تسجيل الدخولบทที่ 2
“คุณพี่ ทำแบบนี้จะดีเหรอคะ เราไม่น่าทำแบบนี้เลย ตา...ตาไม่เห็นด้วยเลย ทำแบบนี้ถ้าตาฟินรู้เข้าคงจะโกรธพวกเราแล้วก็คงจะเสียใจมาก” คุณหญิงชลิตาเอ่ยพูดด้วยความรู้สึกกังวล
“เสียใจเดี๋ยวก็หาย ตาฟินอายุยังน้อยถึงจะดูรักแม่ดอกแก้วคนนี้มากแต่ก็คงจะแค่รักแบบเด็กๆหรืออาจจะแค่หลงมากกว่าคงไม่ได้คิดจริงจังไปไกลถึงขั้นแต่งงานแต่งการหรอก” คุณหญิงชญาดาเอ่ยตอบ
“ไม่คิดจริงจัง? คุณพี่ก็เห็นแล้วว่าตาฟินดูจะรักและจริงจังกับเด็กคนนี้มากๆ ตาฟินมักจะเล่าเรื่องของเด็กคนนี้ให้เราฟังอยู่เสมอแล้วถึงขั้นจะพามาเจอเราแล้วด้วย แล้วอีกอย่างดูท่าทางของเด็กคนนี้ก็ดูหน้าตาสะสวยเรียบร้อยดีดูไม่ได้มีพิษมีภัยหรือจะมาหลอกอะไรตาฟินได้” คุณหญิงชลิตาเอ่ยพูด
“นี่ยัยตา เธอน่ะจะไปรู้อะไร เธอไม่เคยต้องสู้รบปรบมือกับผู้หญิงจนๆข้างถนนพวกนี้เหมือนพี่ เธอเป็นโสดไม่เคยแต่งงานจะไปรู้อะไรแล้วเธอก็ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้หญิงพวกนี้หรอก”
“คุณพี่คะ แต่....”
“พอยัยตา พี่ตัดสินใจแล้ว มันต้องเป็นแบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว พี่ไม่อยาก...แล้วก็ไม่ต้องการให้ลูกชายเพียงคนเดียวของพี่ไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงจนๆไม่มีหัวนอนปลายเท้าพวกนี้ ผู้หญิงพวกนี้มันก็เหมือนกันหมด ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ใฝ่สูง หวังจับผู้ชายรวยๆหวังรวยทางลัด ตาฟินควรได้เจอผู้หญิงและคบหากับผู้หญิงที่ดีกว่านี้ ผู้หญิงที่เหมาะสมและทัดเทียมกัน”
“แต่แม่ดอกแก้วคนนี้เขาอาจจะไม่ได้เป็นแบบที่คุณพี่กล่าวหาก็ได้ แล้วตาฟินก็ดูจะรักและจริงจังกับแม่ดอกแก้วคนนี้มาก ตาฟินคงจะเศร้ามากแน่ๆถ้าต้องเลิกกับแม่ดอกแก้วคนนี้.....”
“ก็พี่บอกแล้วไง เศร้าเสียใจเดี๋ยวก็หาย ตาฟินอายุยังน้อย นี่คงไม่ใช่รักครั้งสุดท้ายหรือผู้หญิงคนสุดท้ายในชีวิตหรอก แม่ดอกแก้วนั่นก็เหมือนกัน เดี๋ยวเรียนจบไปก็คงจะเจอผู้ชายคนใหม่คงจะลืมๆกันไปเอง แล้วอีกอย่างพี่ต้องการให้ตาฟินไปเรียนต่อต่างประเทศจะได้เป็นนักเรียนนอกจบครบสมบูรณ์แบบ ถ้าอกหักจากแม่นี่ตาฟินอาจจะอยากหนีไปพักใจที่เมืองนอกก็ได้” คุณหญิงชญาดาเอ่ยพูดกับน้องสาว ‘จริงๆเธออยากจะให้ลูกชายของเธอไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่จบชั้นม.หกแล้วแต่ตาฟินเลือกที่จะเรียนอยู่ที่นี่เพราะอยากอยู่ช่วยงานที่บริษัทพ่อของเขาที่เป็นมรดก ตาฟินเขาชอบเรื่องออกแบบก่อสร้างแล้วก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ไทยเรียนด้านสถาปัตยกรรมเพื่อที่จะต่อยอดธุรกิจของพ่อเขาที่เสียชีวิตไปแล้วซึ่งเธอก็กำลังดูแลอยู่’ คุณหญิงชญาดาคิดในใจ
