Masuk“ก่อนที่พวกเธอเกิด รัฐบาลก่อตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อไล่ล่ากลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะ แต่เพราะคนกลุ่มนี้เริ่มปิดบังตัวตนจากภัยคุกคามที่จะมาถึงตัว การตามล่าจึงลำบากขึ้นกว่าเดิม รัฐบาลจึงประกาศคุณลักษณะของกลุ่มเสี่ยงออกมา จากนั้นจึงมีการบัญญัติคำว่า ‘กลุ่มต้องสงสัย’ เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคำ ดังนั้น คำนี้จึงถูกใช้เพื่อระบุกลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะเป็นกลุ่มเสี่ยงแต่ยังไม่มีอาการบ่งชี้ ตอนนั้นผู้คนบางส่วนต่อต้านและพวกเขาพ่ายแพ้ให้กับอำนาจรัฐ แต่ก็ใช่ว่ารัฐบาลจะปกครองสหพันธรัฐได้อย่างสงบสุข มีการจลาจลเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน พอมีคนก่อจลาจล รัฐบาลกวาดล้าง จากนั้นก็มีกลุ่มใหม่มาก่อความไม่สงบอีก วนเวียนอย่างนี้เรื่อยมาไม่รู้จบ ผู้ที่คุมรัฐบาลรู้ดีว่า หากปล่อยให้ประชาชนคิดว่ารัฐบาลควบคุมมากเกินไป เมื่อนั้นปัญหาจะไม่มีทางจบสักที ด้วยเหตนี้ พวกเขาจึงปล่อยให้ประชาชนคิดว่ารัฐบาลยังอยู่ในกรอบอำนาจที่ประชาชนมอบให้ ต่อมา ทางการประกาศยกเลิกหน่วยพิเศษนี้เพื่อตอบรับและลดกระแสต่อต้าน แต่หน่วยงานนี้ยังคงทำงานกันอย่างลับ ๆ จนถึงทุกวันนี้”
“ครูรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงคะ” อเล็กซิสถาม แต่แล้วนึกถึงกรณีการหายตัวไปอย่างลึกลับของเดสซิเร ดัลคา ที่เจสซี่เคยยัดเยียดให้เธออ่าน นั่นหมายความว่า คนบางกลุ่มอาจรู้ แต่ไม่มีโอกาสส่งผ่านข้อมูลเหล่านั้น หรือพวกเขาถูกสั่งห้ามไม่ให้กระทำ มันอันตราย แต่บางครั้งอันตรายก็เปรียบเสมือนของหวานต้องห้ามชวนให้ลิ้มลอง ในขณะที่การไล่ล่ายังคงดำเนินต่อไปอย่างเงียบ ๆ กลุ่มต่อต้านใช่ว่าจะหยุดเปิดโปง อเล็กซิสจับน้ำเสียงของสองพี่น้องแล้ว แน่ใจว่าพวกเธอพูดความจริง ไม่ใช่สิ่งที่ออกมาจากจินตนาการแต่อย่างใด
“ยุคสมัยแห่งความหวาดกลัวคือช่วงนั้นสินะครับ” ออสโล่เดา
“ใช่แล้วล่ะจ้ะ ครูไม่เคยเข้าใจไอ้ความหวาดกลัวที่ว่าเลยจนกระทั่งมันเกิดขึ้นกับครอบครัวของครูเอง สิ่งที่ทำให้กลุ่มต่อต้านพ่ายแพ้แก่รัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่าก็คือ ประชาชนที่เพิกเฉย มีคนไม่เยอะหรอก ที่จะสนใจสิทธิพื้นฐานของผู้อื่น ครอบครัวของครูก็เป็นคนกลุ่มนั้น พวกที่ไม่สนใจภัยของกฎหมายเล่มนี้จนมันเกิดกับตัวเอง วันนั้น พวกตำรวจมาถึงที่บ้าน จากพวกไม่ยี่หระต่อสิ่งใด พวกเราถูกทำให้กลายเป็นเหยื่อ วันนั้นเป็นวันเกิดของครู สามสิบปีผ่านมาแล้ว แม่และพี่สาวของพวกเราถูกฆ่าตาย” หยาดน้ำตาปรากฏอยู่ในดวงตาสีเขียวหยก เธอกำลังหวนนึกถึงความทรงจำที่แย่ที่สุด อเล็กซิสกอดเข่าตัวเอง ไม่แม้แต่กะพริบตา
