LOGINเด็กหญิงตัวอ้วนกลมในชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่องคนนั้น หน้าตาเหมือนเขาอย่างกับถอดแบบกันมา ใช่แน่ๆ... ใช่อย่างที่เขาคิดแน่ๆ
View More“ขุดหลุมให้ลึกๆ กว่านี้!” เสียงแหลมแต่ทว่าทรงอำนาจสั่งกับชายฉกรรจ์ร่างกำยำสี่ถึงห้าคน เหล่าบรรดาชายฉกรรจ์เหล่านั้น กำลังใช้จอบขุดดินให้เป็นหลุมลึกท่ามกลางความมืดมิด เมื่อแน่ใจว่าขุดหลุมจนลึกมากพอ ร่างกำยำของชายฉกรรจ์ทั้งหมดจึงนำโลงศพโลงหนึ่ง ซึ่งต่อจากโลงไม้เล็กๆ เตรียมฝังไว้ในหลุม ที่พวกตนช่วยกันขุด
กึก! กึก!
เสียงสั่นสะเทือนที่ดังขึ้นเป็นระยะในโลงไม้ขนาดเล็กนั่น ทำให้ชายฉกรรจ์เหล่านั้นต้องโยนโลงไม้ลงด้วยความตกใจ สตรีในชุดคลุมสีดำปกปิดใบหน้าท่ามกลางความมืดตวาดใส่พวกมันเหล่านั้นอย่างไม่พอใจ
“ตกใจอันใดกัน! รีบฝังร่างมันเดี๋ยวนี้!” เสียงนั้นออกคำสั่งอีกครั้ง ชายฉกรรจ์เหล่านั้นหันมามองหน้ากันอย่างหวาดกลัว แต่ทว่าเสียงในโลงไม้นั้นกลับดังเป็นระยะ
กึก! กึก! กึก! กึก!
เสียงที่ถูกเคาะมาจากด้านในโลงไม้ท่ามกลางความมืดมิดในป่าช้าอันเงียบเหงาแห่งนี้ พร้อมกับบรรยากาศรายรอบที่แสนวังเวง และสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาสร้างความหวาดกลัวยิ่งนัก
ซ่า!
เสียงฝนเทลงมาห่าใหญ่ ดินที่เคยแข็งบัดนี้กลับชุ่มชื้นไปด้วยหยาดน้ำฝนจนกลายเป็นขี้โคลนเปียกๆ กลุ่มใหญ่ เหล่าชายฉกรรจ์ตัดสินใจรีบฝังโลงไม้ลงในหลุมนั้นให้เสร็จเรียบร้อยตามคำสั่งของผู้เป็นนาย ท่ามกลางฝนตกกระหน่ำและเสียงเคาะจากในโลงไม้ที่ดังขึ้นเป็นระยะ จนกระทั่งเกิดเสียงฟ้าผ่าชวนตกใจ พวกมันทั้งห้าคนทิ้งโลงไม้อย่างตกใจกลัว ร่างของหญิงสาวที่นอนตายตาเหลือกกระเด็นออกมาจากโลงศพนั้น ร่างของนางนัยน์ตาเหลือกลาน สองมือถูกมัดไว้ด้วยเชือกเส้นหนา ปากของนางถูกอุดเอาไว้ด้วยผ้าผืนใหญ่ ช่างเป็นภาพที่น่าสยดสยองยิ่งนัก
พวกชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นต่างวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทางราวกับหวาดกลัว ทิ้งร่างไร้วิญญาณให้นอนแน่นิ่งมิได้สนใจไยดี
ส่วนสตรีผู้ว่าจ้างนางนั้นกลับเดินออกไปอีกทางของป่าช้าด้วยความหวาดกลัวเช่นกัน
‘เซียวเหม่ยฉี’ ในร่างไร้วิญญาณของ ‘จางอวิ๋นซี’ ตื่นขึ้นมาพร้อมกับสภาพดินโคลนที่เปียกปอนบนร่างกาย นางพยายามประมวลผลภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เธอคือแพทย์สาวที่มาท่องเที่ยวในวันหยุด แต่สุดท้ายกลับต้องตายเพราะความปรารถนาดีอยากช่วยเหลือเด็กคนนั้นให้รอดพ้นจากอันตราย แต่แล้วแทนที่วิญญาณของเธอควรจะไปเข้าเฝ้าพระยม แต่นี่เธอกลับมาสิงร่างของสตรีที่นอนอยู่ท่ามกลางกองดินโคลนสกปรกเหล่านี้
เซียวเหม่ยฉีเธอเป็นแพทย์ทำงานในแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ในเมืองหลวงของประเทศจีน ในวันนั้นเธอแค่ออกมาท่องเที่ยวในวันหยุดเนื่องจากนานๆ ทีเธอจะสามารถแลกเวรกับเพื่อนร่วมแผนกได้ แต่ทว่าในวันนั้นกลับคาดไม่ถึงว่าจะเป็นวันชะตาขาดของเธอเองและยังต้องมาพบหญิงสาวที่น่าสงสารคนนั้นอีก
‘พี่สาวคนนี้มาช่วยแล้ว!’ เซียวเหม่ยฉีกล่าวขณะตะเกียกตะกายว่ายน้ำลงไปช่วยเด็กชายที่กำลังจมน้ำ ในสวนสนุกแห่งหนึ่งของเมืองหลวง เด็กชายคนนั้นอายุประมาณเพียงเจ็ดขวบแต่พ่อแม่กลับปล่อยปละให้เล่นน้ำเพียงลำพังโดยมิได้ดูแลแต่อย่างใด
เมื่อคว้าร่างของเด็กชายตัวอ้วนมาได้ แทนที่เธอจะสามารถพาเด็กชายคนนั้นขึ้นฝั่งมาได้ แต่เหมือนกับมีบางสิ่งบางอย่างดึงขาของนางลงมาใต้น้ำ ไม่ว่านางจะพยายามตะเกียกตะกายอย่างไรก็ไม่อาจสะบัดตนเองหลุดจากการเกาะกุมลึกลับนั้นได้ จนในที่สุดร่างของเธอจึงค่อยๆ หมดลมหายใจลง
และ...