“เอาตามนี้แหละแล้วก็อย่างที่พี่บอก เธอไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้หญิงพวกนี้หรอกยัยตา เรื่องนี้พี่รู้ดีกว่าเธอ ผู้หญิงจนๆพวกนี้มันก็เหมือนกันหมดพี่รับมือกับพวกมันมาแล้วเธอก็รู้” ‘ใช่ เธอรู้ดี รู้ว่าผู้หญิงจนๆพวกนี้มันสันดานเป็นยังไง ผู้หญิงพวกนี้ชอบหาผู้ชายรวยๆเกาะผู้ชายรวยๆ ไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวไม่รู้จักสถานะของตัวเองไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีแล้วก็ไม่สนลูกสนผัวใครด้วย เธอรับมือกับผู้หญิงพวกนี้มาแล้วจนเธอเกือบจะเป็นบ้า เพราะสามีจอมเจ้าชู้ของเธอ อย่าง คุณรัฐ พงษ์วานิช เจ้าของธุรกิจก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆของประเทศที่มีชื่อว่า บริษัท อาร์พี พร็อบเพอร์ตี้ ดีไซน์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น และคุณรัฐยังเป็นทายาทของตะกูลเก่าแก่ชื่อดัง คุณรัฐเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนด้วยโรคหัวใจ เธอกับคุณรัฐแต่งงานกันเพราะถูกผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจับคู่แต่เธอก็รักคุณรัฐจริงๆส่วนคุณรัฐเขาเคยพูดว่าเขารักเธอแต่เขาก็เจ้าชู้มาก เขานอกใจเธอแล้วก็ชอบไปยุ่งกับอีพวกผู้หญิงจนๆสำส่อนพวกนี้จนทำให้เรามีปัญหาเกือบจะเลิกกันหลายต่อหลายครั้งแต่เธอก็พยายามอดทนคิดถึงลูกชายเพียงคนเดียวของเธอโชคดีที่ตาฟินเรียนอยู่โรงเรียนประจำก็เลยอาจจะไม่ได้รับรู้ปัญหาของเธอกับพ่อของเขามากนัก เธอพยายามปิดบังไม่ให้ตาฟินรู้แต่ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งก่อนที่พ่อของตาฟินจะล้มป่วยแล้วเสียชีวิต ตาฟินบังเอิญมาเห็นเหตุการณ์ที่เธอกับพ่อของเขาทะเลาะกันเรื่องผู้หญิงในห้องรับแขก ตาฟินโกรธพ่อของเขามาก แต่คุณรัฐก็พยายามขอโทษลูกชายบวกกับมาล้มป่วยตาฟินจึงให้อภัยพ่อของเขาก่อนที่พ่อของเขาจะเสียชีวิต’ คุณหญิงชญาดาคิดในใจ
“เธอก็รู้ว่าพี่เกลียดอีพวกผู้หญิงจนๆใฝ่สูงไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีไม่มีหัวนอนปลายเท้าชอบเกาะผู้ชายรวยๆพวกนี้มากขนาดไหน แล้วพี่ก็มีลูกชายอยู่คนเดียวด้วย” ‘ใช่ เธอมีลูกชายอยู่คนเดียว ลูกชายของเธอจะต้องได้เจอกับผู้หญิงที่ดีกว่านี้ ผู้หญิงที่มีสถานะมีหน้ามีตามีชาติมีตระกูลทัดเทียมกัน ตระกูลของเธอก็เป็นตะกูลเก่าแก่ทำธุรกิจโรงพยาบาลระดับประเทศมาตั้งแต่รุ่นเจ้าคุณทวดคุณปู่คุณย่าจนมาถึงเธอ ฉะนั้นคนที่จะเข้ามาเกี่ยวดองเป็นสะใภ้ของตระกูลเธอก็ควรจะเป็นคนที่อยู่ในสังคมและอยู่ในระดับเดียวกัน หึ’ คุณหญิงชญาดาคิดในใจ
“แต่...ก็...อย่างที่ตาบอกแม่ดอกแก้วคนนี้เขาอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้นะคะคุณพี่ แล้วเราจะไปเหมารวมผู้หญิงจนๆว่าจะต้องเป็นแบบนั้นทั้งหมดมันก็ไม่ยุติธรรมนะคะคุณพี่” คุณหญิงชลิตาเอ่ยพูด
