LOGINบุตรชายของหูซื่อก็คือ ท่านอารองของนาง การที่นางจะรักและเชื่อหวงซื่อกับจินหร่วนก็ไม่ผิด
“น้องสาวเจ้าบอกข้า ข้าเป็นพี่ชายเจ้า ย่อมจะต้องเชื่อเจ้า” จินหว่านอดที่จะมองชุยจิ้นอย่างซาบซึ้งไม่ได้
“เจ้าค่ะ พวกท่านก็เห็น เครื่องประดับข้ามีน้อยเสียที่ไหน เพียงดอกไม้ผ้าไหมเพียงดอกเดียวนับเป็นอันใด อาหร่วนอยากได้จากข้า หากขอข้าดีๆ มีหรือที่ข้ามีทุกสิ่งจะไม่แบ่งปันนาง แต่นางหมายเข้ามาแย่งข้าจากมือ ข้าทนไม่ได้เจ้าค่ะ” อย่างน้อยเรื่องดีเรื่องหนึ่งของจินหว่าน คือครอบครัวนางยอมรับฟังนางเสมอ
“หึ เป็นเช่นที่ข้าคิดไม่ผิด หากหว่านวานของข้าไม่หมดสติถึงสามวัน ท่านแม่ก็คงให้นางไปคุกเข่าอยู่ที่ศาลบรรพชนแล้ว”
“อาเหลียน” ชุยเซียวอดที่จะตำหนิภรรยารักไม่ได้ ต่อให้หูซื่อที่มีความเกี่ยวข้องกับเขา แต่นางก็ได้ชื่อว่ามารดาจะตำหนินางลับหลังคงจะดูไม่ดี หากผู้ใดมาได้ยินเข้า ไม่แคล้วเขาคงได้ถูกร้องเรียนว่าไม่มีความกตัญญู “ครอบครัวอารองของเจ้ามิได้มีบุตรีเพียงแค่อาหร่วนเพียงผู้เดียว บุตรของอนุก็มีอีกหลายคน นางคงไม่ได้มีเครื่องประดับมากเหมือนเจ้า แล้วอีกอย่างนางก็เพียงเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง เรื่องในหนนี้ก็ให้แล้วกันไปเถิด”
บิดาของนางก็เป็นเช่นนี้ แม้จะโกรธแค้นแต่ก็ยอมลงให้บ้านรองเสมอ ด้วยรู้สึกผิดที่ชุยหมิ่นต้องระหกระเหินไปอยู่ต่างเมืองเกือบสิบปี แต่ทั้งหมดก็เป็นที่ตัวเขาเองไม่ใช่หรือ หากไม่รับสินบนจะถูกย้ายไปเป็นเพียงนายอำเภอต่างเมืองเล็กๆ ได้อย่างไร ท่านย่าที่แสนดีของนางก็ร่ำร้องโวยวายกับบิดาอยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้ช่วยดึงท่านอารองของนางกลับมาเป็นขุนนางในเมืองหลวง
แต่เรื่องเพิ่งจะเกิดขึ้น จะให้เขากลับมาเร็วเพียงนั้นได้อย่างไร สุดท้ายก็ต้องรอให้ฮ่องเต้ลืมเลือนเรื่องที่เกิดในปีนั้นไปเสียก่อน จนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ตำแหน่งในกรมพิธีการว่างลง ถึงจะเป็นเพียงขุนนางขั้นห้า ไม่ค่อยได้มีบทบาทในราชสำนักเท่าใด แต่ก็ดีว่าอยู่ต่างเมืองที่ไม่อาจมีผลงานให้เติบโตได้ ชุยหมิ่นจึงได้เดินทางกลับมาเมืองหลวงตามที่ปรารถนา
บิดามารดาเอ่ยถามจินหว่านอีกเพียงไม่กี่ประโยค เมื่อเห็นสีหน้าที่เหน็ดเหนื่อยของนางต่างก็พากันออกไป แต่มือคู่น้อยดึงรั้งพี่ชายของตนเอาไว้เพื่อให้อยู่พูดคุยกันเสียก่อน
“มีอันใดหรือ” ชุยจิ้นหันมาถามอย่างไม่เข้าใจ
“พี่ใหญ่ ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่าน” ชุยจิ้นนั่งลงข้างเตียงพร้อมมองน้องสาวอย่างตั้งใจ จินหว่านนางส่งสายตาให้สาวใช้ออกไปจากห้อง แล้วให้เสี่ยวผิงเฝ้าหน้าห้องของนางไว้ ด้วยกลัวว่าจะมีผู้ใดแอบฟังเรื่องที่นางจะพูด