‘ที่นี่ที่ไหน?’
วิญญาณที่ลอยเวิ้งว้างอยู่กลางอากาศของเซียวเหม่ยฉีมองสิ่งรอบๆ ข้างด้วยความตกใจ รอบๆ ตัวนางนี้ว่างเปล่าไปหมด มีแต่สีขาวโพลนและจุดหมายปลายทางที่ไม่มีสิ้นสุด
‘เซียวเหม่ยฉี’ เสียงหวานแต่เจือปนไปด้วยความเศร้าร้องเรียกนางอยู่หลายครั้ง จนเซียวเหม่ยฉีต้องมองหาที่มาของเสียงด้วยจิตใจที่หวาดกลัว หญิงสาวหมุนร่างวนรอบๆ ตัว แต่ก็ไม่พบสิ่งใด มีเพียงแค่เสียงที่ลอยมาตามอากาศเท่านั้น
‘เซียวเหม่ยฉี’ เสียงหวานนั้นเรียกซ้ำอีกหลายรอบ จนกระทั่งผู้ขานเรียกหญิงสาวมาปรากฏกายตรงหน้า อีกฝ่ายคือสตรีหน้าตางดงาม แต่ทว่ากลับเจือไปด้วยความเศร้าโศกอย่างชัดเจน เซียวเหม่ยฉีมองใบหน้างดงามของหญิงสาวผู้เป็นเพียงร่างไร้วิญญาณเหมือนกับนางด้วยความสงสัย
‘เธอคือใคร?’ เซียวเหม่ยฉีเอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังส่งยิ้มอ่อนๆ ให้กับนาง
‘ข้าคือจางอวิ๋นซี ข้ามาหาเจ้าเพื่อขอความช่วยเหลือ’ จางอวิ๋นซีแนะนำตนเองอย่างเป็นทางการ ใบหน้าเศร้าสร้อยของนางแต่ทว่างดงามนักกำลังมองเซียวเหม่ยฉี
เซียวเหม่ยฉีกำลังรอฟังอีกฝ่ายกล่าวต่ออย่างใจจดใจจ่อ
‘ช่วยข้าด้วยนะ ช่วยแก้แค้นให้ข้าด้วย พวกมันสังหารข้า!’ จางอวิ๋นซีเว้าวอนต่ออีกฝ่ายทั้งน้ำตา ดวงตาที่เคยงดงาม บัดนี้เปลี่ยนเป็นความโกรธดุดันน่า
กลัวยิ่ง
‘เดี๋ยวๆ นะ ใครคิดทำร้ายเธอกัน ฉันไม่รู้จักเธอทั้งนั้น’ เซียวเหม่ยฉีปฏิเสธเสียงหนักแน่น
‘ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไมดวงจิตสุดท้ายของข้าถึงมาหาเจ้า แต่เจ้าคือผู้ที่ถูกเลือก โปรดช่วยข้าด้วยเถิด’ จางอวิ๋นซีเว้าวอนทั้งน้ำตา
‘แต่ฉันคือวิญญาณที่ตายแล้ว เธอจะให้ฉันช่วยยังไง?’ เซียวเหม่ยฉีถาม นางสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายในเพลานี้
‘เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ขอแค่ช่วยข้า...ใช้ร่างของข้าตามหาคนร้ายที่ฆ่าข้า ดูแลท่านแม่ที่อ่อนแอของข้า ได้หรือไม่?’ จางอวิ๋นซีกุมมือข้างหนึ่งของเซียวเหม่ยฉีขึ้นมา
‘แล้วใครฆ่าเธอ?’ เซียวเหม่ยฉีถาม แต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าไม่รู้
ใครฆ่าตัวเองตายยังไม่รู้เลย ท่าทางจะศัตรูเยอะเหมือนกันนะ...เซียวเหม่ยฉีคิดในใจ
‘แต่ว่าถ้าฉันช่วยเธอ ฉันจะได้อะไรล่ะ...’ เซียวเหม่ยฉีพยายามต่อรองกับอีกฝ่าย
จางอวิ๋นซีมีคำตอบในใจอยู่นานแล้ว เรื่องที่เจอเซียวเหม่ยฉีนั้นเป็นเรื่องที่นางจงใจให้เกิดขึ้น หลังจากที่นางตายไปไม่นานด้วยฝีมือของคนชั่ว วิญญาณนางก็ถูกพามาที่สวนสนุกแห่งนั้น และเซียวเหม่ยฉีนางได้เลือกเอาไว้แล้วว่าจะต้องช่วยนางแก้แค้นคนที่ฆ่านางได้แน่นอน
