LOGINครืน ๆ
และในตอนนั้นเองเสียงฟ้าก็ร้องดังระงมราวกับต้องการสั่งให้นางหยุดปรุงโอสถที่ฟื้นชะตาฟ
“เสวี่ยเอ๋อร์ กลับมาแล้วหรือ”เมื่อไป๋เสวี่ยเดินมาใกล้ ทุกคนย่อมต้องรับรู้ได้ แต่เป็นไป๋ซานที่เอ่ยทักน้องสาวของตนก่อนไม่เจอกันเพียงไม่กี่เดือน ไป๋ซานดูท่าจะเก่งกาจมากยิ่งขึ้นอีกแล้ว ไป๋เสวี่ยภาคภูมิใจในตัวของพี่ชายยิ่งนักแต่ตอนนี้นางมีเรื่องอื่นให้ต้องจัดการ นั่นก็คือเรื่องของอาจารย์กำมะลออย่างโอวหยางฉีผู้นี้“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ”ไป๋เสวี่ยยังไม่ได้กล่าวคำใดมาก เสียงของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน ตัวยังไม่ปรากฏแต่รับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่ง!แน่นอนว่าไป๋เสวี่ยย่อมจำเสียงของโอวหยางฉีได้ เป็นเขาจริง ๆ ด้วย“ศิษย์รัก!”“ท่านตามข้ามาเดี๋ยวนี้เลย!” ร่างเล็กโกรธขึ้ง นางไม่รอให้โอวหยางฉีปรากฏ ก็เรียกให้อีกฝ่ายมาคุยกับนางตัวต่อตัว ไป๋เสวี่ยอยากจะรู้ว่าตกลงแล้วคนผู้นี้มีจุดประสงค์ใดกันแน่ และที่สำคัญเขามาเยือนที่ตระกูลไป๋ถูกได้อย่างไรพรึ่บ!“ศิษย์รัก เจ้ากลับมาแล้ว!”ร่างใหญ่คล้ายหมีปรากฏกายมาพร้อมเสียงที่ดังก้องกังวาน ยามนี้โอวหยางฉีไม่ได้อยู่ในอาภรณ์เก่า ๆ หรือนำหนังของสัตว์วิญญาณมาห่มกายแล้วแต่เข
แต่ไป๋หลิงก็รู้ด้วยว่าไป๋เสวี่ยมีแผนที่จะไปแก้แค้นซุนฉือเฉิน เขาเองก็แค้นเคืองคนผู้นั้น แต่เขาไม่ต้องการให้ไป๋เสวี่ยต้องเอาชีวิตของตนเองไปวางเอาไว้กับความแค้นในครั้งนั้นอีกนางยังเด็ก ยังมีอนาคต...และที่สำคัญไป๋หลิงกลัวว่าตนจะต้องเสียไป๋เสวี่ยไปเหมือนดั่งที่เคยเสียไป๋หลงผู้เป็นบิดาของไป๋เสวี่ยและไป๋ซาน หรือก็คือบุตรชายเพียงคนเดียวของเขานั่นเอง“แล้วพี่ใหญ่ล่ะเจ้าคะ”เสียงของไป๋เสวี่ย เรียกคืนสติของผู้ชราให้กลับคืนมา ชายชรามองหน้าหลานสาวผู้ช่วยเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิตของตน ก่อนจะพยายามซ่อนความกังวลที่มีให้พ้นจากสายตาที่เฉียบคมของนางและเมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่สภาวะปกติไป๋หลิงก็ตอบออกมาด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่นดังเดิม“พี่เจ้าเข้าไปในป่าร้อยอสูรกับอาจารย์ของเจ้าน่ะ”“อาจารย์ของข้าหรือเจ้าคะ?” ไป๋เสวี่ยชะงักไปเมื่อได้ยินคำตอบของไป๋หลิงอาจารย์ของนางหรือ? ผู้ใดกัน“ใช่แล้ว เมื่อวานนี้อาจารย์ของเจ้าอยากจะกินหมีวายุขึ้นมา พวกเขาจึงได้พากันเข้าไปในป่าร้อยอสูร วันนี้ก็น่าจะกลับมากันแล้ว”หมีวายุ เพียงแค่คำ
