เข้าสู่ระบบ“ฉันขอมาร์ตินี่ของฉันคืน” อดีตเด็กดื้อจอมเอาแต่ใจตั้งใจจะเอื้อมมือไปแย่งแก้วใบสวยมาจากมือของชายหนุ่ม แต่อธิปไม่ยอมปล่อย เขาจ้องตอบเธอด้วยสายตาเยียบเย็น
“ปวดหัวอยู่ไม่ใช่หรือไง ถ้าไม่ห่วงตัวเองก็สั่งเอาใหม่สิ” เขายังคงยึดมันไว้ แต่ณรันดาก็ยังไม่ยอม ห้าปีก่อนถึงเขาจะเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของท่านหัสดินทร์ เพื่อนรุ่นพี่ของแม่ที่รับเธอมาอุปการะตั้งแต่ตอนแปดขวบ แต่อธิปก็ไม่เคยขัดใจเธอ เธอเติบโตขึ้นในอาณาจักรผืนดินกว้างใหญ่ไพศาลของที่นั่นด้วยความรักความทะนุถนอมจากทุกคน
“ก็นี่มันแก้วของฉันนี่ ฉันจะเอาแก้วนี้ ฉันจะเอาของของฉันคืน”
“มันไม่ใช่ของของคุณ” อธิปเค้นเสียงลอดไรฟัน “และถ้าคุณเอาไปดื่มต่อก็เท่ากับคุณจูบผมทางอ้อม คุณอยากจูบผมงั้นเหรอ จูบผู้ชายที่ไม่ใช่ของของคุณ ผู้ชายที่ไม่ได้เป็นของคุณแล้ว ถึงได้ทู่ซี้แบบนี้” ท้ายประโยคเขายั่วยิ้ม อดฟิวส์ขาดใส่ยายตัวแสบไม่ได้ ความโกรธความไม่พอใจแต่ครั้งก่อนไม่รู้ไหลบ่ามาจากไหนจนท่วมท้นหัวใจ
ห้าปีก่อนยายเด็กคนนี้ทำเอาเขาแทบไม่เป็นผู้เป็นคน เธอกับเด็กสาวจากไร่ข้างๆ รวมหัวกันหนีออกจากบ้านก่อนงานแต่งงานจะเริ่มเพียงสองชั่วโมง นับจากนั้นเขาก็สาปส่ง ไม่อยากร่วมสังฆกรรมกับณรันดาอีกเลยตลอดชีวิต แต่การหวนกลับมาพบกันอีกในวันนี้ ถือเป็นเรื่องสุดวิสัยจริงๆ
“อ้อ ฉันลืมคิดไป ถ้ากลัวฉันจะมาฟื้นฝอยเอาอะไรกับคุณอีกละก็ งั้นฟังเอาไว้นะ คุณสบายใจได้เลยว่าผู้หญิงอย่างฉันไม่มีวันเก็บของเก่าที่คายทิ้งแล้วขึ้นมากินใหม่หรอก เข้าใจใช่ไหมว่าของที่ทิ้งไปแล้ว เขาเรียกกันว่า ขยะ” นัยน์ตาสีอำพันจ้องตอบอย่างท้าทาย
เธอจ้องเขาเขม็ง ดวงหน้าทั้งสองห่างกันเพียงปลายจมูกกั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ชายเกรี้ยวกราดที่นั่งอยู่ตรงหน้าตอนนี้เป็นใคร เขาช่างต่างกันลิบลับกับคุณใหญ่ที่เธอเคยรู้จักเมื่อวันวาน และเช่นกัน อธิปเองก็คงโกรธจนมองไม่เห็นความรักที่เธอยังมีให้เขาอยู่เต็มหัวใจ
“กล้าดีจริงๆ ที่เปรียบผู้ชายอย่างฉันเป็นขยะ งั้นลองดูแล้วกันว่าขยะอย่างฉันจะทำให้เธอร้องครางได้ดังแค่ไหน” ไม่ว่าเปล่า ด้วยความเจ็บใจทำให้เขากระชากร่างบางมาปะทะอกก่อนบดจุมพิตลงมาอย่างไม่ปรานี
