เข้าสู่ระบบ
ลอนดอนในปี ค.ศ. 1888 คือมหานครที่ทั้งสวยงามและโหดร้ายพอ ๆ กัน อาณาจักรซึ่งหมอกสีเทาไม่เคยยอมกระจายตัว ความหวาดระแวงปะปนอยู่ในทุกลมหายใจของค่ำคืน ภายใต้ร่มพระบารมีของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เมืองใหญ่เติบโตอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ผู้คนจะตามทัน ย่านผู้ดีในเวสต์ เอนด์เปล่งประกายด้วยแสงตะเกียงแก๊สสีทองนวล ประดุจบทกวีที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อเหล่าชนชั้นสูง ขณะที่อีกฟากหนึ่งย่านอีสต์ เอนด์ และไวท์แชปเพิลกลับดำมืดเสมือนโลกอีกใบ ไม่มีสิ่งใดเหมือนกัน แม้จะอยู่ในเมืองเดียวกันก็ตาม
ตึกอิฐแดงสูงเรียงรายเป็นแนวยาวบนถนนปูด้วยหินเรียง เสียงกีบม้าของรถม้าชนชั้นสูงกระทบพื้นหินดัง ก๊อก แก๊ก ผสานกับเสียงหวีดลมหนาวที่ลอดตามตรอกแคบ ๆ จนเกิดเป็นเสียงประหลาดคล้ายการกระซิบจากเงามืด เหนือหลังคาเมือง ปล่องควันของโรงงานทอผ้าและโรงงานเหล็กพ่นไอสีเทาเข้มขึ้นไปบนท้องฟ้าไม่รู้จักหยุด สะท้อนให้เห็นความรุ่งเรืองของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมพร้อมกันกับความทุกข์ทรมานของแรงงานเด็กและหญิงสาวในโรงงานที่ถูกใช้เกินขีดจำกัด
แสงจากโคมแก๊สตามถนนสว่างพอให้เห็นเพียงรูปทรงของคนเดินผ่าน แต่ยังไม่มากพอที่จะป้องกันอันตรายที่ซ่อนอยู่ในความมืด ตรอกสลัมแออัดจนแทบแทรกตัวเดินไม่ได้ บ้านไม้ผุพังคับแคบยิ่งกว่าโพรงหนู น้ำเน่าขังตามร่องพื้นถนน กลิ่นคาวชื้นผสมกลิ่นถ่านหินอบอวลตลอดทั้งวัน เด็กเร่ร่อนไร้บ้านนอนเบียดใต้ขั้นบันได บางคนร้องไห้เสียงแผ่วราวกับร้องต่อความมืดมากกว่าต่อผู้คนรอบข้าง
หญิงโสเภณีในย่านไวท์แชปเพิลสวมกระโปรงสีสดทว่าขาดวิ่น ผ้าคลุมไหล่เก่า ๆ ที่ไม่อาจป้องกันลมหนาวได้เลย พวกเธอเดินไปตามถนนมืดด้วยสายตายอมจำนน ต่างรู้ดีว่าทุกคืนอาจเป็นคืนสุดท้ายของตัวเอง ชื่อของ “แจ็ค เดอะ ริปเปอร์” กลายเป็นเงาแห่งความตายที่เกาะติดเมืองราวกับปีศาจไร้รูป เงียบงัน รวดเร็ว และเลือดเย็นพอที่จะทำให้ทั้งลอนดอนหวาดหวั่น
ตรงกันข้ามในเขตผู้ดี สุภาพบุรุษสวมเสื้อโค้ทยาว หมวกทรงสูง รองเท้าหนังมันวาวเดินผ่าน ท่าทางมั่นคง ส่วนสุภาพสตรีสวมชุดกระโปรงสุ่มบาน คอร์เซ็ตผูกแน่น ลูกไม้ละเอียดระเรื่อไปกับความสง่างามของพวกเธอ แต่ทว่าแม้จะสวยงามเพียงใด ทุกคนต่างยังคงต้องเหลียวหลังมองเสมอ เพราะในหมอกสีเทาของลอนดอน ไม่มีใครรู้ได้ว่าเสียงฝีเท้าที่ดังมาจากท้ายถนนนั้นเป็นของผู้พิทักษ์หรือของปีศาจฆาตกรในเงามืด