หลังจากคุยกับฝูจิ้นจบแล้ว ไป๋เสวี่ยก็เดินมาหาไป๋หลิงที่ยามนี้กำลังรออยู่ที่เรือนพร้อมด้วยหลานทั้งสองและพี่สะใภ้ของนาง ที่เมื่อรู้ว่านางมาถึงก็รีบวิ่งมารวมตัวกันทันทีเรื่องของฝูจิ้นไป๋เสวี่ยไม่ได้กังวลมากนัก เพราะอีกฝ่ายเป็นคนที่ใช้ได้พอสมควรแต่ไป๋เสวี่ยจะลองคุยกับเหวินหรงให้แน่ใจอีกรอบ หากเขามาหานาง“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ”“ท่านอา!”เมื่อไป๋เสวี่ยปรากฏกาย ซาลาเปาทั้งสองลูกก็รีบวิ่งเข้ามาหานางก่อนผู้ใด ไป๋หลันยังคงอ้วนกลมเช่นเดิม แต่ไป๋เทียนผอมลงเล็กน้อย คาดว่าเป็นเพราะฝึกฝนวรยุทธ์ทุกวัน“ว่าอย่างไร คิดถึงอาหรือไม่?” ไป๋เสวี่ยแย้มยิ้มแค่รู้ว่ามีคนรอให้นางกลับมา นางก็รู้สึกดีใจมากแล้ว เพราะในโลกก่อนนางไม่เคยได้สัมผัสกับความรู้สึกเช่นนี้เลย“คิดถึงเจ้าค่ะ”“คิดถึงขอรับ” หลานทั้งสองพยักหน้าตอบรับ ไป๋เสวี่ยก็พูดคุยกับไป๋เทียนไป๋หลันสองสามคำก่อนจะหันหน้าไปมองท่านปู่และพี่สะใภ้ของตน“เหนื่อยหรือไม่” ไป๋หลิงถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าแม้ว่าจะยื้อชีวิตไป๋หลิงกลับมาได้ แต่เพราะร่างกายถูกพิษมานานทำให้ไม่อาจฟื้นฟู
ชายหนุ่มเงียบลง ก่อนที่จะตัดสินใจปัดเส้นผมสีดำเงาที่ยุ่งเหยิงให้พ้นไปจากใบหน้าของตน นั่นจึงส่งผลให้ใบหน้าที่ดูสง่างามมากปรากฏต่อสายตาของไป๋เสวี่ย แต่สิ่งที่ดึงดูดไป๋เสวี่ยยามนี้มิใช่รูปโฉมของฝูจิ้น แต่เป็นดวงตาข้างขวาของเขาต่างหากยามเมื่อไร้เส้นผมบดบัง ไป๋เสวี่ยจึงได้เห็นถึงสิ่งที่ฝูจิ้นพยายามปกปิดเอาไว้นั่นคือคนผู้นี้มีดวงตาสองสี ตาด้านซ้ายมีสีดำสนิทมิได้แตกต่างไปจากนาง แต่ดวงตาข้างขวากลับมีสีเหลืองอร่ามชาวดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทุกคนต่างก็มีดวงตาสีดำสนิท หากเป็นร่างจำแลงของสัตว์วิญญาณจึงจะมีดวงตาสีอื่น แต่ทั้งหมดนั้น ตาทั้งสองจะเป็นสีเดียวกัน หากดำก็ต้องดำทั้งสองข้าง หากแดงก็จะต้องแดงทั้งสองข้างเช่นเสี่ยวฮวนดวงตาแบบนี้ไป๋เสวี่ยไม่เคยเห็น แต่นางไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว เพราะชาติก่อนนางรู้จักกับสิ่งที่ทำให้มนุษย์เปลี่ยนสีตาของตัวเองได้ อีกทั้งคนหลากหลายเชื้อชาติก็มีสีตาที่แตกต่างกัน และชาตินี้นางก็รู้จักเหวินหรงผู้ที่มีนัยน์ตาสีมรกตเพราะเหตุนี้ ดวงตาของฝูจิ้นจึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกสำหรับไป๋เสวี่ยเลย“นี่คือสิ่งที่เจ้าปกปิดเอาไว้หรือ” ไป๋เสวี่ยถามขึ
