลางพุ้ยข้าวเข้าปาก “ข้าปวดหัวนิดหน่อย นอนในรถม้าไม่ใคร่สบายนักจึงนอนไม่หลับ” เซี่ยหงหมิงกล่าวด้วยท่าทางอ่อนแรง “หน้าท่านซีดเช่นนี้ประเดี๋ยวนอนพักสักงีบแล้วค่อยตื่นมาทำงานเถิดเจ้าค่ะ” “ต้องรีบเร่งทำงานให้เสร็จ เราจะได้ออกไปเดินซื้อของที่ย่านการค้าไปฝากลูกของเรา” “แต่ท่าน...นี่ท่านไม่สบายนี
ข้าผิดไปแล้ว นัยน์ตาเมล็ดซิ่งจ้องมองผู้เป็นสามีด้วยความโกรธเคือง ร่างอวบอิ่มยกแขนขึ้นกอดอก ริมฝีปากเม้มเข้าหากันก่อนจะพ่นลมหายใจแรง “ฮูหยินข้าผิดไปแล้วเจ้าอย่าโกรธเคืองข้าเลยนะ” เซี่ยหงหมิงเอ่ยวาจาพลางเอื้อมจะจับมือฮูหยินของตน “ถอยออกไปเจ้าค่ะ” นางไม่ยอมรับเหตุผลของเขาเด็ดขาด กล้าดีอย่างไรถึงได้ทำตามใจโดยไม่ปรึกษานางสักคำ “ไม่เอา ข้าอยากอยู่ใกล้เจ้า”
ตอนพิเศษ สามีผู้ร่ำรวยและใจกว้าง วันเวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่รู้ บุรุษรูปงามที่นั่งทำงานอยู่เงยหน้าขึ้นจากกองสมุดบัญชีเพื่อพักสายตา ก่อนมุมปากจะยกยิ้มอ่อนโยนเมื่อเห็นสตรีที่นอนอ่านตำราอยู่บนตั่งเมื่อครู่เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว เซี่ยหงหมิงลุกจากโต๊ะก่อนจะเดินไปหาฮูหยินของตน มือใหญ่หยิบตำราที่นางถือค้างไว้ในท่านั้
ด้านบุรุษที่ควรจะต้องออกไปดื่มสุราขอบคุณนั้นยามนี้กำลังช่วยนวดผ่อนคลายให้กับฮูหยินของตนในถังอาบน้ำใบใหญ่ “อ๊า! ท่านไม่ออกไปดื่มสุราขอบคุณจะดีหรือเจ้าคะ” “เดิมทีข้าก็ไม่เคยอยู่ในกฎเกณฑ์ใดอยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องนี้เจ้าคิดว่าข้าจะสนใจหรือ ข้าเฝ้ารอวันที่เราจะได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันมานาน ข้าย่อมไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า” “อ๊า! ท่านถูให้มันดี ๆ ได้หรือไม่” จางซีถิงเผลอส่งเสียงร้องครางออกมาเมื่อเขาเอาผ้าถูไปมาบริเวณก้อนเต้าหู้ขาวเนียนนุ่มมือ ส่วนด้านล่างก็มีบางอย่างที่ทั้งแข็งและร้อนถูไถอยู่กับส่วนอ่อนไหวของนาง “ดูเหมือนข้ายังถูไม่สะอาดถูกใจเจ้า เช่นนั้นข้าจะลองเปลี่ยนวิธี” สิ้นเสียงกล่าวคนที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง ก็เคลื่อนกายย้ายมาอย
“ทำหน้าเช่นนั้น บิดาเจ้าคงไม่ได้บอกเจ้าใช่หรือไม่ ว่าได้พบและสนทนาพูดคุยกับมารดาข้าแล้ว เรื่องฤกษ์ยามและงานมงคลก็เป็นมารดาข้าที่จัดเตรียมให้ ส่วนข้ามีหน้าที่เตรียมจวนรอเจ้า” ‘ฟังไปฟังมาเหมือนคุณหนูจางกำลังถูกกลุ่มโจรหว่านล้อมเพื่อปล้นทรัพย์’ ไม่ว่าจะเป็นพระชายาของชินอ๋องหรือบุตรชายช่างร่วมมือกันแข็งขันยิ่งนัก ไม่แปลกใจที่คุณหนูจางจะหนีไปที่ใดไม่รอด “ท่านรีบร้อนยิ่งนัก” จางซีถิงกล่าว “ใครบ้างจะไม่อยากรีบแต่งกับสตรีที่ตนพึงใจ” วาจาของเขาทำให้นางถึงกับอับจนวาจา ก่อนจะเปลี่ยนไปสนทนาถึงเรื่องภายในจวนที่นางอยากให้มี ผ่านไปเกือบสองเค่อทีเดียวกว่าเซี่ยหงหมิงจะปล่อยให้นางกลับจวน ใบหน้างดงามดุจเทพเซียนฉายชัดถึงความอาวรณ์ไม่อยากลาจาก&nbs