“เหตุใดเจ้าถึงได้ระวังเช่นนี้” ชุยจิ้นคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ
“หากข้าเล่าเรื่องใดให้พี่ฟัง พี่จะเชื่อข้าหรือไม่” มีเพียงพี่ชายวัยสิบสี่หนาวของนางเท่านั้นที่จะพึ่งพาได้
นางเป็นเด็กอายุเพียงสิบหนาวในตอนนี้หากออกไปพูดเรื่องที่บ้านรองคิดจะทำร้ายบ้านใหญ่ทั้งหมดออกมาให้บิดามารดาฟัง พวกเขาจะต้องคิดว่านางป่วยจนเพ้อไปแล้วเป็นแน่ นางจึงเลือกพูดกับชุยจิ้นแทน
“ว่ามาเถิด” เมื่อเห็นสีหน้าของน้องสาวจริงจัง ชุยจิ้นก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องไม่ดีแน่
จินหว่านจำได้ว่า หลังจากที่ท่านอารองเดินทางกลับมาเมืองหลวงไม่นาน เขาจะก่อเรื่องขึ้นอีกครั้ง เมื่อทบทวนดูแล้วยามนี้มันคงยังไม่เกิดขึ้น แต่ดูท่าคงจะเร็วๆ นี้แล้ว
ชุยหมิ่นเมื่อกลับมาถึงเมืองหลวงก็เริ่มสานสัมพันธ์กับสหายเก่าทันที ทั้งส่งของกำนัล พาไปเลี้ยงที่เหลาอาหารและเหลาสุราอย่างใจกว้าง ไหนจะซื้อข้าวของเพื่อเอาใจขุนนางตำแหน่งใหญ่โตเพื่อปูทางให้กับตำแหน่งของตนเองในภายหน้า โดยไม่คำนึงถึงเสียงคัดค้านของพี่ชายต่างมารดาเลย
ก่อนหน้านี้ชุยเซียวทะเลาะกับชุยหมิ่นไปแล้วหนึ่งรอบ ก็เป็นเรื่องเงินกองกลางที่ชุยหมิ่นถลุงไปไม่น้อย ชุยเซียวถึงขนาดจะขอแยกบ้านมาแล้ว แต่หูซื่อนางไม่ยอม หากโดยชุยเซียวถอดทิ้งบุตรชายของนางจะมีหน้าอยู่ในราชสำนักได้อย่างไร หูซื่อย่อมรู้ดีว่าทุกวันนี้ขุนนางในเมืองหลวงยอมพูดคุยกับชุยหมิ่นก็เพราะตำแหน่งของชุยเซียว สุดท้ายหูซื่อก็ต้องยอมนำสินเดิมของนางที่เก็บเอาไว้อย่างหวงแหนออกมาทดแทนส่วนที่ชุยหมิ่นผลาญไป หวงซื่อแทบอยากจะฉีกหน้าไป๋ซื่อยามที่นางเอ่ยพูดจำนวนเงินออกมา แต่ก็ต้องข่มใจเอาไว้ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่นางจะวางท่าได้
“ท่านพี่ อีกไม่นานท่านอารองจะเข้าไปพัวพันเรื่องลอบค้าของเถื่อน”
“ห๊ะ!!! เจ้าพูดอันใด จะเป็นไปได้อย่างไร” ชุยหมิ่นไม่อยากจะเชื่อ ด้วยก่อนหน้านี้ที่ท่านอารองของตนถูกลดขั้นก็เป็นด้วยเรื่องที่เขาเข้าไปพัวพันเรื่องติดสินบน แล้วครั้งนี้ยังจะกล้าหาญถึงขั้นค้าของเถื่อนเลยหรือ
“ท่านฟังข้าก่อน ท่านยังไม่ต้องเชื่อข้าก็ได้ ข้ารู้ว่าท่านฉลาดไม่ต่างจากท่านพ่อ เพียงแค่ส่งบ่าวที่ไว้ใจได้ให้ติดตามดูท่านอารองเพียงไม่กี่วันก็คงจะทราบเรื่อง แต่ท่านพี่ ท่านรู้ใช่หรือไม่ ท่านจะบอกท่านพ่อไม่ได้ว่าข้าบอก ท่านต้องทำให้ท่านพ่อล่วงรู้เสียก่อน”
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร” ชุยจิ้นมองใบหน้าซีดขาวของน้องสาวอย่างค้นหา
