บททั้งหมดของ หยกโลหิตพลิกชะตา: บทที่ 151 - บทที่ 160

200

บทที่ 151 เมิ่งเถียนซีออกเดินทางไปแดนเหนือ

เมิ่งอันหวายกำลังยืนศึกษาเส้นทางบนแผนที่เพื่อจะเลือกเส้นทางมุ่งหน้าไปชายแดนเหนือ เขาพูดคุยปรึกษาเรื่องเส้นทางที่คาดว่าองค์ชายรองลี่อ๋องหยางเฟยหรงน่าจะใช้เดินทางกลับเมืองหลวงกับคนสนิททั้งสองคนของเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังอยู่ที่โรงพักม้า เมื่อเมิ่งเถียนซีเดินมาถึงที่นี่ เขาก็รีบสั่งให้บุตรสาวคำนับทักทายลูกน้องคนสนิททั้งสองคนของเขาในทันที“ซีเอ๋อร์…ลูกจำได้หรือไม่ คนผู้นี้คือเมิ่งถิงและคนผู้นี้คือเมิ่งฮ่าว เจ้ารีบคำนับทักทายท่านอาทั้งสองคนของเจ้าเสียเถิด เพราะพวกเขาสองคนจะเดินทางไปเสี่ยงภัยกับพวกเราสองคนพ่อลูกด้วย”“หลานคำนับทักทายท่านอาทั้งสองคนเจ้าค่ะ ท่านพ่อเจ้าคะ ลูกย่อมจะจดจำท่านอาเมิ่งฮ่าวและท่านอาเมิ่งถิงได้อยู่แล้ว เพราะไม่กี่วันก่อนลูกเพิ่งไปที่ค่ายทหารพร้อมกับพี่ใหญ่และพี่รองจึงได้พบกับท่านอาทั้งสองท่านแล้วเจ้าค่ะ”“ใช่แล้ว…วันนั้นพวกข้าน้อยกลัวว่าคุณหนูสี่จะไม่เข้าใจเกี่ยกับกฏในการประลองฝีมือของกองทัพตระกูลเมิ่ง พวกข้าน้อยจึงได้พูดคุยกับคุณหนูสี่อยู่นานพักใหญ่ และยังเอ่ยวิจารณ์ฝีมือของทหารแต่ละคนให้คุณหนูสี่ฟังอย่างละเอียด จนกระทั่งคุณหนูสี่เดินไปท้าแข่งกับคุณชายรองที่ลา
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 152 สังหารลี่อ๋องหยางเฟยหรง

หยางเฟิ่งเจี๋ยควบม้าเร็วอยู่เกือบครึ่งค่อนคืน จนกระทั่งเขาสังเกตเห็นว่าคนยังไหวแต่ทว่าม้าเริ่มไม่ไหวแล้ว เขาจึงส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดพักและหาที่นอนหลับพักผ่อนสักประมาณสองชั่วยามแล้วค่อยตื่นมาออกเดินทางต่อ เมื่อหาลำธารให้ม้าได้ดื่มน้ำและหาต้นไม้เพื่อผูกม้าได้แล้วทุกคนจึงรีบทิ้งตัวนอนเพื่อพักผ่อนในทันทีหยางเฟิ่งเจี๋ยอาศัยช่วงเวลานี้เอ่ยกับคนสนิทของเขาว่าขอหลบไปทำธุระส่วนตัว แล้วจึงเดินเข้าไปในป่าลึกเพียงลำพังเพื่อที่จะหลบเข้าไปในห้วงมิติพิเศษของหยกโลหิต ด้วยความที่ยังไม่คุ้นชินหยางเฟิ่งเจี๋ยจึงใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่เขาจะย้ายตนเองเข้ามาอยู่ในห้วงมิติพิเศษของหยกโลหิตได้สำเร็จเมื่อเข้ามาด้านในห้วงมิติพิเศษแห่งนี้สิ่งแรกที่เขาทำคือการรีบเดินไปที่ห้องน้ำเพื่อขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย แล้วจึงฉวยโอกาสนี้อาบน้ำชำระร่างกายจนรู้สึกสดชื่นแล้วเขาจึงเดินกลับมาที่ห้องโถงเพื่อหาของกิน แต่ทว่าเขากลับมองเห็นจดหมายที่เมิ่งเถียนซีเขียนทิ้งเอาไว้เสียก่อน“ซีซี…เจ้าจะเสี่ยงเดินทางออกจากเมืองหลวงมาทำไม” เมื่ออ่านจบหยางเฟิ่งเจี๋ยเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แล้วเขาจึงรีบหาพู่กันกับน้ำหมึกเพื่อเขียนอักษรโ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 153 สมกับที่เป็นบุตรสาวของเมิ่งอันหวาย

