LOGINหยี่หานเข้าไปในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านแถบชานเมืองที่มีร้านค้าและแผงลอยครึกครื้นพอสมควร เพราะเป็นทางผ่านไปสู่เมืองสำคัญต่างๆ จึงมีการค้าขายกันอยู่มาก
เขาเดินเข้าไปในร้านขายผ้า เลือกผ้าแพรที่นุ่มมือและมีราคาถูกพร้อมกับอุปกรณ์การปักเย็บต่างๆ กลับไปให้กับหว่าอิ๋งที่พยายามทำตัวเหมือนกับว่านางเป็นหญิงรับใช้ของเขา
ขากลับหยี่หานได้พบกับเหว่ยฟางโดยบังเอิญ ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่เหว่ยฟางจะส่งสัญญาณให้เขาไปรอเธอในที่ประจำของทั้งคู่
“เสี่ยวหลิน เจ้าช่วยไปถามราคาปิ่นปักผมร้านนั้นให้ข้าที”
“คุณหนูไม่ไปถามด้วยกันเล่าเจ้าคะ” นางผู้ติดตามถามอย่างไม่เข้าใจ หน้าที่ของนางคือตามเหว่ยฟางไม่ให้คลาดสายตา
“ข้าเคยไปถามแล้ว พ่อค้าเห็นว่าข้ามีเงินก็บอกราคาที่สูงให้แก่ข้า เลยอยากให้เจ้าลองไปถามคนเดียวดู ว่าราคาจะแตกต่างจากข้ามากหรือไม่” เหว่ยฟางบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน ไม่ได้มีท่าทีรำคาญบ่าวรับใช้แต่อย่างใด
เมื่อเสี่ยวหลินเดินไปที่แผงขายเครื่องประดับ เหว่ยฟางก็ใช้จังหวะนั้นเดินไปยังตรอกซอยที่ลับตา เพื่อพบกับหยี่หาน แล้วต่างคนต่างสวมกอดกันด้วยความคิดถึง
“ข้าไม่ได้พบท่านมาเกือบเดือนแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง ท่านดูซูบผอมไปนะ” เหว่ยฟางพูดเสียงเบา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย
“ข้าสบายดี ช่วงนี้โหมทำงานมากไป แล้วต้องอ่านทบทวนตำราเตรียมสอบระดับมณฑลอีก”
“ไปสอบที่เมืองหลวงคราก่อน ท่านมีปัญหาให้ต้องคิดมาก ครั้งนี้ข้าเชื่อว่าท่านต้องสอบผ่านเป็นจวี่เหริน แล้วไปสอบผ่านทุกระดับได้สำเร็จอย่างแน่นอน” เหว่ยฟางพูดให้กำลังใจแก่ชายคนรักที่แอบคบหากันได้หลายปีแล้ว
“รอข้านะเหว่ยฟาง ข้าจะสอบเป็นระดับขุนนางให้ได้ แล้วจะไปสู่ขอเจ้าจากบิดา อย่างสมเกียรติ” หยี่หานบอกนาง แล้วแลซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าปลอดคนจึงโน้มจูบหน้าผากของหญิงคนรัก
“ข้าต้องรีบไปก่อน ดูแลตัวเองด้วย” เหว่ยฟางบอกลาเขา แล้วรีบจากไปก่อนที่เสี่ยวหลินจะตามหานางให้เป็นเรื่องใหญ่
“คุณหนูโจว สาวใช้ของท่านตามหาท่านอยู่ทางด้านนู้น” แม่ค้าแผงเครื่องสำอางบอกกล่าว เมื่อเห็นว่าเหว่ยฟางเดินผ่านมา
“ขอบใจท่านมาก ข้าแวะไปดูผ้าที่ร้านเถ้าแก่หยางมา น่าจะคลาดกันตอนนั้น” เหว่ยฟางพูดด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ แล้วยืนชมชาดทาปาก และแป้งฝุ่นผลัดหน้าที่แผงลอยนั้น
“ข้านึกว่าไปแอบเจอกับหยี่หานมาเสียอีก” แม่ค้าพูดอย่างรู้ทัน
เป็นที่รู้กันดีว่าโจวเหว่ยฟางนั้นแอบรักกับบัณฑิตสอบตกอย่างกัวหยี่หาน และถูกบิดานางขัดขวางไม่ให้ทั้งคู่ได้เจอกัน มองว่าหยี่หานเป็นดั่งคางคกอยากกินเนื้อห่านฟ้า
“คุณหนูไปไหนมานะเจ้าคะ” เสี่ยวหลินที่เดินมาถึงถามขึ้น ทำให้แม่ค้านางนั้นต้องรีบออกตัวหาคำที่พ้องกับชื่อของหยี่หานไม่ให้สาวใช้สงสัยผู้เป็นนาย
“คุณหนูโจวเดินไปทั่วทุกตี้ทาน(ร้านค้าแผงลอย) เพื่อรอเจ้านะสิ เถลไถลเยี่ยงนี้คุณหนูไม่เอาเจ้าไปฟ้องท่านโจวก็ดีแล้ว”