“ข้าฝัน แต่เหตุการณ์เหมือนจริงมาก หากท่านไม่เชื่อข้า ผลที่ตามมาท่านรู้ใช่หรือไม่ แม้จะไม่ใช่ความผิดของท่านพ่อ อย่างไรก็ตระกูลชุยเหมือนกัน ย่อมไม่อาจหลีกหนีภัยได้ ถึงครั้งนี้ท่านอารองจะหาหนทางปิดบังไม่ให้เรื่องมาถึงตัวได้ แต่ต่อไปผู้ใดจะรับรองว่าเขาจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอีก” แววตาของจินหว่านเยือกเย็นลง ครั้งนี้ไม่เกิดเรื่องร้ายแรง แต่คนที่เกี่ยวข้องล้วนถูกตัดสินโทษอย่างโหดร้าย
ชุยเซียวช่วยจัดการหลักฐานที่จะสาวมาถึงตัวของชุยหมิ่นเอาไว้ได้ทัน แต่เขาก็ต้องยอมรับผลที่ถูกฮ่องเต้เพ่งเล็งจนไม่อาจก้าวเดินได้อย่างเต็มฝ่าเท้า สุดท้ายก็ยังเป็นชุยหมิ่นที่สร้างเรื่องจนตำแหน่งขุนนางของชุยเซียวถูกลดขั้น แต่ก็เป็นเรื่องในภายหลัง จินหว่านไม่ต้องการให้เรื่องร้ายเกิดขึ้นสักเรื่องเดียว นางต้องการให้บิดาของนางแยกตระกูลชุยเป็นสายหลักกับสายรอง ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับบ้านรองอีก เพื่อจะได้ไม่ต้องหาเรื่องใส่ตัว
“ข้าจะลองเอาไปคิดดู”
จินหว่านก็ไม่ได้คิดว่าพี่ชายนางจะเชื่อทั้งหมด เพียงแต่นางต้องการให้พี่ชายของนางตรวจสอบเรื่องราวเสียก่อน อย่างน้อยหากเขาเชื่อนางในครั้งนี้ก็ย่อมแก้ไขได้ทัน หากไม่เชื่อนาง...เมื่อเกิดเรื่องขึ้นเขาจริง ต่อไปไม่ว่านางจะพูดเรื่องใด เขาย่อมต้องเชื่อนางอย่างสุดใจ
ชุยจิ้นกลับออกจากเรือนจินหว่านไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เขาไม่ได้เชื่อน้องสาวที่บอกว่ารู้เหตุการณ์จากความฝันทั้งหมด แต่เมื่อนึกย้อนดูสิ่งที่อารองทำทั้งหมดก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
“เจ้าแอบติดตามอารองไปอย่าให้เขาจับได้” เขาหันไปสั่งบ่าวที่อยู่ข้างกายที่ติดตามมาตั้งแต่เล็กทันที
จินหว่านแม้จะฟื้นขึ้นมาแล้ว แต่ร่างกายของนางยังอ่อนแออยู่จึงไม่ต้องไปคารวะหูซื่อเช้าเย็นตามธรรมเนียม และนางยังปิดประตูเรือนไม่รับแขกอีกด้วย นอกจากคนในครอบครัวของนาง จินหร่วนที่อยากมาดูอาการของจินหว่านทันทีที่นางตื่นขึ้นก็ถูกขวางเอาไว้อยู่ที่หน้าเรือน
“เหตุใดข้าถึงเข้าไม่ได้ หากพี่หญิงใหญ่รู้สึกผิดที่ผลักข้าตกน้ำ เจ้าไปบอกนางข้าไม่ถือ” นางยิ้มออกมาอย่างใจกว้าง
“มิใช่เจ้าค่ะ ร่างกายของคุณหนูใหญ่ยังลงเหลือไอเย็นอยู่ไม่น้อย หากคุณหนูรองกับคุณหนูสามเข้าไปในยามนี้ บ่าวเกรงว่าจะติดไข้เอาได้เจ้าค่ะ” เสี่ยวผิงอยากจะเบ้ปากใส่จินหร่วนที่โยนความผิดให้คุณหนูของนางโดยไม่กะพริบตา แต่ก็ต้องกดข่มเอาไว้