ตำรวจในชุดกรมท่าพร้อมหมวกทรงสูงเดินตรวจเวรด้วยจังหวะหนักแน่น เสียงรองเท้าของพวกเขาดังก้องจนผู้สื่อข่าวลับอย่างเอวาลินจดจำได้โดยไม่ต้องมอง ชุดของพวกเขาคือสัญลักษณ์ของความหวัง แต่ทว่าก็เป็นเพียงเปลวไฟเล็ก ๆ ในทะเลหมอกอันกว้างใหญ่เท่านั้น
เอวาลินหรือในตอนนี้คือเอวาร์กระชับหมวกแก๊ปบนศีรษะ ขณะก้มตัวแทรกผ่านกลุ่มคนเมาที่เดินโซเซอยู่หน้าผับ เธอถือสมุดจดเล่มเล็กแน่นเสียจนมือเย็นเฉียบ คืนแบบนี้ คือคืนที่ “เขา” อาจลงมืออีกครั้ง
เสียงหวีดร้องแผ่วเบาดังจากตรอกแคบด้านหลังร้านขายปลา เอวาร์หยุดหายใจชั่วขณะหนึ่ง เธอรีบวิ่งเร็วกว่าใคร เนื่องจากเธอเฝ้าตรอกนี้มาสามคืนแล้ว เพื่อตามข้อมูลของเหยื่อรายก่อน ๆ
กลิ่นคาวเลือดกระแทกจมูก เธอก้าวถึงร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่ทรุดลงกับพื้น ดวงตาเบิกค้าง ริมฝีปากสั่นระริก เล็บจิกผนังอิฐราวกับพยายามหนีปีศาจ เลือดไหลเป็นเส้นยาวบนพื้นเปียกชื้นกระทั่งถูกกระแสลมฉุดดึงกลุ่มหมอกควันบดบังความจริง
เอวาร์กัดริมฝีปากพยายามไม่สั่น เธอเห็นเงาดำรูปร่างสูงใหญ่หายลับไปทางหลังตลาดรวดเร็วเกินมนุษย์ธรรมดา เธอไม่กล้าตาม แต่ก็ไม่อาจละสายตาได้
“พระเจ้า…” เธอพึมพำ ทั้งตื่นกลัว ทั้งฮึกเหิม คดีใหม่เธอเป็นพยานอีกครั้งและต้องเขียนให้ได้ก่อนใคร เธอหยิบสมุดออกมาทันที เขียนอย่างรวดเร็ว ฟังเสียงลมหายใจสุดท้ายของเหยื่อ จากนั้นจึงพยายามจดรูปแบบบาดแผลให้ได้มากที่สุด บาดแผลบนร่างกายเหยื่อเสมือนถูกเฉือนด้วยมีดของช่างฝีมือ เธอไม่รู้ว่าที่มือของตัวเองกำลังสั่นเพราะหนาวหรือเพราะใกล้ความจริงของฆาตกรมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ทันใดนั้น เสียงกระทบส้นรองเท้าบนพื้นหินดังหนักแน่นผิดจากคนย่านนี้ เอวาร์หันขวับหัวใจเต้นโครม ชายร่างสูงสวมโค้ทยาวสีกรมท่ายืนอยู่ตรงปากตรอก แสงตะเกียงสะท้อนใบหน้าเห็นเพียงส่วนหนึ่ง ดวงตาสีเทาเข้มเย็นเชียบกำลังจับจ้องเธอ เขายกตราประจำตำแหน่งขึ้นเล็กน้อย
“ตำรวจลอนดอน” น้ำเสียงทุ้มต่ำ เย็นราวมีด
“เด็กชาย เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