‘หลังจากจบเรื่องทุกอย่าง ข้าจะมารับเจ้ากลับไป ร่างกายเจ้าในภพนี้ยังคงอยู่เหมือนเดิม ข้าจะช่วยดูแลให้เพื่อตอบแทนที่เจ้าช่วยเหลือข้าในครั้งนี้’ จางอวิ๋นซียื่นข้อเสนอต่อรองกับอีกฝ่าย
เซียวเหม่ยฉีไม่ค่อยมั่นใจกับจางอวิ๋นซีเท่าใดนัก แม้อีกฝ่ายในตอนนี้จะเป็นวิญญาณธรรมดา แต่กลับดูอมทุกข์และป่วยด้วยสารพัดโรคยิ่งนัก
‘แต่ว่าฉัน...’ เซียวเหม่ยฉียังคงลังเลอยู่
จางอวิ๋นซีกล่าวเสียงดังด้วยความตกใจ “ไม่มีเวลาเอ่ยมากแล้ว..”
ทันทีที่จางอวิ๋นซีกล่าวจบ นางรวบรวมพลังทั้งหมดคว้าแขนทั้งสองของ
เซียวเหม่ยฉี แล้วเหวี่ยงร่างของอีกฝ่ายใส่ร่างไร้วิญญาณของตนเองในโลงไม้นั่นทันที
และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด...
เซียวเหม่ยฉีฟื้นขึ้นมาอีกทีในร่างของจางอวิ๋นซี ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำลงมาไม่หยุดหย่อน เซียวเหม่ยฉีหรือจางอวิ๋นซีพยุงตนเองขึ้นจากกลุ่มดินโคลนที่พยายามดูดร่างของนางลงไป ตอนนี้เธอไม่ใช่เซียวเหม่ยฉี แพทย์แผนกฉุกเฉินอีกต่อไป แต่เธอคือจางอวิ๋นซีสตรีจากโลกอดีตและเป็นสตรีที่ถือกำเนิดใหม่เพื่อมาทำตามข้อแลกเปลี่ยนของเจ้าของร่างตัวจริง
“คุณหนู!” เสียงเรียกใสแจ๋วท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ เซียวเหม่ยฉีหรือจางอวิ๋นซีคนใหม่หันไปตามที่มาของเสียง เห็นหญิงสาวตัวน้อยกำลังกางร่มคันใหญ่ร้องเรียกนางเสียงดัง ก่อนจะปรากฏร่างของผู้ชายอีกห้าถึงหกคน
“คุณหนูขอรับ!” พ่อบ้านมู่ของจวนสกุลจางตะโกนเรียกอีกฝ่ายอย่างดีใจ เขากับทหารของจวนรีบเข้าไปประคองร่างของจางอวิ๋นซี
เซียวเหม่ยฉีพยายามขบคิดและตั้งสติกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บัดนี้เธออยู่ในร่างของจางอวิ๋นซี ทำข้อตกลงกันทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่าตอนนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กับอีกฝ่ายทำให้เธอเริ่มมึนงงสับสนนัก
‘มีคนต้องการฆ่าจางอวิ๋นซีจริงๆ ด้วย’
ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ แต่ทว่าเซียวเหม่ยฉีแทบไม่ได้สนใจเลยสักนิด ตอนนี้เธอกำลังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเธอเอง ภาพทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ราวกับความฝัน สตรีนางนั้นที่มาปรากฏตัวในขณะที่เธอกำลังจมน้ำ ช่างมาได้เวลาเหมาะเจาะจริงๆ
“คุณหนูเจ้าคะ!” สาวใช้ของจางอวิ๋นซีนามว่าหรูหรงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมกับร่มคันใหญ่ในมือ นางกางร่มให้กับจางอวิ๋นซีด้วยใบหน้าที่เปียกโชกด้วยน้ำฝนจนเปียกปอนไปทั่วร่าง
พ่อบ้านมู่ตะโกนสั่งหรูหรงท่ามกลางสายฝนที่ตกโหมกระหน่ำ
“เจ้ารีบพาคุณหนูกลับไปหาไท่ฮูหยินก่อนเถิด!”