ยามดึก ทั้งสองขึ้นไปบนระเบียงของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อมองโคมไฟทั้งเมืองเมืองหลวงด้านล่างเต็มไปด้วยแสงสีแดงระยิบระยับดอกไม้ไฟพุ่งขึ้นฟ้า ซูจินหว่านยืนพิงราวไม้ มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม“สวยจังเลยเพคะ…”ทันใดนั้น เสื้อคลุมหนาก็ถูกคลุมลงบนไหล่นางแขนแข็งแรงโอบจากด้านหลังหลี่หรงหานกอดนางไว้แนบอกคางซบศีรษะเบา ๆ“หนาวหรือไม่”“ไม่หนาวแล้วเพคะ”ไม่นานเขากระซิบเสียงต่ำ“จินหว่าน”“เพคะ?”“ข้าไม่ชอบให้ใครมองเจ้า ไม่ชอบให้ใครยิ้มให้เจ้า ไม่ชอบให้เจ้าอยู่ไกลสายตา”“…ท่านอ๋อง”“ข้ารู้ว่าตัวเองงี่เง่า” เขาหัวเราะเบา ๆ “แต่ข้าหยุดไม่ได้”มือใหญ่ประสานมือนางแน่นขึ้น“ทั้งชีวิตข้าเสียของสำคัญมามากเกินไปแล้วข้าจะไม่เสียเจ้าอีกคน”หัวใจนางอ่อนยวบ ซูจินหว่านหันกลับไปกอดตอบซบหน้าลงบนอกเขา“เช่นนั้น…ก็จับมือข้าไว้ตลอดไปสิ”หลี่หรงหานยิ้มรอยยิ้มที่มีไว้ให้นางคนเดียว“ไม่ใช่แค่จับมือ” เขากระซิบข้างหู“ชีวิตนี้ ข้าจะกอดเจ้าไว้แบบนี้ ต่อให้ฟ้าถล่มก็ไม่ปล่อย”ดอกไม้ไฟระเบิดสว่างเต็มท้องฟ้า เสียงดังสนั่นแต่สำหรับท่านอ๋องหลี่หรงหานนั้น แม้โคมไฟพันดวงงดงามเพียงใดก็ยังไม่เท่าความงามของพระชายาซูจิหว่านของท่านอ๋
ตอนพิเศษหลังพายุเลือดและการช่วงชิงอำนาจผ่านพ้นไปเมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง จวนอ๋องเงียบกว่าที่เคยไม่มีฎีกากองสูงเท่าภูเขา ให้เขาต้องมาตรวจงานจนหามรุ่งหามค่ำมีเพียงเสียงลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านต้นเหมยกลีบดอกสีชมพูปลิวว่อนราวหิมะอ่อน ๆซูจินหว่านนั่งอยู่ในศาลาริมสระบัว ชายเสื้อแพรสีอ่อนถูกรวบขึ้นเล็กน้อย ขณะตั้งใจชงชาไอน้ำลอยกรุ่นกลิ่นหอมจาง ๆ ของใบชาชั้นดีคลอเคลียในอากาศ“พระชายา…”เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังจากด้านหลังยังไม่ทันหันกลับไป นางก็รู้ว่าเป็นใครหลี่หรงหาน บุรุษที่ครั้งหนึ่งทั้งใต้หล้าครั่นคร้ามท่านอ๋อง ผู้ไม่เคยยิ้มให้ผู้ใดแต่ตอนนี้กลับเดินเข้ามาเงียบ ๆ แล้วสวมกอดนางจากด้านหลังเหมือนเด็กที่แอบอ้อนภรรยาของเขา “…ท่านอ๋อง” นางหัวเราะเบา ๆ “กลางวันแสก ๆ ยังจะทำตัวเหมือนโจรอีกหรือเพคะ”“ในสนามรบข้าคืออ๋อง” เขาซบคางบนไหล่นาง เสียงแผ่วลงอย่างเกียจคร้าน “แต่ในจวนนี้ ข้าเป็นเพียงสามีของเจ้าเท่านั้น”คำพูดง่าย ๆ กลับทำให้นางหน้าแดงยิ่งกว่าดอกเหมยมือใหญ่ของเขาจับมือนางที่กำลังถือถ้วยชาแล้วพาไปนั่งด้วยกันทั้งสองดื่มชาในถ้วยเดียวกันอย่างไม่ถือพิธีเงาสะท้อนในผ