เรียวลิ้นอุ่นร้อนสอดแทรกค้นหาความหวาน นอกจากความดุดันโกรธเกรี้ยวที่ถาโถมลงมาแล้ว คล้ายกับมีกระแสของความโหยหาบางอย่างเจือปนมาด้วย
มือบางวางทาบลงบนแผงอกแกร่ง เธอเผลอตัวเคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบที่เฝ้าถวิลหา แม้ว่ามันจะไม่นุ่มนวลอ่อนโยนเหมือนก่อน แต่อย่างน้อยเขาก็ยังเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่เธอรัก และรู้สึกผิดด้วยตลอดมา
จนเมื่อจูบของอธิปดูจะทวีความดูดดื่มและหวามหวานมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ณรันดาเองก็เริ่มส่งเสียงครางเพราะความปั่นป่วน มือไม้ของเธอเลื่อนไล้ขึ้นโอบรอบคอเขาไว้ และอะไรๆ ก็ชักจะไปกันใหญ่ สติของชายหนุ่มจึงค่อยกลับมา เขาผลักเธอออกห่างอย่างรู้สึกรังเกียจ...
“พอกันทีณรันดา สมแล้วที่คุณเป็นนักแสดง คุณมันจอมยั่ว เราไม่ควรพบหน้ากันอีก ผมไม่อยากเกลียดคุณไปมากกว่านี้ รีบกลับบ้านไปซะ แล้วจำเอาไว้ว่าคุณยังเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ผมไม่อยากเห็นหน้าไปตลอดชีวิต”
ฟังดังนั้นน้ำตาของหญิงสาวก็ร่วงเผาะ เธอกัดปากตัวเองจนได้ลิ้มรสเลือด นัยน์ตากลมโตจับจ้องเขาอย่างเคืองขุ่น อธิปจึงเป็นฝ่ายผลุนผลันจากไปเสียเอง ต่างคนต่างรู้ดีว่าการพบกันครั้งนี้ไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้นเลย
เธอเจ็บยิ่งกว่าเดิม ส่วนเขาก็โกรธหนักขึ้นกว่าเก่า แต่ก่อนที่อธิปจะได้เดินจากไป ณรันดาก็เกิดเป็นลมหมดสติเสียก่อน ร่างบางโงนเงนแล้วร่วงลงไปนอนกองกับพื้นอีกครั้ง...
........
สายวันต่อมา หลังตื่นมาพบสายน้ำเกลือห้อยระโยงระยางแถมยังมีสายอ็อกซิเจนเสียบจมูก ณรันดาก็เริ่มรู้สึกประหลาดใจกับอาการป่วยแบบปัจจุบันทันด่วนของตัวเอง และแน่นอนว่าด้วย สถานภาพของนางเอกสาวร้อยล้าน เธอไม่สามารถเจ็บป่วยหรือตายได้ในตอนนี้
“น้ำ รีบพาฉันออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ ฉันรับงานไว้” ดาราสาวที่เพิ่งงัวเงียตื่นขึ้นมารีบหันไปบอกคนแรกที่มองเห็น ฟ้องชัดว่าทุกลมหายใจเธอคิดถึงแต่เรื่องงาน ทว่าอีกฝ่ายกลับมีท่าทีลำบากใจ หนำซ้ำน้ำเสียงที่ตอบกลับมาซึ่งมักเฉียบขาดแข็งกระด้างกับเธอเสมอยังฟังอ่อนลงตั้งครึ่งค่อน