เมื่อหยางเฟิ่งเจี๋ยเดินทางมาถึงต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นสถานที่พักริมทางของผู้คน กลิ่นคาวเลือดก็ลอยคลุ้งมาแต่ไกล เขาไม่ได้สนใจอะไรรีบควบม้าไปดูสถานที่เกิดเหตุในทันทีร่างคนสวมชุดดำนอนสิ้นใจอยู่บนทุ่งหญ้าและลามเข้าไปถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ประมาณยี่สิบกว่าคน เขากวาดสายตาอย่างรวดเร็วเพื่อมองหาคนที่รอดชีวิต แต่ศพทุกร่างล้วนปราศจากศีรษะ ดังนั้นไม่ต้องเสียเวลาค้นหาเขาก็รู้แล้วว่าน่าจะไม่มีใครเหลือรอดณ.ที่แห่งนี้“ท่านอ๋องมีรอยม้าประมาณห้าถึงหกตัวเดินทางมาหยุดอยู่ที่นี่ แล้วจึงวิ่งย้อนกลับไปทางเก่า พวกเราควรจะตามคนเหล่านั้นไปดีหรือไม่” กังตู๋ตรวจสอบร่องรอยของกีบเท้าม้าแล้วจึงเดินย้อนกลับมารายงานผู้เป็นนาย“ไม่ต้องหรอก ทุกอย่างจบสิ้นไปแล้ว”หยางเฟิ่งเจี๋ยเอ่ยตอบกังตู๋ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ในขณะที่เขากำลังยืนมองร่างของคนผู้หนึ่งที่เสียชีวิตในท่านอนคว่ำอยู่ตรงบริเวณโคนต้นไม้ขนาดใหญ่ ถึงแม้ร่างนั้นจะไร้ศีรษะแต่จากปริมาณร่างของคนที่ตายล้อมรอบร่างนั้น และจากเนื้อผ้าที่มีเส้นด้ายสีเงินสอดแทรกอยู่จนสะท้อนเงาเข้ามาในดวงตาของเขาบ่งบอกให้เขารู้ว่าร่างนี้น่าจะเป็นหยางเฟยหรงผู้เป็นพี่รองของเขาผู้นั้นในชีวิตที่เคยจบสิ้
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 154 การมีบิดาคอยปกป้องช่างรู้สึกดี

หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว เมิ่งอันหวายจึงพาบุตรสาวเดินไปส่งถึงเรือนพักที่เขาได้สั่งให้คนงานจัดเตรียมสิ่งของและทำความสะอาดเรือนพักเอาไว้ล่วงหน้าสำหรับบุตรสาวของเขาเป็นพิเศษ ระหว่างทางที่สองพ่อลูกตระกูลเมิ่งเดินเคียงคู่ไปด้วยกัน เมิ่งอันหวายแอบคิดตำหนิตนเองอยู่ในใจที่เขาไม่ได้พาสาวใช้ติดตามมาด้วยสักหนึ่งคน ดังนั้นเมื่อต้องมาพักค้างคืนด้านนอกจวนตระกูลเมิ่งแบบนี้ บุตรสาวของเขาจึงไม่มีสาวใช้มาคอยปรนนิบัติส่วนทางเมิ่งเถียนซี นางแอบเหลือบสายตาขึ้นลอบมองใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังของเมิ่งอันหวาย นางแอบรู้สึกอึดอัดในหัวใจเล็กน้อยเพราะระหว่างคนทั้งสองไม่เคยได้อยู่กันตามลำพังแบบนี้มาก่อน เมิ่งเถียนซีแอบกัดริมฝีปากนุ่มเล็กน้อยด้วยสีหน้าครุ่นคิด และคิดสรุปได้ว่าตนเองคือผู้ที่อยู่ในฐานะเป็นบุตรสาว สมควรที่จะต้องเป็นฝ่ายชวนผู้เป็นบิดาของร่างนี้พูดคุยจึงจะเหมาะสมมากกว่า“ท่านพ่อเจ้าคะ” เมิ่งเถียนซีเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความสงบเงียบของคนทั้งคู่ด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยมั่นใจอยู่เล็กน้อย“หืม…” เมิ่งอันหวายส่งเสียงถามในลำคอก่อนจะหยุดเดินเพราะคิดว่าบุตรสาวคงจะมีเรื่องสำคัญที่อยากจะพูดคุยกับเขาเป็นการส่วนตัวใน
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 155 บรรยากาศอบอวลไปด้วยความรัก

