“ทำไมป้าถึงไม่บอกขิม ว่าลูกชายเจ้านายป้าอยู่ห้องตรงข้ามขิม!”
“ฉันไม่รู้เรื่องนั้น รู้แค่คุณเทรย์ซิสอยู่คอนโดนั้น” หยกตอบกลับหลานสาว ขณะเดินดูความเรียบร้อยของอาหารเย็น โดยมีหลานสาวเดินตามต้อยๆ
“ไม่รู้ได้ไง ขิมไม่เชื่อ”
“เด็กคนนี้นี่…” หยกหันไปมองหน้าหลานสาวแล้วส่ายหน้าไปมาด้วยความเอือมระอา “ฉันไม่รู้จริงๆ รู้ก็บอกแกไปนานแล้ว หยุดถาม แล้วมาช่วยยกอาหารไปที่โต๊ะ”
“ใช้อีก” ปากบ่นแต่มือก็รับถาดอาหารที่ป้าส่งมาให้ เธอเดินตามคนอื่นๆ ไปยังห้องอาหาร
สาวใช้คนหนึ่งหันมารับถาดอาหารจากสายขิมแล้วนำไปวางลงบนโต๊ะทีละจาน ไม่นานพวกสาวใช้ก็สะกิดกันเบาๆ เหมือนส่งสัญญาณบางอย่าง สายขิมเห็นคนอื่นๆ ถอยไปยืนรวมกันอยู่ที่มุมห้อง จึงขยับตามไปยืนด้วยสีหน้างุนงง
ดวงตาคู่สวยมองผู้ชายคนหนึ่งท่าทางดูสุขุม ใบหน้าคล้ายกับเทรย์ซิสเดินเข้ามานั่งลงตรงหัวมุม ตามมาด้วยแม่ของเทรย์ซิสที่มีรอยยิ้มแต้มบนใบหน้าราวกับเป็นความสดใสของบ้านนี้ และคนสุดท้ายที่เดินเข้ามา…เทรย์ซิส
หัวใจของสายขิมกระตุกวูบ เมื่อเผลอสบตากับดวงตาคมเข้มที่ดูไร้อารมณ์คู่นั้น เธอรีบหลุบสายตาลงมองพื้นทันที
“หนูสายขิม มากินข้าวด้วยกัน” น้ำตาลเดินเข้ามาจูงมือสายขิมมายังโต๊ะอาหารอย่างเป็นกันเอง
“เอ่อ…เดี๋ยวขิมไปกินกับป้าก็ได้ค่ะ ขิมเกรงใจ” ยิ่งรู้ว่ามีเทรย์ซิสร่วมโต๊ะด้วย มันยิ่งทำให้เธอไม่อยากอยู่ตรงนี้เอาเสียเลย
“พวกเราเป็นคนชวนหนูมาที่บ้าน มากินข้าวด้วยกันเถอะ” เซนต์ ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะพูด พลางเลื่อนสายตาไปมองภรรยาที่อยากเจอสายขิมใจแทบขาด
สายขิมอึกอัก หันไปมองป้าที่เดินมาพอดี หยกพยักหน้าเชิงบอกให้ทำตามความต้องการของเจ้าของบ้าน เห็นเจ้านายเอ็นดูหลานสาวป้าอย่างเธอก็อดยิ้มตามไม่ได้
“หยกบอกว่าหนูขิมเรียนวาแซร์ใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ…”
“แม่ก็เป็นศิษย์เก่าที่นั่น ตอนนี้เทรย์ซิสก็เรียนอยู่ที่นั่นเหมือนกัน”
เธอเบนสายตาไปมองเขาที่นั่งอีกฝั่ง สีหน้าเขาดูไม่ค่อยรับแขกเท่าไรนัก บางจังหวะที่เขามองมาทางเธอแต่ก็ไม่ได้มีท่าทีเป็นมิตรสักเท่าไร โดยรวมก็แอบหยิ่งอยู่
“แต่ว่าทั้งสองคนก็อยู่ห้องตรงข้ามกันแถมยังเรียนที่เดียวกัน สนิทกันไว้ก็ดีนะ”
เซนต์มองภรรยาอย่างรู้ทัน น้ำตาลเอ็นดูสายขิมมาก ตอนดูรูปจากหยกถึงขั้นเก็บมาพูดกับเขาทุกคืนก่อนนอน ว่าอยากได้สายขิมมาเป็นลูกสาวอีกคน บอกว่าเห็นสายขิมแล้วนึกถึงตัวเองตอนสาวๆ
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าน้ำตาลกำลังเล็งใครให้ลูกชาย…
“วันไหนมีเรียนพร้อมกัน ลูกก็ไปส่งน้องด้วยสิเทรย์ซิส”
“แม่ก็รู้ ถ้าไม่สนิทผมไม่ชอบให้คนอื่นขึ้นรถด้วย”
คำว่า ‘คนอื่น’ กระแทกกลางใจคนฟังอย่างสายขิมอย่างแรง ไม่ได้เจ็บหรือจุก แต่หมั่นไส้จนอยากสวนกลับว่าใครอยากสนิทด้วยวะ!