“พอ พอแล้ว พี่ไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว เอาตามนี้แหละ ไป เราต้องเข้าประชุมอีก” คุณหญิงชญาดาเอ่ยพูดพลางลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องประชุม
“เฮ้อ...” คุณหญิงชลิตาก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินตามพี่สาวของเธอออกไป
กลับมาที่ดอกแก้ว
ดอกแก้วที่กำลังร้องไห้เสียใจอย่างหนักแล้วกำลังมองไปที่แม่ของเธออยู่ที่หน้าห้องไอซียูผ่านกระจกกั้นห้อง
‘เพื่อต่อชีวิตแม่ของเธอยังไงเธอก็ต้องทำตามที่คุณหญิงชญาดาเสนอมา ต้องเลิก...เลิกกับฟิน เพื่อแม่’ ดอกแก้วคิดในใจพลางก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ
‘ตอนนี้ก็เย็นมากแล้วเธอคงต้องกลับไปพักที่บ้านก่อนค่อยมาเยี่ยมแม่ใหม่วันพรุ่งนี้’ ดอกแก้วคิดในใจ
“หวังว่าพรุ่งนี้แม่จะฟื้นขึ้นมาคุยกับหนูนะ” ดอกแก้วเอ่ยพูดพลางมองไปที่แม่ของเธอก่อนที่เธอจะตัดสินใจเดินออกมาจากโรงพยาบาลเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังที่บ้าน
ระหว่างทางที่ดอกแก้วนั่งรถประจำทางเพื่อเดินทางกลับบ้านและกำลังคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ จู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น
“ฟิน” ดอกแก้วเอ่ยชื่อของคนที่โทรศัพท์เข้ามาหาเธอ ไม่ใช่ใครที่ไหนคนๆนั้นคือ ฟินแฟนหนุ่มรุ่นน้องของเธอนั่นเอง
‘ทำยังไงดี ใช่ เธอออกมาจากมหาวิทยาลัยทันทีหลังจากที่สอบวิชาสุดท้ายของวันเสร็จเพราะเธอได้รับโทรศัพท์จากป้าน้อยซึ่งเป็นเพื่อนบ้านติดกันว่าแม่ของเธอล้มป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลจึงรีบออกมาจากมหาวิทยาลัยแล้วไปโรงพยาบาลทันทีโดยยังไม่ได้โทรศัพท์คุยกับฟินและไม่ได้บอกใคร เธอจะทำยังไง เธอต้องไม่รับโทรศัพท์เขา รับไม่ได้ เธอตกลงกับแม่ของเขาเอาไว้แล้ว ว่าเธอจะเลิกกับเขาเลิกติดต่อเขา’ ดอกแก้วคิดในใจพลางน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาก่อนที่เธอจะตัดสินใจกดตัดสายทิ้งแล้วปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือก่อนที่เธอจะเหม่อมองออกไปที่นอกหน้าต่างรถประจำทางพลางน้ำตาก็ไหลออกมา
ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ที่บ้านหรูหลังงามของตระกูล อัครโสพล บ้านของคุณหญิงชญาดาและคุณหญิงชลิตา
ฟิน รชตะ พงษ์วานิช ลูกชายเพียงคนเดียวของตระกูลวัยยี่สิบเอ็ดปี เขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของคุณหญิงชญาดา พงษ์วานิช กับรัฐ พงษ์วานิช คุณหญิงชญาดาเธอเปลี่ยนจากนามสกุลเดิม อัครโสพล มาใช้นามสกุลของสามี ส่วนรัฐพ่อของฟินเขาเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน
ฟินขึ้นมาบนห้องนอนของเขาหลังจากที่เขารับประทานอาหารเย็นกับแม่และน้าของเขาเสร็จ เขาพยายามโทรหาดอกแก้วแฟนสาวรุ่นพี่ของเขา แต่ดอกแก้วดันตัดสายของเขาทิ้ง แต่เขาก็ยังพยายามโทรศัพท์หาดอกแก้วต่อไปแต่พยายามโทรไปเท่าไรเขาก็โทรไม่ติด