เหว่ยฟางโล่งใจที่แม่ค้านางนั้นช่วยเหลือ จึงช่วยซื้อเครื่องสำอางกลับไปจำนวนหนึ่ง ทำให้แม่ค้าพอใจเป็นอย่างมาก
“ข้าจะไม่ถือโทษเจ้าที่ปล่อยข้าไว้คนเดียว คราวหลังก็ดูข้าให้ดีก่อนจะเดินผ่านไปก็แล้วกัน” เหว่ยฟางพูดดุสาวใช้ที่ยังทำหน้างุนงง
หากแต่กลัวความผิดจึงรีบถือของประจบประแจงเหว่ยฟางในทันที ทำให้นางยิ้มให้กับแม่ค้าอย่างโล่งใจ
**********************
หยี่หานกลับมาถึงในยามเว่ย (ช่วงบ่ายโมง) หว่าอิ๋งที่รอการกลับมาของเขารีบเตรียมสำรับอาหารและน้ำชาไว้ต้อนรับเขา พร้อมทั้งรับของมาถือเอาไว้อย่างเอาใจ จนหยี่หานอดเอ็นดูนางไม่ได้
“คุณชายกัวยิ้มแบบนี้ คงไปเจอเรื่องดีๆ มา”
“เจ้านี่ช่างรู้ใจข้าเสียจริง” หยี่หานพูดพลางหยิบห่อผ้านั้นขึ้นมาให้นาง
“ข้าไปซื้อผ้าแพรและเครื่องเย็บปักเหล่านี้ให้เจ้า หากเจ้าปักผ้าเหล่านี้เสร็จ ข้าจะนำไปขายในหมู่บ้าน แล้วนำเงินมาให้เจ้าเก็บ จะได้มีเงินตั้งตัว” บัณฑิตหนุ่มบอกหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่ดุมีความสุข
“ขากลับข้าได้เจอกับคนรักของข้า นางแอบมาเจอข้าได้แค่ชั่วครู่ แต่เท่านั้นข้าก็มีความสุขมากพอแล้ว”
“แอบเจอ งั้นก็หมายความว่า ความรักของพวกท่านโดนขัดขวางหรือเจ้าคะ” หว่าอิ๋งถามด้วยความรู้สึกที่ดูเศร้า นางอยากให้คนดีๆ อย่างหยี่หานสมหวังในความรัก
“เจ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว” หยี่หานถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วยืนเอามือขัดหลังไว้ ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องออกมา
“ข้ากับคุณหนูโจว รู้จักกันตอนที่ข้าช่วยท่านแม่นำผักไปขายที่ตลาด ตอนนั้นข้ายังเป็นเพียงชาวไร่ชาวสวน ไม่ได้คู่ควรกับนางเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะนางไม่เคยรังเกียจข้า และยังไปมาหาสู่ที่บ้านของข้า ดูแลท่านแม่ของข้าโดยไม่รังเกียจ ข้าจึงมีความคิดที่จะสอบให้ได้เป็นระดับขุนนาง เพื่อที่จะรักกับนางได้อย่างเปิดเผยและไม่อายใคร” หยี่หานพูดขึ้นมาให้หว่าอิ๋งเข้าใจในระดับหนึ่ง ไม่ได้ลงรายละเอียดไปมากกว่านั้น
“ถ้าอย่างนั้น ที่ท่านพยายามทำทุกอย่าง ก็คงเพื่อขยับฐานะตนเองให้คู่ควรกับคุณหนูโจว ข้าฟังแล้วรู้สึกประทับใจแทนนางยิ่งนัก ที่ท่านพยายามทำเพื่อนางถึงขนาดนี้”
“สักวันเจ้าก็จะเจอคนที่เจ้ารัก ตอนนั้นเจ้าจะรู้เลยว่า เจ้าอยากทำทุกอย่าง เพื่อเป็นคนที่เขาต้องการ แม้จะยากลำบากสักแค่ไหนก็ตาม” หยี่หานกล่าวแล้วอมยิ้มเบาๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าของเหว่ยฟาง และกลิ่นหอมของนางที่ยังตราตรึงที่ปลายจมูกของเขา
“คุณชายทานอาหารเถิดเจ้าค่ะ สำรับเย็นชืดเดี๋ยวจะเสียรสชาติ” นางเตือนสติเขาที่กำลังอิ่มอกอิ่มใจอยู่ แล้วหอบผ้าแพรนั้นเข้าไปในห้องแล้วยิ้มออกมาอย่างสุขใจ
**********************
หยี่หานมองดูบ้านช่องของเขาที่ตอนนี้ดูสะอาดตาขึ้นมาก หว่าอิ๋งรู้จักนำเสื้อผ้าของมารดาเขาที่เสียชีวิตไปแล้วมาดัดแปลงตัดเย็บสวมใส่ให้เข้ากับนาง
ผักที่เติบโตแล้วก็นำไปขายให้ร้านขายผักในหมู่บ้านในราคาถูกเพื่อให้ร้านผักนำไปขายต่อในราคาที่สูงกว่าเกือบเท่าตัว
