LOGINหัวใจของซีฮันสะดุดไปชั่วขณะ ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางด้วยสายตาจริงจัง
“เจ้าไม่ต้องขอความเ
หัวใจของซีฮันสะดุดไปชั่วขณะ ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางด้วยสายตาจริงจัง“เจ้าไม่ต้องขอความเมตตา ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องอ่อนแอเพื่อให้เราปกป้อง เพียงยืนอยู่ในสิ่งที่เจ้าคิดว่าถูกต้อง แล้วเราจะพิจารณาด้วยตนเองว่าเจ้าควรได้รับความเชื่อใจหรือไม่”พระองค์ลดพระหัตถ์ลง“และครั้งนี้ เราเลือกเชื่อเจ้า”ซีฮันไม่อาจตอบได้ทันที ถ้อยคำเหล่านั้นเรียบง่าย แต่กลับสั่นคลอนกำแพงที่นางสร้างไว้ในใจทีละชั้น นางเคยคิดว่าความรู้สึกของฮ่องเต้เป็นเพียงความหลงใหลชั่วคราว คิดว่าพระองค์สนใจเพราะนางแตกต่างจากซีฮันคนเดิมคิดว่าเมื่อวันหนึ่งความสงสัยมากกว่าความโปรดปราน พระองค์อาจหันหลังให้นางเหมือนบุรุษผู้มีอำนาจทั่วไป แต่คืนนี้ ฮ่องเต้ส่งองครักษ์หลวงออกไปโดยไม่บอกนาง ไม่ใช่เพื่อควบคุมไม่ใช่เพื่อแย่งผลงาน แต่เพื่อปกป้องหลักฐานและคนของนางจากการถูกสังหาร นางมองรอยเลือดบนรถที่จอดอยู่นอกคลัง ก่อนหันกลับมามองชายตรงหน้า ในดวงตาของเขาไม่มีความระแวง มีเพียงความแน่วแน่ซีฮันเคยยืนหยัดท่ามกลางศัตรูได้โดยไม่กลัว เคยเผชิญคมมีด ยาพิษ และคำใส่ร้ายโดยไม่ร้องขอผู้
ซีฮันกล่าว“ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจะได้รับการดูแลจากตำหนักหงส์ และข้าจะขอพระราชทานเกียรติยศให้พวกเขา”ชายผู้นั้นหลับตาลงอย่างโล่งใจ ซีฮันลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในคลัง หีบเหล็กสามใบถูกเปิดต่อหน้าผู้แทนจากสามฝ่าย เอกสารด้านในบางส่วนมีคราบเขม่า แต่ส่วนใหญ่ยังสมบูรณ์ สมุดบัญชีเสบียง ตราประทับปลอม รายชื่อขุนนางผู้รับเงิน เส้นทางลับสำหรับนำเสบียงออกจากขบวน และแผนที่ค่ายฝึกทหารนอกบัญชี ฮ่องเต้ยืนอยู่หน้าโต๊ะ กำลังทอดพระเนตรบัญชีเล่มหนึ่ง สีพระพักตร์เย็นชา ซีฮันเข้าไปถวายพระพร“ฝ่าบาท”พระองค์เงยหน้าขึ้น “มาแล้วหรือ”“เพคะ”นางมองเอกสารบนโต๊ะ“ฝ่าบาททรงทราบเรื่องขบวนได้อย่างไร”ฮ่องเต้ปิดสมุดบัญชีลง“เราพบว่าคนของเข่อหยวนฉิงส่งม้าเร็วออกจากเมืองหลวงสามกลุ่มเมื่อคืนก่อน”“จึงทรงคาดเดาว่าพวกเขารู้เรื่องหลักฐาน”“ไม่ใช่เพียงคาดเดา”พระองค์หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้นาง เป็นรายงานจากองครักษ์หลวง ระบุว่าคนของตระกูลเข่อกำล