เมิ่งเถียนซีมองเห็นร่างสูงของหยางเฟิ่งเจี๋ยที่ยืนโดดเด่นอยู่กลางห้องโถงภายในถ้ำ ใบหน้างดงามของนางพลันปรากฏรอยยิ้มแห่งความยินดีขึ้นมาในทันที และรีบเอ่ยทักทายเขาด้วยน้ำเสียงดีใจอย่างปิดไม่มิด“ท่านอ๋อง ในที่สุดท่านก็เข้ามาในนี้เสียที…” เมิ่งเถียนซียังไม่ทันจะพูดจนจบประโยค ร่างสูงของหยางเฟิ่งเจี๋ยก็เดินมาหานางและจัดการดึงร่างบอบบางของนางมาเข้าสู่อ้อมกอดของเขาอย่างรวดเร็ว“ซีซี!” หยางเฟิ่งเจี๋ยเอ่ยเรียกชื่อนางเสียงเบาและกอดร่างบางเอาไว้แนบอก“เพคะ?” เมิ่งเถียนซีส่งเสียงตอบและยืนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนที่แข็งแรงของเขา ใบหน้าของนางแนบอยู่ตรงแผงอกกว้างที่อุ่นร้อนของเขา ทำให้นางได้ยินเสียงหัวใจของเขาที่เต้นระรัวท่ามกลางความเงียบ บรรยากาศรอบตัวของคนทั้งคู่มีทั้งความรู้สึกห่วงใย ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนหวานคละเคล้าไปด้วยกันเมิ่งเถียนซียินยอมปล่อยให้เขาได้สวมกอดร่างบอบบางที่แสนหอมกรุ่นของนางโดยไม่ได้ดิ้นรนหลบหนี เป็นเพราะนางไม่ได้รู้สึกรังเกียจต่อสัมผัสที่แสนจาบจ้วงของเขา และที่สำคัญนางกลัวว่าตนเองจะไปทำให้บาดแผลที่ใกล้จะหายดีแล้ว ตรงบริเวณหน้าอกและแผ่นหลังข้างซ้ายของเขาเกิดอาการบาดเจ็บซ้ำอีกครั้ง“เร
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 156 จดจำเอาไว้ในใจแล้ว

การไปนอนของเมิ่งเถียนซีก็คือการเดินกลับไปนอนหลับพักผ่อนจริงๆ ไม่มีเรื่องอะไรที่มากกว่านั้น ในเมื่อหยางเฟิ่งเจี๋ยไม่ได้บาดเจ็บสาหัสอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นคนที่ต้องนอนลงบนผ้าขนสัตว์ที่ปูพื้นอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าเตียงจึงกลายเป็นเขา ส่วนคนที่นอนอย่างสบายอยู่บนเตียงนอนหนานุ่มก็คือเมิ่งเถียนซีหยางเฟิ่งเจี๋ยนอนฟังเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของเมิ่งเถียนซีด้วยสีหน้าอึดอัดใจเล็กน้อย นางนอนหลับลึกไปนานแล้ว แต่เขายังคงนอนไม่หลับ ร่างกายตื่นตัวขนาดนี้ทำให้เขานอนหลับตาไม่ลงจริงๆ หยางเฟิ่งเจี๋ยแอบครุ่นคิดในใจว่าเตียงนอนหลังนี้สมควรจะถูกเปลี่ยนให้มีขนาดกว้างใหญ่มากกว่านี้ ผ้าขนสัตว์ที่เขากำลังนอนอยู่บนพื้นก็ควรจะถูกนำไปโยนทิ้งเสียหยางเฟิ่งเจี๋ยนอนมองเพดานถ้ำในขณะที่สมองก็ครุ่นคิดถึงเรื่องฟุ้งซ่านไปเรื่อย จนกระทั่งเขาตัดสินใจลุกขึ้นมานั่งเพื่อจะได้มองภาพใบหน้างดงามของนางได้อย่างถนัด เมื่อมองมากไปก็ยิ่งทำให้จิตใจไม่สงบ เขาจึงขยับตัวเปลี่ยนที่นั่งแล้วหลับตาลงเพื่อตั้งสมาธิทำจิตใจให้นิ่งพยายามฝึกฝนตนเองเพิ่มพลังปราณให้แข็งแกร่งขึ้นจะมีประโยชน์มากกว่าการทรมานตนเองโดยการมานั่งจ้องมองนางต่อไปเมิ่งเถีย
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 157 กำจัดแม่ทัพแคว้นเทียนหนาน

การที่ได้มีเวลาอยู่ด้วยกันพูดคุยทำความเข้าใจกันมากขึ้น ยิ่งทำให้ความรู้สึกของคนทั้งสองใกล้ชิดกันอย่างแน่นแฟ้น ยิ่งหยางเฟิ่งเจี๋ยไม่คิดจะฉวยโอกาสในยามที่คนทั้งคู่อยู่กันตามลำพัง ก็ยิ่งทำให้เมิ่งเถียนซีรู้สึกไว้วางใจเขามากกว่าเดิมอย่างไม่รู้ตัว นางมีเรื่องอะไรที่อยู่ในใจจึงพูดให้เขาฟังแทบทั้งหมดถึงแม้ว่าเวลาในห้วงมิติจะมีมากกว่าเวลาที่อยู่ด้านนอกมิติ แต่หยางเฟิ่งเจี๋ยก็ไม่อาจจะหายตัวมานานเกินไป สุดท้ายเมิ่งเถียนซีจึงบังคับให้เขานอนหลับพักผ่อนอยู่ด้านในห้วงมิติพิเศษก่อนจะเป็นฝ่ายปลุกเขาให้กลับออกไปด้านนอกเพื่อกลับไปนอนพักผ่อนต่อ คนด้านนอกห้วงมิติพิเศษจะได้ไม่รู้สึกว่าซานอ๋องได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนตัวนางก็ออกมานอนต่อด้านนอกเช่นกันก่อนจะออกมาจากห้วงมิติพิเศษเมิ่งเถียนซีอดที่จะเอ่ยกำชับกับหยางเฟิ่งเจี๋ยอีกหนึ่งประโยคไม่ได้ว่า “ด้านในห้วงมิติพิเศษแห่งนี้ท่านอ๋องสามารถนำสิ่งของเข้ามาเก็บเอาไว้ด้านในได้ แต่อย่าได้เอามาเยอะเกินไปเพราะมันจะรก ห้องปรุงยามียาสมุนไพรล้ำค่าที่ข้าปรุงเอาไว้แล้ว ท่านอ๋องสามารถหยิบไปใช้ได้เลย ห้องเก็บตำราและห้องเก็บอาวุธท่านอ๋องสามารถเข้าไปใช้ได้ แต่ต้นสมุนไพ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 158 กลับถึงจวนตระกูลเมิ่ง

เมิ่งอันหวายพาเมิ่งเถียนซีเดินทางกลับถึงเมืองหลวงในยามมืดค่ำ แน่นอนว่าประตูเมืองหลวงปิดแล้วแต่เพราะมีป้ายประจำตัวของเมิ่งอันหวาย ประตูเมืองจึงเปิดรับม้าห้าตัวเข้าไปในเมืองหลวงเป็นพิเศษ ม้าสี่ตัวมีคนนั่งอยู่บนหลังส่วนม้าอีกหนึ่งตัวทำหน้าที่ขนสัมภาระ ทำให้มีผู้คนให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย“ข้าพาบุตรสาวคนเล็กออกไปท่องเที่ยวนอกเมือง เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดในปีที่สิบหกของบุตรสาวคนเล็ก ในอดีตนางมีร่างกายอ่อนแอต้องเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน ในยามนี้บุตรสาวมีร่างกายแข็งแรงขึ้นข้าจึงอยากชดเชยให้นาง…”นี่คือคำตอบที่เมิ่งอันหวายใช้เป็นข้ออ้างเมื่อมีคนรู้จักเอ่ยถามว่าเขาเดินทางไปที่ใดมา ไม่มีคนมาแจ้งข่าวให้ทุกคนในจวนตระกูลเมิ่งรู้ล่วงหน้าว่าเมิ่งอันหวายพาบุตรสาวเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว ดังนั้นสองคนพ่อลูกตระกูลเมิ่งจึงต้องมายืนรออยู่ที่หน้าจวนอยู่นานพักใหญ่กว่าที่คนด้านในจะกล้าเปิดประตูใหญ่ให้เมิ่งอันหวายและเมิ่งเถียนซีผ่านเข้าไปด้านในจวนได้“ข้าก็เพิ่งจะรู้ว่าประตูเมืองหลวงยังเปิดง่ายกว่าประตูจวนตระกูลเมิ่งของข้าเสียอีก” เมิ่งอันหวายพูดบ่นกับพ่อบ้านที่ออกมาต้อนรับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เพราะในยามนี้เขาร
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 159 ไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อกินอาหารเย็นเสร็จแล้ว ทุกคนนั่งพูดคุยกันเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เมิ่งเถียนซีจึงขอตัวเดินกลับไปพักผ่อนที่เรือนรับอรุณของตนเอง เหล่าสาวใช้คนสนิทของนางล้วนแต่มารอต้อนรับนางอยู่ที่เรือนหลักนานแล้ว ดังนั้นในยามที่นางเดินกลับเรือนรับอรุณจึงมีสาวใช้จำนวนมากเดิมตามมาทางด้านหลังของนางเป็นพรวน“คุณหนูบ่าวสั่งให้คนเตรียมน้ำเอาไว้ให้คุณหนูอาบแล้วเจ้าค่ะ”“คุณหนูบ่าวได้จัดเตรียมอาหารมื้อดึกใส่กล่องเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ ยังมีขนมฝูหรงที่คุณหนูชอบมากด้วยนะเจ้าคะ”“ไฉ่เสียนกับไฉ่เฉินพวกเจ้าช่างรู้ใจข้าเสียเหลือเกิน ในช่วงสองวันที่ผ่านมานี้เมื่อไม่มีพวกเจ้าคอยช่วยปรนนิบัติ ทำให้ข้ารู้สึกไม่เคยชินอยู่เล็กน้อย พวกเจ้าทำให้ข้าเสพย์ติดความสบายเสียแล้ว”เมิ่งเถียนซีพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนเบา แต่เรื่องที่นางพูดล้วนเป็นความจริง ในชีวิตเก่าที่นางอยู่ในสำนักชิงเสวียน ทุกอย่างล้วนทำด้วยตนเองไม่ได้รู้สึกว่ายากลำบากอะไร แต่ในช่วงสองวันที่ผ่านมานางแอบคิดถึงการปรนนิบัติอย่างเอาใจใส่จากสาวใช้ทั้งสองคนนี้อยู่หลายครั้งคำพูดของผู้เป็นเจ้านายทำให้ไฉ่เสียนและไฉ่เฉินรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ไฉ่เสียนรีบพูดกับเมิ่งเถียนซีด้วย
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 160 งานเลี้ยงน้ำชาของพระสนมเผยกุ้ยเฟย