“ทำไมเจ้าถึงไม่ขายเองเล่า ยอมแลกเงินเพียงน้อยนิดอย่างนั้นได้อย่างไร” เขาถามเชิงเป็นห่วงมากกว่าจะตำหนินาง
“หากข้านั่งขายเอง กว่าจะขายได้หมดก็คงมืดค่ำ ผักแห้งเหี่ยวไม่มีคนซื้อ หนำซ้ำยังเสียเวลาทั้งวัน สู้เอาไปขายให้กับพ่อค้าร้านอื่น ให้เขาขายแทนเรา แล้วเอาเวลามาดูแลท่านและทำงานอย่างอื่นจะไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ” หว่าอิ๋งบอกเหตุผลกับเขาอย่างเอาใจ
หยี่หานพยักหน้าฟังสิ่งที่นางพูดแล้วยิ้มออกมาที่นางนั้นมีความคิดที่ฉลาดเกินกว่าจะเป็นแค่สาวใช้
“เจ้ามาอยู่ที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง ข้าทำอะไรให้ลำบากใจหรือไม่”
“ไม่มีเหตุให้ข้าหนักใจเลยสักครา คุณชายดีต่อข้ามาก ข้ารู้สึกว่าไม่อยากไปจากที่นี่เลย อยากอยู่รับใช้คุณชายตลอดไป”
“เจ้าช่างปากหวานเอาใจเก่งยิ่งนัก บ้านข้ายากจนเพียงนี้ คงดูแลเจ้าไม่ไหว” หยี่หานพูดพลางยิ้มไม่หุบ เอ็นดูหญิงสาวตรงหน้า หากไม่มีเหว่ยฟาง เขาคิดว่าคงรักนางไม่ไม่ยากนัก เพราะนางทั้งอ่อนหวาน กิริยามารยาทงาม ขยันขันแข็ง ดูแลเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
“ข้าไม่รบกวนคุณชายถึงขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ ขอแค่ข้าได้ดูแลคุณชายและมีที่พักพิง ข้าก็พอใจแล้ว” หว่าอิ๋งพูดเสียงเบา แล้วอมยิ้มให้แก่เขา
นางไม่กล้าบอกชายตรงหน้าว่าตลอดระยะเวลาแค่หนึ่งเดือน นางนั้นแอบมีใจให้กับเขาอย่างเงียบๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัว และหว่าอิ๋งเองก็พึ่งจะรู้ตัวไม่นานนี้เช่นกันว่าตนเองมีใจให้กับบัณฑิตที่มีเจ้าของหัวใจแล้ว
‘ความรักของข้า คือการเห็นท่านมีความสุข แม้จะไม่ได้รับความรักตอบแทนจากท่านเลยก็ตาม ขอแค่ข้าได้อยู่รับใช้ท่าน เท่านั้นข้าก็พอใจแล้ว’
**********************
เหว่ยฟางกลับไปถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยมีเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย“คุณหนูมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านมีสัมพันธ์กับคุณชายลู่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางถามด้วยความห่วงใย“เจ้าต้องปิดเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคงไม่มีหน้าอยู่บนโลกใบนี้” เหว่ยฟางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ เพราะโจวเจาหรูคงไม่ปลาบปลื้มแน่หากรู้ว่านางได้ทำการข้ามกำแพงเจาะรู (ลักลอบเกินเลยกันโดยผู้ใหญ่ไม่รับรู้)“ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายลู่จะทำเช่นนั้น”“ข้าเองก็ไม่คาดคิด จู่ๆ คุณชายลู่ก็จู่โจมเข้าจุมพิตข้า ข้ารู้สึกวาบหวิวไปหมด สุดท้ายจึงต้องนอนนิ่งให้เขากระทำอย่างนั้น” นางเล่าให้แก่เสี่ยวหลินฟัง“คุณหนูไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ คุณชายลู่ดูจะรักคุณหนูมาก อย่างไรข้าคิดว่าเขาคงไม่ทอดทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน” นางบอกแก่คุณหนูของตนที่เติบโตมาด้วยกัน“เขาก็บอกข้าเช่นนั้นตอนที่..” เหว่ยฟางหยุดพูดแล้วทำเอียงอาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็แสนสุขสม“คุณหนูรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่เลยเสี่ยวหลิน มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หากวันใดเจ้าออกเรือนแล้วจะรู้” นางพูดแล้วอมยิ้มให้แก่กันลู่ชิงฟงคือบุตร