ฝูจิ้นมีทักษะในการแกะรอยที่ยอดเยี่ยม และที่สำคัญนอกจากไป๋ซานที่มีพลังอยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์ คนอื่น ๆ ที่มีระดับพลังที่ต่ำกว่าต่างก็จับสัมผัสถึงตัวตนของฝูจิ้นไม่ได้ แม้ว่าเขาจะมีพลังอยู่ในระดับต่ำก็ตาม ฝูจิ้นรู้ว่าตนควรจะอยู่ให้ห่างไกลออกไปเพียงใด และอยู่ในบริเวณใดจึงปลอดภัยความสามารถเช่นนี้ไม่ใช่ธรรมดาสามัญ ไป๋ซานจึงได้เลือกฝูจิ้นมาเข้าร่วมกับตระกูลไป๋“นามเหวินหรง เจ้าเคยได้ยินหรือไม่” ไป๋เสวี่ยมองเห็นความสับสนที่ฝูจิ้นแสดงออกมา นางรู้แล้วว่าเขาไม่ได้โกหก จึงลดความไม่ไว้ใจลงไปได้เล็กน้อย ก่อนจะถามถึงเรื่องสำคัญไปตามตรงนั่นก็คือ...รู้จักกับเหวินหรงหรือไม่!“ไม่ขอรับ! ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน!” ฝูจิ้นแทบจะปฏิเสธออกมาทันทีน้ำเสียงของเขาหนักแน่น แววตาของเขาไม่สั่นไหว แสดงว่าเขาไม่ได้โกหกฝูจิ้นไม่รู้จักเหวินหรงจริง ๆไป๋เสวี่ยจึงถอนหายใจออกมา ถือว่าเหวินหรงให้เกียรตินางพอสมควร เพราะเขาเลือกจะทำตามที่นางต้องการ แต่ถึงอย่างนั้นไป๋เสวี่ยก็อดที่จะหงุดหงิดไม่ได้ ตัวไม่อยู่ แต่ก็อุตส่าห์สร้างความหงุดหงิดให้นางได้ เขานี่มัน
ไป๋เสวี่ยมองหน้าฝูจิ้นสิ่งที่นางรับรู้ได้จากชายคนนี้คือระดับพลังที่แปรปรวนคล้ายกับพลังของเหวินหรง เพียงแต่ก็มีบางครั้งที่พลังของเขาก็คล้ายกับคนทั่วไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไป๋เสวี่ยพูดไม่ถูก นางคิดว่าตนนั้นแตกต่างแล้ว แต่ฝูจิ้นก็เช่นกันคนผู้นี้มีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวพันกับแผ่นดินใหญ่ ไป๋เสวี่ยแน่ใจเช่นนั้น“เจ้าเป็นผู้ใดกัน?” ไป๋เสวี่ยมองหน้าฝูจิ้นและถามขึ้นมานางพยายามข่มความไม่พอใจลง นั่นเป็นเพราะว่าไป๋เสวี่ยคาดว่าฝูจิ้นจะต้องเป็นคนที่เหวินหรงส่งมาอย่างแน่นอน“ข้าน้อยฝูจิ้นขอรับ” ฝูจิ้นตอบออกมาตามตรงด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย เหตุใดเขาถึงได้รู้สึกหวาดกลัวไป๋เสวี่ยเช่นนี้กัน“บอกมาตามตรง ผู้ใดส่งเจ้ามา”“คุณหนูใหญ่หมายความว่าอย่างไรขอรับ” ชายหนุ่มมองไป๋เสวี่ยด้วยความสับสน ไปที่ใดก็มีแต่คนรังเกียจแล้วผู้ใดจะส่งเขามาที่นี่ในขณะที่ร่างสูงสับสนส่วนไป๋เสวี่ยนั้นคอยมองดูปฏิกิริยาของฝูจิ้นอยู่ตลอดว่าเขากำลังแสดงออกเช่นไรแต่สิ่งที่เขาพึ่งแสดงออกมานั้นไม่ได้เสแสร้ง บ่งบอกว่าคนผู้นี้ไม่เข้าใจในคำถามของนางจริง ๆ เขาอาจจะไม่เข้าใจคำถามของน