“ทำไมแก้วไม่รับโทรศัพท์นะ ทำอะไรอยู่นะ ตอนเย็นก็ไม่อยู่รอเจอกัน” ฟินเอ่ยพูดพึมพำออกมา ‘เขาถามกับพี่แตงกวาเพื่อนสนิทของแก้วเมื่อช่วงเย็นว่าแก้วไปไหนเพราะเขารอเจอแก้วเหมือนทุกเย็นก็ไม่เห็นเธอ พี่แตงกวาก็บอกว่าไม่รู้ พี่แตงกวาบอกแค่ว่าพอแก้วสอบเสร็จก็รีบวิ่งออกไปเลย...เฮ้อ’ ฟินคิดในใจพลางถอนหายใจออกมาก่อนที่เขาจะตัดสินใจวางโทรศัพท์ลงแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระร่างกาย
ด้านดอกแก้วที่ตอนนี้เธอลงจากรถประจำทางแล้วกำลังเดินเข้าไปในซอยบ้าน ตอนนี้เธอเดินมาถึงหน้าบ้านของเธอแล้ว บ้านของเธอเป็นลักษณะทาวน์เฮ้าส์สองชั้นที่แม่ของเธอทำงานเก็บเงินซื้อไว้ตั้งแต่แม่ของเธอยังสาวๆเพราะเธอเกิดมาก็มีบ้านหลังนี้แล้ว ข้างบ้านของเธอก็เป็นเพื่อนบ้านที่ชื่อว่าป้าน้อยที่อาศัยอยู่กับหลานสาวที่มีชื่อว่าลูกกวาดซึ่งอายุน้อยกว่าเธอสองปี ส่วนบ้านอีกข้างรวมถึงบ้านที่อยู่ตรงข้ามไม่มีคนอยู่ หมู่บ้านที่เธออาศัยอยู่ค่อนข้างเงียบสงบไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านเว้นแต่ช่วงวันหยุดก็จะเห็นเด็กๆมาวิ่งเล่นอยู่บ้าง ดอกแก้วเดินมาไขประตูบ้านแล้วบังเอิญเจอกับป้าน้อยเพื่อนบ้านของเธอพอดี
‘ป้าน้อยคงพึ่งจะกลับมาจากการขายผลไม้ที่ตลาดนัด’ ดอกแก้วคิดในใจ
“หวัดดีจ๊ะป้าน้อย ขอบคุณป้าน้อยมากนะจ๊ะที่ช่วยเรียกรถพยาบาลให้พาแม่ไปส่งโรงพยาบาล” ดอกแก้วเอ่ยพูดด้วยสีหน้าเศร้าๆพลางยกมือไหว้ป้าน้อย
“เออ ไม่เป็นไรหรอกแก้ว แล้วปราณีเป็นยังไงบ้าง” ป้าน้อยเอ่ยพูด ปราณีที่ป้าน้อยพูดถึงคือแม่ของดอกแก้ว
“ก็...ยังไม่ฟื้นเลยจ๊ะป้า แม่อาการค่อนข้างหนักจ๊ะป้า อยู่ในห้องไอซียู” ดอกแก้วตอบกลับป้าน้อยไปพลางน้ำตาคลอ โดยที่เธอไม่ได้ลงรายละเอียดอาการของแม่มากนัก
“เออ ไม่เป็นไรนะเดี๋ยวปราณีก็คงดีขึ้น ป้าให้กำลังใจแก้วนะ”
“ขอบคุณจ๊ะป้า งั้นแก้วขอตัวเข้าบ้านก่อนนะจ๊ะ” ดอกแก้วเอ่ยพูดเพราะเธออยากพักเต็มที ‘วันนี้เป็นวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยมากทั้งเหนื่อยกายเหนื่อยใจไหนพรุ่งนี้เธอจะต้องไปสอบอีกแล้วเธอจะต้องบอกเลิกฟินอีก’ ดอกแก้วคิดในใจ
“อือ พักผ่อนนะลูก” ป้าน้อยเอ่ยพูด
“จ๊ะป้า” ดอกแก้วเอ่ยพูดกับป้าน้อยก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้าบ้าน
ดอกแก้วเดินเข้ามาในบ้านก่อนที่เธอจะเดินขึ้นไปที่ห้องนอนของเธอ บ้านหลังนี้มีสองห้องนอน คือห้องนอนของเธอกับห้องนอนของแม่ แต่ตั้งแต่แม่ของเธอล้มป่วยเธอก็ย้ายไปนอนกับแม่ที่ห้องนอนของแม่
ดอกแก้วเดินเข้ามานั่งที่เตียงนอนด้วยความรู้สึกหมดแรงพลางถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกเหนื่อยกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