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้นหยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้นในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไห
บัณฑิตหนุ่มเดินไปส่งเหว่ยฟางถึงแค่รั้วบ้านของตน นางจูบลาเขาด้วยจุมพิตที่บางเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไปหยี่หานกวาดตามองไปทั่วบ้านแต่ก็ยังไม่เห็นหว่าอิ๋ง จึงเดินค้นหานางรอบบริเวณนั้นแล้วพบว่านางกำลังเอาหญ้าแห้งมาบังลมหนาวให้กับเป็ดของนางอยู่“ทำไมไม่สวมชุดคลุมอีกชั้น อากาศเย็นมากแล้ว เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย“ข้าใช้กำลังยกหญ้าและฟางพวกนี้จนร่างกายรู้สึกอบอุ่นแล้วเจ้าคะ อากาศก็ยังไม่หนาวมาก แค่นี้ข้าทนไหว” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่สดใสอย่างเช่นเคย“เรื่องเหว่ยฟาง ข้า..”“คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ ข้าจะได้ไปอุ่นอาหารให้” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าเขาจะพูดอันใด แล้วขัดขึ้นมาก่อน“อืม เริ่มหิวแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นไปรอข้าที่ด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุ่นอาหารไม่นาน” นางยิ้มให้แก่เขา หยี่หานจึงรั้งตัวนางมาโอบกอด ทำให้หว่าอิ๋งตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะดันตัวออกจากเขา“คุณชาย เนื้อข้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและหญ้า ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเปรอะเปื้อนไปกับข้า”“เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” เขาไม่ฟังที่นางบอกแล้วประคองนางเข้าไปในบ้านมอบความอบอุ่นจากอ้อมแขนของตนเองใ
หญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจหากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเองตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุขเหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูปชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อยแต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดเมื่อไปถึงบ้านของหยี่
เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋งตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’ หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริงไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วยนางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลั
บรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเองหว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหาหว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก







