ログインเช้าวันต่อมา อากาศในหมู่บ้านโคกสำราญมันสดชื่นกว่ากรุงเทพฯ ที่เธออยู่เป็นไหนๆ แต่มันไม่สดชื่นสำหรับอิงฟ้าที่ต้องตื่นมาตอนเจ็ดโมงเช้าเพื่อมาล้างหน้าด้วยน้ำจากก๊อกในประปาหมู่บ้านนี่สิ
ถึงบ้านจะดูแพง มีแอร์เย็นฉ่ำแค่ไหน แต่น้ำประปาหมู่บ้านก็ยังคงรักษามาตรฐานความไหลเอื่อยเหมือนคนหมดแรงได้ดีเยี่ยมจริง ๆ
"แล้วน้ำปะปามันสะอาดไหมเนี่ย ถ้าสิวขึ้นจะทำไงดี เห้อ" เธอบ่นพึมพำใส่กระจกบานใหญ่ในห้องน้ำพลางละเลงสกินแคร์ราคาแพงที่พกมาจากกรุงเทพฯ อย่างเบามือ
หลังจากแต่งตัวในชุดเสื้อกล้ามสีขาวรัดรูป ที่เน้นหน้าอกหน้าใจไซส์ XL ของเธอแบบไม่กั๊ก กับกางเกงขาสั้นโชว์ขาอ่อนที่ขาวนวลเนียน อิงฟ้าก็เดินออกมาจากห้องตัวเอง ก็เห็นยายนอนดูข่าวเช้าในทีวีจอแบนอย่างสบายใจ
"ยาย จานชามในซิงค์นั่นเดี๋ยวอิงจัดการเองนะ แล้วนี่พี่เดฟอะไรนั่นน่ะ เขาจะมาตอนไหนเหรอ?" อิงฟ้าแสร้งถามด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ในใจนี่คันยิบๆ อยากเห็นหน้าไอ้พี่ชายนั่นจะแย่
"มันคงไม่มาหรอกวันนี้ เห็นว่าต้องไปรับงานเทพื้นปูนที่ท้ายหมู่บ้าน นู่น...ถ้าเองอยากเจอก็เดินไปดูบ้านมันสิ อยู่หน้าบ้านเราไปนิดเดียว บ้านไม้เก่าๆ หลังเล็กๆ น่ะ"
"อ้อ...ว่าจะไปขอบคุณสักหน่อย เห็นยายชมหนักชมหนาว่าช่วยดูแลบ้านให้ตลอด"
เธอเดินนวยนาดออกมาทางประตูหน้าบ้าน ลมทุ่งพัดเอากลิ่นดินและกลิ่นหญ้ามาปะทะหน้า มันเป็นความรู้สึกที่แปลกไปจากกลิ่นควันรถในสุขุมวิท
อิงฟ้าเดินไปตามถนนลูกรัง จนกระทั่งสายตาสะดุดเข้ากับเงาร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งที่กำลังแบกถังปูนขึ้นลงบันไดบ้านไม้เก่าหลังนั้น
"นั่นคนหรือยักษ์วะน่ะ..." อิงฟ้าหยุดกึ๊ก ยืนหรี่ตา มองตามคนตรงหน้าที่เดินไปมา
ชายคนนั้นสวมเพียงกางเกงยีนส์ขาดๆ ที่เปื้อนคราบปูน ท่อนบนเปลือยเปล่าโชว์แผ่นหลังกว้าง กล้ามเนื้อสันหลังขยับเขยื้อนตามจังหวะการเคลื่อนไหว ผิวของเขาเป็นสีแทนจัดจากการไหม้แดด
และที่เด่นกระแทกตาที่สุดคือรอยสักมากมายที่ประดับอยู่บนร่างกาย โดยเฉพาะรอยสักเลข 94 ขนาดใหญ่ตรงลำคอด้านขวาที่ดูดิบและเถื่อนจนน่าขนลุก
เดฟวางถังปูนลงกับพื้นเสียงดัง ก่อนจะยกมือปาดเหงื่อที่หน้าผาก เขาหันมาเห็นผู้หญิงแปลกหน้าในชุดวูบวาบยืนมองเขาอยู่พอดี สายตาคมกริบที่ดูเย็นชาจ้องเขม็งมาที่เธอ
"มองเหี้ยอะไร!"
เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าดังออกจากลำคอหนา ทำเอาอิงฟ้าที่ปกติปากเก่งถึงกับสะอึกไป คำทักทายแรกแม่งโคตรจะเป็นมิตรเลย!
"นั้นปากคนหรือปากหมาคะ นี่อิงฟ้าไง จำไม่ได้เหรอ? "
อิงฟ้าเรียกสติกลับมา ยืดอกโชว์ความอึ๋มใส่คนตรงหน้า
"อุตส่าห์ตั้งใจเดินมาทักทาย พี่ดูแลยายอิงตั้งเยอะ อิงกะจะมาขอบคุณสักหน่อย"
เดฟหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาจำยัยเด็กดื้ออิงฟ้าได้แม่น ยัยเด็กที่เคยร้องไห้ขี้มูกโป่งเวลาเขาแกล้งแย่งหนังสติ๊ก ตอนนี้โตขึ้นมาเป็นสาวสวย แต่สายตาของเขาก็ยังคงนิ่งสนิทเหมือนเดิม
"จำได้...แล้วมีอะไร?"
เขาตอบสั้นๆ กวนประสาทด้วยความเฉยเมย ก่อนจะก้มหน้าก้มตาตักน้ำจากโอ่งมาราดหัวดับร้อน
"โห...ถามคำตอบคำ เย็นชากับอิงจังเลย"
อิงฟ้าเดินเข้าไปใกล้กว่าเดิมจนได้กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวเขา จนเธอรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ วูบวาบในท้องน้อย
"แล้วนี่พี่ไปทำอะไรมา ทำไมตัวโตขนาดนี้ แถมรอยสักเต็มตัวไปหมด ทำอย่างกับคนเคยติดคุกอย่าง งั้นอะ"
เดฟชะงักมือที่กำลังถือขันน้ำ เขาหันกลับมาจ้องหน้าเธอตรงๆ ระยะห่างแค่เอื้อมทำให้เห็นรอยสักเลข 94 ชัดเจน แต่เขาก็ไม่ขยับหนี
"เออ กูติดคุก...รู้อย่างนี้แล้วก็กลับไปที่บ้านของมึงเหอะอิงฟ้า ที่นี่มันเหม็นขี้ดิน เหม็นเหงื่อ...คนอย่างมึงไม่ควรมาเสนอหน้าแถวนี้"
"ห้ะ! ติดคุก…. แล้วพี่เดฟ ทำไมต้องพูดจาผลักไสกันขนาดนี้ด้วย อิงแค่พูดออกมาเล่นๆ เอง..."
เธอแค่พูดแซวไปเล่นๆ กลับไม่คิดว่าที่แซวว่าติดคุก มันจะเป็นเรื่องจริงเสียด้วยซ้ำ
"แต่คนอื่นเขาว่า มึงไม่รู้เหรอว่าคนในหมู่บ้านเขาพูดถึงกูยังไง กูมันคนค้ายา กูมันเดนสังคม อย่ามาทำตัวรุ่มร่ามแถวนี้ เดี๋ยวคนเขาจะเอาไปนินทาว่ามึงมามั่วสุมกับคนอย่างกูแล้วจะเสียประวัติไปเปล่าๆ"
อิงฟ้าเม้มปากแน่น ความรู้สึกสงสารมันแล่นเข้ามาในอกเมื่อเห็นแววตาโดดเดี่ยวของเขาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งขรึม แต่ความดื้อรั้นของเธอมันมีมากกว่า
"อิงไม่สนหรอกว่าใครจะนินทา ปากชาวบ้านมันก็ดีแต่พ่นลมไปวันๆ อิงสนแค่ว่าพี่คือพี่เดฟของอิง พี่ที่เคยปีนต้นมะม่วงให้อิงกิน..."
"กูไม่ใช่พี่มึง...และกูก็ไม่อยากรู้จักมึงด้วย กลับไปซะ"
เดฟพูดจบก็กระชากคอเสื้อเก่าๆ ที่พาดไว้มาสวมทับรอยสัก แล้วเดินเลี่ยงเข้าไปในบ้านพักไม้เก่าๆ ของเขาโดยไม่หันมามองเธออีกเลย
เออ! นิ่งไปเถอะพี่เดฟ พี่นิ่งได้นิ่งไป แต่อย่าให้เห็นว่าแอบมองอิงละกัน อิงจะตื๊อให้พี่พูดจนหลับให้ดู คอยดูนะ!"