ทหารม้ากว่าสามสิบคนพุ่งออกมาจากแนวไม้ ทุกคนสวมชุดเกราะดำประดับตรามังกรเงิน ดาบในมือสะท้อนแสงไฟวาบหัวหน้ากององครักษ์ยกดาบขึ้น“คุ้มครองรถหลักฐาน จับคนร้ายเป็น!”องครักษ์หลวงเข้าปะทะทันที ม้าศึกพุ่งชนแนวชายชุดดำจนแตกกระจาย ดาบคมกริบฟาดลงอย่างแม่นยำ คนร้ายที่กำลังล้อมรถถูกบีบให้ถอยออกจากกัน หัวหน้าคุ้มกันตระกูลซีมองภาพตรงหน้าด้วยความตกใจตามแผนเดิม ฮองเฮาส่งคนมารับเพียงหกคน แต่ผู้ที่ปรากฏกลับเป็นองครักษ์หลวงทั้งกอง นั่นหมายความว่ามีผู้หนึ่งรู้เรื่องขบวนหลักฐาน และยอมใช้อำนาจของราชสำนักเข้าปกป้องอย่างเปิดเผยชายชุดดำบางส่วนเห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงพยายามหนีเข้าป่า แต่พลธนูขององครักษ์หลวงปิดทางไว้ทั้งหมด“ผู้ใดทิ้งอาวุธจะไว้ชีวิตเพื่อสอบสวน!”หัวหน้ากองประกาศ คนร้ายกลับไม่มีผู้ใดยอมจำนน พวกเขาต่อสู้ราวกับรู้ดีว่าหากถูกจับเป็นย่อมมีชะตาที่เลวร้ายกว่าความตาย ชายชุดดำผู้หนึ่งล้วงยาพิษจากแขนเสื้อ แต่ยังไม่ทันกลืน องครักษ์ข้างหน้าก็ใช้ด้ามดาบกระแทกข้อมือจนหลุด อีกคนพยายามจุดไฟเผาตัวเองพร้อมเอกสารที่แย่งมาได้ แต่ถูกลูกธนูยิง
นางคลี่แผนที่รอบเมืองหลวงออกหากคนของเข่อหยวนฉิงยังควบคุมด่านตรวจ พวกเขาอาจไม่จำเป็นต้องรู้ว่าขบวนใดเป็นของจริง เพียงส่งคนเฝ้าถนนทุกสายและตรวจรถสินค้าจากชายแดนทั้งหมดก็พอ“ส่งองครักษ์ของเราออกไปรับนอกเมือง”“จะใช้คนจำนวนเท่าใดพ่ะย่ะค่ะ” ตงเปียนถาม“ไม่เกินหกคน หากมากกว่านั้นจะสะดุดตา”“จุดนัดพบอยู่ที่ใด”ซีฮันชี้สะพานร้างทางเหนือ ห่างจากกำแพงเมืองประมาณยี่สิบลี้“ให้พวกเขารอที่โรงเตี๊ยมร้างหลังสะพาน เมื่อเห็นรถสมุนไพรสามคัน ให้แสดงเหรียญทองแดงที่บากตรงขอบ”ตงเปียนรับคำแล้วรีบออกไปจัดการ ขณะเดียวกัน ขบวนรถขนหลักฐานกำลังเข้าใกล้เมืองหลวงพวกเขาเดินทางโดยไม่จุดคบไฟ อาศัยแสงจันทร์ซึ่งถูกเมฆบดบังเป็นระยะ ถนนเปียกชื้นจากฝนเมื่อคืนทำให้ล้อรถเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ หัวหน้าคุ้มกันขี่ม้าอยู่ด้านหน้า เขามองรอยเกือกม้าบนพื้นแล้วขมวดคิ้ว“หยุด”รถทั้งสามคันหยุดพร้อมกัน ทหารเก่าคนหนึ่งกระโดดลงไปตรวจรอย“มีม้าหลายสิบตัวผ่านไปไม่นานขอรับ&rdq
ซีเหวินเต๋ออ่านจดหมายจนจบสีหน้าของเขาค่อย ๆ เคร่งเครียด“นางพบเส้นทางนั้นแล้วหรือ”“เหนียงเหนียงพบว่าคนของเข่อหยวนฉิงควบคุมกรมส่งกำลังบำรุงและเส้นทางลำเลียงหลายจุดพ่ะย่ะค่ะ”ซีเหวินเต๋อหัวเราะอย่างขมขื่น“พวกเรารู้มานานแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดยอมฟัง”เขาเดินไปยังมุมห้องเก็บอาวุธ ใช้มือกดกลไกใต้ชั้นวางหอก ผนังไม้ด้านหลังจึงเลื่อนออก เผยให้เห็นหีบเหล็กเก่าใบหนึ่งภายในมีสมุดบัญชีหลายเล่ม แผนที่เส้นทาง ตราประทับจำลอง และจดหมายร้องเรียนที่ไม่เคยถูกส่งถึงฮ่องเต้“นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง”ซีเหวินเต๋อกล่าว“ตอนข้ายังเป็นแม่ทัพกองหน้า ข้าเคยส่งคนติดตามขบวนเสบียง พบว่าของหนึ่งในสามถูกนำออกจากรถก่อนถึงด่าน แล้วแทนที่ด้วยกระสอบที่ใส่ทรายหรือเมล็ดข้าวคุณภาพต่ำ”เฉินกวงเปิดสมุดบัญชีด้านในบันทึกวัน เวลา และสถานที่อย่างละเอียด“เหตุใดท่านไม่เคยนำหลักฐานเหล่านี้ออกมา”“เคยนำออกมาแล้ว”ซีเหวินเต๋อตอบเสียงเ