วันต่อมาข่าวเรื่องที่ซานอ๋องหยางเฟิ่งเจี๋ยสังหารแม่ทัพใหญ่ของแคว้นซีเป่ยจนอีกฝ่ายต้องถอยทัพโด่งดังไปทั่วเมืองหลวง แน่นอนว่าในเรื่องนี้เมิ่งเถียนซีย่อมจะมีส่วนร่วมด้วย และคนที่เหนื่อยในเรื่องนี้มากที่สุดก็คือสาวใช้ของนาง“คนทำดีต้องมีรางวัล ไฉ่เฉินนี่คือเงินรางวัลพิเศษของเจ้า วันนี้เจ้าคงจะต้องลำบากมาก” เมิ่งเถียนซีมอบถุงเงินให้แก่ไฉ่เฉินด้วยสีหน้ายิ้มแย้มไฉ่เฉินรับรางวัลด้วยสีหน้ายินดี “เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับบ่าวเลยเจ้าค่ะ แค่บ่าวนำเรื่องไปพูดกับคนที่ตลาดในช่วงสายว่าเรื่องนี้เป็นข่าวลับจากชายแดนทางเหนือแล้วพูดทิ้งท้ายว่าเรื่องนี้อย่านำไปพูดต่อเท่านั้นเองเจ้าค่ะ”“ไฉ่เฉิน…เจ้าได้บอกผู้อื่นหรือเปล่าว่าเจ้าเป็นสาวใช้ในตระกูลเมิ่ง”“แน่นอนเจ้าค่ะ บ่าวพูดเหมือนที่คุณหนูบอกไม่มีผิดเลยเจ้าค่ะ บ่าวพูดว่าเรื่องนี้คนในวังหลวงสมควรจะรู้ข่าวก่อนแล้วจึงค่อยป่าวประกาศ ไม่ใช่เรื่องที่ชาวบ้านทั่วไปสมควรจะรู้ก่อนแบบนี้ แต่ซานอ๋องกลัวว่าคุณหนูสี่จะเป็นห่วง จึงได้ส่งข่าวด่วนจากชายแดนเหนือมาถึงคุณหนูสี่ตระกูลเมิ่งเจ้าค่ะ”“ดี” เมิ่งเถียนซีพูดด้วยสีหน้ามีรอยยิ้ม เพราะเมื่อทุกคนรู้ว่าข่าวนี้รั่
อ่านเพิ่มเติม
ก่อนหน้า
1
...
1415161718
...
20
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status