“แม่ถึงบอกให้สนิทกันไว้ไง” น้ำตาลหันไปมองหน้าลูกชายด้วยรอยยิ้มเย็น
เทรย์ซิสไม่ตอบ ตักข้าวเข้าปากเคี้ยวกินเงียบๆ บางทีเขาก็ไม่เข้าใจความคิดของแม่ตัวเอง นอกจากยกห้องราคาหลายสิบล้านให้ผู้หญิงคนนี้อยู่ฟรีๆ ไม่คิดค่าเช่าสักบาท ชวนมาบ้านกินข้าวร่วมโต๊ะด้วยกัน แถมยังบอกให้สนิทกันไว้ คนที่ไม่ชอบผูกมิตรกับใครอย่างเขาคงยาก
ผู้หญิงคนนี้มีอะไรดีนักหนา
“อาหารอร่อยไหมหนูขิม”
“อร่อยค่ะ”
“กินเยอะๆ นะ”
สายขิมยิ้มตาหยี
“หยกเป็นคนเชียงใหม่ แสดงว่าหนูขิมก็เป็นคนเชียงใหม่น่ะสิ”
“ใช่ค่ะ ขิมเกิดและโตที่เชียงใหม่”
“แม่ก็เป็นคนเชียงใหม่เหมือนกัน บังเอิญจังเลย” น้ำตาลพูดด้วยรอยยิ้ม
ทั้งสองคุยกันอย่างถูกคอแม้เพิ่งเจอกัน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารคึกคักด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เซนต์หันไปมองลูกชายพลางไหวไหล่เบาๆ
หลังจากมื้ออาหารจบลง น้ำตาลพาสายขิมไปดูสวนกุหลาบสไตล์อังกฤษของตัวเอง เป็นมุมสุดหวงแต่สายขิมกลับได้รับสิทธิพิเศษให้เข้าไป
“สวยจังเลยค่ะ” เหมือนหลุดเข้ามาอีกโลกเลย…
“ตอนกลางวันสวยกว่านี้ ไว้มาอีกนะ มาตอนกลางวันเดี๋ยวแม่พามาอีก”
สายขิมหันไปยิ้ม ก่อนจะเดินดูกุหลาบหลายสายพันธุ์ตรงหน้า น้ำตาลยืนมองหลานสาวหยกด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ตอนดูรูปว่ารู้สึกถูกชะตาด้วยแล้ว พอเจอตัวจริงเรียกได้ว่ารักเด็กคนนี้ไม่น้อยไปกว่าเทรย์ซิสลูกชายแท้ๆ เลย
อีกมุมหนึ่งของบ้าน
เทรย์ซิสยืนมองแม่ตัวเองและสายขิมผ่านหน้าต่าง ที่สามารถมองทะลุไปถึงสวนกุหลาบสไตล์อังกฤษ
“แม่เพิ่งเจอผู้หญิงคนนั้น นิสัยใจคอก็ยังไม่รู้จักดี แต่เหมือนแม่จะหลงผู้หญิงคนนั้นจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว”
“นานๆ ทีแม่จะเจอคนที่เหมือนตัวเอง”
“แม่ใจดีเกินไป”
“แม่ก็เป็นแบบนี้แหละ เห็นแบบนี้แม่ดูคนออกนะว่าใครดีหรือไม่ดี”
“บอกแม่ระวังผู้หญิงคนนั้นไว้ก็ดีนะครับ ดูไม่น่าไว้ใจ”
“ทำไมลูกดูอคติกับหนูสายขิมจังหืม”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ ผมแค่กลัวแม่โดนหลอกเพราะความใจดีของตัวเอง”
“เชื่อใจแม่เขาเถอะ พ่อว่าแม่ดูคนออก” เซนต์ยิ้ม
เทรย์ซิสลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะละสายตาไปจากตรงนั้น
“ผมว่าจะกลับแล้ว ข้างนอกเหมือนฝนจะตกเลย”