เซียวเหม่ยฉีในร่างของจางอวิ๋นซีซึ่งในตอนนี้กำลังมึนๆ งงๆ กับเหตุการณ์ตรงหน้า นางถูกผู้ติดตามของพ่อบ้านมู่และหรูหรงนำขึ้นเกี้ยวพากลับไปยังบ้านเดิมของเจ้าของร่างนี้
ความเหนื่อยอ่อนและบรรยากาศเย็นเฉียบจากพายุฝนที่ตกโหมกระหน่ำเช่นนี้ ทำให้เซียวเหม่ยฉีหรือจาง อวิ๋นซีเผลอหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน นางไม่มีเวลาให้มาคิดมากแล้ว หากสิ่งที่จางอวิ๋นซีคนก่อนต้องการให้นางทำคือการหาตัวคนร้ายที่แท้จริง ผู้ที่เป็นฆาตกรทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายแบบนี้ เธอก็จะช่วยสุดความสามารถนั่นล่ะนะ
ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน
จางอวิ๋นซี บุตรีเพียงคนเดียวที่เกิดจากภรรยาเอกของจางเยี่ยนหรือใต้เท้าจาง อัครมหาเสนาบดีใหญ่แห่งแคว้นหาน ผู้มีรูปโฉมงดงามและอ่อนหวาน นางเป็นหลานสาวที่รักของไท่ฮูหยินและมารดาเป็นอย่างมาก แต่ทว่าต่อให้นางจะเป็นที่โปรดปรานของไท่ฮูหยินผู้เป็นย่ามากเท่าใด แต่นางยังคงเป็นที่รังเกียจของบิดา เนื่องจากตั้งแต่เกิดมานางก็ป่วยด้วยสารพัดโรค ไม่สามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับบิดาและสกุลจางได้นัก
นางมีพี่สาวหนึ่งคนซึ่งเป็นบุตรีถือกำเนิดจากฮูหยินรองหลี่ นามว่าจางเซียวหรู พี่สาวผู้มีความเป็นเลิศในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหารหรือการเย็บปักถักร้อย แม้กระทั่งศาสตร์วิชาทั้งหกแขนงนางก็ร่ำเรียนได้จนแตกฉานนัก ทำให้บิดาอย่างจางเยี่ยนทั้งรักและโปรดปรานนางเป็นอย่างยิ่ง ต่อให้นางกับมารดาซึ่งเป็นฮูหยินรองจะรังแกจาง อวิ๋นซีกับมารดาผู้เป็นภรรยาเอกเท่าใด จางเยี่ยนก็ไม่ใส่ใจนักและยังคอยปกป้องพวกนางทั้งสองอยู่ร่ำไป
“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้รังแกท่านแม่รองและพี่หญิงใหญ่จริงๆ นะเจ้าคะ!” เสียงร่ำไห้ของจางอวิ๋นซีดังขึ้นพร้อมกับร่างของนางที่คุกเข่าลงต่อหน้าบิดา บิดาของนางผู้ซึ่งใบหน้าไร้ความรู้สึกใดๆ แต่กลับมีสีหน้ายิ้มสะใจของหลี่ฮูหยินและจางเซียวหรูปรากฏออกมาน้อยๆ
สาเหตุที่จางอวิ๋นซีคุกเข่าต่อหน้าบิดาเช่นนี้ เนื่องจากนางถูกจางเซียวหรูใส่ร้ายว่าขโมยผ้าไหมพระราชทานจากหยางเต๋อเฟยด้วยความอิจฉาริษยาที่เห็นนางผู้เป็นพี่สาวได้ดีกว่า แต่ทว่าจางอวิ๋นซีไม่มีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น มารดาของนางสอนมาเสมอว่าให้เคารพฮูหยินรองดุจมารดาและเคารพพี่สาวประดุจพี่แท้ๆ แต่ทว่าสิ่งที่นางได้รับตอบแทนคือการกลั่นแกล้งแบบไม่มีที่สิ้นสุด