“พวกตำรวจพยายามลากตัวมอลลี่ พี่สาวของพวกเราไปกับพวกเขา พวกเขาบอกว่าพี่สาวของครูเป็นตัวอันตรายต่อสหพันธ์ แม่ปกป้องพี่ และเธอก็ถูกยิง กระสุนนั้นสังหารคนทั้งสองทีเดียว วันเกิดของครูพังเละเทะไม่เป็นท่า แม้แต่ตอนนี้ ครูยังจำดวงตาของพี่ได้ ดวงตาที่ที่ค่อย ๆ อับแสงลงตอนที่เธอกำลังจะตาย สิ่งเดียวที่ครูกับแมรี่ไม่มีวันได้เห็นคงเป็นพลังพิเศษของพี่ พี่ตายไปก่อนที่ครูจะเห็นว่าเธอมีความสามารถแบบไหน หรือบางที เธออาจจะตายทั้งที่ไม่มีความสามารถที่ว่าเลยด้วยซ้ำ”
“หนูเสียใจค่ะ ครูโดบี้ส์” อเล็กซิสรู้สึกแย่เมื่อได้ยินเรื่องน่าเศร้าแบบนี้ “ครูไม่จำเป็นต้องเล่าให้พวกเราฟังแล้วก็ได้ค่ะ ถ้ามันทำให้ครูรู้สึกแย่”
ครูสาวสั่นหน้า “ไม่จ้ะ เดวิส ครูต้องเล่าให้พวกเธอฟัง พวกเธอต้องรู้ ทุกคนต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากเกิดเรื่องร้ายวันนั้น ครอบครัวของพวกเราย้ายบ้านถึงสองครั้ง เพื่อหนีจากความทรงจำแย่ ๆ ที่คอยหลอกหลอน แมรี่กับครูพยายามทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับครอบครัวไหนอีก ครูไม่อยากให้นักเรียนของครูต้องมีชะตากรรมแบบเดียวกับพี่สาวของครู ครูรักพวกเธอทุกคนและอยากปกป้องพวกเธอ แต่พวกเราก็ไม่คิดว่าเรื่องจะลงเอยแบบนี้ เจสเซ่นส์ ความสามารถในการคิดคำนวณของเธอเหนือกว่าคนอื่นก็จริง ใช่ มันไม่ได้ผิดปกติอะไร แต่ครูกลัว ครูกลัวจนเกินเหตุ กลัวว่ามันจะดึงดูดความสนใจของคนพวกนั้น ครูก็เลยปรับเปลี่ยนข้อสอบที่เธอทำก่อนจะส่งไปยังสำนักงานการศึกษาส่วนกลาง เธอยังคงได้เอเหมือนเดิม แต่เธอไม่ควรได้เอเพราะคะแนนเต็ม ครูทำเกินไป...และมันก็ทำให้เธอ...นักเรียนของครูถูกตัดสินว่าเป็นกลุ่มต้องสงสัย”
เธอหันมายังอเล็กซิส
“เดวิส ความจำของเธอนั้นเยี่ยมยอดเหลือเกิน แต่เพราะแมรี่ได้ใส่ข้อมูลเท็จลงในประวัติการรักษาของเธอแล้ว และเธอก็ไม่ใช่คนอวดอ้างอะไร ครูก็เลยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแมรี่เพียงคนเดียว”
“ผมไม่เคยทราบว่าสองคนนี้มีมันสมองเทพกันขนาดนี้” เวดพึมพำ
“ไม่ใช่สมองเทพหรอก” อเล็กซิสแก้ “แค่ทักษะธรรมดาเฉย ๆ”
“ใช่จ้ะ แค่ทักษะหนึ่ง พวกเราคิดว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะปกป้องพวกเธอ แต่ถ้าพวกเขาไม่พบว่าพวกครูทำอะไรแบบนี้ พวกเขาก็จะไม่สอบสวนพวกเธอ พวกตำรวจคงมองแค่ว่า มันเป็นเรื่องที่คาร์เตอร์สร้างขึ้นแล้วก็จะปล่อยพวกเธอออกไป”
อเล็กซิสคิดถึงพ่อและแม่ของตัวเอง ทั้งสองยืนกรานว่าพรสวรรค์นี้เป็นเพียงพรสวรรค์ธรรมดา แต่เธอไม่ควรอวดลักษณะพิเศษนี้กับใคร เพราะมันอาจทำให้คนอื่นรำคาญและเกลียดขี้หน้าเอาได้ มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์เวลาเห็นคนทำอะไรเกินหน้าเกินตา ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าพวกเขาพยายามปกป้องเธอเหมือนที่ครูโดบี้ส์และพยาบาลสตีเว่นทำ บางครั้งพรสวรรค์ก็ไม่ต่างจากคำสาป
