LOGINในร้านกาแฟที่หอมหวานยามกลางวัน และซ่อนราคีไว้หลังประตูยามค่ำคืน เดียร์เรียนรู้ว่า ความรักไม่มีค่าเท่าเงิน และการถูกรัก…ไม่เร้าใจเท่าการถูกต้องการ
View More' กลิ่นกาแฟยามค่ำคืน '
เสียงหัวเตียงกระทบผนังดังเป็นจังหวะหนักหน่วง ท่ามกลางความเงียบของห้องส่วนตัวชั้นบนสุด
ผ้าม่านกำมะหยี่สีไวน์แดงปิดทึบจนแสงไฟจากถนนด้านนอกลอดเข้ามาไม่ได้ เหลือเพียงแสงสลัวจากโคมไฟข้างเตียงที่ตกกระทบผิวเปลือยบางส่วนของคนสองคนบนผ้าปูสีเข้ม กลิ่นน้ำหอมราคาแพงปะปนกับกลิ่นบุหรี่จาง ๆ และไอร้อนของลมหายใจที่ยังไม่ยอมสงบลงง่าย ๆ
ปรานศรีเอนศีรษะไปด้านหลัง ปล่อยให้เส้นผมที่เคยเกล้าอย่างเรียบร้อยหลุดกระจายลงบนหมอน ริมฝีปากสีแดงสดเผยอรับลมหายใจถี่กระชั้น มือเรียวที่แต่งเล็บสีแดงจิกลงบนไหล่กว้างของนีโอจนเกิดรอย ทว่าเจ้าของรอยกลับไม่คิดจะถอย
ตรงกันข้าม เขากลับกดตัวลงใกล้ขึ้น ราวกับต้องการย้ำให้ผู้หญิงใต้ร่างรู้ว่า ต่อให้เธอเป็นเจ้าของร้าน เป็นผู้หญิงที่ใคร ๆ ในที่แห่งนี้เรียกว่าแม่ เป็นคนตั้งราคาชีวิตของผู้หญิงมากมายแค่ไหน บนเตียงนี้เธอก็ยังเป็นของเขา
และปรานศรีก็รู้ดี
เธอรู้ดีเสียยิ่งกว่าใครว่าอำนาจของนีโอเป็นอย่างไร
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเธอจำนน
ปรานศรียกมือขึ้นรั้งท้ายทอยเขาลงมา ริมฝีปากแดงบดจูบตอบอย่างไม่อ่อนข้อ แรงพอจะทำให้นีโอหัวเราะต่ำในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่า อันตราย และพึงพอใจเหมือนสัตว์ร้ายที่เจอคู่ต่อสู้ถูกใจ
“ยังดื้อเหมือนเดิม” เขากระซิบชิดริมฝีปากเธอ
ปรานศรียิ้ม ทั้งที่ลมหายใจยังสั่นอยู่
“ถ้าไม่ดื้อ ก็เอาคุณไว้ไม่อยู่นะซิ”
นีโอไม่ตอบด้วยคำพูด
เขาก้มลงจูบเธออีกครั้ง ลึก หนัก และเต็มไปด้วยความเป็นเจ้าของ จนเสียงหัวเราะของปรานศรีขาดหายไปในลำคอ เหลือเพียงเสียงหอบที่ดังปะปนกับเสียงผ้าปูยับย่นใต้ร่าง
สำหรับคนอื่น นีโอคือมาเฟียที่ไม่มีใครกล้าขัดสำหรับปรานศรี เขาคือชายคนเดียวที่ทำให้เธอปลดระวางตัวเองจากการเป็นสินค้าของผู้ชายอื่นและสำหรับนีโอ ปรานศรีไม่ใช่แค่เมีย
เธอคือผู้หญิงที่รอดมาจากขุมนรกด้วยมือเปื้อนเลือด และยังสวยพอจะทำให้เขาอยากครอบครองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าและร้อนผ่าว กว่าความหนักหน่วงในห้องจะค่อย ๆ ลดลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่ยังพันกันอยู่ในความเงียบ
ปรานศรีนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาคมมองเพดานมืดสลัว ริมฝีปากยังมีร่องรอยของจูบที่ไม่อ่อนโยน ส่วนปลายนิ้วของเธอลากผ่านรอยเล็บบนไหล่ของนีโอเบา ๆ เหมือนกำลังชื่นชมผลงานของตัวเอง