ขุนนางในเมืองหลวงไม่น้อยที่เข้าหาชุยเซียวด้วยรู้ดีว่า ต่อไปหลี่หรงหานย่อมต้องได้นั่งบัลลังก์ ชุยเซียวย่อมต้องขึ้นเป็นโหวฟู่ (บิดาของฮองเฮา) อย่างแน่นอนหลังจากหลี่หรงหานเดินทางขึ้นเหนือแล้ว ชุยเซียวถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ชุยจิ้นเองก็สอบจิ้นซื่อได้อันดับหนึ่งจนได้เป็นจอหงวน ตระกูลชุยนับว่าทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของราชสำนักทันทีแต่ชุยเซียวก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่ว่าจะกับขุนนางฝ่ายใดเขาก็ยังคงคบหาได้อย่างสนิทใจ ทั้งยังรักษาระยะห่างแต่พอดี ไม่เข้าร่วมพรรคพวกหรือหาพรรคพวกให้เว่ยอ๋องเสียนเฟยให้กำเนิดพระโอรสองค์ที่หกแก่ฮ่องเต้ ภายหลังถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮาองค์ใหม่อย่างสมเกียรติ นับว่าเวลาที่รอคอยมานับยี่สิบปีในที่สุดฮ่องเต้ก็สามารถมอบตำแหน่งให้สตรีที่รักได้เสียทีขบวนเดินทางของหลี่หรงหาน กว่าจะเดินทางถึงชายแดนเหนือก็ใช้เวลาถึงห้าเดือน เหตุที่ยาวนานเพียงนี้ก็เป็นที่หลี่หรงหานพาจินหว่านเที่ยวเล่นแทบจะทุกหัวเมืองที่ผ่านตำหนักอ๋องที่โจวเป่ยให้คนเดินทางล่วงหน้ามาปรับปรุงเสียใหม่แล้ว พอเดินทางมาถึง จินหว่านนางจึงได้เห็นสวนดอกเหมยแดงที่กว้างใหญ่ภายในตำหนักดอกเหมยแดงส่งกลิ่นหอมไป
จินหว่านเมื่อรู้เรื่องก็แทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่ไหว ไม่รู้ว่ายามนี้บิดากับพี่ชายจะมีสีหน้าเช่นใดเมื่อถูกหลี่หรงหานเอาคืน จินหว่านได้แต่ปลอบใจไป๋ซื่อที่กระวนกระวายอยู่ภายในห้องของนางให้สงบใจ ไม่ต้องเร่งรีบไปกับหลี่หรงหานด้วย อย่างไรก็ยังไม่ถึงเวลาพอถึงเวลารับตัวเจ้าสาว หลี่หรงหานก็เร่งให้กรมพิธีการรีบร้องบอกขั้นตอนสำหรับพิธีจะได้ส่งตัวเจ้าสาวเร็วๆชุยเซียวกับไป๋ซื่อนั่งอยู่ตำแหน่งประธานเพื่อให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวกราบลาบิดามารดาเพื่อออกเรือน หูซื่อเองย่อมต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วย ชุยหมิ่นหมดสิ้นวาสนาในเรื่องเส้นทางขุนนางแล้ว ได้แต่หวังว่าบุตรชายอนุอีกสองคนที่เหลือจะพอกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาได้ชุยหมิ่น หวงซื่อที่เข้าร่วมงานดูสงบเสงี่ยมขึ้นไม่น้อย จินหลันที่แต่งให้พ่อหม้ายหยวนไปก็กลับมาร่วมงานแต่งของจินหว่าน ใบหน้าของนางดูอิ่มเอมมิได้เศร้าหมองอย่างที่คิด เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า ใต้เท้าหยวนดูแลนางดีไม่น้อย บุตรชายสองคนของฮูหยินเอกที่ล่วงลับไปแล้วก็เป็นเด็กรู้ความไม่ทำให้นางลำบากใจ จินหว่านย่อมยินดีกับนางด้วยเช่นกันที่มีความสุขเกี้ยวแปดคนหามหลังใหญ่ รับตัวเจ้าสาวเดินทางไปที่ตำหนักอ๋อง ผู้ที่แบกเ