ดัชเชสวิเวียนน์ รอยยิ้มอบอุ่นฉายชัดบนใบหน้า “หลานสะใภ้ทำถูกต้องแล้ว ลูกเลือกปกป้องเกียรติยศของอีธานและอนาคตของทายาทฮาร์โรว์ การเป็นภรรยาของผู้บัญชาการก็เป็นหน้าที่ที่สำคัญไม่แพ้กัน”อีธานทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเธอ ความรู้สึกผิด ผสมกับความซาบซึ้งใจท่วมท้น “คุณเสียสละสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเพื่อผม... ผมจะเป็นหนี้บุญคุณคุณไปตลอดชีวิต” อีธานเสียงสั่นเครือ “ไม่หรอกค่ะ นี่คือหน้าที่ของภรรยาและแม่ ฉันจะกลับไปทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการเป็นแม่บ้านของตระกูลฮาร์โรว์ เพื่อให้คุณได้ทำหน้าที่ปกป้องเมืองหลวงได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงข้างหลังอีกต่อไป” เอวาร์ยกมือลูบผมเขาหลังจากคำประกาศที่เต็มไปด้วยความรักและการเสียสละของเอวาร์ คฤหาสน์ฮาร์โรว์ก็เข้าสู่ โหมดเตรียมทายาททันที ทุกคนในตระกูลต่างร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ความสุขที่มาพร้อมความวุ่นวายเล็กน้อยได้ปกคลุมทั่วบริเวณ อีธานดำเนินการเรื่องความปลอดภัยของเอวาร์อย่างเคร่งครัด ชนิดที่ว่าหากมีนกตัวไหนบินเฉียดหน้าต่างห้องเอวาร์ก็อาจถูกตรวจสอบประวัติทันที!หน่วยรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล ที่ได้รับคำสั่งจากสำนักพระราชวังมาถึงอย่างรวดเร็ว พวกเขาจัดก
ลีออนเงยหน้าขึ้นจากพื้น สบตาเพื่อนสนิท ยักไหล่เล็กน้อยอย่างเข้าใจ “เอวาร์...การเป็นตำรวจอาจเป็นสิ่งที่เธอรัก แต่สำหรับพี่อีธานเขารักเธอมากกว่าทุกยศศักดิ์ในโลกนี้ ตอนนี้ในท้องเธอมีเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา เธอคิดว่าเขาจะยอมให้อันตรายใดๆ มาทำร้ายภรรยาและลูกได้เหรอ รอยแผลที่แขนเธอครั้งนั้น... เขาอาจจะไม่เคยพูดออกมา แต่มันกลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขา เขาไม่เคยให้อภัยตัวเองหรอกนะเอวาร์ พี่ชายของฉันคนนี้ เขายอมให้ทุกคนประณามหยามเกียรติได้ แต่คงไม่ยอมให้เธอกับลูกเป็นอะไรไปแน่ เขาเป็นคนแบบนั้นและนี่!ไม่ใช่การยอมแพ้เอวาร์... นี่คือการเปลี่ยนสนามรบต่างหาก พี่อีธานและเธอกำลังจะสละเครื่องแบบเพื่อปกป้องเกียรติยศที่สูงกว่า”“ขอบใจนะลีออน... นายช่วยฉันได้มาก ฉันแค่ต้องการใครสักคนช่วยตอกย้ำว่า การตัดสินใจครั้งนี้ของฉันจะปกป้องอีธานจากสายตาคนอื่นได้จริง” การสนทนาจบลงทันทีที่อีธานเดินกลับเข้ามา เอวาร์ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในใจ เอวาร์ยิ้มอ่อนโยน กุมมือที่เย็นจัดของอีธานไว้แน่น“อีธาน... ฉันขอบคุณที่คุณรักและห่วงใยฉันขนาดนี้” เธอพูดเสียงแผ่วเบา “แต่คำสั่งของคุณ มันจะทำให้คนอื่นมองคุณไม่ดี และอาจเป็นจุดอ่อ