“คืนนี้เงียบผิดปกติ” นีโอพูดขึ้นในที่สุด เสียงต่ำของเขายังแหบพร่าเล็กน้อย ขณะพลิกตัวไปหยิบบุหรี่จากโต๊ะข้างเตียง “ข้างล่างไม่มีปัญหาใช่ไหม”
ปรานศรีหัวเราะเบา ๆ พลางดึงเสื้อคลุมผ้าไหมขึ้นมาคลุมไหล่ เธอลุกจากเตียงอย่างไม่รีบร้อน แผ่นหลังขาวนวลหายเข้าไปใต้ผ้าเนื้อลื่น ก่อนที่เธอจะผูกสายเสื้อคลุมหลวม ๆ ด้วยท่าทางของผู้หญิงที่คุ้นชินกับการถูกมอง
“ร้านฉันเคยมีปัญหาให้ใครเห็นด้วยเหรอ”
นีโอจุดบุหรี่ เปลวไฟจากไฟแช็กสว่างวาบอยู่เพียงชั่วขณะ ก่อนปลายมวนจะกลายเป็นสีแดงเรื่อ ควันสีเทาลอยขึ้นช้า ๆ เหนือหัวเตียง
“เสี่ยมนตรีโทรหาฉัน”
มือของปรานศรีที่กำลังยกแก้วเหล้าขึ้นแตะริมฝีปากชะงักไปนิดเดียว
นิดเดียวเท่านั้น
ก่อนเธอจะจิบเหล้าต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“อยากได้อะไรอีกล่ะ”
“ของใหม่”
คำตอบนั้นทำให้ห้องที่เพิ่งร้อนระอุเมื่อครู่เย็นลงอย่างประหลาด
ปรานศรีวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะเล็กข้างหน้าต่าง แสงไฟจากป้ายร้านกาแฟด้านล่างสะท้อนขึ้นมาบนใบหน้าสวยคมของเธอ ใบหน้าที่เคยถูกผู้ชายหลายคนมองเป็นของเล่น แต่ตอนนี้กลับเป็นใบหน้าของผู้หญิงที่กำลังคำนวณราคา กำไร ความเสี่ยง และชีวิตของคนอื่นอย่างเยือกเย็น
“ของใหม่ไม่ได้หาง่ายเหมือนเมื่อก่อน” เธอพูด “เดี๋ยวนี้สถานเลี้ยงเด็ก มูลนิธิ พวกงานเอกสารอะไรพวกนั้นเริ่มยุ่งยากขึ้น ลาเต้บ่นอยู่เหมือนกันว่าต้องระวังมากกว่าเดิม”
“ลาเต้ทำงานพลาด?”
น้ำเสียงของนีโอไม่ได้ดังขึ้น แต่ความเย็นในคำถามทำให้คนฟังรู้ว่าคำว่า ‘พลาด’ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชายคนนี้ให้อภัยง่าย ๆ
ปรานศรีหันกลับมามองเขา ดวงตาไม่สั่นแม้แต่น้อย
“ลาเต้ไม่เคยพลาด” เธอตอบทันที “แค่ของดีต้องรอเวลา เด็กบางคนเอามาเร็วไปก็เสียของ เลี้ยงไม่เป็นก็พังหมด”
นีโอคีบบุหรี่ไว้ระหว่างนิ้ว สายตาคมกริบมองผู้หญิงของตัวเองผ่านม่านควันบาง ๆ
“แล้วคนที่เลี้ยงไว้นานแล้วล่ะ”
ปรานศรียิ้ม
เป็นรอยยิ้มสวยมาก สวยเสียจนถ้าใครไม่รู้จักเธอดีพอ คงเผลอคิดว่ามันอ่อนโยน
แต่ในห้องนี้ ไม่มีใครไร้เดียงสาขนาดนั้น
“เดียร์น่าจะถึงเวลาแล้ว”
ชื่อของเด็กสาวคนนั้นหล่นลงกลางห้องราวกับเหรียญทองที่ถูกโยนลงบนโต๊ะประมูล
นีโอเอนหลังพิงหัวเตียง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยเหมือนกำลังนึกถึงใบหน้าของเด็กสาวที่เติบโตอยู่ใต้หลังคาร้านนี้มาหลายปี
“เด็กนั่นดื้อ”
“เด็กสวยก็ดื้อทั้งนั้นแหละ” ปรานศรีตอบอย่างไม่เดือดร้อน “ยิ่งดื้อ ผู้ชายยิ่งอยากเอาชนะ”
“แน่ใจว่าเอาอยู่?”