“ยังกลับตอนนี้ไม่ได้หรอกเดียร์ ฉันต้องอยู่ฟังหมอเพื่อเอาข้อมูลกลับไปแถลงข่าวที่บ้านก่อน” คนตอบพยายามก้มหน้าก้มตา ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ณรันดาเลื่อนสายตาไปพบเข้ากับใครอีกคนพอดี
“คุณ คุณใหญ่ เอ้ย คุณอธิป คุณมาทำอะไรที่นี่” แต่เมื่อพิจารณาดูดีๆ ก็ปรากฏว่าอีกฝ่ายยังอยู่ในชุดเดิม
“ผมเป็นคนพาคุณมาโรงพยาบาลเอง ก่อนหน้านี้ทำไมถึงไม่ยอมรักษาสุขภาพ ปล่อยให้อาการหนักขนาดนี้ได้ยังไง คุณนี่มันจริงๆ ให้ตายเถอะ” เจ้าของร่างสูงยืนกอดอกพร้อมกับนิ่วหน้า คนป่วยเลยได้แต่มองแบบงงๆ
“ฉันก็ปกติดีนี่ แค่พักผ่อนน้อยไปหน่อยแค่นั้น” ณรันดาร่ายประโยคเดิม คราวนี้อธิปรู้สึกฉุนจริงๆ จนแทบไม่อยากมองหน้าเธอ เขาจึงได้ผลุนผลันออกไป แต่ก่อนออกนอกประตูยังไม่วายหันมากำชับมนต์ชนก
“น้ำมนต์ ในฐานะที่คุณเป็นเพื่อนสนิทณรันดา คุณช่วยบอกคุณดาราดังคนนี้ทีซิว่าเพราะความเห็นแก่ตัวของเธอ และไม่เคยรักใครจริงแม้แต่ตัวเอง มันทำให้ตอนนี้เธอมีสภาพที่น่าสมเพชขนาดไหน” พูดจบอธิปก็ปิดประตูตามหลังโครมใหญ่จนคนบนเตียงสะดุ้ง
อดไม่ได้ต้องหันไปทางเพื่อนสนิท “นั่นเขาเป็นอะไร เกลียดกันนักแล้วทำไมถึงไม่กลับไปตั้งแต่เมื่อคืน รอให้ฉันตื่นมาเจอตอนเช้าทำไม หรือตั้งใจจะรอสวดฉันให้ยับแบบเมื่อกี้”
“นี่เดียร์ ใจเย็นก่อนนะ ฉันเชื่อว่าเขายังเป็นห่วงเธออยู่ ไม่อย่างนั้นคงไม่รอจนเธอฟื้นถึงได้กลับไปแบบนี้หรอก... อีกอย่างอาการป่วยของเธอเป็นใครก็ต้องห่วง” เมื่อมาถึงตอนที่ยากที่สุดมนต์ชนกก็รู้สึกฝืดคอ
คนฟังเลยยิ่งอึดอัด “สรุปหมอบอกว่าฉันเป็นอะไรน้ำ รีบพูดมาซะทีจะได้ไหม จะได้รีบหาทางออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ไม่ว่ายังไงฉันก็พลาดงานเปิดกล้องซีรีส์ร่วมทุนสร้างระหว่างบีทีวีกับโปรดักชันเฮ้าส์จากฮ่องกงบ่ายนี้ไม่ได้”
แต่เพื่อนสาวก็ยังปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่ได้ คงอีกพักใหญ่เลยกว่าเธอจะได้ออกจากโรงพยาบาล”
“ฉันไม่มีเวลามากขนาดนั้น และอย่าต้องให้ฉันถามซ้ำ ฉันป่วยเป็นอะไร”
เมื่อโดนตวาดมนต์ชนกก็ก้มหน้างุด ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วก้าวออกไปบีบมือเพื่อนสนิท
“ทำใจดีๆ ไว้นะเดียร์... หมอบอกว่าเธอเป็นลูคีเมีย” จบประโยคนั้นคนฟังก็นิ่งอึ้งไป