“ท่านพี่ นางคงถือว่าเป็นคนโปรดของไทเฮากระมังเพคะ ทั้งไทเฮาและท่านย่าต่างก็โปรดปรานนางทั้งนั้น อีกทั้งฮองเฮาเองก็หมายตาให้นางเป็นไท่จื่อเฟย[1]นางคงคิดว่าจะทำอันใดกับพวกเราสองแม่ลูกที่ด้อยกว่าก็ได้เจ้าค่ะ” หลี่ฮูหยินแม้จะเป็นคนวางแผนจัดฉากทั้งหมด แต่ยังคงแสร้งบีบน้ำตาต่อหน้าผู้เป็นสามีได้อย่างน่าสงสารนัก
“ท่านแม่รอง เหตุใดท่านจึงอ้างเช่นนี้ ผ้าไหมนั่นข้าไม่รู้เรื่องจริงๆ นะเจ้าคะ!” จางอวิ๋นซีแย้งกลับ แต่ผู้เป็นบิดาหาได้ฟังเหตุผลไม่ มิหนำซ้ำยังตวาดใส่บุตรสาวจากภรรยาเอกเสียงดัง
“เจ้าอิจฉาพี่สาวเจ้ามาตั้งแต่เด็ก เจ้าเห็นนางได้ดีกว่า มีผู้คนรักใคร่มากกว่าเจ้าจึงคิดทำร้ายนางตลอดเวลา ข้าชิงชังนักที่มีลูกเช่นเจ้า!” ถ้อยคำที่ผู้เป็นบิดากล่าวออกมา วาจาร้ายกาจที่นางได้ยินนั้นเสียดแทงจิตใจนางยิ่งนัก ยามนี้จางอวิ๋นซีไม่สามารถตอบโต้ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับนางได้เลยสักนิด
“แต่ข้ายืนกรานว่าอย่างไรข้าก็ไม่ได้ทำจริงๆ นะเจ้าคะท่านพ่อ ท่านแม่รองใส่ร้ายข้าทั้งหมด ข้าไม่รู้...” จางอวิ๋นซีพยายามโต้แย้งทวงคืนความยุติธรรมให้ตนเอง แต่ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยจนจบประโยค ฝ่ามือของหลี่ฮูหยิน ซึ่งมีฐานะเป็นภรรยารองของจางเยี่ยนกลับตบเข้าที่ใบหน้าของนางพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความสะใจ
ส่วนจางเยี่ยนนั้นได้แต่ยืนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่สนใจ เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าบุตรีผู้นี้จะโดนกระทำเช่นไร
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงของไท่ฮูหยินดังขึ้น นางเดินเข้ามาพร้อมกับจางฮูหยิน ซึ่งเป็นภรรยาเอกของจางเยี่ยนและมารดาของจางอวิ๋นซี ไท่ฮูหยินเดินเข้ามาประคองร่างของผู้เป็นหลานสาวที่ถูกตบจนเลือดกบปากด้วยฝีมือของลูกสะใภ้คนรอง
นางมองหลี่ฮูหยินด้วยแววตาเดือดจัด “เจ้าเป็นภรรยารอง เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาตบตีหลานสาวข้า!”
“ท่านแม่ เซียวหรูลูกข้าก็เป็นหลานสาวท่านเช่นกัน ซีเอ๋อร์ขโมยผ้าไหมพระราชทานจากหยางเต๋อเฟยไป ข้าจะโกรธแทนลูกสาวมิได้รึ? นางอิจฉาลูกข้ามาตั้งแต่เด็กยันโต คิดร้ายกับพี่สาวของนางได้อย่างไร!” หลี่ฮูหยินตั้งใจวางแผนนี้ทั้งหมดมาเพื่อกำจัดและกลั่นแกล้งจางอวิ๋นซี แต่นางไม่คาดคิดว่าไท่ฮูหยินจะมาห้ามและให้ความยุติธรรมแก่จางอวิ๋นซีเพียงผู้เดียว
“ท่านแม่ ข้าขอร้องล่ะ...อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย” จางเยี่ยนเข้ามาปลอบประโลมอารมณ์ของผู้เป็นมารดา แต่ทว่าไท่ฮูหยินกลับสะบัดมือของบุตรชายออกอย่างไม่สนใจ