ตระกูลเดิมของร่างนี้คือสกุลซี ตระกูลนักรบเก่าแก่ซึ่งเคยครอบครองอำนาจทางทหารอย่างมั่นคงหลายชั่วอายุคน ส่วนตระกูลหานทางฝ่ายมารดาก็เป็นสายแม่ทัพที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน การสมรสระหว่างสองตระกูลเคยทำให้ซีฮันมีสายสัมพันธ์กับกองทัพกว่าครึ่งหนึ่งของชายแดนเหนือและตะวันตกนั่นเป็นเหตุผลที่นางได้รับเลือกให้เป็นฮองเฮาและอาจเป็นเหตุผลแท้จริงที่เข่อหยวนฉิงต้องการให้นางอ่อนแอจนไม่อาจแตะต้องกิจการภายนอกได้เมื่อซีฮันเดิมประชวรและปิดตำหนัก คนของตระกูลซีกับตระกูลหานก็ถูกลดตำแหน่งทีละคน บ้างถูกกล่าวหาว่าบริหารกองทัพผิดพลาด บ้างถูกโยกย้ายไปด่านห่างไกล บ้างถูกบังคับให้ออกจากราชการโดยไม่มีโอกาสแก้ต่างในสายตาคนทั่วไป นั่นคือการเสื่อมอำนาจตามกาลเวลาแต่เมื่อมองผ่านแผนผังที่นางวาดขึ้น ซีฮันกลับเห็นว่าทุกเหตุการณ์เชื่อมโยงกับเส้นทางเสบียงทหาร“เฉินกวงไว้ใจได้มากเพียงใด”“เขาเคยรับดาบแทนบิดาของเหนียงเหนียงในสนามรบพ่ะย่ะค่ะ หลังได้รับบาดเจ็บที่ขา จึงออกจากกองทัพ แต่ทุกปีในวันครบรอบการสิ้นของท่านแม่ทัพใหญ่ เขายังแอบไปจุดธูปที่สุสาน”
“บอกมาสิเคไนน์ว่าเรื่องที่ฉันรู้มาเป็นความจริง”“เรื่องอะไรลิลลี่...นี่คุณพูดเรื่องอะไรอยู่”“เมื่อคืนคุณพานางแบบจากยอร์ชผับไปกกที่คอนโดใช่มั้ย”“บ้าน่า! ผมจะทำเรื่องแบบนั้นทำไม”“คุณทำมันบ่อย ฉันรู้ว่าคุณทำมาหลายหนแล้ว ไหนรับปากกับฉันว่าจะเลิก จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงพวกนั้น บอกว่าจะมีฉันคนเดียว”
“เคไนน์...เคไนน์!”เสียงที่ดังขึ้นจากในห้องบรรทมทำให้การสนทนาระหว่างคนทั้งหมดด้านนอกจ้องชะงัก เหล่านางกำนัลทั้งสามโผเข้ากอดกันแน่นทว่าตงเปียนกลับเงี่ยหูฟังพระสุรเสียงของฮองเฮาที่ดังลอดออกมาก่อนตัดสินใจเข้าไปในห้องบรรทมและปิดประตูลงก็เห็นว่านางนั่งอยู่บนแท่นบรรทม องค์ฮองเฮาหันมายังขันทีหนุ่มที่ต้องร
เสียงนั้นลั่นเสียดทะลุเข้าไปในโสตประสาทของเฉียนหลงขณะหมอหลวงรีบเข้าไปนั่งคุกเข่าแทบพระบาท ฮ่องเต้ทรงถามขึ้นทั้งที่ไม่ได้หันมองหน้าเพราะมัวแต่จ้องภาพเบื้องหลังฮองเฮาที่กรีดร้องลั่นอยู่กับสระน้ำไม่ต่างอะไรจากคราแรกก่อนนางสิ้นชีพจร“นี่มันเกิดอะไรขึ้น...นางเป็นอะไร...ข้าถามว่าฮองเฮาเป็นอะไร!”“หม่อมฉัน
ว่าแล้วก็ผละเดินไปอีกทาง ขณะนั้นเซียวจื่อเฟยเข้ามายืนข้างยู่จินเซียงกุ้ยเฟยและถามว่า“ท่านพี่เข่อชิงว่าเช่นไรบ้างคะ”ยู่จินเซียงเหยียดปากออกก่อนตอบ “จะว่าเช่นไร นางก็คิดว่าตัวเองฉลาดหลักแหลมที่สุดนั่นอย่างไร...หึ! ถือว่าตัวเองเป็นอัครมเหสีรองทีมีเพียงตำแหน่งเดียว แต่คงลืมไปแล้วว่าฮ่องเต้ยังมีมเหสีรอ