‘เฮ้อ...ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดขึ้นกับเธอด้วย เธออาศัยอยู่กับแม่ของเธอสองคน แม่ของเธออายุเพิ่งจะสี่สิบห้าปีแต่กลับมาล้มป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมองเป็นมาได้หนึ่งปีแล้ว แต่ช่วงหลังๆมานี้แม่ของเธอมีอาการหนักขึ้นเริ่มปวดหัวบ่อยขึ้นจนต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆทำให้ต้องตัดสินใจลาออกจากงานในที่สุด แม่ของเธอลาออกจากงานมาได้สองเดือนมาเป็นแม่ค้าขายขนมไทยอยู่ที่ตลาดนัดโดยมีเธอเป็นผู้ช่วยและขายทางออนไลน์ด้วยส่วนเธอเองแต่ก่อนช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือช่วงปิดเทอมเธอก็ไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านเบเกอรี่แต่พอแม่ล้มป่วยแล้วต้องลาออกจากงานเธอก็ไม่ได้ทำงานพาร์ทไทม์แล้วเพราะเธอมาเป็นลูกมือช่วยแม่ทำขนมขายและเธอก็รู้สึกเป็นห่วงแม่ด้วยอยากอยู่ดูแลแม่เว้นแต่ช่วงที่เธอต้องไปเรียนก็บอกให้แม่ดูแลตัวเองมีอะไรก็ให้โทรหาเธอ อีกอย่างโชคดีที่แม่พอจะมีเงินเก็บเพื่อไว้ส่งเธอเรียนรวมถึงตัวเธอที่พอจะมีเงินเก็บจากการทำงานพาร์ทไทม์อยู่บ้าง’ ดอกแก้วคิดในใจ
ดอกแก้วอาศัยอยู่กับปราณีแม่ของเธอสองคนโดยไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน พ่อของดอกแก้วชื่อว่า ศร จำปาทอง นายศรเสียชีวิตไปแล้วเมื่อตอนที่ดอกแก้วอายุได้สิบแปดปีจากการถูกรถสิบล้อชนเพราะดื่มเหล้าเมาอย่างหนักจนเดินไปที่ถนนแล้วถูกรถสิบล้อชนจนเสียชีวิตคาที นายศรติดการพนันอย่างหนักไม่ทำงานทำการจนติดหนี้เป็นหนี้เป็นสินนอกระบบไปทั่วแล้วเอาแต่กินเหล้าเมามายทุกวัน ปราณีแม่ของดอกแก้วเคยขอเลิกกับนายศรพ่อของดอกแก้วไปหลายต่อหลายครั้งแต่นายศรก็ไม่ยอมเลิก นายศรมักจะข่มขู่ปราณีว่าถ้าเลิกกันเขาจะมาฆ่าให้ตายให้หมดทั้งปราณีและดอกแก้ว ปราณีจึงไม่กล้าเลิกและก็ไม่กล้าจะทำอะไรต้องอดทนเอาบางครั้งเจ้าหนี้ของนายศรก็มาท้วงหนี้ถึงที่บ้านจนปราณีต้องควักเงินจ่ายไป จนหนี้ก้อนสุดท้ายของนายศร ปราณีต้องขายที่ดินที่เป็นสมบัติติดตัวชิ้นสุดท้ายจากแม่ของตัวเองเพื่อใช้หนี้พนันให้สามีและพ่อของลูกอย่างนายศรก่อนที่นายศรจะเสียชีวิตซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ดอกแก้วก็ทราบดี วันที่พ่อของดอกแก้วเสียชีวิตนอกจากความเสียใจแล้วดอกแก้วก็แอบรู้สึกโล่งใจด้วยที่วิบากกรรมที่แม่และเธอต้องเจอมาตลอดจากคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อมันจะได้จบลงสักที หมดเวรหมดกรรมต่อกัน