ปรานศรีเดินกลับมาที่ปลายเตียง ชายเสื้อคลุมผ้าไหมไหวตามจังหวะก้าวอย่างนุ่มนวล ทว่าทุกย่างก้าวของเธอกลับมีน้ำหนักเหมือนคนที่คุ้นชินกับการยืนอยู่เหนือคนอื่น
“ฉันเลี้ยงมันมากับมือ” เธอพูดช้า ๆ “สอนให้ยิ้ม สอนให้แต่งตัว สอนให้รู้ว่าผู้ชายชอบผู้หญิงแบบไหน เดียร์สวยขึ้นทุกวัน แล้วมันก็รู้ตัวด้วยว่าตัวเองสวย”
ปรานศรีหยุดยืนข้างเตียง ปลายนิ้วแตะขอบแก้วเหล้าแล้วลากเบา ๆ คล้ายกำลังเล่นกับความคิดของตัวเอง
“ผู้หญิงที่รู้ว่าตัวเองสวย ถ้าปล่อยให้คิดว่าความสวยมีไว้เลือกชีวิตเอง สักวันมันจะคิดหนี”
นีโอหัวเราะต่ำในลำคอ
“เธอกลัวมันหนี?”
“ฉันไม่กลัวเด็กคนไหนหนีหรอก” ปรานศรีตอบทันที “ฉันแค่ไม่ชอบเสียของ”
คำว่า ‘ของ’ ทำให้ห้องเงียบลงอีกครั้ง
นีโอมองปรานศรีนิ่ง เขารู้จักผู้หญิงคนนี้ดีพอจะไม่ถามว่าเธอหมายถึงอะไร ผู้หญิงอย่างปรานศรีไม่มีวันใช้คำผิดโดยไม่ตั้งใจ ถ้าเธอเรียกใครว่า ‘ของ’ นั่นแปลว่าในใจเธอ คนคนนั้นมีราคา มีประโยชน์ และมีเจ้าของแล้ว
“ฉันนึกว่าเธอรักเด็กนั่น” นีโอพูดขึ้นเหมือนโยนหินลงน้ำ
ปรานศรีนิ่งไป
เพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น แต่ก็มากพอให้ความเงียบในห้องมีรอยร้าวเล็ก ๆ
ก่อนเธอจะหัวเราะออกมาเบา ๆ หวานนุ่ม ราวกับคำถามนั้นเป็นเรื่องน่าขัน
“รักสิ” เธอตอบ “ถึงได้เลี้ยงให้มันสวยขนาดนี้ไง”
นีโอไม่พูดต่อ
เขารู้ดีว่า สำหรับปรานศรี ความรักกับการครอบครองมักใช้ชื่อเดียวกันเสมอ
“เขาไม่เหมือนคนอื่นนะคะ”ดีดี้มองเธอนิ่ง“ทุกคนก็พูดแบบนี้ตอนที่ความรักมันบังตา”ประโยคนั้นเงียบลงกลางห้องเดียร์กำแก้วน้ำแน่นขึ้น“แต่เขาเคยยืมเงินหนูไป แล้วก็คืนเงินหนูแล้วค่ะ” เธอรีบพูด เหมือนกำลังคว้าหลักฐานชิ้นสำคัญขึ้นมาปกป้องโม“รอบแรกหนูช่วยเขาไปหนึ่งแสน เขาคืนครบทุกบาท เขาไม่ได้เอาไปแล้วหายนะคะพี่ดี้ เขาแค่มีปัญหาจริง ๆ”ดีดี้เงียบไปครู่หนึ่งสายตาของเธอไม่ได้อ่อนลง แต่มันลึกขึ้น เหมือนเธอกำลังมองอะไรบางอย่างที่เดียร์ยังมองไม่เห็น“คืนรอบแรก”คำของดีดี้เบามากแต่ทำให้เดียร์รู้สึกเย็นวาบอย่างไม่มีเหตุผล“แล้วรอบนี้ล่ะ”เดียร์หลบตา“หนูยังไม่ได้ให้เขาค่ะ”“แต่กำลังจะให้”เดียร์ตอบไม่ได้ดีดี้ลุกขึ้นเดินไปหยิบบุหรี่จากโต๊ะเครื่องแป้ง