เธอสะบัดหน้าเดินกลับเข้าบ้านไป ทิ้งให้เดฟที่แอบมองผ่านรอยแตกของฝาผนังบ้านไม้ถอนหายใจออกมาอย่างเซ็ง ๆ
เขาพยายามห้ามใจไม่ให้มองขาอ่อนขาวๆ และใบหน้าสวยๆ นั่น แต่หัวใจเจ้ากรรมที่ตายด้านมา 5 ปีในคุก กลับเต้นแรงขึ้นมาเสียอย่างนั้น
อิงฟ้าเดินกระแทกเท้ากลับมาที่บ้านด้วยอารมณ์ไม่ดี ปากอิ่มสวยบ่นขมุบขมิบด่าทอคนที่พึ่งไล่เธอมาหยกๆ อย่างไม่ไว้หน้า
"หน็อย!... ไอ้พี่เดฟ ไอ้คนเฮงซวย ทำเป็นเก๊กนิ่งขรึมใส่ ทีเมื่อก่อนล่ะเรียกอิงฟ้าจ๊ะ อิงฟ้าจ๋า อยากกินมะม่วงสุกไหมครับน้องอิง... ตัดภาพมาตอนนี้สิ เรียกว่ามึง แถมยังมาด่าว่ารุ่มร่ามอีก อีตาบ้าเอ๊ย!"
เธอเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงเข้าบ้านมาจนถึงโซฟากลางบ้าน แล้วทิ้งตัวลงนั่งแรงๆ จนหน้าอกกระเพื่อมไหวตามแรงกระแทก
ยายที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ไม่ไกลเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอทีวี เห็นหน้าหลานสาวที่บูดบึ้งก็อดขำไม่ได้
"เป็นไงล่ะ... ไปเจอเจ้าเดฟมาแล้วล่ะสิ ท่าทางจะโดนมันไล่ตะเพิดมาล่ะสิท่า?"
"ยิ่งกว่าไล่อีกยาย พูดจาหมาไม่รับประทานเลยเนี่ย อิงแค่อยากจะคุยด้วยดีๆ ทำมาเป็นไล่ให้อิงไปอยู่ที่อื่น บอกว่าที่นี่มันเหม็นเหงื่อเหม็นดิน โถ่... คิดว่าตัวเองเป็นพระเอกเอ็มวีเพลงหรือไง ทำตัวดาร์กๆ ขรึมๆ สักเต็มคอ แล้วไอ้เลข 94 นั่นมันเลขนำโชคหรือเลขฝาโลงพี่แกก็ไม่รู้"
"อย่าไปโกรธมันเลยอิงฟ้า... ตั้งแต่เจ้าเดฟมันพ้นคุกออกมา มันก็กลายเป็นคนละคน มันโดนคนนินทาจนไม่อยากสุงสิงกับใคร ยิ่งเห็นแกสวยๆ รวยๆ แบบนี้ มันคงยิ่งเจียมตัวน่ะแหละ"
"เจียมตัวบ้านป้าพี่แกสิยาย ไล่อิงยังกับอิงเป็นตัวนำเชื้อโรค"
เธอกอดอกแน่น ความดื้อรั้นพุ่งสูงกว่าเก่า
"ยิ่งไล่อิง อิงยิ่งจะอยู่ ยิ่งนิ่งใส่อิง อิงจะทำให้พี่แกคลั่งตายไปเลย คอยดูนะยาย อิงจะใช้น้ำมันพราย... อ๊ะ ไม่ใช่สิ อิงจะใช้ความสวยของอิงนี่แหละ ทลายกำแพงน้ำแข็งของพี่เดฟให้ดู!"
"เออๆ เองก็เบาๆ หน่อยนะลูก เดี๋ยวเขาจะหาว่ายายสอนหลานมายังไง ถึงได้วิ่งไล่ตามผู้ชายต้อยๆ แบบนี้"
ยายหัวเราะ แต่อิงฟ้าไม่ตลกด้วย เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกล้องหน้า เช็กความเป๊ะของใบหน้า
"โถ่ยาย…คนอย่างอิงฟ้า อยากได้อะไรก็ต้องได้..."
*
*
*
*
พูดคุยกับคุณนักอ่าน
อิพี่มันก็เมินยัยน้องเกิน ศิลเสมอกันแน่คู่นี้5555
ส่วนยัยน้องงมันก็ปากไม่ค่อยดี🤣
ถ้าอ่านถูกจริตแล้วฝากเพิ่มเข้าชั้นด้วยน้าาา เพราะตอนต่อๆ ไป บักเดฟมัน Hotttt ม๊ากกกกกกกก🔥
อย่าลืมคอมเมนท์ แค่สติ๊กเกอร์คนละดวงก็ได้น้า แล้วกดใจด้วยยยยเด้ออออออ❤️
1 ปีหลังจากเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ป่าห้วยเสือหมอบ บาดแผลทางกายของเขาได้จางหายเหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆ ที่ต้นแขนซ้าย เดฟตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะไม่ย้ายเข้าสู่กรุงเทพฯ ตามคำชวนครั้งแรกของอิงฟ้า เขาค้นพบว่าความสุขที่แท้จริงคือการได้กลิ่นดิน กลิ่นสาบควาย และการเห็นรวงข้าวสีทองในบ้านเกิด ส่วน อิงฟ้า เมื่อเธอเห็นความมุ่งมั่นของชายหนุ่ม จึงตัดสินใจกลับมาใช้ความรู้ที่ติดตัวมา พัฒนาที่ดินดั้งเดิมของยายเข็มให้กลายเป็น ฟาร์มสเตย์ & คาเฟ่ โดยปล่อยให้คาเฟ่สาขาทั่วกรุงเทพฯ อยู่ภายใต้การดูแลของแม่เธอที่เริ่มสนุกกับการบริหารธุรกิจบรรยากาศยามเย็นที่บ้านนอกแสงอาทิตย์สีส้มทองกระจายไปทั่วท้องทุ่งนากว้างสุดลูกหูลูกตา ลมพัดเอื่อยๆ พาเอากลิ่นหอมของรวงข้าวที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวลอยละล่องมาปะทะจมูก ตัวคาเฟ่ไม้ดีไซน์ทันสมัยแต่กลมกลืนกับธรรมชาติถูกเติมเต็มด้วยลูกค้าที่แวะเวียนมาสัมผัสความสงบเดฟในวันนี้ดูภูมิฐานขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เขาไม่ได้อยู่ในชุดมอมแมมเหมือนวันวาน แต่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาคลุมทับด้วยสูทลำลองสีน้ำตาลอ่อน กางเกงสแล็คเข้ารูปดูดีจนจ่อยที่ยืนมองอยู่ไกลๆ ยังอดแซวไม่ได้ "พี่เดฟวันนี้หล่อเป็นพิเศษ
หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ที่เสียงเครื่องช่วยหายใจกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของอิงฟ้า ห้องพักฟื้นพิเศษในโรงพยาบาลที่ควรจะเงียบสงบ กลับเต็มไปด้วยความหนักอึ้งของความคิดและความกังวลที่ถมทับอยู่บนบ่าเล็กๆ ของหญิงสาวอิงฟ้านั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ มือของเธอกุมมือหยาบกร้านจากการทำงานหนักของ เดฟ ไว้แน่น ตอนนี้มือคู่นั้นกลับดูซูบซีดไร้เรี่ยวแรง ผิวหนังของเขาเริ่มกลับมามีเลือดฝาดบ้างเล็กน้อยหลังจากได้รับเลือดทดแทน แต่ดวงตาคมเข้มกลับยังคงปิดสนิท"พี่เดฟ... หนึ่งอาทิตย์แล้วนะที่พี่หลับไปแบบนี้ รีบตื่นขึ้นมาได้แล้ว" คนตัวเล็กกระซิบแผ่วเบาพลางใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นลูบไล้ไปตามแขนที่ไม่ได้ถูกพันแผล "พี่หายดีเราจะได้ไปอยู่กรุงเทพฯ กันไง แต่ถ้าพี่ดื้อไม่ไปอิงก็จะมาอยู่นี่ถาวรเลย"หยดน้ำตาของเธอหยดร่วงลงบนหลังมือของชายหนุ่ม อิงฟ้ารีบปาดมันออก เธอสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ร้องไห้ให้เขาเห็น เพราะกลัวว่าถ้าเขาได้ยินเสียงเธอร้องไห้ แล้วจะคิดมากแก๊ก... เสียงประตูห้องพักฟื้นเปิดออกเบาๆ ยายเข็ม เดินถือปิ่นโตเข้ามาพร้อมกับไม้เท้าคู่ใจ ใบหน้าของหญิงชราดูอิดโรยแต่ยังคงพยายามส่งยิ้มให้หลานสาว"อิงลูก... กินข้าวหน่อยไหม