“หนูไม่รู้ว่าเราควรจะโทษใคร หนูไม่เห็นว่ามันจำเป็นด้วยซ้ำ” อเล็กซิสเปิดเผยสิ่งที่ตัวเองคิดอยู่ในขณะนั้น “พวกเขาต้องการจับพวกเราอยู่แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลย ถ้าไม่ใช่พวกเรา คนอื่นก็จะเป็นเหยื่อแทน ไม่ใช่เพราะพวกคุณหรอกค่ะ ยังไงพวกเขาจะทำให้พวกเราเป็นคนผิดอยู่ดี พวกเขาสามารถปล่อยเวดออกไปได้แต่ไม่ทำ ไม่เกี่ยวกับว่าใครเป็นคนผิดหรอกค่ะ ครูโดบี้ส์ เพราะมันอยู่ที่ตัวระบบและคนใช้ระบบต่างหาก คาร์เตอร์อาจจุดไฟขึ้น แต่ถ้าไม่มีเชื้อเพลิง พวกเราคงไม่นั่งกันอยู่ตรงนี้”
“เธอพูดถูกนะครับ” ออสโล่ผงกหัวหงึก ๆ
“เชื้อเพลิงเหรอ ฉันนี่แหละ เชื้อเพลิง” พยาบาลสาวพูดเสียงแผ่ว “...เป็นเพราะพวกเรา พวกเขาเลยรื้อค้นข้อมูลในระบบของเขตทั้งหมด เด็กคนอื่นก็จะถูกจับ ถ้าเกิด...เม็ก! ถ้าเกิดพวกเขาเจอเด็กคนอื่นล่ะ เพราะพวกเราแท้ ๆ” น้ำตาเธอไหลเป็นสาย นางโดบี้ส์ปลอบโยนน้องสาว
“คุณไม่ใช่เชื้อเพลิงหรอกค่ะ” อเล็กซิสโต้ “ทั้งระบบกฎหมาย ทั้งรัฐบัญญัติ...และคนที่นั่งอยู่เบื้องหลังรัฐบาล...คนพวกนี้ต่างหาก พวกเขาไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับพวกเรา”
เด็กสาวนั่งมองเท้าตัวเองแม้ไม่ได้สนใจมันจริง ๆ เธอสงสัยว่าเคยรู้สึกอย่างไรกันแน่ ก่อนหน้านี้ ทุนการศึกษาคือเป้าหมายที่เธออยากเอื้อมให้ถึงมาโดยตลอด แต่ถ้าหากเธอได้มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับระบบอุบาทว์และวงจรอำนาจเบ็ดเสร็จที่ปราศจากความเที่ยงธรรม การสวมบทบาทเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดไม่ใช่สิ่งที่เธอปรารถนาเลยสักนิด
“เพราะเมื่อก่อนพี่เป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาเหมือนเธอไง แต่ตอนนี้โตพอเข้าใจอะไร ๆ แล้ว” คำพูดของเจสซี่ดังขึ้นมาในหัว
แต่มันคงสายไปสำหรับฉันแล้วล่ะ เจสซี่
“แต่ฉันว่า พวกเขามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้” คราวนี้ออสโล่แย้ง “เราถึงอยู่ในนี้ไง มันจบแล้ว พวกเราทำอะไรไม่ได้หรอก นอกจากยอมรับความจริง ผมไม่โทษคุณครูหรอกนะครับ ครูตั้งใจช่วยผม มันมาจากเจตนาที่ดี ถ้าผมจะโทษใคร ผมคงโทษโชคชะตา ชีวิตของผมมันจบแล้ว ลาก่อนอนาคตอันรุ่งโรจน์” จากนั้นเขาเขยิบกายกลับไปยังที่ของตัวเอง ยอมรับชะตากรรมโดยจำนน
ไม่มีใครพูดอะไรอีก แต่ความเงียบสะท้อนให้เห็นว่าทั้งหมดเห็นด้วยกับสิ่งที่เด็กหนุ่มกล่าวไปเมื่อครู่