“ไม่จริง ฉันเพิ่งยี่สิบสี่” แต่เมื่อคนตรงข้ามน้ำตาไหลริน ณรันดาก็จำเป็นต้องมีสติ
“ชนิดไหน ระยะที่เท่าไร แล้วมีโอกาสรักษาหายไหม” ขณะที่ถามลำคอหญิงสาวก็เริ่มตีบตัน
เธอไม่ได้มีอาการมึนงงอะไรเลยสักนิด เข้าใจดีทีเดียวว่าคนเป็นโรคนี้ชีวิตจะมืดมนขนาดไหน เพราะแม่เธอเองก็ตายด้วยโรคนี้มาก่อน มัจจุราชร้ายที่มาพร้อมกับความวิปโยคและทุกข์ระทม
หลังจัดงานแถลงข่าวไปเมื่อวาน ผู้คนทั้งวงการต่างหลั่งไหลมาแสดงความเสียใจกับเธอ ทุกคนเวทนาที่หญิงสาวอายุเพียงแค่นี้ต้องประสบพบเจอชะตากรรมไม่คาดฝัน หลายคนในนั้นเชื่อว่ามันเป็นความสำเร็จที่ต้องคำสาป โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย ต่างพากันวิพากวิจารณ์กันไปต่างๆ นาๆ เช่นว่าเธออุตริไปทำสัญญากับซาตาน “พูดกันไปทั่ว หนักสุดพากันบอกว่าเธอประสบความสำเร็จตามที่หวังแล้วจึงต้องสังเวยชีวิตให้กับปีศาจ เหมือนข่าวลือของพวกคนดังมากพรสวรรค์ในต่างประเทศที่ต้องจบชีวิตโดยไร้เหตุผล” มนต์ชนกกลอกตาใส่หน้าจอก่อนวางมันลงบนโต๊ะข้างเตียงดาราสาว แต่คนที่นอนอยู่กลับไม่ได้ครุ่นคิดกังวลถึงเรื่องนั้น เธอค่อยๆ เลื่อนอ่านข่าวตัวเองไปทีละหน้า แต่ก็เกิดสะดุดตากับเนื้อหาในหน้าเพจหนึ่ง ‘ระหว่างที่นางเอกดังป่วย เพื่อนสาวคนสนิทก็ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ ริต้า วริตาถูกแจ้งจับเป็นคดีความใหญ่โตจากบรรดาไฮโซและเพื่อนร่วมวงการหลายคนที่ถูกเธอตุ๋นเสียเปื่อย สูญเงินมูลค่ารวมกว่าห้าร้อยล้านบาท เจ้าทุกข์รายหนึ่งไหวตัวทันรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการเข้าจับกุมก่อนริต้าจะขึ้นเครื่องหนีออกนอกประเทศ... ล่าสุดเจ้าตัวยอมรั
“ระยะสุดท้าย เธอมีเวลาไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยเดียร์ ไม่อยากจะเชื่อเรื่องนี้เลยจริงๆ” มนต์ชนกที่เคยเข้มแข็ง ทำตัวแข็งแกร่งเพื่อเป็นที่พึ่งพิงให้เธอเสมอ มาถึงตอนนี้เอาแต่ก้มหน้าร้องไห้ คนโชคร้ายจึงต้องเลือกเป็นฝ่ายที่เข้มแข็งเสียเอง “ไม่เป็นไรน้ำ มากอดกัน ถ้าชีวิตมันจะเป็นแบบนั้นเราก็ต้องเตรียมตัวรับมือ” คนพูดพยายามเก็บกลั้นก้อนสะอื้นไว้ในอก รู้ดีว่าถ้าเธอเอาแต่ฟูมฟายทุกอย่างจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้น “มันต้องไม่จบแบบนี้สิ ทุกอย่างที่เราทำมาด้วยกันมันต้องไม่จบแบบนี้” มนต์ชนกยังคงปลงไม่ตก แต่เพียงไม่นานจึงค่อยคิดได้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาอ่อนแอ เธอต้องเป็นหลักยึดเหนี่ยวให้เพื่อน แต่อย่างน้อยยังเบาใจได้ว่าณรันดายังมีกำลังใจที่ดี “ถ้าฉันต้องตายเร็วๆ นี้จริงๆ เราคงเลี่ยงงานแถลงข่าวไม่ได้สินะ” คนพูดมองออกไปภายนอกหน้าต่าง แม้แต่ท้องฟ้ายังมืดครึ้ม “เลี่ยงไม่ได้เด็ดขาด เพราะเธอเป็นข่าวดังตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ดาราสาวเป็นลมกลางผับ ดีที่นักธุรกิจหนุ่มไฮโซช่วยไว้ทันเหมือนในหนังรักโรแมนติก” มนต์ชนกรายงานตามพาดหัวข่าว“ไม่รู้นักข่าวเขียนข่าวแ
“ฉันขอมาร์ตินี่ของฉันคืน” อดีตเด็กดื้อจอมเอาแต่ใจตั้งใจจะเอื้อมมือไปแย่งแก้วใบสวยมาจากมือของชายหนุ่ม แต่อธิปไม่ยอมปล่อย เขาจ้องตอบเธอด้วยสายตาเยียบเย็น“ปวดหัวอยู่ไม่ใช่หรือไง ถ้าไม่ห่วงตัวเองก็สั่งเอาใหม่สิ” เขายังคงยึดมันไว้ แต่ณรันดาก็ยังไม่ยอม ห้าปีก่อนถึงเขาจะเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของท่านหัสดินทร์ เพื่อนรุ่นพี่ของแม่ที่รับเธอมาอุปการะตั้งแต่ตอนแปดขวบ แต่อธิปก็ไม่เคยขัดใจเธอ เธอเติบโตขึ้นในอาณาจักรผืนดินกว้างใหญ่ไพศาลของที่นั่นด้วยความรักความทะนุถนอมจากทุกคน“ก็นี่มันแก้วของฉันนี่ ฉันจะเอาแก้วนี้ ฉันจะเอาของของฉันคืน”“มันไม่ใช่ของของคุณ” อธิปเค้นเสียงลอดไรฟัน “และถ้าคุณเอาไปดื่มต่อก็เท่ากับคุณจูบผมทางอ้อม คุณอยากจูบผมงั้นเหรอ จูบผู้ชายที่ไม่ใช่ของของคุณ ผู้ชายที่ไม่ได้เป็นของคุณแล้ว ถึงได้ทู่ซี้แบบนี้” ท้ายประโยคเขายั่วยิ้ม อดฟิวส์ขาดใส่ยายตัวแสบไม่ได้ ความโกรธความไม่พอใจแต่ครั้งก่อนไม่รู้ไหลบ่ามาจากไหนจนท่วมท้นหัวใจห้าปีก่อนยายเด็กคนนี้ทำเอาเขาแทบไม่เป็นผู้เป็นคน เธอกับเด็กสาวจากไร่ข้างๆ รวมหัวกันหนีออกจากบ้านก่อนงานแต่งงานจะเริ่มเพียงสองชั่วโมง นับจากนั้นเขาก็สาป