การค้นหาครั้งสุดท้ายกลางดึกแสงไฟสปอร์ตไลท์หลายสิบดวงสาดส่องไปทางซอกหินที่เจ้าบราวน์พยายามจะมุ่งหน้าไป ทีมค้นหาต้องใช้มีดพร้าฟันเถาวัลย์ที่รกและยังต้องปีนป่ายขึ้นไปบนโขดหินที่ลื่นแฉะจากฝนเมื่อวันก่อนอีก"ตรงนั้น! ในซอกนั้นมีช่องว่าง!" จ่อยที่วิ่งตามสุนัขตำรวจไปติดๆ ตะโกนบอกเจ้าหน้าที่ แสงไฟฉายสาดไปเจอรูเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่หลังเถาวัลย์หนา ซึ่งหากไม่สังเกตดีๆ จะไม่มีทางเห็นเลยเจ้าบราวน์มุดเข้าไปทันทีพร้อมเสียงขู่คำรามในลำคอที่บอกถึงความตื่นเต้น ทีมกู้ภัยรีบมุดตามเข้าไปในถ้ำที่คับแคบและมีแต่ความอับชื้น กลิ่นแรกที่ปะทะจมูกคือกลิ่นคาวเลือดที่เน่าเสียที่ชวนคลื่นไส้"สาดไฟไปทางขวาสิ! นั่นมัน...!"ท่ามกลางแสงไฟที่ตัดผ่านความมืด ทุกคนถึงกับชะงัก ร่างหนาของเดฟนอนสงบนิ่งอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนพิงผนังถ้ำ สภาพของเขาดูไม่ได้เลย เสื้อยืดที่ขาดรุ่งริ่งเปื้อนไปด้วยเลือดและหนอง ใบหน้าซูบตอบและซีดเผือดจนเป็นสีเทา"พี่เดฟ!!!" จ่อยถลาเข้าไปหาคนแรก แต่นายกู้ภัยดึงตัวไว้ "ใจเย็นน้อง! อย่าเพิ่งขยับตัวเขา!"กู้ภัยรีบเอานิ้วแตะที่ข้างลำคอที่มันเย็น ทุกวินาทีที่ผ่านไปเหมือนหยุดนิ่ง พ่อวัดที่ตามเข้ามาถึงกับกลั
บรรยากาศที่ศูนย์อำนวยการชั่วคราวริมชายป่าเริ่มปกคลุมไปด้วยความหดหู่และสิ้นหวัง แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าในวันที่สองเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังจะจบไปอีกหนึ่งวัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายนายเดินกลับออกมาจากแนวป่าด้วยสภาพอิดโรย บางคนถึงกับถอดหมวกออกแล้วส่ายหน้าช้าๆ เป็นสัญญาณที่รู้กันว่า โอกาสรอดแทบเป็นศูนย์"ผู้กองครับ ผมว่าเราต้องประเมินสถานการณ์ใหม่" หัวหน้าชุดกู้ภัยเดินเข้ามาพูดด้วยเสียงหม่นลง"หายไปสองวันเต็มๆ กับแผลถูกยิงที่เสียเลือดมากขนาดนั้น ไหนจะเรื่องการขาดน้ำและติดเชื้อในป่าที่ชื้นแบบนี้... ในทางทฤษฎี ร่างกายมนุษย์ไม่น่าจะทนไหวแล้วครับ"คำพูดนั้นไม่ได้เบาพอที่จะรอดพ้นหูของอิงฟ้า เธอเงยหน้าที่นองไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมองกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่เริ่มเก็บอุปกรณ์"หมายความว่ายังไงคะ... พวกคุณจะหยุดหาเหรอ?" "ไม่ใช่จะหยุดครับคุณอิงฟ้า แต่เราอาจจะต้องเปลี่ยนจากชุดค้นหาผู้ประสบภัย เป็นการค้นหา... ร่างผู้เสียชีวิตแทนในวันพรุ่งนี้" ผู้กองตอบด้วยความลำบากใจ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเห็นใจแต่เขาก็ต้องยอมรับความจริงตรงหน้าพวกลูกน้องเสี่ยชัยที่ถูกจับได้บางส่วนต่างก็ให้การตรงกันว่าเห็นเดฟถูกยิงเข้า