พวกเขาไม่ตั้งคำถามอะไรต่ออีกแล้ว เพราะครูโดบี้ส์แทบจะไม่มีแรงพูดคุยต่อ พวกเขาปล่อยให้เธอพักผ่อนกับน้องสาว ส่วนเบลินดาเอาแต่ร้องไห้ ทว่าไม่มีใครสนใจที่จะปลอบ เพราะทุกคนต่างแบกรับอารมณ์สิ้นหวังของตัวเองเอาไว้ อเล็กซิสนั่งพิงกำแพง พยายามจัดการความคิดตัวเอง มันจบแล้วดังที่ออสโล่ว่า ลาก่อนชีวิตมหาลัย ลาก่อนเพื่อนฝูง ไม่มีความฝันให้ต้องไล่ตามอีกแล้ว
ตอนเย็น พวกเขากินอะไรแทบไม่ลง ไม่มีใครแจ้งความคืบหน้าหรือข่าวใหม่ อเล็กซิสเลยไม่รู้ว่าเธอจะไปจากที่นี่เมื่อไร และพวกตำรวจจะอนุญาตให้ครอบครัวเข้าเยี่ยมได้ตอนไหน
“ปล่อยพวกเราไปเถอะ พวกเราไม่รู้เรื่องข้อมูลเท็จเลยนะครับ”
อเล็กซิสกับเพื่อน ๆ พยายามชะโงกหน้ามองผ่านลูกกรงทันทีที่ได้ยินเสียงคนกลุ่มใหม่เข้ามา เด็กคนอื่นเริ่มถูกคุมตัวมาแล้ว ส่วนใหญ่เป็นรุ่นน้องของอเล็กซิส และตอนนี้แมรี่ สตีเว่นร้องไห้คร่ำครวญอีกรอบ
“ผมไม่รู้เรื่องเลยว่าเธอทำอะไร!”
ครูโดบี้ส์เอาแต่มองน้องสาวที่นอนอยู่บนตัก อเล็กซิสรู้ว่าเธอยังคงรู้สึกผิดอยู่ดี เด็กกลุ่มใหม่ที่ถูกจับเข้ามาตะโกนด่าหญิงสาวทั้งสอง รวมทั้งเบลินดาด้วย เด็กสาวนั่งแอบอยู่ในมุมของตัวเอง เอามือปิดหูไว้ทั้งสองข้าง
“เฮ้ พวกนาย บอกพวกเราหน่อยสิว่าพวกเขาจะทำอะไรกับพวกเราต่อ” แอนโธนี่
เฮอร์นานเดซถามเสียงดัง เขาอยู่อีกห้องหนึ่งอเล็กซิสอยากให้เขาหุบปาก จะตอบไปตามตรงก็อาจทำให้ตื่นกลัวไปก็ได้ แต่ถ้าเก็บปากเงียบก็คงส่งผลไม่ต่างกัน เธอไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
“เดี๋ยวก็โดนไฟฟ้าช็อกกันหมดนั่นแหละ หุบปากได้แล้วโว้ย รำคาญ” เวดตะโกนตอบ แอนโธนี่ไม่กล้าถามต่ออีก บางทีคำตอบของเวดคงทำให้เขาตกใจพอแล้ว
“นายไม่จำเป็นต้องใส่อารมณ์กับพวกเขา เดี๋ยวได้กลัวกันหมดพอดี” อเล็กซิสต่อว่า
เวดไม่ตอบ เขาเอาแต่จ้องแขนที่มีแต่รอยฟาด
อย่างไรก็ตาม เด็กกลุ่มใหม่ยังคงคุยกันเจื้อยแจ้ว ส่วนพวกที่ถูกขังอีกสองห้องนั่งเงียบ (ไม่นับเสียงร้องไห้ของนางพยาบาลและเบลินดา) พวกน้องใหม่ยังมีความหวังอยู่ เหมือนกับพวกอเล็กซิสในตอนแรกไม่มีผิด จนกว่าพวกเขาถูกพาไปยังห้องนั้น ความหวังจึงดับลง อเล็กซิสนั่งมองเพดานด้วยสายตาเหม่อลอยจนหลับไป
เธอฝันว่าได้รับการปล่อยตัว มีการเปลี่ยนแปลงคำตัดสิน พวกเขาถูกตัดสินใหม่ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกระทั่งเธอได้ยินเสียงดังนอกห้องขังเหมือนกับมีใครกำลังเดินอยู่ เมื่อนั้นเธอตื่น แต่เหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น อเล็กซิสไม่อาจลืมตาขึ้นได้แม้สติกลับมาอยู่ที่เดิมแล้ว เพราะง่วงจนหนังตาหนักถ่วงเอาไว้
“อย่าแตะต้องพวกเขานะ”
“พวกเธอจะมาแทนไหมล่ะ”
ใครพูด แต่ก่อนที่อเล็กซิสจะลืมตาเพื่อดูว่าใครพูดอะไร สติของเธอจมลงสู่นิทราอีกครั้ง
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า