แต่ไม่ได้จุด เธอเพียงคีบมันไว้ระหว่างนิ้ว เหมือนต้องการอะไรสักอย่างให้มือได้จับแทนความหงุดหงิดที่พยายามกดไว้“เดียร์”เสียงของดีดี้เบาลงกว่าเดิม“แกแน่ใจเหรอว่าเงินก้อนนี้จะทำให้ปัญหาของหมอนั่นจบไป”คำถามนั้นแทงตรงเกินไปเดียร์เงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า ดวงตาสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่“พี่ดี้หมายความว่ายังไงคะ”ดีดี้หัวเราะเบา ๆไม่ใช่เพราะขำ แต่เหมือนเหน
หลังจากมื้อกลางวันวันนั้น เดียร์ไม่ได้บอกโมว่าเธอจะช่วยเธอเพียงนั่งกินข้าวกับเขาต่อ พยายามยิ้ม พยายามทำให้มื้อนั้นเป็นมื้อธรรมดาอย่างที่โมอยากให้เป็น แต่ตัวเลขสองแสนห้าหมื่นบาทกลับติดอยู่ในใจเหมือนคราบบางอย่างที่ล้างเท่าไรก็ไม่ออกเงินหนึ่งแสนบาทที่โมเคยคืนให้เธอยังอยู่เดียร์ไม่ได้ลืมมันแต่เธอไม่อยากแตะต้องเงินก้อนนั้นไม่ใช่เพราะเสียดายเงินมากกว่ารักโม แต่เพราะเงินก้อนนั้นเป็นเงินก้อนแรกที่เธอตั้งใจแยกเก็บไว้ให้ชีวิตของตัวเองจริง ๆ เป็นเงินที่เธอเคยบอกตัวเองว่าจะไม่ใช้พร่ำเพรื่อ เป็นเงินสำหรับวันที่เธออาจพาตัวเองออกไปจากที่นี่ได้สักวันมันคือทางรอดเล็ก ๆ ที่เธอพยายามซ่อนไว้ใต้หมอน ใต้ความฝัน และใต้ความหวังว่าอนาคตของเธออาจไม่ได้จบอยู่หลังสองทุ่มเสมอไปแต่สองแสนห้าหมื่นบาทของโมก็ยังติดอยู่ในใจหนักพอจะทำให้เดียร์รู้สึกผิดทุกครั้งที่คิดถึงเงินเก็บของตัวเองสุดท้าย เธอจึงบอกตัวเองว่าเธอจะหาใหม่หาเพิ่มอีกครั้ง โดยไม่แตะต้องเงินก้อนนั้น เย็นวันเดียวกันเดียร์ขึ้นไปหาปรานศรีปรานศรีนั่งอยู่ในห้องทำงานเหมือนทุกครั้ง สมุดคิวเปิดอยู่ตรงหน้า ปากกาสีทองวางทับบนกระดาษที่มีรายชื่อหลายบรรทัดเ
เที่ยงวันพุธนั้น โมนัดเดียร์ออกไปกินข้าวที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ใกล้คอนโดของเขาเป็นร้านเดิมที่เคยทำให้เดียร์รู้สึกเหมือนตัวเองได้ใช้ชีวิตธรรมดาสักช่วงเวลาหนึ่ง แค่นั่งกินข้าวกับคนที่รัก มีจานอาหารอุ่น ๆ วางอยู่ตรงหน้า และมีโมอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะเขายังคงพยายามยิ้มให้เธอเหมือนเดิม ถามว่าเธอเหนื่อยไหม ตักอาหารใส่จานให้ และทำเหมือนทุกอย่างระหว่างพวกเขายังดีอยู่แต่เดียร์มองเห็นความผิดปกติเล็ก ๆ ได้ชัดกว่าทุกครั้งนิ้วของเขาเคาะขอบแก้วเบา ๆโทรศัพท์ของเขาคว่ำอยู่บนโต๊ะ แต่หน้าจอสว่างขึ้นหลายครั้งและทุกครั้งที่มันสว่าง โมจะเหลือบมองเพียงเสี้ยววินาที ก่อนทำเหมือนไม่เห็น“โม”“ครับ”“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ”มือของโมชะงักอยู่เหนือแก้วน้ำเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเขาจะยิ้มให้เธอ“ไม่มีอะไรหรอกครับ”คำตอบนั้นยังนุ่มเหมือนเดิมแต่เดียร์กลับยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ“ถ้าไม่มีอะไร ทำไมวันนี้โมดูเหนื่อยขนาดนี้คะ”โมเงียบไปครู่หนึ่ง ปลายนิ้วที่เคาะขอบแก้วหยุดลงช้า ๆ ก่อนเขาจะถอนหายใจเบา ๆ เหมือนยอมแพ้ต่อสายตาเป็นห่วงของเธอ“เรื่องงานครับ”เดียร์ไม่ได้ถามแทรก เพียงนั่งนิ่งรอฟังต่อ“มีงานหนึ่งที่ต้องเดินต่อให้ทันก
คืนนั้น โมโทรหาเดียร์จริง ๆไม่ได้นานมากนัก เพราะเขาบอกว่ายังมีงานต้องเคลียร์ต่อ แต่เสียงของเขานุ่มกว่าหลายวันที่ผ่านมา และก่อนวางสาย เขายังบอกฝันดีด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เดียร์ยิ้มอยู่กับหมอนนานกว่าปกติสองสามวันหลังจากนั้น โมกลับมาตอบข้อความเร็วขึ้นบางครั้งเธอเพิ่งส่งไปไม่ถึงห้านาที เขาก็อ่านแล้วตอบกลับมา บางคืนโทรมาหาก่อนนอน แม้จะคุยได้ไม่นาน แต่ก็พอให้เดียร์รู้สึกว่าเขายังอยู่ตรงนั้น ยังคิดถึงเธอ และยังเป็นโมคนเดิมที่เธอรักเงินหนึ่งแสนที่เขาคืนมา จึงไม่ได้ทำให้เดียร์เชื่อเขาแค่เรื่องเงินแต่มันทำให้เธอเชื่อมากขึ้นว่า ความรักของเขาก็จริงเหมือนกันหลังจากโมคืนเงินก้อนนั้นให้เธอ เดียร์คิดว่าทุกอย่างคงค่อย ๆ กลับไปอยู่ในที่ทางของมันอีกครั้ง อย่างน้อย เธอก็อยากเชื่อแบบนั้นกลางวัน เธอยังเป็นเดียร์ที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ ชงกาแฟ รับออเดอร์ และยิ้มให้ลูกค้าเหมือนผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งแต่หลังสองทุ่ม ชื่อฟ้าใสไม่ได้จบลงพร้อมซองเงินสีขาวที่โมคืนให้เธอตรงกันข้าม มันกลับถูกเรียกบ่อยขึ้นกว่าที่เดียร์คิดเพียงแค่เห็นรายชื่อในตารางงาน เดียร์ก็รู้สึกเหนื่อยตั้งแต่ยังไม่ได้แต่งหน้าเธอเริ่มเข้าใจแ