‘แม่ของเธอต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ที่พ่อของเธอสร้างไว้จนมันสะสมแล้วมากระทบกับสุขภาพแม่ของเธอ แม่ของเธอมีอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆมาเรื่อยๆจนเมื่อปีที่แล้วแม่ของเธอต้องมาล้มป่วยอย่างหนัก เธอเองก็ช่วยแบ่งเบาภาระช่วยดูแลแม่ของเธอเท่าที่เธอจะทำได้แล้วใช้เงินเก็บที่แม่เก็บไว้ให้เธอสำหรับเรียน เรียนหนังสือไปจนตอนนี้เธออยู่ปีสี่แล้วเหลืออีกแค่สองเดือนเท่านั้น พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันสอบวันสุดท้ายก่อนที่จะปิดเทอมแล้วเธอก็จะเรียนจบอย่างเป็นทางการ เธออยากให้แม่ของเธออยู่ด้วย อยากให้แม่เห็นเธอในวันที่เธอเรียนจบ เธอเรียนจบแล้วเธอจะได้มีงานดีๆทำแล้วจะได้ดูแลแม่ของเธอให้เต็มที่ สำหรับเธอแม่ของเธอเป็นคนเก่งและขยันมาก แม่ทำงานเก็บเงินตั้งแต่แม่ยังสาวๆจนสามารถซื้อบ้านทาวน์เฮ้าส์หลังเล็กๆนี้และส่งเธอจนเรียนจบได้แต่ตอนนี้แม่ต้องมาล้มป่วยแบบนี้ยังไงเธอก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้แม่ของเธออยู่กับเธอ อยู่กับเธอให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้’ ดอกแก้วคิดในใจ
ที่โรงพยาบาลหลังจากที่ดอกแก้วฝากครรภ์เรียบร้อยแล้วเธอกับฟินก็ออกมาพูดคุยกับคุณหญิงชญาดาและคุณหญิงชลิตาที่นั่งรออยู่ด้านนอก“เดี๋ยวแม่กับน้าต้องไปเข้าประชุมแล้วนะ” คุณหญิงชญาดาเอ่ยพูด“อ้าว...ผมว่าจะชวนแม่กับน้าตาไปทานข้าวฉลองด้วยกัน”“เอาไว้วันหลังก็ได้ลูก วันเสาร์อาทิตย์ก็ได้ แล้ววันเสาร์อาทิตย์ก็กลับบ้านไปทานข้าวกับแม่และน้าเหมือนเดิมด้วยนะ ไม่ใช่มีเมียแล้วลืมแม่กับน้า พาเมียไปด้วยก็ได้จะได้รู้จักกันมากขึ้น” คุณหญิงชญาดาพูด“ครับแม่ ผมไม่ลืมแม่กับน้าตาหรอกครับ”“เธอก็เหมือนกัน ดอกแก้ว ฝากท้องแล้วก็ดูแลตัวเองดีๆ ทานข้าวให้ตรงเวลา เดินเหินอะไรก็ระมัดระวัง แล้วเดี๋ยวฉันจะให้สาวใช้ที่บ้านไปอยู่เป็นเพื่อนเวลาที่ตาฟินไปทำงานคอยทำงานบ้านให้ด้วย แล้วถ้าฉันว่างฉันจะไปหา” คุณหญิงชญาดาเอ่ยพูด“ขอบคุณค่ะ คุณป้า” ดอกแก้วเอ่ยพูดตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มอย่างไม่เรื่องมาก“แหมคุณพี่ ไม่ค่อยเป็นห่วงลูกสะใภ้เลยนะคะ” คุณหญิงชลิตาเอ่ยแซวคุณหญิงชญาดา“ฉันเป็นห่วงหลานฉันต่างหาก”“เหรอคะ ปากแข็งนะคะคุณพี่” คุณหญิงชลิตารู้ดีว่าพี่สาวของเธอเริ่มจะใจอ่อนเปิดใจให้ดอกแก้วบ้างแล้ว“นี่ยัยตา อย่ามาแซวพี่ ไปประชุมกัน
วันต่อมาคุณหญิงชญาดากับคุณหญิงชลิตาเดินทางมาที่บ้านพงษ์วานิชเพราะต้องการจะมาพูดคุยกับฟินและดอกแก้วถึงชีวิตของทั้งคู่โดยเฉพาะคุณหญิงชญาดาที่ต้องการจะมาพูดคุยกับทั้งคู่ถึงชีวิตหลังจากนี้ คุณหญิงชญาดาคิดว่าฟินคงจะอยู่กับดอกแก้วที่บ้าน ‘เพราะเธอโทรไปเช็คกับเลขาของฟินแล้วว่าวันนี้ฟินไม่เข้าบริษัท ช่วงเช้านี้เธอเองก็พอจะมีเวลาก็เลยตัดสินใจให้คนขับรถขับรถพาเข้ากรุงเทพเพื่อมาหาฟินกับดอกแก้วเพราะเดี๋ยวช่วงบ่ายเธอก็ต้องกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลต่อ’ คุณหญิงชญาดาคิดในใจในขณะที่ฟินกับดอกแก้วที่กำลังเดินลงบันไดมาจากห้องพัก ทั้งคู่เดินเคียงคู่กันลงมาโดยที่ฟินโอบกอดเอวบางของดอกแก้วเอาไว้“วันนี้แก้ว...