จางฮูหยินเข้ามาปลอบประโลมบุตรสาวที่ถูกตบ นางทั้งเจ็บทั้งแค้นใจแต่ก็ไม่สามารถทำอันใดได้ เนื่องด้วยอำนาจในการดูแลบ้านนี้ทั้งหมดถูกมอบให้กับหลี่ฮูหยิน ซึ่งมีฐานะเป็นภรรยารองและเป็นบุตรสาวคหบดีผู้ร่ำรวย ส่วนนางในตอนนี้เป็นเพียงแค่น้องสาวของฮองเฮาที่สามีไม่เคยแยแสนับตั้งแต่แต่งงานร่วมหอมาด้วยกันเกือบยี่สิบปี สามีไม่เคยเหลียวแลนางกับลูกนางไม่เคยตำหนิ สามีรักหลี่ฮูหยินมากกว่านางก็ไม่เคยโกรธ แต่ว่าสิ่งที่หลี่ฮูหยินทำลงไปวันนี้นั้นเกินขอบเขตที่นางจะอดทนได้แล้วจริงๆ
“นายท่าน...ท่านไม่เคยรัก ไม่เคยเมตตาลูก ข้ากับลูกก็อดทนมาตลอด แต่ ณ วันนี้วันที่ท่านไม่ได้ถามหาความจริง แต่ท่านกลับปล่อยให้ฮูหยินรองทำร้ายลูกอย่างไม่ยุติธรรม เช่นนี้แล้วความยุติธรรมนั้นมีจริงรึ!” จางเยี่ยนทำท่าจะตบภรรยาเอกของตนเองแทนด้วยความโมโห แต่ทว่าเสียงทรงอำนาจของไท่ฮูหยินผู้เป็นมารดาดังขึ้นห้าม
“พอได้แล้ว!” ไท่ฮูหยินตวาดขึ้นเสียงดัง
นางมองหน้าบุตรชายผู้เป็นจ้าวสกุลด้วยความไม่พอใจยิ่ง
“ลูกภรรยาเอกกับภรรยารองแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน เจ้าเลือกรักแม่ไม่ว่า แต่ซีเอ๋อร์นางคือลูกในไส้ของเจ้าเช่นกัน เจ้าทำกับนางเช่นนี้หากองค์ฮองเฮาทรงทราบขึ้นมา โทษหนักสถานใดเจ้ารู้หรือไม่?!”
การที่ไท่ฮูหยินกล่าวถึงหลิวฮองเฮา เพราะว่าองค์ฮองเฮานั้นทรงเป็นพระญาติสนิททางฝั่งของจางฮูหยิน และทรงมีอำนาจในราชสำนักมากพอสมควรทีเดียว แต่ทว่าต่อให้พี่สาวของจางฮูหยินจะเป็นถึงฮองเฮา คนอย่างจางเยี่ยนก็แทบไม่สนใจไยดีนางนัก แม้จะไม่เคยตบตีนาง แต่ทว่ากลับปล่อยให้หลี่ฮูหยินรังแกนางกับบุตรสาวได้ตามอำเภอใจ
[1] ตำแหน่งพระชายาเอกในองค์รัชทายาท
“คุณบอกว่ามีอะไรก็ต้องพูดตรงๆ ใช่ไหม”“ค่ะ”“ผมอยากมีลูกเยอะๆ บ้านเราจะได้ครึกครื้น คุณนึกไปถึงตอนที่ลูกๆ เราช่วยกันบริอหารกิจการของเราสิ ทุกคนจะมีพี่น้องให้ปรึกษาหารือกัน อีกอย่างวันรวมญาติ บ้านเราก็จะมีทั้งลูกเขยลูกสะใภ้แล้วก็หลานๆ มาคอยวิ่งเล่นให้มองเพลินตาด้วย”“โห...พูดมาขนาดนี้” เพลินฝันยังไม่เคยคิดไปถึงขั้นที่น่านฟ้าคิดเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้เธอเริ่มเอ็นดูสามีของเธอเสียแล้ว“ใจอ่อนแล้วใช่ไหมล่ะ”“ก็ได้ค่ะ”พอเพลินฝันตกลงยอมที่จะมีลูกได้น่านฟ้าก็เริ่มปฏิบัติการทำลูกในทันที การพาภรรยาตัวเล็กมาอยู่ในบรรยากาศหนาวๆ เย็นๆ แล้วให้ความอบอุ่นแบบเนื้อแนบเนื้อกันสองต่อสองเป็นอะไรที่สามารถเรียกลูกให้มาได้ไวเสียเหลือเกินเพราะหลังกลับจากเที่ยวด้วยกันไม่นาน เพลินฝันก็ได้ตั้งท้องขึ้นมา แถมท้องครั้งเดียวยังได้ลูกแฝดเสียด้วย คราวนี้ก็สมใจคนเป็นพ่อที่อยากจะได้ลูกอีกสักสองคน“ของพี่นะ พรีมจะมาแย่งไม่ได้” พลอยชมพูนั่งหน้ามุ่ยเมื่อน้องชายวัยสี่ขวบกว่าแย่งตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลออกไปจากมือ“แต่พรีมอยากเล่น”น่านฟ้าวางลูกแฝดคนเล็กลงเปลก่อนจะรีบเดินเข้ามาหาลูกๆ ทั้งสองที่กำลังเริ่มจะทะเลาะกัน“แบ่งกันเล่นนะครับลู