เมื่อก่อนนางคิดว่าหลี่หรงฝูรักนางอย่างที่เขาพูดจริงๆ แต่ภายหลังนางถึงได้รู้ว่าที่เขาเลือกนางเป็นพระชายารองก็ด้วยฐานะของบิดานาง แต่จะทำเช่นใดได้ ในเมื่อนางรักเขาไปแล้ว หากนางเชื่อในคำของสหายจะดีเพียงใด“เก็บเอาไว้ให้ดี” นางส่งกล่องไม้ให้เกาอวี้ม่านอีกกล่องถึงแม้จะบอกให้เกาอวี้ม่านเชื่อในคำพูดของมู่เฟยหยา แต่สหายของนางคนนี้ดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย นางไม่มีทางเชื่อทุกคนที่มู่เฟยหยาพูด ของทั้งสองกล่องคือตั๋วเงิน เพียงแต่ในกล่องของมู่เฟยหยามีมากถึงห้าพันตำลึงเงิน แม้จะไม่ได้มากเท่าที่มู่เฟยหยาเคยมี แต่เงินก้อนนี้นางย่อมมีหนทางทำให้งอกขึ้นมาได้อีกหลายเท่าทุกคำที่จินหว่านพูดคุยกับสตรีทั้งสองหลี่หรงฝูล้วนแต่ได้ยิน แต่สิ่งที่เขาต้องการในชาตินี้ล้วนไม่ได้มาครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นบัลลังก์หรือตัวนางจินหว่านมองส่งรถม้าที่สิ่งห่างออกไปจนสุดสายตา มือหนารวบเอวของนางเข้ามาสวมกอดจึงเรียกสติของนางกลับมาได้“อยากไปกับมันหรือ” น้ำเสียงที่แฝงเอาไว้อย่างไม่พอใจของหลี่หรงหานทำให้จินหว่านหัวเราะออกมา“ท่านจะเปิดร้านขายน้ำส้มสายชู (หึงหวง) หรือ” นางเอียงคอยิ้มอย่างหยอกล้อ“หึ กลับได้แล้ว” หลี่หรงหานอยู่กับนางตลอดเ
ไม่ผิดจากที่ชุยเซียวเคยบอกเสนาบดีเกานัก ฮ่องเต้ไม่มีทางสังหารพระโอรสของตนหากไม่ทำผิดถึงขั้นก่อกบฏ เพียงปลดให้เป็นสามัญชนแล้วขับไล่ไปอยู่ที่ชายแดนเหนือ ขุนนางในเมืองหลวงย่อมรู้ดีว่าองค์ชายใหญ่ไม่มีทางฟื้นกลับมาได้อีกแล้ว ชายแดนเหนือเป็นเขตแดนที่ตระกูลซ่งของเสียนเฟยดูแลอยู่ หากมิโง่เขลาเกินไปย่อมรู้ได้ดีว่าฮ่องเต้ต้องการให้คนตระกูลซ่งควบคุมความประพฤติขององค์ชายใหญ่นี้ เพียงรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แล้วไปเริ่มใหม่ ต่อให้กลายเป็นสามัญชนนางก็เชื่อว่าความรู้ที่นางมีอย่างไรก็ไม่มีทางอดตาย แต่เขาได้หาเชื่อในคำของนางไม่ในคืนเดียวกันนั้น ภายในเมืองหลวงถูกกองกำลังขององค์ชายใหญ่ที่เลี้ยงดูไว้ภายใต้ตระกูลสวี บุกเข้าวังหลวงเพื่อก่อกบฏหลี่หรงหานเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ราชครูสวีที่รู้เรื่องว่าหลานชายของตนลงมือโดยไม่ได้ขอความเห็นก็เป็นลมหมดสติไปทันที ตอนนี้แม้ตระกูลสวีจะถูกริบตำแหน่งราชครูคืน แต่อย่างน้อยฮ่องเต้ก็ยังเหลือชีวิตเอาไว้ให้เขา ต่อไปจะไม่กลับมายิ่งใหญ่ได้หรือแต่หลี่หรงฝูก็ปิดประตูความหวังที่แสนริบหรี่ของเขาลง เพียงแค่กองกำลังลับบุกเข้าเมืองหลวง ทหารก็ล้อมจวนตระกูลสวีและตำหนักฮอง