“ทำไมต้องขอโทษ ทุกวันนี้ฉันมีรายได้ต่อเดือนมากกว่าช่วยทำฟาร์มให้ที่บ้านทั้งปีเสียอีก ส่วนเธอ เธอคือนางเอกอันดับหนึ่งของประเทศ เธอโด่งดังกว่านางเอกทุกคนในรอบสิบปี และนี่เป็นทางที่เราสองคนยินดีที่จะเดิน เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดอะไรมากอีกเลยนะ ใช้ชีวิตให้เต็มที่ และอย่าลืมดูแลสุขภาพเท่านั้นก็พอ”พูดจบมนต์ชนกก็ส่งเธอลงตรงหน้าคลับชั้นสูง ก่อนให้คนรถขับไปส่งเธอต่อที่บ้าน แล้วค่อยวนกลับมารับดาราสาวอีกที...ณรันดาเปลี่ยนชุดเป็นเดรสสายเดี่ยวรัดรูปสีเบจความยาวเหนือเข่า เครื่องประดับสีทอง รวบผมสีน้ำตาลอ่อนเป็นมวยหลวมๆ ทิ้งปอยผมบางส่วนตกลงมาระร่องอกอวบอิ่มเธอสวมส้นสูงแปดนิ้วแบบเปลือยสีเดียวกับเครื่องประดับ ส่งให้เรียวขาขาวผ่องเพรียวสวยและมีสะโพกผายกลมกลึงสายตาทุกคู่พุ่งตรงมาที่เธอทันที แทบทุกคนมองอย่างชื่นชม ผู้ชายโดยมากล้วนหลงเสน่ห์เธอตั้งแต่แรกเห็น ณรันดายิ้มทักทายทุกคนโดยไม่มีใครกล้าแสดงท่าทีคุกคาม“แหม กว่าจะมาได้ เธอปล่อยให้หุ้นส่วนคนใหม่ของฉันคอยเก้อ” วริตาเห็นหญิงสาวก็รีบเดินเข้ามาคล้องแขนแล้วพามาที่โต๊ะ ผู้คนในนั้นล้วนเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาดีในแวดวงชั้นสูง“โครงการนี้เป็นรีสอร์ตหรูฝั่งทะเลอั
14 วัน ขอรักฉันคืน : บทที่ 1ท่ามกลางแสงแฟลชเจิดจ้าราวกับเวลากลางวัน เดียร์น่า ณรันดา ดาราสาวที่กำลังโด่งดังคับฟ้าจากบทนางเอกละครฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง กำลังเดินเฉิดฉายอวดโฉมสะคราญตาในเดรสสีพิงค์แชมเปญอยู่บนพรมแดงพร้อมด้วยรางวัลทางการแสดงชิ้นล่าสุดของเธอ เสียงเรียกชื่อดาราสาวจากเหล่าช่างภาพดังกึกก้อง ทำเอาบรรดาเซเลปคนอื่นๆ ไม่กล้าเข้าไปทาบรัศมี นาทีนี้ทุกคนต้องยอมยกพื้นที่สื่อให้กับตัวแม่อย่างเธอเพียงเท่านั้นแต่จังหวะหนึ่งในขณะที่ดาราสาวกำลังโพสต์ท่าถ่ายรูปโชว์รางวัลดาราทองคำ แล้วยิ้มโปรยเสน่ห์ไปรอบๆ อาการหน้ามืดก็ตรงเข้าเล่นงานแบบไม่ทันตั้งตัว เธอโงนเงนจนเกือบล้มลงไปกองกับพื้น ดีที่มนต์ชนกซึ่งเป็นทั้งผู้จัดการส่วนตัวและเพื่อนสนิทปรี่เข้ามารับร่างบางไว้ได้ทัน จากนั้นดาราสาวจึงถูกนำตัวออกมาท่ามกลางเสียงตะโกนถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงจากบรรดาช่างภาพที่ดังระงม “เดือนนี้เป็นลมในงานใหญ่ๆ เกือบครบทุกงานแล้วนะเดียร์ หมอนัดไปฟังผลหลังตรวจประจำปีก็ยังไม่ยอมไปอีก งานน่ะเอาไว้ทำทีหลังก็ได้ พักดูแลตัวเองก่อน” มนต์ชนกบ่นเสียงเขียว แต่คนที่กำลังถูกหิ้วปีกพามาขึ้นรถยังคงปฏิเสธเสียงแข็ง“จะเสียเวลาไปหาหม