แต่งตัวสวยจัง สวยเป็นพิเศษเลยนะจากปกติที่ก็สวยมากๆอยู่แล้ว ผมว่าจะชมแก้วตั้งแต่อยู่ในห้องแล้ว” ฟินเอ่ยพูดด้วยรอยยิ้มพลางก้มลงไปหอมเรือนผมของดอกแก้ว“ค่ะแก้วไม่ปฏิเสธ ก็วันนี้เป็นวันแต่งงานเริ่มต้นชีวิตคู่ของเราอย่างเป็นทางการนี่คะ แต่วันนี้ฟินก็แต่งตัวหล่อกว่าทุกวันจากปกติที่ก็หล่อมากๆอยู่แล้ว” ดอกแก้วเอ่ยพูดชมฟินกลับไปด้วยความรู้สึกเขินอาย“ครับ แน่นอน ผมก็ไม่ปฏิเสธเหมือนกัน ก็วันนี้เป็นวันสำคัญของเราผ
“ก็..ค่ะ แก้ว...แก้วจะแต่งงานกับฟิน”“เยส!” ฟินเอ่ยพูดพลางยื่นหน้าเข้าไปจูบหน้าผากของดอกแก้วก่อนที่เขาจะผละออกมาแล้วใช้มือลูบศีรษะของเธอ“ผมรักแก้วนะ รักมากที่สุดเลย”“อืม แก้วรู้แล้ว แก้วก็รักฟินเหมือนกันนะ”“อือ แล้วเราจะจัดงานแต่งงานกันแบบไหนดี” ฟินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม“เออ...คือ...แก้วขอไม่จัดงานแต่งได้ไหม”“ทำไมอะแก้ว”“ก็...จริงๆแก้วก็ไม่ได้ซีเรียสเรื่องงานแต่งงาน...แล้วแก้วก็ไม่ได้มีญาติพี่น้องที่ไหนแล้วด้วย...สำหรับแก้วงานแต่งงานมันไม่จำเป็นหรอกสิ้นเปลืองเปล่าๆขอแค่...แก้วได้อยู่กับฟินแก้วก็ดีใจมากแล้ว”“แก้ว แน่ใจนะ” ‘จริงๆเขาเองก็ไม่ได้ซีเรียสเรื่องงานแต่งงานเหมือนกัน แต่เขาก็แค่อยากจะให้เกียรติเธอ แต่ยังไงก็คงต้องแล้วแต่เธอเพราะเขายังไงก็ได้อยู่แล้วขอแค่เขาได้อยู่กับเธอก็พอแล้ว’ ฟินคิดในใจ“อืม” ดอกแก้วเอ่ยตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม“งั้นไม่อยากจัดงานแต่งงานก็ไม่เป็นไรแต่อย่างน้อยก็...จดทะเบียนสมรสกันนะ” ฟินเอ่ยพูด“อือ ค่ะ เราจดทะเบียนสมรสกันก็พอ” ดอกแก้วเอ่ยพูดก่อนที่ฟินกับดอกแก้วจะโผเข้ากอดกันอีกครั้งด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข...ก่อนที่ทั้งคู่จะผละออกมา“งั้นผมว่าเราไปดินเนอร์กัน
“ก็ได้ ยังไงนังดอกแก้วมันก็ท้องแล้วนี่” คุณหญิงชญาดาเอ่ยพูดพลางมองหน้าลูกชายของเธอ“พูดถึงเมียผมให้มันดีๆหน่อยครับแม่”“เออๆ ไหนๆมันก็...เอ้ย!...ดอกแก้วก็ท้องแล้วนี่ ลูกฟินก็หลานแม่เหมือนกัน ถึงแม่จะไม่ชอบมัน...เอ้ย!...ดอกแก้ว แต่แม่ก็คงไม่ใจร้ายกับหลานตัวเองจนพรากครอบครัวของหลานตัวเองไปหรอก แต่...ฟินก็ต้องให้เวลาแม่ทำใจยอมรับเมียฟินบ้าง” คุณหญิงชญาดาเอ่ยพูดพลางปาดเช็ดน้ำตา“ครับ...แต่อย่านานนะครับแม่”“เออ แม่รู้แล้ว”“ดีแล้วค่ะคุณพี่” คุณหญิงชลิตาเอ่ยพูดด้วยรอยยิ้มพลางจับแขนพี่สาวของเธอเอาไว้“คงสมใจเธอแล้วสิยัยตาที่ได้แม่ดอกแก้วเป็นหลานสะใภ้น่ะ”“ค่ะ คุณพี่ สมใจตามาก น้ายินดีด้วยนะฟิน เอาไว้พาแม่ดอกแก้วเขามาทานข้าวด้วยกันที่บ้านบ้าง”“นี่ยัยตา!..น้อยๆหน่อย” คุณหญิงชญาดาเอ่ยพูดพลางกระทุ้งข้อศอกใส่น้องสาวของเธอ“ครับน้าตา ขอบคุณมากนะครับ”“เฮ้อ...นี่ฉันคงต้องโทรไปขอโทษคุณหญิงปิ่นแก้วกับหนูแพรวพรรณรายว่าคงไม่ได้ดองกันแล้ว เพราะตาฟินมีครอบครัวแล้วนี่ เสียดายชะมัด” คุณหญิงชญาดาเอ่ยพูด“ก็ดีแล้วครับแม่ รีบโทรไปบอกเลย งั้นไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ”“จะไปไหนล่ะไม่อยู่ทานข้าวเย็นกับแม่
คุณหญิงชญาดาแอบฉุกคิดในสิ่งที่คุณหญิงชลิตาเอ่ยพูด ‘เธอเองก็แอบกลัว...ว่าตาฟินจะโกรธจนไม่ยอมมาหาเธอมาเจอเธออีกแล้วไม่ยอมกลับบ้าน...แล้ว...ถ้าตาฟินหอบผ้าหอบผ่อนหนีไปกับแม่ดอกแก้วตามที่น้องสาวของเธอพูดล่ะ...เฮ้อ แต่เธอก็ทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆแล้วเธอก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงแล้วเหมือนกัน แต่...ไม่...เธอไม่ยอมรับเธอยอมรับไม่ได้...เฮ้อ’ คุณหญิงชญาดาคิดในใจด้วยความรู้สึกสับสนก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจเขาปอดลึกๆเรียกความมั่นใจให้กับตัวเองแล้วเอ่ยพูดขึ้น“ไม่! ยังไงพี่ก็รับไม่ได้ เธอไม่ต้องมาพยายามพูดเกลี้ยกล่อมพี่อีก พี่จะหาทางขัดขวางตาฟินกับนังดอกแก้วให้ได้”“แม่คิดจะทำอะไรครับ” ฟินที่ยืนแอบฟังอยู่นานเขาเดินเข้ามาในห้องรับแขกพลางเอ่ยพูดขึ้นด้วยความรู้สึกโกรธเกรี้ยวที่ได้ยินแม่ของเขาพูดจาแบบนั้นพลางกำหมัดไว้แน่น ‘เขากะว่าจะมาคุยด้วยดีๆแต่เขาต้องมาได้ยินแม่ของเขาพูดอะไรแบบนี้ หึ’ ฟินคิดในใจส่วนคุณหญิงชญาดากับคุณหญิงชลิตาก็ลุกขึ้นยืนจากโซฟาด้วยความรู้สึกตกใจที่เห็นฟินมาอยู่ที่นี่ในตอนนี้ ทั้งสองคนคิดว่าฟินคงจะได้ยินสิ่งที่พวกเธอทั้งสองคนพูดคุยกัน“ฟิน....” คุณหญิงชญาดาเอ่ยพูดขึ้นด้วยความรู้สึกตกใจแต่เธอ
“อืม ผมเข้าใจแล้ว แต่ต่อไปนี้ถ้ามีอะไรแก้วต้องบอกผมก่อนนะ อย่าคิดเองคนเดียวหรือแก้ปัญหาเองคนเดียว แก้วมีผมนะ มีอะไรเราจะช่วยกันแก้ปัญหา...อย่าทิ้งกันไปอีก”“อือค่ะ...แต่ว่า...มันก็ขึ้นอยู่กับแม่ของคุณด้วยถ้าแม่ของคุณไม่ยอมให้ฉันอยู่กับคุณ.....”“ไม่ แก้ว อย่าคิดมากแบบนั้น เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ผมจะกลับไปที่บ้านไปคุยกับแม่ของผม”“แล้วแม่ของคุณจะยอมใช่ไหมคะ” ดอกแก้วเอ่ยพูดออกไปด้วยความรู้สึกกังวล ‘สำหรับเธอคุณหญิงชลิตาน้าของฟินไม่เท่าไร คุณหญิงชลิตาดูใจดีดูไม่ได้มีท่าทีที่จะไม่ชอบหรือว่ารังเกียจเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน แต่...คุณหญิงชญาดาแม่ของฟินนี่สิ...เฮ้อ....’ ดอกแก้วคิดในใจ“ยังไงก็ต้องยอม เชื่อผม” ฟินเอ่ยพูดกับดอกแก้วที่อยู่ในอ้อมกอดของเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ‘จริงๆเขาก็ไม่แน่ใจหรอกว่าแม่ของเขาจะยอมไหม....แต่ถึงไม่ยอมเขาก็ไม่สน’ ฟินคิดในใจ“เรามาคุยเรื่องของเรากันดีกว่า ผมอยากให้แก้วกลับมาเรียกผมว่าฟินแล้วก็แทนตัวเองว่าแก้วเหมือนที่เคยเรียก เรียกผมว่าคุณมันดูห่างเหินยังไงก็ไม่รู้ ได้ไหม”“ก็..ค่ะ ฟิน”“อืม” ฟินก้มลงไปจูบหน้าผากของดอกแก้ว“แล้วแก้วอยากได้ลูกสาวหรือว่าลูกชายเหรอ”“ลูก