“ขับรถยนต์กลับไหม เผื่อฝนตกระหว่างทาง”
“ไม่เป็นไรครับ” เทรย์ซิสเดินออกไป และเป็นจังหวะเดียวกันที่น้ำตาลพาสายขิมกลับเข้ามาข้างใน “ผมจะกลับแล้วนะครับ”
“ให้หนูสายขิมกลับด้วยสิลูก”
สายขิมเบิกตากว้างพร้อมกับรีบโบกมือปฏิเสธ
“มะ…ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวขิมกลับเอง”
“อยู่คอนโดเดียวกัน กลับกับเทรย์ซิสดีกว่านะหนูขิม”
“ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ” เธอเกรงใจ แถมท่าทางเขาก็ดูไม่ค่อยจะชอบเธอเท่าไร
“ผมเอาบิ๊กไบค์ คงไม่สะดวก”
“ทำไมลูกแม่ใจร้ายแบบนี้ แม่งอนแล้วนะ”
เทรย์ซิสถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ก่อนจะหันไปมองคนเป็นพ่อที่พยักหน้าให้ตามใจแม่
“ก็ถ้าหนูสายขิมของแม่ซ้อนบิ๊กไบค์เป็น”
สายขิมมองเทรย์ซิสที่เดินผ่านหน้าตัวเองออกไป สายตาเขาตอนมองมาดูดุดันไม่น้อย
“กลับกับเทรย์ซิสนะหนูสายขิม”
“แต่ว่า….”
“พวกเราจะได้หายห่วง”
เธอหันไปมองป้าหยก ส่งสัญญาณบอกให้ช่วย แต่ป้ากลับพยักหน้าบอกให้ตามใจเจ้านาย เมื่อไม่มีทางเลือกก็ต้องจำใจยอม
“ก็ได้ค่ะ งั้นขิมกลับก่อนนะคะ” ยกมือไหว้เจ้านายป้าทั้งสองคน โดยไม่ลืมยกมือไหว้ป้าด้วย
เดินตามเทรย์ซิสออกมา เขาตวัดขาคร่อมตัวรถ ก่อนจะโยนหมวกกันน็อคมาให้โดยไม่ทันตั้งตัวเกือบรับไม่ทัน ตอนได้ยินเขาพูดว่า ‘ก็ถ้าหนูสายขิมของแม่ซ้อนบิ๊กไบค์เป็น’ นี่อยากสวนกลับมากว่าระดับหนูสายขิมทั้งคน แค่นี้จิบๆ
เธอยกหมวกกันน็อคสวมใส่อย่างคล่องแคล่ว ขณะเดียวกันเขาเริ่มสตาร์ตรถเสียงดัง บรื้น และเธอก็จัดการปีนขึ้นไปนั่งซ้อนข้างหลังเขาอย่างชำนาญ
จะไม่ให้ชำนาญได้ยังไง ตอนอยู่เชียงใหม่เธอขับสกู๊ปปี้ออกจะบ่อย แถมซ้อนบิ๊กไบค์พี่ชายไปเรียนทุกวัน
แค่นี้สบายมาก
มือเล็กถือวิสาสะจับไหล่แกร่ง ต่อให้ไม่อยากจับก็ต้องจับเพราะไม่อย่างนั้นเธออาจตกรถได้ สีหน้าภายใต้หมวกกันน็อคเต็มไปด้วยความประหม่า ถ้าเป็นคนอื่นเธอคงรู้สึกผ่อนคลายมากกว่านี้
อีกไม่ถึงห้านาทีก็ถึงจุดหมาย ทว่าฝนที่มีท่าทีว่าจะตกก่อนหน้านี้อยู่แล้วดันเทลงมา เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทั้งคู่เปียกปอนไม่ต่างกัน
บิ๊กไบค์ขับเข้ามาตรงลานจอดพิเศษ สายขิมก้าวลงจากรถ มือเล็กเลื่อนขึ้นมาถอดหมวกกันน็อคออก หัวเธอไม่เปียกแต่ตัวเปียกเต็มๆ ส่วนเทรย์ซิสเปียกตั้งแต่หัวจรดเท้า
“พี่เทรย์ซิสเปียกหมดเลย…”
“ช่างมัน” เขาชินแล้วกับการขับรถตากฝน มือหนารูดซิปกระเป๋าแจ็คเก็ตหนังสีดำลง หยิบโทรศัพท์และคีย์การ์ดที่ไม่เปียกออกมา
สายขิมเดินตามเทรย์ซิสเข้าไปในล็อบบี้ ไม่จำเป็นต้องใช้คีย์การ์ดตัวเองแตะเข้าไปข้างในหรือแตะลิฟต์เพื่อกดชั้น เพราะอยู่ชั้นเดียวกับเขา และเขาเป็นคนจัดการเองทั้งหมด
ติ๊ง…
พอลิฟต์เปิดออก ทั้งคู่ก้าวออกมาพร้อมกัน สายขิมก้มลงเตรียมหยิบคีย์การ์ดตัวเอง แต่ทว่า…
ฉิบหาย
“เห็นกระเป๋าขิมไหมคะ”
เทรย์ซิสหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองสายขิม
“ขนาดอยู่กับตัวเองยังไม่เห็น คนอื่นจะเห็นเหรอ”
เธอเริ่มร้อนรน ทั้งโทรศัพท์ กระเป๋าสตางค์ คีย์การ์ด และของสำคัญหลายอย่างอยู่ในกระเป๋าสะพาย ถ้าหายเรื่องใหญ่แน่
“ทำไงดี…”
ครืด ครืด
เสียงโทรศัพท์ของเทรย์ซิสส่งเสียงดังภายใต้มือหนาที่ถือไว้ เจ้าตัวยกขึ้นมาดูพบว่าเป็นแม่ที่โทรมา
“ครับแม่”
(ถึงคอนโดรึยังลูก)
“ถึงแล้วครับ”
(หนูสายขิมลืมกระเป๋าไว้ หยกบอกว่าข้างในมีโทรศัพท์กับคีย์การ์ด)
“กระเป๋าลืมไว้ที่บ้าน” เขาหันไปบอกสายขิมเสียงเรียบ
คนที่ได้ยินว่ากระเป๋าไม่ได้หายไปไหนรู้สึกโล่งใจ แต่จะเข้าห้องยังไงก็อีกเรื่อง…
(เปียกกันไหมเนี่ย)
“ครับ ฝนตกตอนกลับพอดี”
(ตายแล้ว แบบนี้หนูสายขิมจะทำยังไง ของอยู่นี่หมดเลย ลูกให้หนูสายขิมเข้าไปรอในห้องก่อนได้ไหม และให้ยืมชุดลูกใส่ก่อน)
“แม่ครับ เกินไป”
(จำได้ว่าแม่สอนให้ลูกชายเป็นสุภาพบุรุษ)
“แต่…”
(น้องเปียกขนาดนั้น อย่าใจจืดใจดำกับน้องนักเลยลูก ตอนนี้ฝนตกหนักมาก ไว้ฝนซาแล้วเดี๋ยวแม่จะให้คนเอาของไปคืนหนูสายขิม)
เมื่อก่อนใช้รหัสเปิดประตู ทว่าหลังจากย้ายออกมาอยู่บ้านกับสามี น้ำตาลเปลี่ยนมาใช้เป็นคีย์การ์ดแทน
“ครับ”
เวรกรรมอะไรของกู…
เขาวางสายจากแม่ หันไปมองตัวต้นเรื่องที่ยืนมองเขาอยู่ พ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ด้วยความเหนื่อยหน่าย
“ฝนซาแม่จะบอกคนเอากระเป๋ามาให้” พูดจบเขาก็แตะคีย์การ์ดลงประตูแล้วผลักเข้าไป ก้าวเข้าไปในห้องแล้วจึงเอี่ยวตัวกลับไปมองสายขิมอีกครั้ง
ตัวปัญหาชัดๆ
“เข้ามาดิ”
“ขะ…เข้า…?”
“แม่งซื่อบื้อฉิบหาย เข้ามาข้างในนี่ไงวะ หรือถ้าอยากหนาวตายตรงนี้ก็ตามใจ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงติดหงุดหงิด เปิดประตูไว้อย่างนั้น จะเข้ามาหรือไม่เข้าเป็นเรื่องของยัยนั่น
เกิดมาไม่เคยง้อใครอยู่แล้ว…