น่านฟ้าเดินเข้ามาใกล้ภรรยาและโอบกอดเธอเอาไว้ ก่อนจะกระซิบข้างหูเบาๆ “แต่งงานกับผมนะครับ”“แต่งค่ะ” เพลินฝันน้ำตาคลอตอบโดยไม่ต้องคิด ถึงแม้ว่าเธอจะอยู่กับเขาจนมีลูกคนที่สองแล้วแต่ก็ยังรู้สึกประทับใจกับการที่ชายหนุ่มมาขอเธอแต่งงาน เพราะนั่นเท่ากับว่าเขาจำเรื่องที่เธอเคยพูดเมื่อครั้งที่เริ่มตั้งท้องลูกคนที่สองได้ ว่าเธอฝันอยากจะถูกขอแต่งงานที่ริมทะเล“หม่าม๊ายอมแต่งงานกับป่ะป๊าแล้วยัยหนูต้องทำไงครับ”“ห้าย...แหยน มาม่ะ” เด็กหญิงส่งแหวนเพชรเม็ดโตที่กำอยู่ในมือแบตรงหน้าคนเป็นแม่“ขอบคุณนะคะ” ฟอด เพลินฝันยิ้มทั้งน้ำตายื่นมือรับแหวนมาจากลูกสาวก่อนจะกดจมูกหอมไปที่แก้มย้วยๆ ของยัยหนูพลอยชมพูฟอดใหญ่“ผมใส่ให้นะครับ”“ค่ะ”คนเป็นภรรยายื่นมือซ้ายให้น่านฟ้าก็ดึงแหวนวงเก่าออกจากนิ้วนางข้างซ้ายก่อนจะสวมแหวนวงใหม่ที่เพชรเม็ดใหญ่กว่าเดิมไปแทนที่ หลังจากนั้นสามพ่อแม่ลูกก็ยืนกอดกันกลมพักใหญ่ จนสองสามีภรรยาอย่างโมนาและอินทัชอดน้ำตาคลอกับภาพที่ประทับใจนี้ไปไม่ได้คืนวันของความสุขได้ผ่านไปร่วมปี จนตอนนี้ยัยหนูพลอยชมพูได้สองขวบกว่าส่วนลูกชายคนเล็กของเพลินฝันอายุได้7เดือน ส่วนมากเด็กๆ ก็จะอยู่บ้านปู่กับย่าเป
“กว่าจะพูดคำว่ารักออกมาได้ เล่นซะทุกคนเหนื่อยกันหมดเลยนะคะ” เพลินฝันยืนยิ้มร่า เอ่ยหยอกชายหนุ่มที่กำลังมีสีหน้าตกใจอย่างขบขัน“อื้อ...” น่านฟ้าพุ่งตัวเข้าไปรวบเอวบางและจูบปิดปากคนตัวเล็ก เขาขยับริมฝีปากไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนเพลินฝันเริ่มตัวอ่อนปวกเปียกคนที่ยืนให้กำลังใจทั้งคู่อยู่ที่ริมชายหาดต่างก็ก้มหน้าไม่มองภาพนั้นและรีบเดินหนีไปจากตรงนี้ ปล่อยให้คนทั้งสองได้แสดงความคิดถึงกันให้เต็มที่ในยามที่บรรยากาศกำลังโรแมนติกได้ของรักของหวงคืนมาได้น่านฟ้าก้เอาแต่นอนกกคนตัวเล็กไม่ให้ห่างอกอยู่ในห้องสวีทของโรงแรมหรูริมทะเล“จะนอนกอดเพลินอีกนานแค่ไหนคะ เพลินอยากไปหายัยหนู” เพลินฝันอยากจะกอดหอมลูกน้อยของเธอบ้างหลังจากไม่เจอกันหลายวัน แต่พ่อของลูกก็ไม่ยอมปล่อยเธอไปเสียที“คุณแม่พายัยหนูไปพักที่โรงแรมอื่นแล้ว ให้เราอยู่สวีททำลูกคนใหม่กันที่นี่” เขายกมือถือโชว์ข้อความที่แม่ของตนส่งมาให้เมื่อครู่“ไม่เห็นคุณแม่บอกเพลินก่อนเลยคะ” ใบหน้าจิ้มลิ้มเริ่มห่อเหี่ยว“ขอเพลินไปหาลูกก่อนนะคะ เดี๋ยวค่อยกลับมาให้นอนกอดเต็มที่เลยค่ะ”“บอกก่อนว่าทำไมต้องแกล้งกันถึงขนาดนี้ ผมใจจะขาดรู้บ้างหรือเปล่า”“ก็ให้ขาดไปเ