“ลีออนไปเฝ้าเอวาร์ในห้องพักฟื้นที อย่าให้ใครเข้าใกล้เธอแม้แต่ก้าวเดียว ห้ามทิ้งเธอไว้ลำพังแม้แต่วินาทีเดียว จนกว่าหน่วยรักษาความปลอดภัยจะมาถึง นี่คือคำสั่งที่ต้องปฏิบัติตามด้วยชีวิต” อีธานสั่งด้วยเสียงต่ำและหนักแน่นเมื่อถึงห้องทำงานส่วนตัว อีธานเปิดไฟที่โต๊ะอย่างรวดเร็ว และหยิบเครื่องเขียนที่มีตราพระราชลัญจกรประจำตำแหน่งผู้บัญชาการขึ้นมา เขาไม่ได้ติดต่อเพียงแค่กระทรวงมหาดไทย แต่ตัดสินใจใช้ช่องทางสูงสุดเพื่อความมั่นคง เขาเขียนจดหมายฉบับหนึ่งด้วยลายมือที่เร่งรีบแต่เป็นระเบียบ ถึงบุคคลสำคัญในสำนักพระราชวังซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งการคุ้มครองระดับสูงสุดและรอบด้านที่สุดสาระสำคัญของจดหมายคือการขอพระราชทานความคุ้มครองแก่ภรรยาและทายาทที่กำลังจะเกิด โดยแจ้งถึงสถานะใหม่ของเอวาร์ และความเสี่ยงที่เธอได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ของเขาในคดีสำคัญระดับชาติ เป็นการขอใช้พระราชอำนาจเพื่อความปลอดภัยสูงสุดเหนือกว่าระบบตำรวจปกติจะสามารถให้ได้ อีธานผนึกจดหมายด้วยครั่งอย่างรวดเร็ว และมอบให้ 'ม้าเร็วของราชการ' ซึ่งรอประจำการอยู่ด้านนอก ผู้ส่งสาสน์ส่วนตัวซึ่งเป็นนายตำรวจที่ไว้วางใจที่สุดให้รีบนำไปส่งยังพระรา
แพทย์ดูผลตรวจเลือดชั่วคราวแล้วหันกลับมาหาทั้งคู่ ดวงตาเธอฉายรอยยิ้มอ่อนโยน“งั้น... ฉันจะบอกข่าวดีเลยนะคะ”อีธานตัวแข็งทื่อ เผลอจิกมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความเครียดและความกลัวในใจทะยานสู่จุดสูงสุด“ข่าวดี...?” เขาพึมพำแพทย์ยิ้มกว้างขึ้น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่สุด“ยินดีด้วยท่านผู้การ คุณเอวาร์กำลังตั้งครรภ์ค่ะ” โลกเหมือนหยุดหมุนไปหนึ่งวินาที ความเงียบหนักอึ้งดุจกาลเวลาหยุดนิ่งเอวาร์ตกใจ ตาเบิกกว้าง มือเล็กเผลอกำมืออีธานกลับ อีธานนิ่งตาแข็งเหมือนสมองกำลังค่อยๆ ประมวลผลทีละคำ กำลัง... ตั้งครรภ์... เด็กของเขา... ลูกของเขากับเอวาร์... ค่อยๆ ช้าๆ ดวงตาสีเทาเข้มนั้นเริ่มสั่นไหวอย่างควบคุมไม่อยู่ เขาหลุบหน้าลง ดวงตาไหวระริก เสียงทุ้มนุ่มแทบกลืนหายไปกับลมหายใจ“เอวาร์... เรา... มีลูกแล้วเหรอ” อีธานวางมือข้างซ้ายลูบหน้าท้องเธออย่างแผ่วเบา ราวกับหวั่นใจว่าจะทำให้เด็กในนั้นสะดุ้ง ความแข็งแกร่งของท่านอธิบดีผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พันตำรวจเอกอีธาน ฮาร์โรว์ หายจนสิ้นเหลือเพียงชายคนหนึ่งที่รักภรรยาหมดหัวใจ ลมหายใจของอีธานขาดห้วง เขากะพริบตาช้าๆ เหมือนต้องใช้เวลาเพื่อให้คำพูดนั้นซึมเข้ามาในส
“คุณโอเคไหม? หน้าคุณซีดมาก เดี๋ยวนะ ผมนั่งพยุงคุณดีกว่า…” เขากำลังจะประคองเธอให้ยืนมั่นคง แต่ประตูสำนักงานก็ถูกผลักออกด้วยแรงที่ทำให้หลายคนสะดุ้งอีธานเดินเข้ามาพอดี ร่างสูงในชุดยูนิฟอร์มสีเข้ม หัวไหล่กว้างบดบังแสงด้านหลัง ดวงตาสีเทาเข้มนิ่งสนิท นิ่งจนทั้งห้องเย็นวาบ เหมือนอุณหภูมิลดลงทันที ไม่ใช่ความโกรธแบบตะโกน แต่เป็นความอันตรายที่เงียบงัน เขามองภาพเฮนรี่ที่กำลังจับตัวภรรยาของเขา มุมปากกระตุกเล็กน้อยเหมือนพยายามประคองสติ เสียงอีธานดังขึ้นช้า ๆ ต่ำ และ เฉียบคมจนบาดอากาศ“วางภรรยาผมลงเดี๋ยวนี้” แม้ไม่ได้ขึ้นเสียง แต่ความกดดันนั้นพาให้ทั้งห้องหยุดหายใจ เฮนรี่ปล่อยทันที“ผม…ผมแค่ช่วยครับท่านผู้การ เธอเหมือนจะไม่สบาย” อีธานไม่ตอบ เขาเพียงจ้องอีกฝ่ายนิ่ง ก่อนที่จะดึงเหตุผลขึ้นมากลบอารมณ์อ่อนไหว“ขอบคุณที่ช่วยเธอ” อีธานรีบเดินเข้าหาเอวาร์ ประคองเธออย่างรวดเร็ว“เอวาร์ มองผมสิ” เสียงเขาเบาลงอย่างเห็นได้ชัด แต่มือกลับสั่นน้อย ๆ สั่นเพราะความกลัว ไม่ใช่ความโกรธเธอพยายามยิ้มบาง ๆ “ฉันแค่…เวียนหัวค่ะ”อีธานไม่รอช้า เขาอุ้มเธอขึ้นเต็มแขน “เราจะไปห้องพยาบาล เดี๋ยวนี้”ทุกคนในห้องเงียบสนิท มองภา
เธอเริ่มจากการเปิดซองหลักฐานหมายเลขหนึ่ง ชิ้นส่วนผ้าผืนนุ่มที่พบในโกดัง ผ้าชนิดเดียวกับที่ใช้ห่อภาชนะในโรงงานถูกคลี่ออกบนแผ่นกระดาษลายกริด เอวาร์ค่อยๆ ใช้แปรงขนาดเล็กปัดฝุ่นจัดวางสไลด์ตัวอย่าง นำเข้าสู่กล้องจุลทรรศน์ เธอทำสไลด์อย่างประณีต หยดสารบางชนิดเพื่อให้เห็นการย้อมสีของเส้นใย ใช้กล้องส่องภาพเพื่อค้นหาการปนเปื้อนของแร่ธาตุหรือคราบเคมีที่อาจบ่งบอกแหล่งที่มาขั้นตอนหนึ่งที่เธอทำหลายครั้งคือ การถ่ายภาพหลักฐานทุกมุม ก่อนจับใส่ถุงซิปผนึกติดเทปและประทับตราหมายเลขคดีอย่างเป็นทางการ การทำขั้นตอนนี้เรียบร้อยและไม่รีบร้อน ทำให้สังเกตเห็นได้ว่าแต่ละชิ้นไปตามระบบซึ่งสามารถนำไปต่อยอดทางคดีได้อย่างแม่นยำ เพื่อนร่วมงานบางคนเข้ามาดูด้วยความชื่นชม “คุณเอวาร์ทำได้ละเอียดจริง ๆ”อีธานยืนใกล้ๆ เขาไม่ได้เข้าไปขัด แต่สายตาเขาส่งความหวงหา ความภาคภูมิใจ และ ความไม่อยากปล่อยให้ใครมาแตะต้องเธอแม้เพียงคำชมของคนอื่นเอวาร์หยิบชิ้นตัวอย่างหนึ่งขึ้นมาวางใต้เลนส์กล้องจุลทรรศน์ กลั่นแสงออกมาทำให้รูปร่างของเส้นใยแปลกตาปรากฏ เธอขมวดคิ้วแล้วจดบันทึก บันทึกด้วยลายมือที่เป็นระเบียบว่า “ลักษณะการย้อมสีแดง-คราบสารอินท