ภายในความมืดมิดของถ้ำเล็กๆ ชายป่าห้วยเสือหมอบ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณที่คับแคบและชื้นแฉะ เดฟ นั่งพิงโขดหินที่เย็นเฉียบ ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความหนาวของลมป่ายามค่ำคืนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะสภาวะช็อกจากการเสียเลือดที่ดำเนินมาหลายชั่วโมงบาดแผลที่ต้นแขนซ้ายซึ่งถูกกระสุนเจาะทะลุ บัดนี้เนื้อรอบๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงช้ำและบวมเป่ง เลือดสีแดงคล้ำยังคงซึมไหลผ่านรอยฉีกขาดของเสื้อยืดที่เขาพยายามฉีกมาพันแผลไว้แต่มันชุ่มจนไม่อาจซับน้ำเหลืองและเลือดได้อีกต่อไป ทุกครั้งที่เขาขยับตัว ความเจ็บปวดจะแล่นเข้าสู่ไขสันหลังเหมือนถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงพร้อมกัน จนเขาต้องกัดฟันกรอดเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้องออกมา เพราะรู้ดีว่าพวกหมาหมู่ของเสี่ยชัยกำลังวนเวียนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี้"อึก... อิง..."เดฟพึมพำชื่อหญิงสาวคนรักด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า สติของเขาสลัว ๆ เหมือนเปลวเทียนที่กำลังจะดับลง แสงไฟจากกระบอกไฟฉายของพวกมันวูบวาบไปมาอยู่ด้านนอกถ้ำ ลอดผ่านเถาวัลย์ที่ปกคลุมปากทางเข้าเข้ามาเป็นระยะ เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งดัง กรอบแกรบ ใกล้เข้ามาทุกที‘กูจะตายที่นี่ไม่ไ
หลังจากอิงฟ้าเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พ่อวัดขับรถมาส่งเธอถึงที่คอนโดหรูกลางเมืองก่อนจะแยกตัวไปทำธุระต่อ ร่างบางเดินลากกระเป๋าเข้ามาในห้องด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า แม้กายจะถึงที่พัก แต่ใจของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับชายหนุ่มที่ทุ่งนาคนนั้นอยู่เลยเธอวางของทิ้งไว้บนโซฟา แล้วเดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น แต่ในจังหวะที่เดินผ่านโต๊ะข้างเตียง ลมโกรกจากหน้าต่างที่ลืมปิดก็พัดวูบเข้ามาแรงๆ จนผ้าม่านสะบัดไปโดนกรอบรูปกระจกที่ตั้งอยู่เพล้ง!เสียงกระจกแตกละเอียดกระจายเต็มพื้น อิงฟ้าสะดุ้งสุดตัว หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม รีบก้มลงไปมองรูปในกรอบนั้น... มันเป็นรูปคู่ใบเดียวที่เธอแอบถ่ายกับเดฟตอนที่เขากำลังเผลอยิ้ม ซึ่งเธอเพิ่งจะเอามาวางไว้ตรงนี้เอง รอยร้าวของกระจกบาดลึกผ่านใบหน้าของเดฟในรูปพอดี"โอ๊ย..."อิงฟ้าบ่นพึมพำพลางเอื้อมมือจะไปเก็บเศษกระจก แต่ปลายนิ้วกลับโดนด้านคมกระจกบาดจนเลือดสีแดงสดซึมออกมาเธอมองหยดเลือดที่ไหลลงบนรูปเดฟด้วยความรู้สึกโหวงๆ ในใจอย่างบอกไม่ถูก ความเย็นเฉียบแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง ลางสังหรณ์บางอย่างที่รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ กำลังร้องเตือนเธอว่ามีบางอย