“ผมยังไม่ได้บอกรักคุณสักคำเลยเพลิน ทำไมไม่อยู่รอคำว่ารักจากผมก่อนครับ” เป็นอีกวันที่น่านฟ้าเอาแต่นอนกอดขวดน้ำเมาทิ้งตัวอยู่ที่โซฟาห้องนั่งเล่น ไม่สนใจการงาน แม้กระทั่งข้าวปลาก็ไม่คิดอยากจะลุกขึ้นมาแตะ จนหน้าตาโทรมดำคล้ำตัวมีแต่กลิ่นแอลกอฮอล“ท่าทางคุณน่านจะไม่อยากรับรู้อะไรเลยนะคะ คงจะรักคุณเพลินมากๆ” โมนาที่ยืนมองสภาพของน่านฟ้าอยู่ห่างๆ กับอินทัชเธออดที่จะหดหู่ใจกับภาพที่เห็นไม่ได้“ครับ” อินทัชมีสีหน้าหดหู่ไม่ต่างจากโมนา เห็นทีเอกสารที่แบกเอามาให้น่านฟ้าดูวันนี้คงจะต้องเลื่อนระยะเวลาออกไปก่อนวันเวลาพ้นผ่านนานร่วมครึ่งเดือนที่น่านฟ้าไม่เป็นอันกินอันนอนทุกวินาทีของหัวใจที่เต้นมีแต่เสียงร้องเรียกหาหญิงสาวที่เคยเอ่ยบอกว่ารักเขาไม่เว้นวัน หากย้อนเวลากลับไปได้เขาจะบอกรักเธอตอบโดยที่ไม่คิดถึงเรื่องใดในอดีตทั้งนั้น“กลับมาให้ผมบอกรักคุณได้ไหมเพลิน” เสียงทุ้มสั่นเครือเอ่ยกับคนที่ยืนยิ้มอยู่หน้าจอมือถือ เขาคิดถึงเธอเหลือเกิน ที่เสียใจไปกว่านั้นคือตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยจะได้พูดคุยดีๆ กับเธอเท่าไหร่นัก“ปะ...ป้ะ”น่านฟ้าวางมือถือที่กำลังที่หน้าจอกำลังโชว์หลารูปภรรยาตัวเล็ก ก่อนจะลุกจากโซฟ
“อ่อ อีกไม่กี่วันคุณพ่อกับคุณแม่ผมจะมาที่นี่ พูดอะไรก็ได้ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องข้อตกลงที่ผมจ้างคุณ เข้าใจใช่ไหม”“เข้าใจค่ะ” ถึงแม้ตอนนี้จะไม่รู้ว่าเขามีความโกรธเคืองเธออยู่หรือไม่ แต่ก็โล่งใจไปหนึ่งเปราะแล้วที่เขาไม่คิดจะเอาเรื่องคนทำข่าว“เอ่อ...เพลินรู้จากคุณโมมาว่าคุณนานจะพาเพลินกับลูกบินไปหาคุณพ่อ
“อะไรนะ ไล่ออก” ข้าวหอมชาวาบไปทั้งตัวเมื่อรู้จากปากของสุจิราว่ามิรันตีถูกไล่ออกกะทันหัน หลังจากลงข่าวว่าน่านฟ้าคบหากับโมนา“ใช่...โทษฐานที่ยัยมิ้นเขียนข่าวมั่วลงไป คุณน่านยื่นคำขาดมาว่าถ้าคนเขียนข่าวไม่ถูกไล่ออก เค้าจะฟ้องที่นี่ให้เจ๊งไปเลย คุณน่านฟ้านี่ก็อิทธิพลกว้างขวางเหมือนกันเนอะ” สุจิราพูดด้วยท
คนที่ชอบประหยัดถ้อยประหยัดคำพูด ไม่คิดตอบว่าตนส่งตัวอย่างผมและเล็บของลูกเขาให้เพื่อนที่เป็นหมอตรวจตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงแรกที่อุ้มลูกเข้ามาในบ้านแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่มั่นใจว่าเจ้าตัวกลมเป็นลูกของเขา แต่ต้องทำเพื่อมีหลักฐานในการทำเอกสารรับรองต่างๆ และเอาไว้ยืนยันกับครอบครัวที่ยังไม่รู้เรื่องที่เขามีลูกด้วย
“ขอบคุณมากเลยนะคะคุณกาย” จบมื้ออาหารเย็นเรียบร้อยโมนาก็เดินออกมาส่งอินทัชที่รถ หญิงสาวเริ่มมีสีหน้าระรื่นเพราะพอจะดูออกว่าแม่ของเธอดูจะพอใจในตัวของอินทัชพอสมควรหลังจากนี้เอจะได้ใม่ต้องถูกบังคับให้ไปออกเดทกับใครต่อใครเสียที หลังจากอกหักจากแฟนจอมเจ้าชู้เธอก็อยากพักหัวใจไม่อยากคบหากับใครสักพัก ถ้าแม่เธ